fbpx

แถลงการณ์

แถลงการณ์ เรื่อง การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐและพรรคไทยรักษาชาติ

จากกรณีที่พรรคพลังประชารัฐมีมติเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคไทยรักษาชาติมีมติเสนอทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี  ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้ 1. พรรคอนาคตใหม่ขอเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ลาออกจากทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ในขณะจัดการเลือกตั้งทั่วไปนั้น ไม่สามารถเทียบได้กับบรรทัดฐานสากลเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. ยังคงอนุญาตให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจจำกัด และหัวหน้า คสช. ยังมีอำนาจเผด็จการตามมาตรา 44 ด้วย ประการที่สอง หัวหน้า คสช. มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลงคะแนนให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น การดำรงตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช. ของ พล.อ. ประยุทธ์ พร้อมกับเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนและส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถดำเนินไปได้โดยเสรีและเป็นธรรม   2. ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 24 มีนาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ยืนยันเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่หนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคอนาคตใหม่ยังยืนยันในข้อเสนอทางการเมือง 3 ข้อ ได้แก่ (1) หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. (2) แก้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทั้งฉบับ และ (3) ลบล้างผลพวงรัฐประหาร พรรคอนาคตใหม่เชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยและการบรรลุข้อเสนอทั้ง 3 ข้อนั้น จะเป็นไปได้ก็ด้วยแนวทางที่มั่นคงในหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องถูกรวมเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง ผลประโยชน์ของประชาชนจะต้องไม่ถูกลืม และสิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องได้รับการค้ำประกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การตกลงรอมชอมกันเองระหว่างชนชั้นนำไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้เลย   3. ผลพวงของการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ประการหนึ่ง คือ การปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่เปิดช่องทางให้พรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นนายกรัฐมนตรีได้ พรรคอนาคตใหม่เห็นว่า พรรคการเมืองที่ยืนหยัดกับหลักการประชาธิปไตยจะต้องยึดถือหลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” หลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” คือ มรดกของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นผลพวงจากการต่อสู้ของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยต่อระบอบ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ตามรัฐธรรมนูญ 2521 และ 2534 ที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นเพียง “เครื่องประดับ” และหลังเลือกตั้งกลับเชิญ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ประกอบไปด้วยนายทหารและข้าราชการประจำ เราต้องแลกเลือดเนื้อชีวิตของประชาชนไปจำนวนมาก กว่าประเทศไทยจะสถาปนาหลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” ลงไปในรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนจะถูกฉีกโดยการรัฐประหาร 2549   4. พรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องดำเนินไปอย่างเสรี เป็นธรรม และแข่งขันกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียม บุคคล สื่อมวลชน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมืองทุกพรรคต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคขัดขวางในทางกฎหมายและในทางประเพณีค่านิยม เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นกระบวนการสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย   5. พรรคอนาคตใหม่มีความพร้อมกับการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ทั้งในด้านบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี บุคคลที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี ผู้สมัคร ส.ส. ตลอดจนนโยบายของพรรคที่มุ่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งระบบ เรายืนยันว่า หากพรรคอนาคตใหม่ได้เสียงข้างมากเพียงพอ พรรคอนาคตใหม่พร้อมเป็นรัฐบาล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากเกิดกรณีจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่รวบรวมทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน พรรคอนาคตใหม่ก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 106 บังคับให้ต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาจำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลด้วย   สุดท้ายพรรคอนาคตใหม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปได้ เราเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องเลือกอยู่ระหว่างการเมืองแบบเผด็จการทหารกับการเมืองแบบเก่า แต่การเมืองแบบใหม่เป็นไปได้ การเมืองที่เป็นของคนทุกคน ไม่ใช่การตกลงเจรจาโดยผู้มีอำนาจไม่กี่คน เป็นไปได้ การเมืองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เป็นไปได้   พรรคอนาคตใหม่  วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562

แถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมโดยไม่มีเงื่อนไข หยุดใช้อำนาจปิดปากประชาชน

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันในครั้งนี้ ได้ส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในนามของพรรค ลำดับที่ 1 กรณีดังกล่าว ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามต่อความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ไม่เหมือนรัฐบาลช่วงการเลือกตั้งทุกๆ ชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น จึงอาจใช้อำนาจนี้ เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชารัฐ ที่จะผลักดันตนเองให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ จึงทำให้เกิดกระแสเรียกร้อง กดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำประเทศ จนควบคุมตัวเองไม่อยู่ และหลุดคำผรุสวาทออกมาว่า #มึงมาไล่กูสิ และในที่สุดก็ต้องออกมาขอโทษประชาชน การรับเทียบเชิญเป็นผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยต่อไป ของพล.อ.ประยุทธ์ ยังทำให้เกิดการชุมนุมของประชาชนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวเป็นสิทธิ์ เสรีภาพ ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์และเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง ตามคำที่เคยท้าทายประชาชนไว้ การแสดงออกดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติ เพราะแสดงถึงความอึดอัดต่อท่าทีผู้นำประเทศ แต่ผู้ชุมนุมกลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัว และแจ้งข้อหาฐานชุมนุมโดยไม่แจ้ง ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ กรณีดังกล่าว สะท้อนว่าการออกมาขอโทษของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นไปโดยเกิดจากการสำนึกผิด เพราะถ้ารู้สึกผิด ต้องไม่จับกุมประชาชนที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย และที่สำคัญ การชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์เองที่เป็นคนท้าทายประชาชน ด้วยคำพูดที่ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของผู้นำประเทศ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่า การชุมนุมของประชาชนอย่างสงบเป็นสิทธิ์ เสรีภาพ ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การจับกุมผู้ชุมนุม มองได้อย่างเดียวว่าเป็นการปิดปากประชาชนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่จึงขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข รวมถึงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งหัวหน้า คสช. ให้รัฐบาลรักษาการทำหน้าที่ต่อไป เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เสรี สุจริต และเป็นธรรม อย่างแท้จริง   #พรรคอนาคตใหม่ #เลือกตั้ง62 #24มีนากาอนาคตใหม่

แถลงการณ์กรณีการแข่งขันกีฬาระหว่างพรรคการเมือง

เดิมพรรคอนาคตใหม่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ  ด้วยจุดประสงค์ต้องการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถร่วมมือกันทำการเมืองที่สร้างสรรค์ได้ แม้จุดยืน อุดมการณ์บางอย่างจะแตกต่างกัน และยังหวังจะใช้โอกาสนี้ ผลักดันให้พรรคการเมืองมีจุดยืนร่วมกันบางประการต่อสังคม เช่นการยืนยันให้ไม่เลื่อนการเลือกตั้งจาก 24 กุมภาพันธ์ 2562 หรือการเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป  เพื่อให้การทำกิจกรรมร่วมกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแข่งกีฬา แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองต้องการบรรยากาศที่เปิดทางไปสู่ประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง และตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ก็ได้เสนอเรื่องนี้ต่อวงประชุมที่มี 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมในวันนี้ ได้แก่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา และพรรคอนาคตใหม่ อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม ทาง New Dem ของพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่าได้เชิญพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งพรรคอนาคตใหม่มีจุดยืนเรื่องการไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช. ซึ่งไม่อาจประนีประนอมได้  จึงไม่อาจร่วมกิจกรรมกับพรรคที่เป็นกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช.โดยตรงอย่างพรรคพลังประชารัฐ นอกจากนี้ ยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมาก ถึงความเหมาะสมในการเข้าร่วมกิจกรรมนี้  โดยเสียงส่วนใหญ่สะท้อนว่าพรรคไม่ควรร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองที่มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร และการสังหารผู้ชุมนุมทางการเมือง ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่จึงจำต้องขอถอนตัวจากกิจกรรมแข่งกีฬาดังกล่าว  และขอเรียกร้องให้แต่ละพรรคแสดงจุดยืนทางการเมืองร่วมกันมากกว่าเรื่องกีฬา  แต่เป็นการผลักดันให้ คสช. อย่าเลื่อนการเลือกตั้งออกไป และปลดล็อกคำสั่งห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป พรรคอนาคตใหม่หวังว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะพยายามแสวงหาโอกาสในการสร้างพลังทางการเมืองร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ต่อไป เพื่ออนาคตของประเทศไทยและประชาธิปไตย   พรรคอนาคตใหม่ 19 พฤศจิกายน 2561

แถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่ เรื่อง บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กับการคุ้มครองเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง

ตามที่เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แจ้งคำสั่งทางปกครองถึงพรรคอนาคตใหม่ด้วยวาจาเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ห้ามพรรคอนาคตใหม่รับบริจาคเงินจากสมาชิกพรรคหรือบุคคลภายนอก โดยอ้างถึงประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๗/๒๕๕๗ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันคำสั่งทางปกครองดังกล่าวเป็นหนังสือ ประกอบกับภายหลังจากนั้น พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนความว่า การรับบริจาคหรือระดมทุนของพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ​พรรคอนาคตใหม่ ขอแถลงดังนี้ ​1. ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ระบุถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การบริหารพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้ดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จึงกำหนดให้พรรคการเมืองมีรายได้จากหลากหลายช่องทาง ซึ่งรวมถึงรายได้จาก เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ได้ยึดถือหลักการดังกล่าวเป็นแนวทางในการหารายได้มาใช้เป็นทุนในการดำเนินกิจกรรมของพรรคมาโดยตลอด ​2. ตามหลักการพื้นฐานของรัฐเสรีประชาธิปไตยที่รับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคล บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพเป็นหลัก ส่วนการจำกัดสิทธิถือเป็นข้อยกเว้นและจะกระทำเช่นนั้นได้ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง กำหนดวัตถุประสงค์ของการจำกัดสิทธิเสรีภาพและต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพไว้อย่างพอสมควรแก่เหตุตามหลักความได้สัดส่วนอันเป็นหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป ภายใต้หลักการดังกล่าวนี้พรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลจึงย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ได้ เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ​3. ข้อ 2 แห่งประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 เรื่องให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 กำหนดห้ามมิให้ “พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว” ดําเนินการประชุม หรือดําเนินกิจการใด ๆ ในทางการเมือง เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย จากถ้อยบัญญัติของประกาศ คสช. พรรคการเมืองที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศฉบับนี้จึงย่อมหมายเฉพาะพรรคการเมืองที่ดำรงสถานะเป็นพรรคอยู่ก่อนวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับคือวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเพิ่งมีสถานะเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากประกาศมีผลใช้บังคับด้วย ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามหลักการของรัฐเสรีประชาธิปไตยที่อ้างถึงในข้อ 2. พรรคอนาคตใหม่จึงมีเสรีภาพที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมือง กล่าวโดยเฉพาะคือการรับบริจาค การจัดกิจกรรมระดมทุน รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคตามข้อ 1. ได้ ไม่ต้องห้ามตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 แต่อย่างใด สมควรกล่าวด้วยว่า นอกจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 แล้ว ตามข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 อันเป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาในภายหลัง ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ “พรรคการเมืองตามมาตรา 140” แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จัดให้มีการประชุมใหญ่ จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประชุมสมาชิกพรรคการเมือง หรือดำเนินการอื่นใดในทางการเมืองนอกเหนือจากที่กำหนดอนุญาตไว้ในคำสั่งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก คสช. นั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 140 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแล้ว พรรคการเมืองที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของข้อห้าม หมายถึงเฉพาะพรรคการเมืองที่จัดตั้งหรือเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม (คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550) และยังดำรงอยู่ในวันก่อนวันที่ 8 ตุลาคม 2560 อันเป็นวันที่กฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ ข้อห้ามตามข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ข้างต้น จึงไม่ใช้บังคับกับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเพิ่งมีสถานะเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 แต่อย่างใด อนึ่ง ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 14 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ คสช. กำหนดเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ของพรรคการเมืองฉบับล่าสุด โดยข้อ 2 แห่งคำสั่งได้แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยเพิ่มความเป็นมาตรา 141/1 ซึ่งเนื้อหาเป็นการกำหนดถึงกิจกรรมทางการเมืองที่พรรคการเมืองจะดำเนินการได้ จะต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าห้าวัน ทั้งนี้เมื่อได้แจ้งเรื่องดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าได้รับอนุญาตจาก คสช. ด้วย นั้น พิจารณาแล้วเห็นได้ว่ากิจกรรมที่กำหนดไว้ตามมาตรา 141/1 ข้างต้น มิได้รวมถึงกิจกรรมหารายได้ในลักษณะของการรับบริจาค การจัดกิจกรรมระดมทุน และการจำหน่ายสินค้าและบริการแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ภายใต้หลักการของรัฐเสรีประชาธิปไตยที่ว่า

ได้เวลาอนาคตใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ “อนาคตใหม่ ไทย 2 เท่า”

นับจากวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่มีการเลือกกรรมการบริหารรับรองข้อบังคับ แนวนโยบาย พรรคตามที่กฎหมายกําหนด และได้มีการยื่นเอกสารให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดําเนินการพิจารณาในวันที่ 21 มิถุนายนที่ ผ่านมา ในที่สุดวันที่ 28 กันยายน 2561 กกต. ได้มีมติรับจดทะเบียนพรรคอนาคตใหม่ถือเป็นการเริ่มต้นพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะหนึ่งในพรรคการเมืองหลักของประเทศ ในวันนี้พรรคอนาคตใหม่ประกาศวิสัยทัศน์สําหรับประเทศไทยว่าอนาคตใหม่ที่เราต้องการสร้างร่วมกับทุกคนคืออนาคตของ “ไทย 2 เท่า” นั่นก็คือเท่าเทียมกันและเท่าทันโลก ประเทศไทยจะต้องพัฒนาไปอย่างมีทิศทาง บนหลักการที่ประชาชนต่างมีสิทธิเสรีภาพ มี โอกาสในการเติบโตก้าวหน้าอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันในสังคม และในขณะเดียวกันก็ต้องยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก แข่งขันให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางการพัฒนาเศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสร้างความเท่าเทียมกันและเท่าทันโลกจะทําผ่าน 6 นโยบายหลักของพรรค ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรก้าวหน้า ยกระดับ การศึกษา การพฒั นาอุตสาหกรรมรถไฟ การเพิ่มอํานาจท้องถิ่น การลดความเหลื่อมลํ้าในสังคมผ่านระบบภาษี และรัฐสวัสดิการแบบ เท่าเทียมทั้งชีวิต จากวันแรกของการก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่เดินทางไปพบปะประชาชนแล้วใน 70 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งคณะทํางานจังหวัดครบ ทั้ง 77 จังหวัด และมีอาสาสมัครออนไลน์แล้ว 7,000 คน จากนี้ไปพรรคอนาคตใหม่จะทํางานอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น สร้างพรรคที่เป็นของ ประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง การรับสมัครสมาชิกและระดมทุน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมมีส่วนในการสร้างพรรค และตัดสินใจผ่านกระบวนการประชาธิปไตยทางตรง จะทําผ่านเวบ็ ไซต์ของพรรค ซึ่งเป็นช่องทางสําหรับการลงคะแนนไพรมารี เลือกตั้งกรรมการบริหาร รวมถึงประชามติในพรรค 1 เสียงของสมาชิกมีค่าเท่ากัน และทุกเสียงจะเป็นผู้กําหนดทางเดินของพรรคอนาคตใหม่ ทั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือน กุมภาพันธ์ปีหน้า และงานระยะยาวในอนาคต ได้เวลาอนาคตใหม่ ได้เวลาอนาคตไทย ได้เวลาที่อนาคต “เรา” จะเป็นผู้กําหนดเอง พรรคอนาคตใหม่ 1 ตุลาคม 2561

แถลงการณ์เรื่องการมุ่งจะดำเนินคดีอาญาต่อสมาชิกของกลุ่ม “อนาคตใหม่”

ตามที่พนักงานสอบสวนได้ทำการออกหมายเรียกพยานมายัง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ ในคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ คดีหนึ่ง  และคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ อีกคดีหนึ่ง โดยกำหนดให้ไปพบพนักงานสอบสวนที่ กองกำกับการ ๓ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น.  ต่อมาวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑  นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน”) โดยทนายความผู้รับมอบอำนาจได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและขอเลื่อนนัดต่อพนักงานสอบสวนเป็นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๑.๐๐ น. และพนักงานสอบสวนอนุญาตตามขอ  และเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและได้ทราบจากพนักงานสอบสวนว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “คสช.”) ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเนื้อหาของบันทึกวิดีโอเฟซบุ๊คไลฟ์ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๑ ช่วงค่ำ ทางเฟซบุ๊คเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” และ เพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ทั้งนี้ นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน โดยปฏิเสธการให้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ และพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด  โดยในวันเดียวกันนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวไทยโพสต์ว่า “คดีดังกล่าวนายธนาธร มีการพาดพิงถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อมูลกระบวนการยุติธรรมและเป็นการกล่าวหาคสช. นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการโจมตีกระบวนการยุติธรรมด้วย” นั้น กลุ่ม “อนาคตใหม่” ขอเรียนดังนี้ คสช. เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นจากการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจรัฐไปจากประชาชนเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทำลายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเป็นองค์กรที่ปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐ – ประชาธิปไตย นับแต่เข้าสู่อำนาจรัฐเป็นต้นมา คสช. ได้ใช้อำนาจดังกล่าว ปราบปรามประชาชนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับระบอบเผด็จการที่ตนก่อตั้งขึ้น คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยวิธีการต่างๆ ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายและกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศมาโดยตลอด ถึงแม้ว่า บัดนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งแล้ว การปราบปราม คุกคาม และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยอำนาจของเผด็จการ คสช. ก็หาได้ลดลงไม่ สภาพการณ์การเช่นนี้แสดง มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง (๒) บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” https://www.thaipost.net/main/detail/14428 (เข้าถึงเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑) ถึงความไม่จริงใจที่จะนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรมตามวิถีทางประชาธิปไตย สาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

แถลงการณ์กรณีผู้สนับสนุนอนาคตใหม่ถูกกดดันให้ลาออกจากอบต.น้ำพี้ อุตรดิตถ์

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้ร่วมจัดตั้งพรรค เดินทางไปพบปะประชาชนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ รับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขจากคนในท้องถิ่น ทั้งเรื่องที่ดินทำกินของชาวสวนทุเรียนหลง-หลินลับแล และปัญหาสับปะรดราคาตกต่ำ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมกับอนาคตใหม่ คือนายภิศิษฐ์ วงศ์ทอง รองนายก อบต.น้ำพี้ กลับถูกกดดันจากองค์กรที่สังกัด โดยกล่าวหาว่านายภิศิษฐ์เข้าร่วมการมั่วสุมชุมนุมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ทำให้ล่าสุด นายภิศิษฐ์ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ อบต.น้ำพี้ เพื่อให้การบริหารองค์กรสามารถเดินหน้าไปได้ แม้จะยืนยันว่าการเข้าร่วมสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของชาวอุตรดิตถ์ ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่สามารถทำได้โดยไม่ควรถูกคุกคามโดยรัฐ นี่ไม่ใช่กรณีแรกและกรณีเดียวที่สมาชิกและผู้สนับสนุนอนาคตใหม่ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อนาคตใหม่ขอยืนยันว่าการรับฟังความเห็น และรับทราบความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงรวบรวมแนวทางแก้ปัญหาจากท้องถิ่น เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงกระทำ และการมาร่วมกิจกรรม สะท้อนความคิดเห็น ก็เป็นสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองพึงทำ เราจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ยุติการคุกคามกดดันผู้ที่แสดงออกทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง และขอเรียกร้องให้คสช.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ห้ามมั่วสุมชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป และอนุญาตให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้อย่างเสรี เพื่อให้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

1 2 3