fbpx

แถลงการณ์

แถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่ เรื่อง บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กับการคุ้มครองเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง

ตามที่เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แจ้งคำสั่งทางปกครองถึงพรรคอนาคตใหม่ด้วยวาจาเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ห้ามพรรคอนาคตใหม่รับบริจาคเงินจากสมาชิกพรรคหรือบุคคลภายนอก โดยอ้างถึงประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๗/๒๕๕๗ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันคำสั่งทางปกครองดังกล่าวเป็นหนังสือ ประกอบกับภายหลังจากนั้น พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนความว่า การรับบริจาคหรือระดมทุนของพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ​พรรคอนาคตใหม่ ขอแถลงดังนี้ ​1. ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ระบุถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การบริหารพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้ดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จึงกำหนดให้พรรคการเมืองมีรายได้จากหลากหลายช่องทาง ซึ่งรวมถึงรายได้จาก เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ได้ยึดถือหลักการดังกล่าวเป็นแนวทางในการหารายได้มาใช้เป็นทุนในการดำเนินกิจกรรมของพรรคมาโดยตลอด ​2. ตามหลักการพื้นฐานของรัฐเสรีประชาธิปไตยที่รับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคล บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพเป็นหลัก ส่วนการจำกัดสิทธิถือเป็นข้อยกเว้นและจะกระทำเช่นนั้นได้ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง กำหนดวัตถุประสงค์ของการจำกัดสิทธิเสรีภาพและต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพไว้อย่างพอสมควรแก่เหตุตามหลักความได้สัดส่วนอันเป็นหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป ภายใต้หลักการดังกล่าวนี้พรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลจึงย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ได้ เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ​3. ข้อ 2 แห่งประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 เรื่องให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 กำหนดห้ามมิให้ “พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว” ดําเนินการประชุม หรือดําเนินกิจการใด ๆ ในทางการเมือง เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย จากถ้อยบัญญัติของประกาศ คสช. พรรคการเมืองที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศฉบับนี้จึงย่อมหมายเฉพาะพรรคการเมืองที่ดำรงสถานะเป็นพรรคอยู่ก่อนวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับคือวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเพิ่งมีสถานะเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากประกาศมีผลใช้บังคับด้วย ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามหลักการของรัฐเสรีประชาธิปไตยที่อ้างถึงในข้อ 2. พรรคอนาคตใหม่จึงมีเสรีภาพที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมือง กล่าวโดยเฉพาะคือการรับบริจาค การจัดกิจกรรมระดมทุน รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคตามข้อ 1. ได้ ไม่ต้องห้ามตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 แต่อย่างใด สมควรกล่าวด้วยว่า นอกจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 แล้ว ตามข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 อันเป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาในภายหลัง ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ “พรรคการเมืองตามมาตรา 140” แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จัดให้มีการประชุมใหญ่ จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประชุมสมาชิกพรรคการเมือง หรือดำเนินการอื่นใดในทางการเมืองนอกเหนือจากที่กำหนดอนุญาตไว้ในคำสั่งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก คสช. นั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 140 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแล้ว พรรคการเมืองที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของข้อห้าม หมายถึงเฉพาะพรรคการเมืองที่จัดตั้งหรือเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม (คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550) และยังดำรงอยู่ในวันก่อนวันที่ 8 ตุลาคม 2560 อันเป็นวันที่กฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ ข้อห้ามตามข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ข้างต้น จึงไม่ใช้บังคับกับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเพิ่งมีสถานะเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 แต่อย่างใด อนึ่ง ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 14 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ คสช. กำหนดเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ของพรรคการเมืองฉบับล่าสุด โดยข้อ 2 แห่งคำสั่งได้แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยเพิ่มความเป็นมาตรา 141/1 ซึ่งเนื้อหาเป็นการกำหนดถึงกิจกรรมทางการเมืองที่พรรคการเมืองจะดำเนินการได้ จะต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าห้าวัน ทั้งนี้เมื่อได้แจ้งเรื่องดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าได้รับอนุญาตจาก คสช. ด้วย นั้น พิจารณาแล้วเห็นได้ว่ากิจกรรมที่กำหนดไว้ตามมาตรา 141/1 ข้างต้น มิได้รวมถึงกิจกรรมหารายได้ในลักษณะของการรับบริจาค การจัดกิจกรรมระดมทุน และการจำหน่ายสินค้าและบริการแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ภายใต้หลักการของรัฐเสรีประชาธิปไตยที่ว่า

ได้เวลาอนาคตใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ “อนาคตใหม่ ไทย 2 เท่า”

นับจากวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่มีการเลือกกรรมการบริหารรับรองข้อบังคับ แนวนโยบาย พรรคตามที่กฎหมายกําหนด และได้มีการยื่นเอกสารให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดําเนินการพิจารณาในวันที่ 21 มิถุนายนที่ ผ่านมา ในที่สุดวันที่ 28 กันยายน 2561 กกต. ได้มีมติรับจดทะเบียนพรรคอนาคตใหม่ถือเป็นการเริ่มต้นพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะหนึ่งในพรรคการเมืองหลักของประเทศ ในวันนี้พรรคอนาคตใหม่ประกาศวิสัยทัศน์สําหรับประเทศไทยว่าอนาคตใหม่ที่เราต้องการสร้างร่วมกับทุกคนคืออนาคตของ “ไทย 2 เท่า” นั่นก็คือเท่าเทียมกันและเท่าทันโลก ประเทศไทยจะต้องพัฒนาไปอย่างมีทิศทาง บนหลักการที่ประชาชนต่างมีสิทธิเสรีภาพ มี โอกาสในการเติบโตก้าวหน้าอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันในสังคม และในขณะเดียวกันก็ต้องยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก แข่งขันให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางการพัฒนาเศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสร้างความเท่าเทียมกันและเท่าทันโลกจะทําผ่าน 6 นโยบายหลักของพรรค ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรก้าวหน้า ยกระดับ การศึกษา การพฒั นาอุตสาหกรรมรถไฟ การเพิ่มอํานาจท้องถิ่น การลดความเหลื่อมลํ้าในสังคมผ่านระบบภาษี และรัฐสวัสดิการแบบ เท่าเทียมทั้งชีวิต จากวันแรกของการก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่เดินทางไปพบปะประชาชนแล้วใน 70 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งคณะทํางานจังหวัดครบ ทั้ง 77 จังหวัด และมีอาสาสมัครออนไลน์แล้ว 7,000 คน จากนี้ไปพรรคอนาคตใหม่จะทํางานอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น สร้างพรรคที่เป็นของ ประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง การรับสมัครสมาชิกและระดมทุน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมมีส่วนในการสร้างพรรค และตัดสินใจผ่านกระบวนการประชาธิปไตยทางตรง จะทําผ่านเวบ็ ไซต์ของพรรค ซึ่งเป็นช่องทางสําหรับการลงคะแนนไพรมารี เลือกตั้งกรรมการบริหาร รวมถึงประชามติในพรรค 1 เสียงของสมาชิกมีค่าเท่ากัน และทุกเสียงจะเป็นผู้กําหนดทางเดินของพรรคอนาคตใหม่ ทั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือน กุมภาพันธ์ปีหน้า และงานระยะยาวในอนาคต ได้เวลาอนาคตใหม่ ได้เวลาอนาคตไทย ได้เวลาที่อนาคต “เรา” จะเป็นผู้กําหนดเอง พรรคอนาคตใหม่ 1 ตุลาคม 2561

แถลงการณ์เรื่องการมุ่งจะดำเนินคดีอาญาต่อสมาชิกของกลุ่ม “อนาคตใหม่”

ตามที่พนักงานสอบสวนได้ทำการออกหมายเรียกพยานมายัง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ ในคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ คดีหนึ่ง  และคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ อีกคดีหนึ่ง โดยกำหนดให้ไปพบพนักงานสอบสวนที่ กองกำกับการ ๓ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น.  ต่อมาวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑  นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน”) โดยทนายความผู้รับมอบอำนาจได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและขอเลื่อนนัดต่อพนักงานสอบสวนเป็นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๑.๐๐ น. และพนักงานสอบสวนอนุญาตตามขอ  และเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและได้ทราบจากพนักงานสอบสวนว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “คสช.”) ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเนื้อหาของบันทึกวิดีโอเฟซบุ๊คไลฟ์ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๑ ช่วงค่ำ ทางเฟซบุ๊คเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” และ เพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ทั้งนี้ นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน โดยปฏิเสธการให้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ และพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด  โดยในวันเดียวกันนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวไทยโพสต์ว่า “คดีดังกล่าวนายธนาธร มีการพาดพิงถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อมูลกระบวนการยุติธรรมและเป็นการกล่าวหาคสช. นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการโจมตีกระบวนการยุติธรรมด้วย” นั้น กลุ่ม “อนาคตใหม่” ขอเรียนดังนี้ คสช. เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นจากการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจรัฐไปจากประชาชนเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทำลายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเป็นองค์กรที่ปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐ – ประชาธิปไตย นับแต่เข้าสู่อำนาจรัฐเป็นต้นมา คสช. ได้ใช้อำนาจดังกล่าว ปราบปรามประชาชนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับระบอบเผด็จการที่ตนก่อตั้งขึ้น คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยวิธีการต่างๆ ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายและกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศมาโดยตลอด ถึงแม้ว่า บัดนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งแล้ว การปราบปราม คุกคาม และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยอำนาจของเผด็จการ คสช. ก็หาได้ลดลงไม่ สภาพการณ์การเช่นนี้แสดง มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง (๒) บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” https://www.thaipost.net/main/detail/14428 (เข้าถึงเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑) ถึงความไม่จริงใจที่จะนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรมตามวิถีทางประชาธิปไตย สาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

แถลงการณ์กรณีผู้สนับสนุนอนาคตใหม่ถูกกดดันให้ลาออกจากอบต.น้ำพี้ อุตรดิตถ์

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้ร่วมจัดตั้งพรรค เดินทางไปพบปะประชาชนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ รับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขจากคนในท้องถิ่น ทั้งเรื่องที่ดินทำกินของชาวสวนทุเรียนหลง-หลินลับแล และปัญหาสับปะรดราคาตกต่ำ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมกับอนาคตใหม่ คือนายภิศิษฐ์ วงศ์ทอง รองนายก อบต.น้ำพี้ กลับถูกกดดันจากองค์กรที่สังกัด โดยกล่าวหาว่านายภิศิษฐ์เข้าร่วมการมั่วสุมชุมนุมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ทำให้ล่าสุด นายภิศิษฐ์ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ อบต.น้ำพี้ เพื่อให้การบริหารองค์กรสามารถเดินหน้าไปได้ แม้จะยืนยันว่าการเข้าร่วมสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของชาวอุตรดิตถ์ ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่สามารถทำได้โดยไม่ควรถูกคุกคามโดยรัฐ นี่ไม่ใช่กรณีแรกและกรณีเดียวที่สมาชิกและผู้สนับสนุนอนาคตใหม่ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อนาคตใหม่ขอยืนยันว่าการรับฟังความเห็น และรับทราบความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงรวบรวมแนวทางแก้ปัญหาจากท้องถิ่น เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงกระทำ และการมาร่วมกิจกรรม สะท้อนความคิดเห็น ก็เป็นสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองพึงทำ เราจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ยุติการคุกคามกดดันผู้ที่แสดงออกทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง และขอเรียกร้องให้คสช.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ห้ามมั่วสุมชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป และอนุญาตให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้อย่างเสรี เพื่อให้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

แถลงการณ์เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการคุกคามผู้มาร่วมประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต การประชุมครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้ผู้ร่วมจดจัดตั้งพรรคกว่า 700 คน มาร่วมลงมติรับรองอุดมการณ์ หลักการ แนวนโยบาย ข้อบังคับ และเลือกกรรมการบริหารชุดแรกตามขั้นตอนทางกฎหมาย และเพื่อตอกย้ำความเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และนโยบายกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นแนวนโยบายหลักของพรรค สมาชิกก่อตั้งที่มาร่วมประชุม จึงมาจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงมีเครือข่ายแรงงานและเยาวชนคนหนุ่มสาว นอกจากนี้ ในการประกาศอุดมการณ์ แนวทาง และการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำพรรคและตัวแทนเครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งมีขึ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน พรรคได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงาน ซึ่งปรากฏว่ามีคนหลากหลายอาชีพ วัย และภูมิภาค เข้าร่วมรวมเป็นจำนวนกว่า 3,000 คน มีผู้ติดตามชมการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์และชมย้อนหลังรวมกว่า 160,000 คน ซึ่งแสดงถึงความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ อันเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม กลับปรากฏว่าในวันงาน นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาดูแลความปลอดภัยตามปกติ ยังมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบจำนวนมากที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ปะปนกับผู้ชมงาน บันทึกภาพบรรยากาศอย่างละเอียด รวมถึงตามถ่ายภาพทะเบียนรถที่จอดอยู่รอบๆ ยิมเนเซียมที่จัดการประชุม และหลังจากนั้นไม่กี่วัน สมาชิกก่อตั้งของพรรคอนาคตใหม่จำนวนมาก ก็ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามไปถึงบ้าน และข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัว การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของประชาชน ยังละเมิดสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งแม้ปัจจุบันจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 แต่ในเมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้รับอนุญาตให้จัดการประชุมพรรค สมาชิกก่อตั้งของพรรค จึงย่อมมีสิทธิ์เดินทางไปร่วมประชุมเพื่อให้การจัดตั้งพรรคลุล่วงตามขั้นตอนทางกฎหมาย เช่นเดียวกับที่พรรคอื่นๆ ได้ทำไปแล้วหลายพรรค พรรคอนาคตใหม่ขอยืนยันว่าสมาชิกผู้ร่วมจดจัดตั้งพรรคทุกคนที่เดินทางมาร่วมประชุมในวันที่ 27 พฤษภาคม มาด้วยความกระตือรือร้น ความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง ต้องการให้การเมืองไทยกลับมาเป็นเรื่องของประชาชน กำหนดโดยประชาชน เพื่อประชาชนอีกครั้ง มิได้กระทำการใดอันละเมิดด้วยกฎหมาย ทั้งกฎหมายปกติ และคำสั่งคสช. ด้วยเหตุนี้ พรรคอนาคตใหม่จึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ยุติการกระทำอันลุแก่อำนาจ ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพพลเมือง และให้ปฏิบัติกับพรรคการเมืองทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน ปล่อยให้พรรคการเมืองและประชาชนทุกคนทำกิจกรรมต่าง ๆ อันพึงมีในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตามหลักสากล รักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ 4 มิถุนายน 2561

แถลงการณ์การประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่

27 พฤษภาคม 2561 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์หน้าแรกของพรรคอนาคตใหม่ถูกเขียนขึ้น สมาชิกก่อตั้งกว่า 700 คนจากทั่วประเทศ ประกอบด้วยเครือข่ายจากภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ เครือข่ายแรงงาน และเครือข่ายคนรุ่นใหม่ New Gen Network ได้ส่งตัวแทนมาร่วมประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกำหนดอุดมการณ์ และกรอบนโยบายของพรรค รวมถึงเลือกกรรมการบริหารพรรค เพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างอนาคตใหม่ ที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชนสากล เชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างสังคมที่เท่าเทียม สร้างเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและสร้างสรรค์ โดยในการประชุมครั้งนี้ เรายังได้เชิญประชาชนทั่วไป และทูตานุทูตจากกว่า 15 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากสหภาพยุโรปและสหประชาชาติมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย  พรรคอนาคตใหม่ขอประกาศว่าเรามุ่งทำการเมืองแบบใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ แข่งขันกันในเชิงอุดมการณ์และนโยบาย เสนอนโยบายก้าวหน้า กระจายอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนเข้าถึงทุนและทรัพยากรอย่างเท่าเทียม เป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีใครผูกขาดความเป็นเจ้าของ สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ทั้งในแง่การระดมทุนและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย พรรคอนาคตใหม่ตั้งเป้าระดมทุนให้ได้อย่างน้อย 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินการทางการเมืองจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกใช้อย่างโปร่งใส แสดงบัญชีต่อสาธารณะ เปิดโอกาสให้สังคมตรวจสอบได้ง่าย นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคยังมาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจตามภูมิภาค ความหลากหลายทางอาชีพและเพศ รวมถึงมีกรรมการสัดส่วนเครือข่ายแรงงานและเยาวชนคนหนุ่มสาว เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีตัวแทนของตนเองในโครงสร้างการบริหารของพรรค มุ่งทำงานการเมืองระยะยาว ไม่มุ่งหวังเฉพาะชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่จะทำงานต่อเนื่องทั้งในฐานะพรรคการเมือง มูลนิธิ และส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม โดยพรรคการเมืองจะมุ่งทำงานการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่มูลนิธิของพรรคจะทำหน้าที่เผยแพร่หลักการและความรู้ เป็นเสมือนคลังสมองที่สร้างพลเมืองผู้ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำงานทางความคิด ส่วนธุรกิจเพื่อสังคม จะเป็นทั้งห้องทดลองนโยบายและการสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น  การทำงานโดยยึด 3 เสาหลักนี้ จะนำมาสู่การเมืองที่สร้างสรรค์ โปร่งใส เปิดกว้างสำหรับประชาชนทุกคน สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศ พรรคอนาคตใหม่คือผู้ปักธงใหม่ ให้การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ กำหนดอนาคตของตนเอง อนาคตใหม่ เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคต

แถลงการณ์เรื่องการมุ่งจะดำเนินคดีอาญาต่อสมาชิกของกลุ่ม “อนาคตใหม่”

ตามที่พนักงานสอบสวนได้ทำการออกหมายเรียกพยานมายัง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ ในคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ คดีหนึ่ง และคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ อีกคดีหนึ่ง โดยกำหนดให้ไปพบพนักงานสอบสวนที่ กองกำกับการ ๓ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. ต่อมาวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน”) โดยทนายความผู้รับมอบอำนาจได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและขอเลื่อนนัดต่อพนักงานสอบสวนเป็นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๑.๐๐ น. และพนักงานสอบสวนอนุญาตตามขอ และเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและได้ทราบจากพนักงานสอบสวนว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “คสช.”) ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเนื้อหาของบันทึกวิดีโอเฟซบุ๊คไลฟ์ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๑ ช่วงค่ำ ทางเฟซบุ๊คเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” และ เพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ทั้งนี้ นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน โดยปฏิเสธการให้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ และพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด โดยในวันเดียวกันนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวไทยโพสต์ว่า “คดีดังกล่าวนายธนาธร มีการพาดพิงถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อมูลกระบวนการยุติธรรมและเป็นการกล่าวหาคสช. นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการโจมตีกระบวนการยุติธรรมด้วย” นั้น กลุ่ม “อนาคตใหม่” ขอเรียนดังนี้ คสช. เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นจากการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจรัฐไปจากประชาชนเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทำลายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเป็นองค์กรที่ปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐ – ประชาธิปไตย นับแต่เข้าสู่อำนาจรัฐเป็นต้นมา คสช. ได้ใช้อำนาจดังกล่าว ปราบปรามประชาชนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับระบอบเผด็จการที่ตนก่อตั้งขึ้น คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยวิธีการต่างๆ ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายและกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศมาโดยตลอด ถึงแม้ว่า บัดนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งแล้ว การปราบปราม คุกคาม และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยอำนาจของเผด็จการ คสช. ก็หาได้ลดลงไม่ สภาพการณ์การเช่นนี้แสดงถึงความไม่จริงใจที่จะนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรมตามวิถีทางประชาธิปไตย สาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนไว้ ซึ่ง คสช. ในฐานะองค์กรของรัฐมีหน้าที่ต้องเคารพและผูกพันต่อหลักการดังกล่าว ดังนั้น การมุ่งจะดำเนินคดีอาญาต่อนายธนาธรกับพวกรวม ๓ คนในครั้งนี้ จึงเป็นการคุกคามและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ทั้งนี้ การกระทำของนายธนาธรและพวกรวม ๓ คน เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญมุ่งหมายจะคุ้มครอง และการคุกคามจาก คสช. ในครั้งนี้มิได้กระทบต่อจุดยืนทางการเมืองของเรา ที่สนับสนุนการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ อนึ่ง ผลพวงของรัฐประหาร อันได้แก่

แถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม โดยไม่มีเงื่อนไข

จากกรณีการชุมนุมของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบ 4 ปี การทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งภายในปี 2561 และให้ คสช. หยุดสืบทอดอำนาจ การชุมนุมดังกล่าว เริ่มต้นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในช่วงเย็นของวันที่ 21 พฤษภาคม และมีการเดินเท้าไปชุมนุมตามกำหนดการที่ได้แจ้งไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้น ถูกผลักดัน และมีความพยายามในการสลายการชุมนุมเป็นระยะ จนในที่สุดต้องประกาศยุติการชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ผู้นำและผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 15 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดี ถูกร้องทุกข์โดย คสช.ในหลายข้อหา รวมถึงความผิดฐานละเมิดคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป โดยได้แยกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท และสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พวกเรา ในนาม “กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่” เห็นว่า การชุมนุมดังกล่าว เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นการแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่การปิดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนการพยายามสลายการชุมนุมต่างหาก ที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุมอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีการนำคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง เกินขอบเขต มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการทำลายสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างไม่เป็นไปตามหลักสากลใดเลย รวมถึงขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่คสช.เองร่างขึ้น กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ขอประณามการขัดขวางผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนการจับกุมตัว การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมดังกล่าว และขอเรียกร้องให้ 1. ปล่อยตัวผู้ร่วมชุมนุมในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่ถูกจับกุม ดำเนินคดีทั้งหมด อย่างไม่มีเงื่อนไข 2. ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งอื่นๆที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 3. รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว อย่างช้าที่สุดคือในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ตามที่หัวหน้า คสช. ได้เคยสัญญาไว้ จงคืนอำนาจอธิปไตยสู่ประชาชน กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ 23 พฤษภาคม 2561

แถลงการณ์คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่

เรื่อง เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติอนุญาตให้มีการจัดประชุมเพื่อยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้ง พรรคการเมือง และยกเลิกประกาศหรือคําสั่งใดๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินกิจกรรมทางการเมือง ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 53/2560 เรื่อง การ ดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยในข้อ 5 กําหนดว่า “เพื่อให้การจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่สามารถดําเนินการทางธุรการ และมีโอกาสเตรียมการเพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาการทํากิจกรรมทางการเมืองไปพร้อมกับพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นก่อนแล้ว ให้ผู้ที่ประสงค์จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ดําเนินการตามหมวด 1 ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561 แต่การประชุมเพื่อยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 10 ต้องได้รับอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้ดําเนินกิจกรรมได้เท่าที่ได้รับอนุญาต หรือตามเงื่อนไขที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกําหนด” และต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กําหนดให้ นายทะเบียนพรรคการเมืองเปิดรับคําขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561 นั้น คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นคําขอการเตรียมการจัดตั้งเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561 พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับคําขอไว้ในวันเดียวกัน เมื่อระยะเวลาผ่านไปตามสมควร วันน้ี (9 เมษายน พ.ศ. 2561) คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่จึงได้มายื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขออนุญาตจัดการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 โดยเรามีความเห็นต่อการใช้อํานาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนี้ ข้อ 1. การประชุมดังกล่าวเป็นเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อันเป็นเงื่อนไขซึ่งต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะยื่นคําขอจดทะเบียนพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ กําหนดระยะเวลาบังคับให้ผู้ประสงค์จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ต้องยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองภายใน 180 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับแจ้งคําขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้การดําเนินการตามมาตรา 10 ดังกล่าวสามารถลุล่วงโดยดีภายใต้กรอบระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดไว้ ดังนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติพึงมีคําสั่งอนุญาตตามคําขอของข้าพเจ้าให้จัดประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ตามคําขอโดยรวดเร็ว ไม่อิดเอื้อนหรือล่าช้า ดังที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อนุญาตให้คณะผู้เตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคอื่นไปแล้ว ข้อ 2. คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติยกเลิกประกาศหรือคําสั่งที่เป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการประชุมหรือการดําเนินการใดๆ ทางการเมืองของพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่แล้ว และการดําเนินการประชุมหรือการดําเนินการใดๆ ทางการเมืองของคณะบุคคลที่ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ดังต่อไปนี้ ข้อ 4 และข้อ 8 แห่งคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 53/2560 เรื่อง การดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ข้อ 2 แห่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 57/2557 เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557 คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ลงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558 ทั้งฉบับ อนึ่ง ถึงแม้ว่าตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 53/2560 เรื่อง การดําเนินการตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ข้อ 8 กําหนดให้การประกาศพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงในราชกิจจานุเบกษา เป็นเงื่อนไขในการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการของพรรคการเมืองไว้แล้วก็ตาม แต่เงื่อนไขดังกล่าวไม่พึงเป็นเหตุผลในการห้ามพรรคการเมืองดําเนินการประชุมพรรคการเมือง หรือดําเนินการใดๆ ทางการเมืองของพรรคการเมืองนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560 กําหนดหลักเกณฑ์ในการจัดตั้ง การบริหารงาน การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และการกําหนดมาตรการควบคุมการดําเนินการของพรรคการเมืองไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่จําเป็นต้องรอให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงในราชกิจจานุเบกษาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 268 บัญญัติว่า “ให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว” การทอดระยะเวลาในการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการของพรรคการเมืองดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองในการเตรียมจัดการเลือกตั้ง และการกําหนดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง และดําเนินการอื่นให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกําหนดไว้ ไม่ทันภายในระยะเวลา 150 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 วรรคหนึ่ง (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับ ข้อ 3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่จะถึงนี้ เป็นการเลือกต้ังครั้งสําคัญของประเทศไทย ในฐานะเป็นดัชนีชี้วัดว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบรัฐบาลทหารไปสู่ประชาธิปไตยได้หรือไม่ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งสําคัญนี้สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงได้

1 2