fbpx

ข่าวจากพรรค

“เมื่อไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่มีประชาชนอยู่ในโจทย์การพัฒนานั้น”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมวงเสวนาพร้อมกับหัวหน้าพรรค 7 พรรคฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ร่วมวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และทิศทางของพรรคร่วมฝ่ายค้านในการแสวงหาทางออกให้กับประเทศ โดยในส่วนของธนาธร ระบุว่าสำหรับตนแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในปัจจุบันเป็นวิกฤติที่หนักมาก สิ่งที่ตนรู้สึกเศร้าใจมากที่สุด คือเรากำลังจะส่งสังคมที่แย่กว่านี้ให้กับลูกหลานของเรา ถ้าเราไม่ทำอะไรวันนี้ ลูกหลานของเราจะได้รับสังคมที่แย่กว่านี้ แน่นอนที่สุด หนึ่งในวิกฤติที่หนักที่สุดคือความเหลื่อมล้ำในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาที่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ GDP ของประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 15% แต่รายได้ภาคแรงงานเติบโตแค่ 5% รายได้ภาคเกษตรติดลบถึง 3% หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 28% แต่คนรวยที่สุดในประเทศไทยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 68% ดังนั้นทุนผูกขาดกับความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสองด้านบนเหรียญเดียวกันที่แยกจากกันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงมาจากการบริหารประเทศภายใต้นโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้ ม.44 เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มทุนจำนวนมาก ตัวอย่างเดียวที่ตนขอยกในวันนี้คือกรณีการยืดหนี้และลดดอกเบี้ยให้กับกลุ่มทุนทีวีดิจิทัล ซึ่งถ้าคิดในทางกลับกัน ถ้าชาวนาไม่มีเงินจ่ายหนี้ ธกส. ชาวนาจะมีโอกาสได้รีไฟแนนซ์แบบนี้ไหม แบบที่ได้ยืดหนี้ออกไปและลดดอกเบี้ยให้ด้วย คำตอบคือชาวนาไม่เคยมีโอกาสได้รับสิทธิแบบนี้เลย แค่นี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าการปฏิบัติระหว่างกลุ่มทุนกับชาวบ้านไม่เท่ากัน ธนาธรกล่าวต่อไปว่า ดังนั้นหากเราจะดูว่ารัฐบาลไหนมีวิธีการจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร เราต้องดูว่าเงินไปอยู่ที่ไหน อย่างเรื่องนโยบายการคมนาคม ที่ผ่านมารัฐบาล คสช. อนุมัติเงินไปที่โครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ซึ่งถามจริงๆ ว่าในชีวิตจริง จะมีกี่คนที่นั่งเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเปลี่ยนเครื่องที่ดอนเมืองหรืออู่ตะเภา ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำทำไมไม่เอาเม็ดเงินก้อนนี้ไปทำการคมนาคมสาธารณะให้ต่างจังหวัด ทุกวันนี้จังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ๆรถขนส่งสาธารณะเข้าเมืองยังแทบไม่มี ทำไมเราไม่เอาเงินไปทำระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดเชื่อมระหว่างตลาด ชุมชน สถานที่ราชการ แต่กลับเอาเงินไปทำรถไฟเชื่อมสามสนามบินเพื่อเอื้อกับกลุ่มทุนใหญ่ ธนาธรกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ชัดเจน ว่าการพัฒนาที่ผ่านมาไม่ใช่การพัฒนาเพื่อประชาชน คำถามคือการดูว่าประเทศที่เจริญและพัฒนาแล้วเราต้องดูที่ไหน แน่นอนว่าไม่ใช่การดูที่รถเฟอรารี่วิ่งบนถนนกี่คัน ตนเห็นว่าเราไปดูแค่บนฟุตปาธนับตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็พอ การดูว่าประเทศไหนที่เจริญแล้วดูง่ายๆ เลย อย่างทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ เราดูง่ายๆว่าคนแก่ที่นั่งวีลแชร์สามารถเดินทางออกจากบ้านไปตลาดด้วยตัวเองคนเดียวบนฟุตปาธได้หรือไม่ ประเทศที่เจริญแล้วต้องดูที่ตรงนี้ “ที่เป็นแบบนี้เพราะไม่เคยมีประชาชนอยู่ในประเทศ เมื่อไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่มีประชาชน การพัฒนาที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการพัฒนาที่มองไม่เห็นประชาชนอย่างที่ผ่านมา เพราะรัฐไทยไม่เคยมองเห็นประชาชน เรื่องนี้จึงตอบโจทย์ที่ว่าพรรคฝั่งที่อยู่กับประยุทธ์จะพูดเหมือนกันหมด ว่าประชาธิปไตยไม่ต้องสนใจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน นี่คือการหลอกลวง เพราะระบบการเมืองที่ดีเท่านั้นถึงจะทำให้ระบบเศรษฐกิจดีได้” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ธนาธรกล่าวต่อว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องมาทบทวนว่าระบบการเมืองที่ดีคืออะไร ระบบการเมืองที่ดีคือระบบที่คนเห็นต่างจะอยู่ร่วมกันได้สันติ และมีประชาชนอยู่ในประเทศ เป็นคนที่ต้องได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาที่แท้จริง นี่คือภารกิจของคนรุ่นเรา ที่เราจะต้องแก้ให้ได้เพื่อส่งสังคมที่ดีกว่านี้ให้ลูกหลานของเราให้ได้ นอกจากนี้ ธนาธรได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องพรรคอนาคตใหม่ล้มล้างการปกครอง และกรณีมีผู้เตรียมการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการเดินสายไปต่างประเทศของพรรคอนาคตใหม่อาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครองนั้น ส่วนตัวเห็นว่า จากการตรวจสอบอย่างละเอียดในข้อกฎหมายแล้วเชื่อมั่นว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามที่มีผู้ร้องแน่นอน แต่ขณะนี้ประชาชนหลายคน เข้าใจผิดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการร้องเรียนในหลายๆ เรื่องต่อ พรรคอนาคตใหม่ อาจมีโทษถึงขั้นยุบพรรค จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า การที่มีประชาชน เชื่อว่า พรรคอนาคตใหม่ อาจจะถูกยุบเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประชาชนไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม และเป็นเรื่องที่ต้องถามกลับ ว่ากระบวนการยุติธรรมของศาล มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่หากศาลพิจารณาจะให้ผิดจริง ก็สามารถทำได้แค่ให้หยุดในการกระทำดังกล่าว เท่านั้น ไม่มีโทษถึงยุบพรรค

“ธนาธร” ชี้ความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ-ย้อนคนรับใช้เผด็จการต่างหากที่ขายชาติ

[ “ธนาธร” แถลงผลการเดินทางพบตัวแทนต่างประเทศ ย้ำเจตนาดีต้องการเห็นประเทศไทยทะยานไปข้างหน้า ชี้ความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ-ย้อนคนรับใช้เผด็จการต่างหากที่ขายชาติ ] Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวถึงผลของการเดินทางไปต่างประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเดินทางของตนในครั้งนี้ ประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ส 4 ประการ ประการแรก คือการสร้างเครือข่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในต่างประเทศ เครือข่ายระหว่างพรรคกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ เครือข่ายระหว่างพรรคกลับกลุ่มภาคประชาสังคมที่เชื่อในเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย การมีเครือข่ายจะทำให้พวกเราสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นในวันที่เป็นรัฐบาล สอง เราไปเพื่อชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทยให้กับองค์กรและรัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ที่สนใจเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองไทยล่าสุด ประการที่สาม เราไปเพื่อศึกษาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองในสหภาพยุโรปและในสหรัฐอเมริกา ประการสุดท้าย เราไปดูงานด้านการพัฒนาเมืองว่าจะสามารถนำนวัตกรรมการพัฒนาเมืองใหม่ๆกลับมาใช้ในประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง เพราะพรรคอนาคตใหม่ต้องการที่จะทำนโยบายการพัฒนาเมืองให้ดี เพื่อลงเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นที่จะมาถึง ธนาธรกล่าวต่อว่าการเดินทางครั้งนี้ ตนไปพบองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรที่สนับสนุนประชาธิปไตยมาทั้งหมด 7 องค์กรด้วยกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ของกระทรวงการต่างประเทศ 4 ประเทศและของสหภาพยุโรป รวมทั้งหมดเป็น 5 ที่ คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรประเทศต่างๆรวม 6 ท่าน และได้ไปบรรยายสาธารณะเกี่ยวกับทิศทางการทำงานก้าวต่อไปอีกหนึ่งการบรรยายที่ London School of Economics โดยในการเดินทางครั้งนี้ไปทั้งหมดห้าเมืองด้วยกัน คือ บรัสเซล, เบอร์ลิน, ลอนดอน, นิวยอร์ค และ วอชิงตัน ดี.ซี. ธนาธรกล่าวต่อว่าจากการไปเยือนกลุ่มองค์กรและสื่อมวลชนหลายสำนัก สิ่งที่คนได้รับกลับมาคือเสียงสะท้อนจากผู้ที่ห่วงใยและสนใจในสถานการณ์ในประเทศไทย “ทุกคนให้เสียงสะท้อนเหมือนกันหมดว่าอยากเห็นประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศไทยที่นับถือในหลักการนิติรัฐ นับถือในหลักการแห่งสิทธิมนุษยชนสากล ทุกตัวแทน ทุกองค์กรที่ผมไป พบอยากเห็นประเทศไทยเป็นผู้มีบทบาทนำอย่างแข่งขันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะนำประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ที่จะนำหลักการสิทธิมนุษยชนให้ปักรากลึกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่แก้ปัญหาในระดับภูมิภาคเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในระดับโลก” ธนาธรกล่าว ธนาธรกล่าวต่อว่าตนได้รับตวามเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองในระดับโลกมากขึ้น อย่างในอังกฤษเองกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนนางเทเรซ่า เมย์ ที่กำลังจะลาออกเพราะไม่สำเร็จในการทำดีล Brexit กับสหภาพยุโรปให้เป็นที่น่าพอใจได้ แนวโน้มในตอนนี้ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนน่าจะเป็นนายบอริส จอห์นสัน จากพรรค Conservative เป็นผู้ที่ผลักดัน Brexit มาอย่างยาวนานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนในสหภาพยุโรป มีความกังวลอย่างชัดเจนในด้านการเสื่อมถอยของระเบียบโลกเสรีที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน มีความกังวลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่ารัสเซียเองจะมีท่าทีคุกคามต่อระเบียบโลกเสรี ดังนั้น ยุโรปในตอนนี้ต้องการมิตรประเทศที่เชื่อและยึดมั่นในหลักการเดียวกับยุโรป คือหลักการประชาธิปไตยและหลักการสิทธิมนุษยชน ส่วนในสหรัฐอเมริกาเอง มีการพูดถึงมากเรื่องการเลือกตั้ง Mid-term election ที่จะมาถึง คือการเลือกตั้งในระดับมลรัฐ และมีการพูดถึงการทำไพรมารี่ของพรรคเดโมแครตในการหาแคนดิเดตประธานาธิบดีสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ธนาธรกล่าวต่อว่านอกจากนี้ ตนยังได้ไปศึกษาดูงานเรื่องการพัฒนาเมืองมาด้วย โดยได้ไปศึกษามาที่กรุงลอนดอนมากที่สุด ปัจจุบันนายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอน คือซาดิก ข่าน มีนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่นเรื่องความโปร่งใส ให้มีการถ่ายทอดสดประชุมสภาลอนดอนทุกครั้งและให้ติดตามย้อนหลังได้ โดยปัญหาหนักที่สุดของคนลอนดอนในวันนี้คือปัญหาที่อยู่อาศัย การเป็นเจ้าของบ้านเป็นได้ยากขึ้น มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยน้อยลง สิ่งที่นายซาดิกทำเป็นสิ่งแรก คือการผลักดันให้เกิดการสร้างบ้านเพื่อเติมอุปทานเข้าไปในระบบ ทุกคนสามารถเข้าไปดูในเว็ปไซต์ได้ว่ามีการสร้างบ้านเพิ่มขึ้นในแต่ละที่เท่าไหร่บ้าง นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาเยาวชน มีการนำงบเข้ามาหนึ่งก้อนให้เยาวชนในลอนดอนสามารถเสนอโครงการนำงบไปใช้ได้ เพื่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในชุมชน สิ่งเหล่านี้ที่เราไปดูงานมาจะกลับมาอยู่ในนโยบายในการลงเลือกตั้งท้องถิ่น จะอยู่ในนโยบายที่จะนำกลับมาสร้างเมืองของเรา ไม่ใช่แค่กรุงเทพ แต่ทุกเมืองที่อนาคตใหม่จะส่งลงเลือกตั้งในระดับ อบจ.  “ผมอยากจะเห็นการนำเอามิติใหม่ๆ ของการพัฒนากลับเข้ามาสู่ประเทศไทย ผมไม่อยากจะเปรียบเทียบเยอะ แต่ถ้าทุกท่านมีเวลาลองเข้าไปดูเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร แล้วเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ของเมืองลอนดอนดู แล้วทุกท่านจะเห็นถึงความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ผมมองไม่เห็นอุปสรรคปัญหาอะไรเลยว่าทำไมเราถึงจะก้าวเดินไปในการพัฒนาเมืองที่ดีอย่างลอนดอนไม่ได้ แค่เว็บไซต์อย่างเดียวน่าจะบอกถึงทิศทางการพัฒนาเมืองได้ เว็บไซต์ของลอนดอนเต็มไปด้วยผู้คน ให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ผู้คน“ นอกจากนี้ ธนาธรยังได้กล่าวถึงข้อโจมตีที่มีมาตลอดเวลาในช่วงที่ตนไม่อยู่ เช่นการกล่าวหาว่าตนพยายามจะหนีคดี ซึ่งตนขอย้ำอีกครั้งว่าตั้งแต่ตนร่วมตั้งพรรคอนาคตใหม่มา เป้าหมายคือการต่อสู้เพื่อให้อำนาจกลับมาสู่ประชาชน ต้องชนกับอำนาจเผด็จการ วันนี้แม้จะกลายร่างเป็นเผด็จการที่มีการเลือกตั้งแล้ว แต่เรารู้ตั้งแต่ตั้งพรรคอยู่แล้วว่าการดำเนินคดีกับเราต้องเกิดขึ้น ดังนั้นตนเตรียมตัวเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว ว่าจะไม่มีการหลบหนีเด็ดขาด การกล่าวหาว่าจะหลบหนีเป็นเพียงแค่การโจมตีตนและพรรคอนาคตใหม่ ตนจึงขอยืนยันในที่นี้อีกรั้ง ว่าตนและพรรคอนาคตใหม่มีความตั้งใจและจริงใจที่จะผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้า โดยพร้อมที่จะเผชิญกับคดีต่างๆ ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาเรื่องการขายชาตินั้น เป็นข้อกล่าวหาหนึ่งที่เราได้รับมาโดยตลอด พรรคอนาคตใหม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นการโจมตีที่เราคาดไว้อยู่แล้วว่าต้องเผชิญ ทั้งนี้ตนเห็นว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราต้องนิยามคำว่าชาติใหม่ “สำหรับพรรคอนาคตใหม่ ชาติคือประชาชน สำหรับพรรคอนาคตใหม่ชาติไม่ใช่รัฐบาล และที่สำคัญที่สุด ชาติไม่ใช่ความมั่นคงของ คสช. ไม่ใช่ความมั่นคงของประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ่งที่เราไปพบปะพูดคุยกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รัฐบาลต่างๆ เราพูดคุยกันถึงสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย ทำอย่างไรให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง  ดังนั้นผมมั่นใจว่าด้วยเจตนาดีของเรา เราไม่มีความคิดที่จะทำลายชาติ คนที่กล่าวหาเราว่าขายชาติต่างหาก พวกที่เป็นกลุ่มคนที่รับใช้เผด็จการต่างหาก ที่ทำลายชาติ ที่ขายชาติ พวกเรามีแต่ความจริงใจที่อยากจะพัฒนาประเทศไทยไปข้างหน้า พวกเรามีแต่ความจริงใจที่จะปลดปล่อยศักยภาพที่ถูกกดทับมานานของสังคมไทย เพื่อให้ประเทศไทยทะยานไปข้างหน้าได้อย่างทัดเทียมกับโลกภายนอก ความมั่นคงของประเทศไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล เป็นคนละเรื่องกัน และสิ่งที่เราทำไปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความมั่นคงของประเทศเลย ในทางกลับกัน เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยกลับมาสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนเท่านั้น” ธนาธรกล่าว เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคร่วมรัฐบาลประกาศนโยบายการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วน และได้รับการตอบรับจากรัฐบาลนั้น ธนากรกล่าวว่าตนเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจของ ส.ว. รวมทั้งในหมวดหมู่มาตราที่เกี่ยวกับการกุมอำนาจเอาไว้ของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ องค์กรอิสระ ฯลฯ อาจมีการแก้ไขมาตราเล็กๆ น้อยๆ ในลักษณะผักชีโรยหน้า แต่จะไม่มีการไม่แก้ไขสิ่งที่เป็นกลไกในการควบคุมอำนาจของตัวเอง

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่กล่าวถึงเรื่องอะไรในสภาบ้าง?

เราได้ประมวลข้อมูลการประชุมสภาทุกครั้งที่ผ่านมาและเผยแพร่ให้ทุกท่านผู้ที่ติดตามจับตาการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ได้ร่วมตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ติชมกัน เรียงลำดับจากสัดส่วนมากที่สุด : -ติดตาม-ตรวจสอบการปฏิรูปประเทศ : 27% -การเกษตร/ปัญหาราคาพืชผล : 19% -การคมนาคมสัญจร : 13% -สวัสดิการประชาชน/คุณภาพชีวิต : 12% -สิทธิเสรีภาพ : 9% -ความหลากหลายทางสังคม : 7% -ทรัพยากรธรรมชาติ/สิ่งแวดล้อม : 5% -การบริหารจัดการ/งบประมาณภาครัฐ : 3% -เศรษฐกิจ : 2% -รัฐโปร่งใส/การตรวจสอบทุจริต : 1% -ความมั่นคง : 1% -การศึกษา/กีฬา/เยาวชน : 1% ส่วน 10 อันดับ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ที่มีเวลาพูดในสภา หรือที่เรียกกันในวงการสื่อมวลชนว่า “แอร์ไทม์” มากที่สุด ได้แก่ 1. ปิยบุตร แสงกนกกุล : อภิปรายกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติในฐานะผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี, อภิปรายงบการเงินศาลยุติธรรมที่มีงบติดตามตรวจสอบไม่ได้ และงบการประชุมศาลเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าจากปีก่อน, อภิปรายแผนปฏิรูปประเทศไม่เห็นหัวประชาชน, ใช้สิทธิถูกพาดพิงตอบโต้กรณี ส.ส.พลังประชารัฐเห็น “คนไม่เท่ากัน” และเลคเชอร์มารยาทในสภา 2. รังสิมันต์ โรม : อภิปรายแผนปฏิรูปกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือของ คสช., ตั้งกระทู้สดถาม พล.อ.ประวิตรกรณีการคุกคามนักกิจกรรม , หารือประเด็นประมง-การคมนาคมท้องถิ่น ฯลฯ 3. ศิริกัญญา ตันสกุล : กล่าวถึงการใช้คำสั่ง คสช.ที่ไม่เหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์, อภิปรายวิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศมีหน่วยงานซ้ำซ้อน ไม่มีความคืบหน้า และไม่ใช่การปฏิรูปประเทศที่แท้จริง 4. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ : อภิปรายญัตติขอให้สภาตั้ง กมธ.ศึกษาการต่อสัมปทานทางด่วน : จาก “ค่าโง่” กลายเป็น “ค่าแกล้งโง่” อาจทำให้ชาติเสียประโยชน์นับแสนล้านบาท 5. พรรณิการ์ วานิช : อภิปรายความไม่เหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, เสรีภาพสื่อมวลชนในยุครัฐบาล คสช. 6. ไกลก้อง ไวทยการ : ผลักดัน E-Government, ผลักดันกลไกการจัดการปัญหาข่าวปลอม (Fake News) 7. พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : สนับสนุนให้ตั้ง กมธ.ศึกษาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การพัฒนาเกษตรกรรมไทยโดยใช้แนวทาง “เกษตรก้าวหน้า” ของพรรคอนาคตใหม่มาแก้ไขปัญหา 8. คารม พลพรกลาง : แกนหลักในการกำกับให้การประชุมสภาเป็นไปตามข้อบังคับ โดยประท้วง ส.ส.พรรคอื่นที่พาดพิงพรรคอนาคตใหม่หรือกระทำทำผิดข้อบังคับการประชุม 9. พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ : อภิปรายวิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ มีความล่าช้า ไร้ตัวชี้วัดที่ชัดเจนมีประสิทธิภาพ และใช้งบประมาณน่าเคลือบแคลง, ปัญหาการจัดการครูในระบบการศึกษา และ 10. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร : หารือปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นี่เป็นสถิติคร่าวๆ โดยเราหวังว่าจะสามารถเก็บรวบรวมสถิติและข้อมูลได้ลึกซึ้งและรอบด้านมากกว่านี้เพื่อมาวิเคราะห์และพัฒนาคุณภาพการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยท่านสามารถอ่านสรุปความคืบหน้างานในสภาและนอกสภาที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของพรรคอนาคตใหม่ได้ที่ https://futureforwardparty.org/4960 อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้งดประชุมสภาเนื่องจากตรงอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ส่วนสัปดาห์หน้า รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ 2/1” จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา งานนี้พูดได้เพียงว่า “ห้ามพลาดเด็ดขาด!”

เสนอ “เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์” เป็นรองประธานสภาคนที่ 1

หลังจากเกิดเหตุวุ่นวายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตลอดทั้งวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่การเชิญ  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกจากที่ประชุมฯ ในช่วงเช้า ก็เกิดความพยายามของบางพรรคที่จะเลื่อนวาระการประชุมลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไป  แต่ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ประธานชั่วคราวก็ได้วินิจฉัยชี้ว่า ที่ประชุมสภาฯ มีมติไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนการเลือกประธานสภาออกไป อย่างไรก็ตาม กว่าที่จะได้เลือกและมีการประกาศตำแหน่งประธานสภาฯ ก็ล่วงเลยไปจนค่ำแล้ว ประธานชั่วคราวจึงขอให้เลื่อนการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไปเป็นเช้า 9.00 น.วันรุ่งขึ้นแทน โดย 7 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยมีความเห็นตรงกันว่าจะเสนอ “เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์” จากพรรคอนาคตใหม่ ให้เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ เป็นกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2512 เป็นคนเชียงใหม่แต่กำเนิด จบการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หลังจากนั้น เธอก็ได้เข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กระทั่งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ พ.ศ.2540 จึงย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมที่ จังหวัดเชียงใหม่ และเข้าศึกษาต่อในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มงานเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพายัพ ก่อนจะมาสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จนได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจ ปัจจุบัน เยาวลักษณ์มีผลงานทางวิชาการและงานวิจัยร่วมกับชุมชนจำนวนมาก อาทิ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น  รวมถึงการไปในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้บริการด้านวิชาการแก่ชุมชนในภาคเหนือมากว่า 15 ปี แต่เยาวลักษณ์ก็รู้สึกว่า การทำงานวิชาการเพียงด้านเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเห็นสังคมที่ก้าวไปข้างหน้าได้มากพอ  จนเมื่อได้รับข่าวสารเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ เธอจึงไม่ลังเลใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองไปพร้อมกับพรรค  จนได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค และยังได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ด้วย

“อนาคตใหม่” ยื่นหนังสือ ทวง 5.6 แสนคะแนน

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พร้อมกับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 53-59 ของพรรคอนาคตใหม่ เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในกรณีการคิดคำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งส่งผลให้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่หายไปถึง 7 ที่นั่ง   โดยกล่าวว่าวันนี้ตนได้ยื่นทั้ง 2 ช่องทาง โดยใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เนื่องจากเห็นว่าการกระทำของ กกต. ที่ใช้สูตรคำนวนจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทำให้เกิดผลคำนวณที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการคำนวณของ กกต. เพื่อที่จะช่วยให้คะแนนเสียงของผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวน 548,204 คะแนน ที่ 11 พรรคการเมืองได้รับถูกนำมาคิดเป็นจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่กับ 1,263,759 คะแนนของพรรคฝั่งประชาธิปไตย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นคะแนนของพรรคอนาคตใหม่มากถึง 561,276 คะแนน กลับไม่ถูกนำมาคำนวณ “ถือว่า กกต. ได้ละเมิดสิทธิ์การออกเสียงของประชาชน  แม้จะมีการอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ เรื่องสูตรการคำนวณ ส.ส. ว่าไปเป็นตามมาตรา 128 แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยบอกว่าสูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อของ กกต.  ครั้งนี้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และขัดต่อมาตรา 91 หรือไม่ ดังนั้นจึงอยากขอส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สูตรของ กกต. และวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.  จากที่ได้รับมาจากวิธีการคำนวนของ กกต. ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 หรือไม่”   อ่านเอกสารฉบับเต็มได้ในภาพด้านล่าง

(คลิป) พรรคอนาคตใหม่แถลงข่าว หลัง กกต.ประกาศรับรอง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

“ธนาธร” พร้อมเจรจาทุกพรรคไม่หนุน คสช.สืบทอดอำนาจ – ชวนร่วมปิดสวิตช์ ส.ว. “ปิยบุตร” เล็งใช้ 2 ช่องทางร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ – วินิจฉัย “สูตร 27พรรค” ขัด รธน. หรือไม่ 8 พฤษภาคม 2562 ที่พรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงข่าวกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  ออกประกาศเรื่องผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ โดยมีจำนวนพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.จำนวน 26 พรรค ซึ่งการใช้สูตรดังกล่าว ทำให้พรรคอนาคตใหม่มีจำนวน ส.ส.หายไปจากที่เคยคำนวนไว้ถึง 7 ที่นั่ง เลขาธิการพรรค ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวว่า จากการแถลงข่าวและประกาศของ กกต.ล่าสุด  ชัดเจนแล้วว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ ส.ส. 80 ที่นั่ง แสดงว่า กกต. ใช้สูตรการคำนวณที่เรียกว่า “สูตร 27 พรรค” คือ นำคะแนนปาร์ตี้ลิสต์พรรคที่ถึงเกณฑ์แบ่งสันปันส่วนไปให้พรรคที่ได้คะแนนประมาณ 3-6 หมื่นคะแนนด้วย พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่า นี่เป็นวิธีการที่น่าจะขัดหรือแย้งกับรัธรรมนูญ มาตรา 91  ซึ่งทำให้คะแนนของพรรคหาอนาคตใหม่หายไป หรือทิ้งน้ำไป ประมาณ 6 แสนคะแนน ที่ผ่านมา กกต. มักพูดเสมอว่า ต้องคำนึงถึงหรือให้น้ำหนักกับทุกคะแนน แต่ปรากฏว่า เมื่อนับรวมทุกพรรคที่ถูกลดทอนไป พบว่ามี 4 พรรคที่คะแนนหายไปราว 1.5 ล้านคะแนน ซึ่งพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียวหายไปประมาณ 6 แสนคะแนน ขณะเดียวกัน 11 พรรคที่ได้รับการจัดสรรพรรคละ 1 ที่นั่ง เมื่อนำคะแนนมารวมกันได้ประมาณ 5.5 แสน เท่านั้น นี่คือคะแนนที่แลกกับราว 1.5 ล้านคะแนนที่หายไป อย่างนี้ที่เคยบอกว่าคะแนนทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ทิ้งน้ำก็ไม่เป็นจริง  ย่อมแสดงว่าระบบจัดสรรปันส่วนผิดเพี้ยนกว่าที่ควรจะเป็น “กรณีนี้ พรรคอนาคตใหม่เป็นผู้เสียหายโดยตรง คะแนนดิบ 6 แสนคะแนนถูกทิ้งน้ำ จำนวน ส.ส.หายไป 7 ที่นั่ง ในฐานะตัวแทนพี่น้องประชาชน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญเพื่อเตรียมดำเนินการต่อไปใน 2 ช่องทาง คือ ทำคำร้องยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อให้ กกต.ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรนูญ ให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) วินิจฉัยการใช้อำนาจหน้าที่ของ กกต. ใช้มาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ส่งเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันว่าเราถูกละเมิดสิทธิ ส.ส. 7 คนที่หายไปถูกละเมิดสิทธิ และถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคอนาคตใหม่ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ตามข้อกฎหมายที่ระบุว่า บุคคลใดถูกละเมิดสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องฟ้องโดยตรงได้ ทั้งนี้ เรื่องการใช้สูตรคำนวณแบบ 27 พรรค ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยวินิจฉัย เราจะใช้สิทธิ์ที่พึงมี ไม่ใช่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพรรคอนาคตใหม่ ของ ส.ส.เราที่หายไปเท่านั้น แต่เราต้องการรักษาคะแนนเสียงของประชาชน กว่า 6 แสนคะแนนที่ถูกทิ้งน้ำไป” ปิยบุตร กล่าว   จากนั้นหัวหน้าพรรค ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวว่า ถึงตอนนี้มีความชัดเจนเรื่องจำนวน ส.ส. แล้ว 498 ที่นั่ง  แต่อย่างไรก็ตามเพียงพอที่จะทำให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง จึงอยากให้คิดถึงก้าวต่อไป คิดถึงอนาคตประเทศไทยว่าจะเดินไปอย่างไร ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ขอให้นำข้อเสนอที่เราพูดไว้ก่อนเลือกตั้งเรื่อง ปิดสวิตช์ ส.ว. มาพิจารณา ช่วยกันกดดัน ทำให้เกิดขึ้นจริง การปิดสวิตช์ ส.ว. คือเราสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ที่สภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากประชาชนสามารถทำงานได้ โดยตอนนี้ 3 พรรคการเมืองที่ประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 115 ที่นั่ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาชนปฏิรูป 1 ที่นั่ง รวมแล้ว 121 ที่นั่ง ซึ่งข้อเสนอปิดสวิตช์ ส.ว. กรณีพรรคที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์

“อนาคตใหม่” พบปะชาวนครปฐม “ธนาธร-กุลธิดา” ชวนถกปัญหาการเลือกตั้ง

ช่วงเย็นวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และกุลธิดา รุ่งเรืองเกียติ รองหัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมพบปะชาว จังหวัดนครปฐม ที่โรงแรมจันทร์พาเลส กิจกรรมดำเนินในรูปแบบการบรรยายสาธารณะ ร่วมกับสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 และอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ว่าที่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทั้งชัชวาล นันทะสาร ผู้อำนวยการเลือกตั้ง เขต 1 พรรคอนาคตใหม่ ที่มาร่วมถ่ายทอดเหตุการณ์ของการนับคะแนนใหม่ในพื้นที่เขต 1 นครปฐม เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีประชาชนชาวจังหวัดนครปฐมเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยตลอดกิจกรรมเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเอง มีสาระสำคัญคือ การสอบถามถึงความผิดปกติของการนับคะแนนในจังหวัดนครปฐม เขต 1 ทั้ง 2 ครั้ง ทั้งนี้ ผู้สนับสนุนต่างได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้น และครบถ้วนในสาระสำคัญ ในกิจกรรมที่ต่อเนื่องกัน รองหัวหน้าพรรคและว่าที่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ กุลธิดา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนิทรรศการภาพถ่าย Self Portrait “เลือกตั้งครั้งแรก (หัวใจก็แตกสลาย)” จากกลุ่มนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งเป็นนิทรรศการสะท้อนถึงความรู้สึกของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา กุลธิดากล่าวถึงแนวคิดของกลุ่มนักศึกษาเจ้าของภาพถ่าย   พวกเขาหลายคนเพิ่งเคยมีประสบการณ์การได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรก ความรู้สึกที่ได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเลือกตั้งมันค่อนข้างสาหัส เจ็บปวด และสร้างบาดแผลให้กับพวกเขาซึ่งก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความหวัง  เหมือนใจใจของพวกเขา ประชาธิปไตยถูกกระทำจนแตกสลาย  ในช่วงท้าย ธนาธรกล่าวถึงก้าวต่อไปของพรรคอนาคตใหม่ พร้อมย้ำถึงความแน่วแน่ของอุดมการณ์พรรค  และสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่า พรรคอนาคตใหม่ จะสร้าง ส.ส. คุณภาพ จะไม่มีงูเห่าสีส้ม  ไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่และการดำรงตำแหน่ง ส.ส. อย่างแน่นอน ทั้งนี้พรรคอนาคตใหม่จะสร้างกลไกพรรคอย่างเข้มแข็ง และทางพรรคจะจัดกิจกรรม Future Is Now  อย่างต่อเนื่องและจะเดินทางไปพบผู้สนับสนุนทั่วประเทศอย่างแน่นอน

“อนาคตใหม่” เอาผิด “ศรีสุวรรณ” แจ้งความเท็จกรณีขาดคุณสมบัติ

ว่าที่ ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 11 คน เดินทางไป สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ในข้อหากระทำการอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดกลั่นแกล้งให้ผู้สมัคร ส.ส. ถูกเพิกถอนสิทธิรับสมัคร สิทธิเลือกตั้ง หรือ ประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 143 วรรค 2 กับ สน.ทุ่งสองห้อง โดยคารม พลพรกลาง กล่าวว่าเมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา ตามคำกล่าวหาของ นายศรีสุวรรณ มีข้อเท็จจริงว่า ผู้สมัครและว่าที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เช่น ตนได้มีกิจการบริษัทที่เกี่ยวกับสื่อ และเคยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท​สื่อจริงแต่บริษัท​ถูกยกเลิกไปตั้งแต่​วันที่​ 4​ กันยายน​ 2556 แล้ว บางท่าน​ ได้จดทะเบียนประกอบกิจการบริษัทแต่เป็นบริษัทร้าง คือไม่ประกอบกิจการเป็น sleeping company นอกจาก​นี้ยังมีเรื่องของการขายหุ้นออกไป​แต่ยังอาจจะมีชื่อปรากฏ​อยู่ใน​บัญชี​ผู้ถือหุ้นเพราะเป็นกิจการแบบห้างหุ้นส่วนจำกัดและยังมีเรื่องของบริษั​ท​ที่​ถูกยกเลิก​การเป็นบริษัท​โดยสิ้นเชิง​ ไม่สามารถ​กลับมาตั้งเป็นบริษัท​ได้อีก ซึ่งทางพรรคอนาคตใหม่ยินดีให้ตรวจสอบด้วยความเคารพและยอมรับการตรวจสอบ แต่หากพรรคถูกตรวจสอบทางนายศรีสุวรรณ​ก็จะต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน​ โดยการยื่นตรวจสอบเรื่องการถือหุ้นสื่อของศรีสุวรรณ เป็นการกระทำที่เกินเลย และไม่มีกฎหมายรองรับ ถือเป็นการกลั่นแกล้งให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องขาดคุณสมบัติ ซึ่งตนเองก็ไม่รู้จักกับศรีสุวรรณเป็นการส่วนตัว ทั้งนี้ แม้จะสามารถยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทและการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เพิ่มได้ แต่พรรคอนาคตใหม่จะยังไม่ขอดำเนินการ และขอใช้สิทธิในการปกป้องชื่อเสียงตามกฎหมายการเลือกตั้งก่อน ซึ่งหากศรีสุวรรณกระทำผิดจริง ก็มีโทษทั้งจำคุก ปรับและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งด้วย สำหรับว่าที่ ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 11 คนนั้น ประกอบด้วย 1.ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 2.วินท์ สุธีรชัย ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.คารม พรหมพรกลาง ว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4.วรภพ วิริยะโรจน์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5.วรกร ฤทัยวาณิชกุลผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6.ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 7.หรินทร์ ยุวรัตนาพร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 8.นรีรัตน์ สุขวรรณรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 สระบุรี 9.วีระชน นามประกาย ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 สกลนคร 10.ปิยเมษฐ ประณีตพลกรัง ผู้สมัคร ส.ส. เขต 14 นครราชสีมา และ 11.กัลยารัตน์ กิตติกัลยานนท์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 10 ขอนแก่น

(คลิป) ปิยบุตร เข้าพบ ปอท.ไม่หวั่นเพราะแสดงออกสุจริตตามหลักวิชาการ

เช้าวันนี้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เข้าพบเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ตามหมายเรียกคดีอ่านแถลงการณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ทษช.  โดยถูกกกล่าวหาว่าหมิ่นศาลและนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 198 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(2) ปิยบุตรยืนยันว่าไม่กังวลที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้เพราะมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของไทยและตนเองได้แสดงออกโดยสุจริตตามหลักวิชาการของนักกฎหมาย แต่ถ้าหากสุดท้ายแล้วพบว่าตนมีความผิดจริง จะกระทบกระเทือนต่อบรรทัดฐานเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบการทำงานของศาลและองค์กรอื่นๆ ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามอยากตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่สอนหนังสือมา 16 ปี ไม่เคยถูกดำเนินคดีใดๆ  แต่เมื่อตั้งพรรคอนาคตใหม่มาไม่ถึงหนึ่งปีกลับถูกแจ้งความดำเนินคดีจำนวนมาก 'ปิยบุตร' เข้าพบ ปอท.ไม่หวั่นเพราะแสดงออกสุจริตตามหลักวิชาการ ด้านผู้สนับสนุนให้กำลังใจล้นหลาม.เช้าวันนี้ Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เข้าพบเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ตามหมายเรียกคดีอ่านแถลงการณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ทษช. โดยถูกกกล่าวหาว่าหมิ่นศาลและนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 198 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(2).ปิยบุตรยืนยันว่าไม่กังวลที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้เพราะมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของไทยและตนเองได้แสดงออกโดยสุจริตตามหลักวิชาการของนักกฎหมาย แต่ถ้าหากสุดท้ายแล้วพบว่าตนมีความผิดจริง จะกระทบกระเทือนต่อบรรทัดฐานเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบการทำงานของศาลและองค์กรอื่นๆ ต่อไปในอนาคต.อย่างไรก็ตามอยากตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่สอนหนังสือมา 16 ปี ไม่เคยถูกดำเนินคดีใดๆ แต่เมื่อตั้งพรรคอนาคตใหม่มาไม่ถึงหนึ่งปีกลับถูกแจ้งความดำเนินคดีจำนวนมาก.ร่วมยืนเคียงข้างปิยบุตร ติดแฮชแท็ก #SavePiyabutr ไม่ต้องกังวลอะไร แล้วมุ่งเดินหน้าสู่ความฝันของเราต่อไป 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年4月17日周三

“อนาคตใหม่” โหนรถเมล์ร้อนสมัคร ส.ส. “ธนาธร” ชูลดมลพิษ PM2.5 – เล็งสร้างขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พรรคอนาคตใหม่ นำโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค นายรณวิต หล่อเลิศสุนทร รองหัวหน้าพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค นำทีมผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร ทั้ง 30 คน 30 เขต มายังสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง โดยเดินทางมาที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น) ด้วยรถประจำทาง นายธนาธร กล่าวว่า เหตุผลที่สมาชิกพรรคอนาคตใหม่เลือกเดินทางมาด้วยรถเมล์พร้อมกันทั้งหมดทุกคน เพราะต้องการลดมลภาวะ ซึ่งหากแยกกันเดินทางมา จะต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่า30 คันอย่างแน่นอน เราจึงเลือกเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ และแน่นอนว่าสิ่งที่ได้สัมผัสจากการใช้ขนส่งสาธารณะ คือ ความร้อน ฝุ่นควัน PM 2.5 มลพิษ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ประชาชนผู้ใช้ขนส่งสารณะต้องเจออย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำว่าประเทศไทยควรพัฒนาขนส่งสาธารณะให้เร็วที่สุด ต้องทำให้ขนส่งสาธารณะที่ดี มีคุณภาพเป็นของทุกคน นี่คือทางออกของประเทศ โดยเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่จะผลักดันเป็นอันดับต้นๆเมื่อเข้าไปมีอำนาจ ประชาชนจะเท่าเทียมกันได้ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญ ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน คือสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ต้องดำเนินการให้สำเร็จอย่างเร่งด่วน นายธนาธร กล่าวว่า วันนี้ พรรคอนาคตอนาคตใหม่ กรุงเทพมหานคร ทั้ง 30 เขต เราพร้อมลงสมัครครบทุกเขต ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ เรายืนยันมาตลอดว่า ไม่มีนายกฯคนใน ไม่มีนายกฯคนนอก ไม่มีบัญชี 1 ไม่มีบัญชี 2 มีแต่การสืบทอดอำนาจของ คสช.กับการยุติอำนาจของ คสช. เท่านั้น โดยผู้สมัครเขตของเราเป็นคนหน้าใหม่ทั้งหมด ไม่มีใครอยู่ในระบบการแบบเก่าเมืองมาก่อน ไม่ใช่ลูกหลานนักการเมือง เราเชื่อว่าประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง และประชาชนจะให้โอกาสพรรคอนาคตใหม่ได้ไปสร้างความเปลี่ยนแปลง

1 2