fbpx

บทความ

“โรม” โชว์เสื้อเปื้อนเลือดของ “จ่านิว” จี้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งจัดการคดี

รังสิมันต์ โรม และ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ถามกระทู้สดต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องมาตรการป้องกันเหตุและติดตามจับกุมดำเนินคดีทำร้ายนักกิจกรรมทางการเมือง สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” ที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส โดยทั้ง 3 คน ได้นำเสื้อเชิ้ตและเสื้อยืดที่จ่านิวใส่ในวันถูกทำร้ายร่างกายซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจากบาดแผลมาแสดงต่อสื่อมวลชนด้วย  รังสิมันต์ กล่าวว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความประสงค์ติดตามคดีนี้ให้ถึงที่สุด  และขอวิงวอนให้ผู้มีอำนาจโดยเฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจที่มีในการเร่งรัดคดีให้มีความรวดเร็ว ทั้งนี้ไม่ได้มีความต้องการจะใช้อภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น  แต่ต้องการให้เป็นไปเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม ที่ผู้กระทำความผิดได้รับการลงโทษ การสร้างความยุติธรรมให้กับจ่านิวจะเป็นการสร้างความยุติธรรมให้กับผู้คนที่ได้รับความอยุติธรรมมาอย่างยาวนานทุกๆ คน ดังนั้น คดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ได้โปรดสร้างความกระจ่างให้กับคดีนี้เสียที  อมรัตน์ กล่าวเสริมว่า พรรคอนาคตใหม่และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีได้โปรดทำตามคำพูด เรื่องของการไม่คุกคามรุกรานนักกิจกรรม ทั้งนี้ ในเวทีโลก นายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ว่าไม่เคยรุกรานนักกิจกรรม  แต่ความเป็นจริงที่นักกิจกรรมประสบนั้นกลับตรงกันข้าม พร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้พูดลอยๆ แต่มีหลักฐานทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ในฐานะที่เคยเป็นนักกิจกรรมมาก่อน ทุกครั้งก่อนที่จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่ไปหาที่บ้าน บางครั้งทั้งตำรวจและทหารก็ไปพร้อมๆ กันในคราวเดียว เมื่อเห็นว่าข่มขู่ห้ามปรามไม่เกิดผล ก็ไปหาพ่อแม่ของตนแทน  มีการข่มขู่ญาติพี่น้องเพื่อให้มากดดันตนอีกต่อหนึ่ง จึงอยากเรียกร้องให้ยุติการคุกคามนักกิจกรรมในลักษณะนี้ 

(คลิป) เปิด 5 นโยบาย “อนาคตใหม่” ใช้ “เขย่าท้องถิ่น”

5 นโยบาย เขย่าการเมืองท้องถิ่น [เปิด 5 นโยบาย "อนาคตใหม่" ใช้ "เขย่าท้องถิ่น"].ก้าวต่อไปของพรรคอนาคตใหม่ วางไว้ชัดใน 3 เรื่องในการทำงาน ได้แก่ 1.งานในสภาผู้แทนราษฎร ใช้กลไกรัฐสภาผลักดันแก้ปัญหาให้ประชาชน 2.งานสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ขยายความคิดและอุดมการณ์ของพรรค รวมถึงขยายแนวร่วมในกลุ่มประเด็นปัญหาต่างๆ และ 3.งานการเมืองท้องถิ่น การเลือกตั้งในอนาคคตอันใกล้ เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ คืนอำนาจกลับไปให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง.แน่นนอนว่าเรื่อง "การเมืองท้องถิ่น" เป็นคำถามที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ได้รับการซักถามตลอดช่วงการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ บ้างถามถึงวิธีการเป็นตัวแทนพรรค, บ้างถามถึงข้อกำหนด กฎ กติกาของพรรคที่จะใช้ ขณะที่บางแห่งบางพื้นที่ก็เริ่มมีการประกาศตัวอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นตัวแทนของพรรคที่จะลงเลือกตั้งท้องถิ่น ทำให้เกิดความข้องใจของผู้คน และเกิดคำถามมากมายว่า "เป็นตัวแทนของพรรคจริงหรือไม่?".พรรคอนาคตใหม่ยืนยัน "เรายังไม่มีผู้สมัครหรือทีมผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรค" .ยังไม่มีการเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจลงเลือกตั้งท้องถิ่นที่สาขาพรรค หรือศูนย์ประสานงานในจังหวัดไหนทั้งสิ้น ขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงการสำรวจพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการส่งผู้สมัคร การให้กรอบกติกาในเบื้องต้น ซึ่งหากจะมีการรับสมัครทีมที่จะเป็นตัวแทนลงเลือกตั้งท้องถิ่น จะให้ส่งแบบฟอร์มในระบบออนไลน์ไปที่ส่วนกลางของพรรคช่องทางเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีการแจ้งให้ได้รับรู้พร้อมกันทั่วประเทศต่อไป.กรอบกติกาเบื้องต้น นอกจากตามที่ได้แจ้งไปบ้างแล้ว นั่นคือ การส่งผู้สมัครเป็นทีม อีกหนึ่งเรื่องสำคัญก็คือ ทีมผู้สมัครนั้นจะต้องคิดนโยบายเฉพาะของท้องถิ่นมานำเสนอ รวมถึงต้องร่วมผลักดัน 5 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. นโยบายขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน สร้างการขนส่งที่ตอบสนองกับท้องถิ่น 2. นโยบายเปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต ให้การบริหารงานในระดับท้องถิ่นเป็นไปอย่างโปร่งใส รายรับ-รายจ่าย การประมูล และการตรวจสอบ 3. นโยบายการมีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณของประชาชน เปิดให้ประชาชนร่วมตัดสินใจว่าจะนำงบประมาณนั้นไปพัฒนาส่วนใด 4. นโยบายด้านการศึกษา จัดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษา ให้มีผู้แทนภาคส่วนต่างๆในท้องถิ่นได้เข้ามาร่วมให้ทิศทางกับสถานศึกษา ว่าโรงเรียนจะพัฒนาทางไหน ใช้งบประมาณกับอะไรบ้าง และ 5. นโยบายด้านการจัดการขยะ ต้องการให้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ คัดแยกตั้งแต่ต้นทาง การจัดการเพื่อใก้การจัดการและบำบัดในตอนท้ายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ.#อนาคตใหม่ #เลือกตั้งท้องถิ่น #FutureIsNow 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月1日周一   ก้าวต่อไปของพรรคอนาคตใหม่ วางไว้ชัดใน 3 เรื่องของการทำงาน ได้แก่  งานในสภาผู้แทนราษฎร ใช้กลไกรัฐสภาผลักดันแก้ปัญหาให้ประชาชน  งานสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ขยายความคิดและอุดมการณ์ของพรรค รวมถึงขยายแนวร่วมในกลุ่มประเด็นปัญหาต่างๆ  งานการเมืองท้องถิ่น การเลือกตั้งในอนาคคตอันใกล้ เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ คืนอำนาจกลับไปให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง   แน่นนอนว่าเรื่อง “การเมืองท้องถิ่น”  เป็นสิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ได้รับการซักถามตลอดช่วงการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ  บ้างถามถึงวิธีการเป็นตัวแทนพรรค บ้างถามถึงข้อกำหนด กฎ กติกาของพรรคที่จะใช้      ขณะที่บางแห่งบางพื้นที่ก็เริ่มมีการประกาศตัวอย่างชัดเจนแล้วว่า  เป็นตัวแทนของพรรคที่จะลงเลือกตั้งท้องถิ่น ก่อให้เกิดความข้องใจของผู้คน และเกิดคำถามมากมายว่าบุคคลนั้น    “เป็นตัวแทนของพรรคจริงหรือไม่?”   พรรคอนาคตใหม่ยืนยัน ณ ขณะนั้น (ต้นเดือนมิถุนายน 2562) ว่า    “เรายังไม่มีผู้สมัครหรือทีมผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรค”    และขณะนั้นก็ยังไม่มีการเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจลงเลือกตั้งท้องถิ่นที่สาขาพรรค หรือศูนย์ประสานงานในจังหวัดฬดทั้งสิ้น ยังอยู่ในช่วงการสำรวจพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการส่งผู้สมัคร  การให้กรอบกติกาในเบื้องต้น ซึ่งหากจะมีการรับสมัครทีมที่จะเป็นตัวแทนลงเลือกตั้งท้องถิ่น จะให้ส่งแบบฟอร์มในระบบออนไลน์ไปที่ส่วนกลางของพรรคช่องทางเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีการแจ้งให้ได้รับรู้พร้อมกันทั่วประเทศต่อไป (ต่อมาได้เปิดช่องทางรับสมัคร เพื่อสรรหาผู้ลงสมัครเลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกสภา อบจ. ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2562 บนเว็บไซต์พรรคอนาคตใหม่ https://futureforwardparty.org)     กรอบกติกาเบื้องต้น นอกจากตามที่ได้แจ้งไปบ้างแล้ว นั่นคือ การส่งผู้สมัครเป็นทีม อีกหนึ่งเรื่องสำคัญก็คือ ทีมผู้สมัครนั้นจะต้องคิดนโยบายเฉพาะของท้องถิ่นมานำเสนอ รวมถึงต้องร่วมผลักดัน 5 นโยบายหลัก ได้แก่  นโยบายขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน สร้างการขนส่งที่ตอบสนองกับท้องถิ่น  นโยบายเปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต ให้การบริหารงานในระดับท้องถิ่นเป็นไปอย่างโปร่งใส  รายรับ-รายจ่าย การประมูล และการตรวจสอบ  นโยบายการมีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณของประชาชน  เปิดให้ประชาชนร่วมตัดสินใจว่าจะนำงบประมาณนั้นไปพัฒนาส่วนใด  นโยบายด้านการศึกษา จัดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษา ให้มีผู้แทนภาคส่วนต่างๆ ในท้องถิ่นได้เข้ามาร่วมให้ทิศทางกับสถานศึกษา ว่าโรงเรียนจะพัฒนาทางไหน ใช้งบประมาณกับอะไรบ้าง   นโยบายด้านการจัดการขยะ ต้องการให้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ คัดแยกตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้การจัดการและบำบัดในตอนท้ายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ   #อนาคตใหม่ #เลือกตั้งท้องถิ่น #FutureIsNow

(คลิป) “อนาคตใหม่” แถลงข่าวชู “ELC” กิจกรรมนอกสภาระยะยาว

บันทึกการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ พรรคอนาคตใหม่ 1 กรกฎาคม 2562 “อนาคตใหม่” แถลงข่าวชู “อีแอลซี” กิจกรรมนอกสภาระยะยาว “ช่อ” เผยตั้งคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ตรวจสอบการคุกคาม ปชช. “เสธโหน่ง – ผู้การฯแมว -สารวัตรเพียว” ร่วมเกาะติด ด้าน “สุรเชษฐ์” ชวนจับตา “ต่ออายุสัมปทานทางด่วน”เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่พรรคอนาคตใหม่ นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวประจำสัปดาห์ในหลายประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานทั้งในและนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ โดยประเด็นแรก นางสาวพรรณิการ์ได้รายงานถึงกิจกรรมนอกสภาที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อรวบรวมปัญหาความคิดเห็นของประชาชน โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัวโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Life Corridor – ELC) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นโครงการคู่ขนานไปกับโครงการ EEC ของภาครัฐ ซึ่งมีการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2558 และเต็มไปด้วยข้อวิจารณ์มากมายนางสาวพรรณิการ์ย้ำว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่มีนโยบายขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่การพัฒนาไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนการเอาคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าแลก พรรคอนาคตใหม่จึงเสนอกรอบความคิดระเบียงชีวิตภาคตะวันออก คู่ขนานไปกับนโยบายของรัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนและการมีส่วนร่วมเป็นไปได้ โดยภายในงานเมื่อวานนี้ มีการจัดฟอรั่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโนบายใน 6 ประเด็นที่ภาคประชาชนเป็นผู้เรียกร้องต้องการให้มีการแก้ปัญหา เช่นปัญหาประมง การจัดการน้ำ การจัดการขยะ สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ และปัญหาสัตว์ป่าบุกรุกพืชไร่ โดยมีตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ทั้งที่เป็น ส.ส. คณะทำงาน และภาคประชาชนเข้าร่วม“เวทีนี้ จะไม่ใช่แค่เวทีแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย แต่สิ่งต่างๆที่รวบรวมมาได้วันนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับนโยบานของพรรคทั้งสองระดับ ได้แก่ในระดับชาติ ผ่านกลไก ส.ส. 81 คนในสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคือการเมืองท้องถิ่น โดยสิ่งที่รวบรวมมาได้จะนำไปสู่นโยบายในการลงเลือกตั้งท้องถิ่นในภาคตะวันออก ในฐานะที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรค ELC จะเป็นเวทีที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างประชาชนในพื้นที่ ภาคประชาสังคม กับพรรคอนาคตใหม่ในการจัดทำนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบที่ไม่ใช่แค่ทุนใหญ่ได้ประโยชน์ แต่เป็นการพัฒนาบนรากฐานของผลประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน” นางสาวพรรณิการ์กล่าวต่อมา นางสาวพรรณิการ์ ได้กล่าวถึงวาระการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเกิดขึ้นในวันพุธ-พฤหัสบดีที่จะถึงนี้ โดยวาระแรกคือวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ ซึ่งจะเป็นการอภิปรายต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และจะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาประเด็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งมี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 6 คนร่วมเป็นสมาชิกด้วย โดยพรรคอนาคตใหม่จะมีการแถลงแนวทางการทำงานขับเคลื่อนในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา นอกจากนี้ ยังมีญัตติเร่งด่วนที่เดี่ยวข้องกับเกษตรกรอีกประเด็น ในเรื่องของโครงการผันน้ำโขงชีมูล ซึ่ง ส.ส.ภาคอีสานของพรรคอนาคตใหม่จะเป็นผู้ร่วมอภิปราย และยังมีญัตติด่วนเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบผลกระทบจากคำสั่ง คสช. โดยคาดหวังว่าจะรำไปสู่การพิจารณายกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ผลที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและสิทธิพลเมืองของประชาชน ซึ่งได้รับการบรรจุเป็นวาระการประชุมในวันพุธนี้ด้วย แม้หลายคนจะมองเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่พรรคอนาคตใหม่ขอย้ำว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน การคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องไม่ถูกปล่อยปะละเลยให้เกิดขึ้นต่อไปอีกเด็ดขาดนอกจากนี้ ยังมีวาระการอภิปรายถึงโครงการสัมปทานขนาดใหญ่ของรัฐ นั่นคือประเด็นการต่อขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนมูลค่ากว่า 430,000 ล้านบาท โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและที่ปรึกษาด้านนโยบายคมนาคมพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปราย ทั้งนี้ นายสุรเชษฐ์ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าประเด็นเร่งด่วนของเรื่องนี้ คือมีความพยายามนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาอนุมัติในที่ประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตนต้องขอให้ภาคประชาขนและสื่อมวลชนร่วมกันจับตามอง ว่าจะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันพรุ่งนี้หรือไม่ เรื่องนี้เกิดจากค่าโง่ในกรณีพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) 4,300 ล้านบาทที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ในการพิจารณาของ ครม.ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีความพยายามที่จะพ่วงอีกสองก้อนใหญ่เข้าไป คือการสร้างทางด่วนใหม่และการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทอีกกรณีหนึ่งซึ่งมูลค่ายังไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งจะมีการขยายจากค่าโง่ 4,300 ล้านบาทให้กลายเป็นค่าแกล้งโง่ 430,000 ล้านบาท จุดนี้พรรคอนาคตใหม่ต้องการให้หยุดการพิจารณาอนุมัติไว้ก่อน เพื่อให้สภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเข้าไปตรวจสอบก่อน และขอให้ประชาชนร่วมกันกดดันอย่าเพิ่งใหมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้“จุดยืนของพรรคอนาคตใหม่เป็นที่ชัดเจน ว่าสัญญานี้มีเงื่อนงำ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบก่อน และทางพรรคอนาคตใหม่จะสนับสนุนญัตตินี้ที่เสนอมาโดยพรรคฝ่ายรัฐบาล ที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบในรายละเอียด ซึ่งญัตตินี้มีความแปลกแต่ดี คือมีการเสนอให้เข้าไปตรวจสอบการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล คสช. โดยมาจากคนที่ยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังดีตรงที่ญัตตินี้จะผ่านแน่นอน หากไม่มีการกลับลำจากผู้เสนอญัตติ เพราะเป็นการเสนอมาจากฝ่ายรัฐบาล และเราพร้อมที่จะสนับสนุน ไม่ได้ค้านทุกเรื่อง เราพร้อมที่จะสนับสนุนการตรวจสอบจากภาครัฐในทุกเรื่อง” นายสุรเชษฐ์ กล่าว จากนั้น นางสาวพรรณิการ์ แถลงปิดท้ายในประเด็นการทำร้ายนักกิจกรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงกรณีของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” ที่ได้รับการจับตาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดได้มีการออกแถลงการณ์ประณามและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดย FORSEA ซึ่งเป็นองค์กรนักเคลื่อนไหวระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของสถานะและการได้รับการยอมรับของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ประเทศไทยผ่านรัฐบาล คสช.ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติมา 5 ปี พฤติกรรมในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีส่วนอย่างมากที่รัฐบาลต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศระดับโลก จะพิจารณาว่าสถานะของรัฐบาลไทยควรได้รับการยอมรับในระดับไหน ส่วนกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่านี่คือเรื่องของการทวงหนี้หรือไม่ ตนอยากให้ย้อนกลับไปดูภาพใหญ่ในรอบ 18 เดือนก่อนถึงการเลือกตั้ง มีการทำร้ายร่างกายคุกคามนักเคลื่อนนไหวถึง 15 ครั้ง มากที่สุดคือในกรณีของนายเอกชัย หงส์กังวาน ตามมาด้วยกรณีของนายสิรวิชญ์ รวมถึงถ้าย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ยังมีกรณีที่นายสิรวิชญ์เคยถูกชายแต่งกายคล้ายทหารอุ้มไปจากหน้าประตูมหาวิทยาลัย นำไปข่มขู่ไม่ให้เคลื่อนไหวอีกก่อนถูกปล่อยตัวออกมา“จ่านิวรวมถึงนักกิจกรรมหลายหลายคนในประเทศไทย ไม่ได้เพิ่งถูกคุกคามครั้งนี้เป็นครั้งแรกหรือในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก นี่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และถ้าไปดูพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะเห็นได้ชัดว่าเป็นพฤติกรรมที่มืออาชีพ เป็นพฤติการณ์ที่จะทำกับใคร บุคคลที่เป็นนักกิจกรรมมีต้นทุนทางสังคมต่ำเหล่านี้ เป็นบุคคลที่ถูกกระทำทำร้ายโดยยังไม่มีใครต้องรับผิด” นางสาวพรรณิการ์

รายงานความคืบหน้านอกและในสภาของพรรคอนาคตใหม่ 23 มิ.ย. – 30 มิ.ย. 2562

เลือกตั้งทั่วไปผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว แต่วันนี้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะทำหน้าที่เข้ามาบริหารประเทศ ยังไม่มีความชัดเจน ข่าวคราวความไม่ลงตัวไม่ลงรอยกันมีให้เห็นให้ได้ยินเป็นระยะ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดหน้าซัดจะๆ ก็ทำกันมาแล้ว “พรรคอนาคตใหม่” ในฐานะฝ่ายค้าน เฝ้าติดตามดูอยู่ห่างๆ ขณะเดียวกัน เดินหน้าทำงานของตัวเองต่อ เพราะปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน รอไม่ได้ ! ___ งาน “นอกสภาผู้แทนราษฎร” ของธนาธร และผองเพื่อน  ___ “ผมจะใช้เวลานี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน ไปพบปะ พูดคุย รับฟังปัญหา เอาปัญหานั้นมาให้เพื่อน ส.ส. ตั้งกระทู้ อภิปรายในสภา จะใช้เวลานี้ไปศึกษาปัญหาของพี่น้องทั่วประเทศ ใช้เวลานี้ขยายแนวคิด อุดมการณ์ นโยบายของพรรค ให้ทุกคนได้เข้าใจถึงเจตนาที่ดีต่อสังคมไทยของพรรคอนาคตใหม่… วันหนึ่งผมจะกลับมา” นี่คือ คำประกาศชัดเจนจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ภายหลังเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมปฏิญาณตนเป็น ส.ส.เรียบร้อย ครบขั้นตอน ก่อนจะต้องออกจากห้องประชุมตามคำสั่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หลังกิจกรรรมใหญ่ “ครบรอบ 1 ปีพรรคอนาคตใหม่ : Walk With Me, Talk With Me” ธนาธรเดินหน้าทำงานนอกสภา ตามที่ได้พูดไว้ทันที ประเดิมพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีปัญหาอย่างเรื่องประมง ราคาพืชผลเกษตร และที่ดินทำกิน เป็นโจทย์ใหญ่ ไล่เรียงไป จังหวัดระนอง – พังงา – ภูเก็ต – ลุยต่อไม่รอแล้ว! ‘ธนาธร’ เดินหน้างานนอกสภา บุก ‘ระนอง’ รับฟังปัญหา ปชช.    – ธนาธร-อนาคตใหม่ ลุยต่องานนอกสภา บุกพังงารับฟังปัญหาเกษตร ที่ทำกิน ชาติพันธุ์ การท่องเที่ยว พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การเมืองท้องถิ่น ธนาธร-อนาคตใหม่ ลุยต่องานนอกสภา บุกพังงารับฟังปัญหาเกษตร ที่ทำกิน ชาติพันธุ์ การท่องเที่ยว… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月12日周三   – “อนาคตใหม่” ลุยต่องานนอกสภา รับฟังปัญหาประมงพื้นบ้านภูเก็ต  “อนาคตใหม่” ลุยต่องานนอกสภา รับฟังปัญหาประมงพื้นบ้านภูเก็ต.เมื่อวานนี้ ณ บ้านบางเทา อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ธนาธร… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月13日周四   คล้อยหลังลงใต้ไม่กี่วัน คราวนี้ขยับไปทางภาคตะวันออก 15 มิถุนายน ที่ห้องประชุม อบจ.ตราด ศักดินัย นุ่มหนู ส.ส.เขต 1 จังหวัดตราด พรรคอนาคตใหม่ ร่วมกับชาวประมงภาคตะวันออกจัดขึ้นจัดรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวประมงและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง นอกจากธนาธร แล้วงานนี้ยังมี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ รวมไปถึง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้แก่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, คารม พลพรกลาง และ เบญจา แสงจันทร์ และแน่นอนที่ขาดไม่ได้ ส.ส. ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส. เขต 1 จังหวัดจันทบุรี, จารึก ศรีอ่อน ส.ส.เขต 2 จังหวัดจันทบุรี, ญาณธิชา บัวเผื่อน ส.ส. เขต 3 จังหวัดจันทบุรี, จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส. เขต 4 จังหวัดฉะเชิงเทรา, กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส. เขต 7 จังหวัดชลบุรี ร่วมเวทีเสวนาทางออกประมงไทย – ทำงานเป็นทีม! “ธนาธร-ปิยบุตร” พร้อม ส.ส.อนาคตใหม่ เดินหน้าตะลุยรับฟังปัญหาประมงภาคตะวันออก  ทำงานเป็นทีม! "ธนาธร-ปิยบุตร" พร้อม ส.ส.อนาคตใหม่ เดินหน้าตะลุยรับฟังปัญหาประมงภาคตะวันออก .โดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月15日周六   จบงานนี้ ธนาธรเดินทางต่อไปร่วมกิจกรรมที่ระดมทุน จังหวัดระยอง สร้างความฮือฮาปราฏในหน้าข่าวเนื่องจากมีผู้ประมูล “เนคไท” เส้นที่ใส่เข้าสภา เพียงเส้นเดียวราคา  70,000 บาท  จากนั้นเช้าวันต่อมา เดินทางไปเยือนภาคอีสาน คือ จังหวัดอุดรธานี และ จังหวัดเลย  นอกจากการรับฟังปัญหา พูดคุยเรื่องท้องถิ่นแล้ว ก็ได้พบปะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียเจ๋ง ๆ  ดังเช่นที่เมืองเลย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ออกออกแบบสายการวิ่งรถเมล์ในเมืองเลยใหม่ด้วยแนวคิดรถเมล์เลนคู่ ซึ่งหากรถเมล์วิ่งจริงตามแนวคิดใหม่นี้ ประชาชนเมืองเลยจะเข้าถึงโรงเรียนและสถานบริการภาครัฐได้โดยการขนส่งสาธารณะมากขึ้น ลดความแออัดของเมืองและมลพิษทางอากาศลง – ทีมอนาคตใหม่” ลุยอุดรธานี แสดงวิสัยทัศน์เตรียมเขย่าการเมืองท้องถิ่น-กางโร้ดแม็ป ลั่นต้นปีหน้าเดินเครื่องกระจายอำนาจ-ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ เต็มสูบ! "ทีมอนาคตใหม่” ลุยอุดรธานี แสดงวิสัยทัศน์เตรียมเขย่าการเมืองท้องถิ่น-กางโร้ดแม็ป… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月16日周日   – พบปะคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่ออกแบบสายการวิ่งรถเมล์ จังหวัดเลย แรงบันดาลใจการพัฒนาเมืองจาก จ.เลย [ การพัฒนาเมืองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่และพลังของคนรุ่นใหม่ : แรงบันดาลใจจากจังหวัดเลย ].ลองดูวิดีโอคลิปนี้สักนิด.คุณเห็นอะไร? เห็นเหมือนผมไหม?.ผมเห็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ถูกนำมาใช้ ผมเห็นศักยภาพของคนรุ่นใหม่.ผมเห็นความหวัง.การคมนาคมสาธารณะที่ดีลดความเหลื่อมล้ำ, ลดการใช้พลังงาน, ลดความแออัดของเมือง และทำให้คุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ดีขึ้นได้.การเดินทางไปจังหวัดเลยในสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พบกับทีมคนรุ่นใหม่ที่สนใจปัญหาในบ้านเกิดของพวกเขา เราพูดถึงปัญหาผูกขาดในลอตเตอรี่, ภูเขาขยะที่ไม่มีการจัดการ, การศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตและงานในจังหวัด และปัญหาการคมนาคมที่ จ.เลย.คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ออกแบบสายการวิ่งรถเมล์ในเมืองเลยใหม่ด้วยแนวคิดรถเมล์เลนคู่ หากรถเมล์วิ่งจริงตามแนวคิดใหม่นี้ ประชาชนเมืองเลยจะเข้าถึงโรงเรียนและสถานบริการภาครัฐได้โดยการขนส่งสาธารณะมากขึ้น ลดความแออัดของเมืองและมลพิษทางอากาสลง.รถเมล์ที่พวกเขาคิดทันสมัย ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ จ่ายเงินด้วยกระเป๋าตังค์อิเล็กทรอนิกส์ มีบริการรองรับการขึ้นลงของผู้ใช้วีลแชร์ ติดเครื่องปรับอากาศทุกคัน สะอาด ปลอดภัย และมีบริการที่ดี.ลองให้โอกาสฟังพวกเขาดู ถ้าคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศลุกขึ้นมาออกแบบการคมนาคมสาธารณะที่เมืองตัวเอง อย่างที่เลยทำ และความคิดเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจให้นำไปสู่การปฏิบัติจริง คุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นเท่าไหร่กัน.น่าตื่นเต้นไหม?.นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอนาคตใหม่จึงต้องการทำการเมืองท้องถิ่น.และในท้องถิ่นที่พวกเราส่งทีมลง เราจะมีนโยบายพัฒนาการคมนาคมสาธารณะสำหรับจังหวัดนั้น.เราขอเชิญทุกคนมาช่วยกันออกแบบการคมนาคมสาธารณะในจังหวัดตัวเอง และผลักดันมันจากนโยบายให้เป็นจริงผ่านการเมืองท้องถิ่น.มิติใหม่ของการเมืองท้องถิ่นกำลังจะเริ่มขึ้น การเมืองท้องถิ่นที่ตั้งอยู่บนนโยบาย ไม่ใช่นามสกุล การเมืองท้องถิ่นที่ตั้งอยู่บนพลังของความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่พลังอิทธิพล.เราจะเปิดประตูมัน อย่ารอคอยการเปลี่ยรแปลง แต่จงเป็นส่วนหนึ่งของมัน.ปล.1 คุณอ๊อตโต้ หนึ่งในผู้สร้างนโยบายการขนส่งสาธารณะจังหวัดเลยในวิดีโอนี้ จะไปเชียงใหม่กับผมในวันพรุ่งนี้เพื่อเสนอผลงานด้วย ใครสนใจไปเจอกับเขาได้ในงานเสวนาเรื่องเมืองเชียงใหม่ของอนาคตใหม่ครับ.ปล.2 อยากให้กำลังใจทีมคนรุ่นใหม่เลย หรืออยากมีส่วนร่วมสร้างนโยบายเลยร่วมกับพวกเขา กดไลค์และติดตามพวกเขาได้ที่ อนาคตใหม่ จ.เลย 由 Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 发布于 2019年6月22日周六   ขณะเดียวกัน ปิยบุตรยังอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ร่วมกิจกรรม “ฝันเฟื่องเมืองจันท์” รับฟังข้อเสนอของประชาชนชาวจันทบุรี ว่าอยากเห็นการพัฒนาเมืองของตนเองเป็นไปในทิศทางใด งานนี้เก็บข้อมูลกลับมาเตรียมทำนโยบายลุยศึกเลือกตั้งท้องถิ่นเพียบ ขณะเดียวกัน คณะทำงานด้านที่ดินของพรรคซึ่งนำโดย ชัยธวัช ตุลาธน รองเลขาธิการพรรค และ ชัน ภักดีศรี กรรมการบริหารพรรคภูมิภาค ภาคอีสาน พร้อมด้วย ส.ส.ภาคอีสาน เดินทางไปยัง จังหวัดชัยภูมิ ร่วมรับฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจประชนที่ถูกดำเนินพื้นที่ป่าไม้ทับซ้อนที่ดินทำกิน – “ฝันเฟื่องเมืองจันท์” ชวนชาวจันทบุรีวาดฝันเมืองน่าอยู่ด้วยตัวเอง ‘ฝันเฟื่อง เมืองจันท์’ ชวนชาวจันทบุรีวาดฝันเมืองน่าอยู่ด้วยตัวเองปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ร่วมด้วยพิธา… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月25日周二   – คณะทำงานเรื่องที่ดินพรรคอนาคตใหม่ร่วมรับฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีจากการทับซ้อนของพื้นที่ป่าไม้กับที่ดินทำกิน คณะทำงานเรื่องที่ดินพรรคอนาคตใหม่ร่วมรับฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีจากการทับซ้อนของพื้นที่ป่าไม้กับท… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月18日周二   จากใต้ ไปตะวันออก จากนั้น 22 – 24 มิถุนายน ตะลุยขึ้นภาคเหนือและอีสาน โดยแบ่งเป็น 1.ทีมธนาธรเดินทางไป จ.เชียงราย และวันต่อมาร่วมกิจกรรมใหญ่ของจังหวัดที่หอพัก 700 ปี สนามกีฬา จ.เชียงใหม่  ส่วน 2.ทีมปิยบุตร ขึ้นดอยไปรับฟังปัญหาเรื่องเหมืองแร่ถ่านหิน ที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ก่อนจะไปปิดท้ายกิจกรรมเนื่องในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน ที่จ.ขอนแก่น โดยงานนี้ถือโอกาสร่วมกิจกรรมวางหมุดหมายเปิดมิวเซียม ของศิลปินฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง “อ้ายหนอม”  ถนอม ชาภักดี ซึ่งคาดว่าจะปีหน้าคงจะสร้างเสร็จ – “อนาคตใหม่” ลุยรับฟังปัญหาชาวเชียงราย ประชาชน-ภาคประชาสังคม ร่วมเสวนาคับคั่ง .  “อนาคตใหม่” ลุยรับฟังปัญหาชาวเชียงราย ประชาชน-ภาคประชาสังคม ร่วมเสวนาคับคั่ง. เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562… 由

พรรคอนาคตใหม่ยื่นปรึกษาหารือการคุกคามนักกิจกรรมทางการเมือง

  เมื่อนักกิจกรรมทางการเมือง สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว) ถูกลอบทำร้ายซ้ำในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน พรรคอนาคตใหม่ขอยืนยันอีกครั้งว่า การลอบทำร้ายดังกล่าว  ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่การลอบทำร้ายที่มุ่งหวังให้เกิดผลต่อ จ่านิว เพียงคนเดียว แต่เป็นการลอบทำร้าย เพื่อมุ่งจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่ยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ ความเป็นธรรม และความถูกต้อง เป็นการลอบทำร้ายเพื่อหวังให้ผู้ที่คงยังยืนอยู่ ยอมกุมมือก้มหัวสยบยอมต่ออำนาจและความอยุติธรรม ที่ผ่านมาหลายเหตุการณ์ ในหลายวาระ ได้พิสูจน์ให้พวกเราทุกคนเห็นแล้วว่า ยิ่งยอม ยิ่งถูกกระทำ ยิ่งเงียบ ยิ่งถูกทำให้เงียบยิ่งกว่า ร่วมยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรม ร่วมให้กำลังใจ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว) ร่วมกันกับพวกเรา   “พรรคอนาคตใหม่”   (ภาพจากเพจ : กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย)

เขียนกฎหมาย ตั้งคณะทำงาน รับเงินเดือน แต่ไม่พบความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศ???

  คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  โดยพวกเขามีหน้าที่ต้องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศต่อสภาผู้แทนราษฎรทุกๆ 3 เดือน ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 270 และในระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ  และแผนปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2562 นั้นได้ระบุว่า ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศต้องทำระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล “ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก” และระบบที่ว่านี้จะต้องมีช่องทาง “ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นและเสนอแนะด้วย” อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์ซึ่งตั้งเป็น ‘ช่องทาง’ ดังกล่าว โดยเลือกหัวข้อ “ความก้าวหน้า” กลับไม่พบข้อมูลใดๆ ??? http://nscr.nesdb.go.th/?page_id=326  เมื่อติดตามไม่ได้จากรายงานที่ควรจะต้องมีในเว็บไซต์ตามรัฐระบุ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามในวันที่ 25 มิถุนายน 2562 เวลาประมาณ 13.00 น. เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งในเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจำนวนมาก   ก็คือรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศนั่นเอง ล่าสุดมีการอัพโหลดไฟล์รายงานความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศที่จะต้องรายงานความคืบหน้าต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งสภาจะมีการพิจารณากันในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่  http://nscr.nesdb.go.th/wp-content/uploads/2019/06/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B-%E0%B8%A1%E0%B8%84-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84.pdf?fbclid=IwAR0eJ9R4-oFX1TWIiuVraK6d1IbWEEnhZ2ysoYXn3NgJU4Cp_4-o2m0nD7w นอกจากนั้นก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ประชาชนต้องร่วมกันตรวจสอบ ซึ่งสามารถติดตามได้ที่ -ดิจิทัลทีวี/ทีวีดาวเทียม ช่อง 10 “โทรทัศน์รัฐสภา” -วิทยุกระจายเสียงระบบ FM ทั่วประเทศ (ที่ กทม. คลื่น 87.5 MHz) -Facebook Live เพจ “วิทยุและโทรทัศน์ รัฐสภา” https://web.facebook.com/TPchannelFan/videos/346017009434456/  -ชมผ่านแอปพลิเคชั่นทั้ง iOS และ Android : TPchannel  -ชมผ่านเว็บไซต์ https://t.co/r7YnYLoUiR   #ประชุมสภา

“ปิยบุตร” อภิปรายงบการเงินศาลยุติธรรม – พบค่าใช้จ่ายประชุมเพิ่มกว่า 172 ล้านบาท

“ผมไม่ต้องการเรียกร้องว่าเราต้องได้เบี้ยประชุม ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้ ส.ส.ได้เบี้ยประชุมเหมือนศาล  ผมไม่ได้ต้องการอย่างนั้น แต่ผมเรียกร้องว่าถ้าเป็นไปได้ในอนาคต ขอให้ยกเลิกเบี้ยประชุมแบบนี้ออกไปเสียดีกว่า ผมขออนุญาตสรุปแบบนี้ พวกเราปกครองในระบอบ​ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์​ทรง​เป็น​ประมุข​  ทุกวันนี้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติถูกตรวจสอบอย่างหนักเต็มที่ แต่ระบบการตรวจสอบองค์กรตุลาการนั้นไม่เข้มข้นเท่ากับพวกเรา การประกันความเป็นอิสระของศาลไม่ได้แปลว่าศาลจะต้องรอดพ้นจากการตรวจสอบ  ผมเรียนว่าในต่างประเทศผู้แทนราษฎรของเขามีผู้ตรวจการที่เอาไว้ตรวจสอบการใช้อำนาจของกองทัพบ้าง  ศาลบ้าง แต่ของประเทศไทยวันนี้ เราถูกลิดรอนอำนาจตรงนี้ไป ผมเรียกร้องว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ กบศ. จะยกเลิกระเบียบเบี้ยประชุมนี้ ซึ่งจะเป็นพระคุณอย่างมากต่อแผ่นดินไทย ที่จะได้ช่วยประหยัดงบประมาณลงไปได้ถึง 207 ล้านบาท”       26 มิถุนายน 2562 ที่หอประชุมใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งใช้เป็นที่ทำการรัฐสภาเป็นการชั่วคราว ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปรายในวาระแจ้งให้ทราบเรื่องรายงานของผู้สอบบัญชี  และรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2561 โดยระบุว่า การเปิดให้ ส.ส.ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องศาลนั้น สะท้อนว่า เรายืนยันเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ทั้ง 3 ฝ่ายไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน เราเพียงตรวจสอบถ่วงดุลกันและกัน การอภิปรายเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ ส.ส.แม้ท้ายที่สุดเป็นวาระแจ้งเพื่อทราบ ไม่มีการลงมติ แต่อย่างน้อย คงเป็นประโยชน์ สำนักงานศาลยุติธรรม สตง.และสำนักงบประมาณ ซึ่งในการอภิปรายครั้งนี้จะอยู่ใน 2 ประเด็น คือ 1. ความเห็นของผู้สอบบัญชี และ 2.งบประมาณซึ่งเจาะจงงบการเงินส่วนการเงินที่เกี่ยวกับค่าใช้สอย   ประเด็นที่ 1 ผู้สอบบัญชี คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ทำรายงานผู้สอบบัญชีเสนอต่อประธานศาลฎีกา เป็นความเห็นอย่างมีเงื่อนไข หมายความว่า รายงานการเงินศาลยุติธรรมถูกต้องตามมาตรฐาน เว้นแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนนี้จากการสุ่มตรวจพบว่ามีปัญหา 3 ข้อ 1. เกี่ยวกับรายการที่มียอดคงเหลือตามบัญชีต่ำกว่ารายละเอียด คือ เงินสดหายไปจากบัญชี 162 ล้านบาท 2.คุรุภัณฑ์ประเมินแล้วมูลค่าหายไป 40 ล้านบาท และ 3.เงินฝากศาลจังหวัดนนทบุรี 6 บัญชี มีการบันทึกไม่ตรงกับเช็คที่มีการสั่งจ่าย ซึ่งจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัญชี เห็นว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องทางบัญชีที่ค่อนข้างร้ายแรง เรื่องเหล่านี้หากเป็น บริษัท มหาชน ผู้ถือหุ้นอาจเรียกร้องความรับผิดชอบจากคณะกรรมการบริหารได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นองค์กรบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกรณีนี้หัวหน้า คสช.ก็เคยใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยุติการทำหน้าที่มาแล้ว จึงอยากทราบว่า ระบบตรวจสอบการรับผิดชอบนี้ ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีการรับผิดชอบอย่างไรในเรื่องที่เกิดขึ้น ประเด็นที่ 2 งบการเงินแสดงผลการเงินส่วนค่าใช้สอย ซึ่งจากการตรวจสอบมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากปี 2560 สูงถึง 330 ล้านบาท ขณะที่รายการอื่นไม่เพิ่มหรือเพิ่มเล็กน้อย ซึ่งพอไล่ดูทีละรายการค่าใช้สอยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายในการประชุม ซึ่งในปี 2560 อยู่ที่ 24 ล้านบาท ขณะที่ 2561 เพิ่มเป็น 196 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 172 ล้านบาท หมายความว่าค่าใช้จ่ายการประชุม คือ เบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีการออกระเบียบเริ่มจ่ายตั้งแต่ตุลาคม 2560 ซึ่งจากการค้นไปอีกว่า เอาระเบียบอะไรมาจ่ายก็พบว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ กบศ. ได้ลงนามในประกาศระเบียบว่าด้วยเรื่องเบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่และการประชุมแผนกคดีในศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งระเบียบฉบับนี้ องค์กรต่างๆ จะออกต้องมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งก็อ้างถึง ม.17 (1) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 เมื่อไปตรวจสอบก็เขียนว่า ให้ กบศ.มีอำนาจออกระเบียบ แต่เพื่อการบริหารราชการศาลยุติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องเบี้ยประชุมในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรน์   “จากการตรวจสอบไปอีก พบว่าประธานศาลฎีกาท่านก่อนเคยมีเรื่องเข้าที่ประชุม กบศ. เมื่อ 11 กันยายน 2560 ว่า หากต้องการออกระเบียบเบี้ยประชุม ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ดังนั้น ท่านจึงไม่ยอมลงนาม แต่พอคนปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่ง กลับมีการออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมขึ้นมา อ้างถึง ม.17 (1) ซึ่งในภายหลัง ในช่วงต้นปีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เห็นชอบ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม ฉบับ 4 ปี

(คลิป) “ศิริกัญญา” วิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป ตั้งเพิ่มไม่แก้ปัญหา

“ศิริกัญญา” อภิปรายวิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป (ชมคลิป) “ศิริกัญญา” วิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป มีแต่การออกกฎหมาย ตั้งกรรมการ ตั้งหน่วยงานเพิ่มแต่ไม่แก้ปัญหา มีโครงการซ้อนกับหน่วยราชการปกติไม่นับเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง.Sirikanya Tansakun – ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปรายในวาระรายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคืบหน้าต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับตวามต้องการของประชาชน.เช่นในเรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่มีความคืบหน้า, การปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่ควรแก้ปัญหาคอขวดของบริการสาธารณสุขและการขาดแคลนบุคลากรแพทย์และพยาบาล แต่เรากลับพบว่ามีการออกโครงการที่เรียกว่าโรงพยาบาลผักปลอดสารพิษ, โครงการโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ที่มุ่งหวังให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ก็มีการซื้อพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เพียง 100 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ.และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือราคาที่รับซื้อประกาศไว้ว่าจะรับซื้อที่ 1.80 บาทต่อหน่วยงานรัฐรับซื้อจริงแค่ 1.68 บาทต่อหน่วย ทำให้โครงการโซลาร์รูฟท็อปไปคุ้มค่าในการลงทุนต่อไป ไม่ส่งเสริมประชาชนในการใช้พลังงานทางเลือก, ด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการแก้ปัญหาชายฝั่งทรุดตัวแต่แผนการปฏิรูปมีแผนแค่ว่าจะปักไม้ไผ่เพื่อลดแรงคลื่นด้วยงบประมาณ 256 ล้านบาท, โครงการราชการปลอดขยะที่มีการดำเนินการเพียงแค่การรับบริจาคถุงผ้าเพื่อรับยา และโครงการอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน.ศิริกัญญายังได้อภิปรายต่อว่ามีอีกหลายโครงการ ที่ซ้ำซ้อนกับการทำงานของหน่วยงานราชการ แต่เรียกว่าเป็นโครงการปฏิรูปเยอะมาก ทั้งๆที่โครงการเหล่านี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการอยู่แล้ว จึงไม่ควรไม่นับว่าเป็นแผนการปฏิรูป.ส่วนโครงการอื่นๆที่อ้างว่าทำสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 82 กิจกรรมที่อยู่ในรายงานวันนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกกฏหมาย โดยในรอบสามเดือนที่ผ่านมา มีการออกกฏหมายไปแล้ว 22 ฉบับ ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูป คือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย หากนับรวมกับ 5 ปีที่ผ่านมาในการทำงานของ สนช. มีกฎหมายออกมาทั้งสิ้นแล้ว 456 ฉบับ ซึ่งกฏหมายจำนวนมากเป็นกฎหมายที่ถูกคัดค้านโดยภาคประชาชนด้วย เช่น พ.ร.บ.โรงงานฯ ที่มีการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด, พ.ร.บ.ป่าชุมชนฯ ที่ริดรอนสิทธิของชุมชนออกไปจนหมด เหลือแต่การทำตามนโยบายของคณะกรรมการป่าชุมชนแห่งชาติและจังหวัดเป็นคนออก, พ.ร.บ.อีอีซี, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, ฯลฯ ที่เป็นร่างแปลงของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นการออกกฎหมายเร็วๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป.จากที่ผ่านมา เราจะพบได้ว่ายิ่งมีการดำเนินแผนการปฏิรูปมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้รัฐมีความพะรุงพะรังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยในรอบสามเดือนที่ผ่านมามีการจัดตั้งหน่วยงานรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3 หน่วยงาน โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะตั้งหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น 52 หน่วยงาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนยังต้องออกมาขัดว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไปสุดท้าย แผนการปฏิรูปเช่นนี้ไม่ใช่การปฏิรูปที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่เป็นเพียงข้ออ้างที่มาพร้อมกับการรัฐประหารเท่านั้น เช่นเดียวกับการปฏิรูปที่เกิดขึ้นมาในการรัฐประหารปี 2549 ก็ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้ว่าจะมีการใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาท.“หากการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้จากเพียงแค่การออกกฎหมาย การตั้งกรรมการ และการตั้งหน่วยงานราชการเพิ่ม หากเราสามารถปฏิรูปได้ด้วยแผนการเหล่านี้ เราคงไม่ต้องมีการปฏิรูปประเทศอะไรอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราปฏิรูปด้วยวิธีการเช่นนี้มาตลอด” 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月26日周三   26 มิถุนายน 2562 ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่  ร่วมอภิปรายในวาระรายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคืบหน้าต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เช่น ในเรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่มีความคืบหน้า  การปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่ควรแก้ปัญหาคอขวดของบริการสาธารณสุข และการขาดแคลนบุคลากรแพทย์ พยาบาล แต่กลับพบว่ามีการออกโครงการที่เรียกว่าโรงพยาบาลผักปลอดสารพิษ ใช้งบประมาณ 60 ล้านบาทโดยไม่ตอบโจทย์ใดๆ ของประชาชน และไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ  ส่วนโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี (Solar Rooftop) ที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มุ่งหวังให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริงมีการซื้อพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เพียง 100 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ  และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือราคารับซื้อที่เคยประกาศไว้ว่าอยู่ที่ 1.80 บาท/หน่วย แต่รัฐรับซื้อจริงแค่ 1.68 บาท/หน่วย ทำให้โครงการนี้ไม่คุ้มค่าในการลงทุน และไม่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกด้วย  ด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการแก้ปัญหาชายฝั่งทะเลทรุดตัว แต่แผนการปฏิรูปมีแค่ว่าจะปักไม้ไผ่เพื่อลดแรงคลื่นด้วยงบประมาณ 286 ล้านบาท / 6 ปี  นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการราชการปลอดขยะ ซึ่งดำเนินการเพียงแค่การรับบริจาคถุงผ้าเพื่อรับยาในโรงพยาบาล และยังมีโครงการอีกมากมายที่ซ้ำซ้อนและไม่อาจนับว่าเป็นแผนปฏิรูป เพราะควรจะต้องเป็นภารกิจหลักของหน่วยงานราชการอยู่แล้ว ทั้งยังไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนอีกด้วย ตัวอย่างก็คือ โรงเรียนประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้วในหลักสูตรแกนกลาง  หรือแม้แต่การรอบรู้ด้านสุขภาพก็เอามานับเป็นแผนปฏิรูปทั้งๆ ที่ต้องเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงสาธารณสุข ศิริกัญญาทำการค้นเพิ่มเติมด้วยตัวเองพบส่วนที่ไม่ได้อยู่ในรายงานเป็นกิจกรรมที่ทำเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 82 กิจกรรม  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกกฏหมาย ส่วนในด้านการเมืองพบว่าภารกิจที่ทำเสร็จสิ้น = 0 คือไม่มีภารกิจทางการเมืองใดเลยที่รัฐบาลทำสำเร็จ   ความคืบหน้าที่สุดอยู่ที่การออกกฎหมาย ลุล่วงไปแล้ว 22 ฉบับ สนช.ใช้เวลาเพียงเดือนเดียว (18 มกราคม-18 กุมภาพันธ์ 2562) ผ่านร่างพระราชบัญญัติรวมทั้งสิ้น 66 ฉบับ โดยเฉลี่ยวันละ 8 ฉบับ   ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูป คือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย และยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น หากนับรวมกับ 5 ปีที่ผ่านมาในการทำงานของ สนช. มีกฎหมายออกมาทั้งสิ้นแล้ว 456 ฉบับ

สภาชนเผ่า” ยื่นหนังสือต่ออนาคตใหม่ เสนอตั้ง ‘คณะกรรมาธิการชาติพันธุ์’

ตัวแทนจากสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย  ได้เดินทางมาที่อาคารรัฐสภาชั่วคราวและยื่นหนังสือต่อ ชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่  และสมาชิกกลุ่มชาติพันธ์ุพรรคอนาคตใหม่ เพื่อเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการด้านกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง     โดย ศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย  ระบุว่าชนเผ่าพื้นเมืองหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีวิถีวัฒนธรรมเฉพาะ  และมักได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ จึงทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมและขาดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบกับตนเอง  และยังได้รับผลกระทบจากการออกนโยบายและกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้  ทางสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย จึงเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการด้านกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองขึ้นมา  เพื่อการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาผลกระทบของ นโยบายรัฐ กฎหมาย หรือกิจการใดๆ ต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย     ศักดิ์ดายังระบุอีกว่าการตั้งคณะกรรมาธิการดังกล่าวขึ้นมาจะมีส่วนช่วยได้เป็นอย่างมากในการผลักดันให้ประเด็นปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการสื่อสารออกไปสู่สาธารชน เป็นกลไกที่จะแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธ์ุได้ต่อไปในอนาค ในส่วนของพรรคอนาคตใหม่ อย่างที่บอกแล้วข้างต้นว่านอกจาก ชำนาญ แล้ว  ยังมีผู้แทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพรรค เช่น ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ชาวม้ง และนิติพล ผิวเหมาะ ชาวเมี่ยน ซึ่งทั้งสองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่แบบบัญชีรายชื่อ  ได้มาร่วมพูดคุยและรับหนังสือพร้อมกัน  

อนาคตใหม่ เสนอญัตติด่วนขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ “ตรวจสอบการใช้อำนาจ คสช.”

ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รังสิมันต์ โรม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เขต 6 เชียงราย จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส. เขต 27 กรุงเทพมหานคร และ ฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.เขต 1 ขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวการขอเสนอญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศ และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา 44 รังสิมันต์ กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคอนาคตใหม่เสนอให้มีการตั้งญัตติด่วน  และพรรคร่วมฝ่ายค้านให้การรับรองในเรื่องนี้ ซึ่งตนขอเรียกชื่อคณะกรรมาธิการสั้นๆ ว่า  กรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใข้อำนาจของ คสช. ซึ่งมีเหตุผลในการขอตั้ง ดังต่อไปนี้  ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ระบอบรัฐประหารที่ถูกสถาปนาภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงอยู่ตราบจนปัจจุบัน การใช้อำนาจตาม ม. 44 ยังเกิดขึ้น แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ก็ยังมีการรับรองให้หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจต่อไปได้ ถึงวันนี้มีการเลือกตั้งแล้ว มีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อำนาจนี้ก็ยังมีอยู่ ด้วยเหตุนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางรุนแรง ซึ่งไม่ใช่แค่ก่อนการเลือกตั้ง แต่ยังส่งผลมาจนปัจจุบัน  เกิดผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งไม่อาจทำได้ ผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่อาจทำได้  ส่งผลกระทบกับประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องมีคดีความอยู่ทั้งในศาลยุติธรรมและศาลทหาร ส่งผลกระทบทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มได้รับประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน วิถีชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไป  และจำนวนไม่น้อยไม่อาจดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมที่ดีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และยังรวมถึงส่งผลกระทบต่อข้าราชการที่ถูกโยกย้าย ซึ่งเราไม่มีตัวแทนประชาชนในระดับท้องถิ่นจนกระทั่งตอนนี้   “ด้วยเหตุผลนี้ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงมีความประสงค์อยากตั้งกรรรมาธิการเพื่อวินิจฉัยผลกระทบดังกล่าว  โดยหากเกิดขึ้น เราประสงค์จะตรวจสอบตั้งแต่วันทำรัฐประหาร 22 มิถุนายน 2557 จึงถึงวันที่มีการตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ คสช. ทั้งนี้ การตรวจสอบผลกระทบ เพื่อที่จะดำเนินการต่อไปว่า หากต้องมีการเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาจะทำอย่างไร” รังสิมันต์กล่าว   เขายังเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่พรรคอนาคตใหม่เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  จึงได้พบว่าการข่มขู่คุกคามยังเกิดขึ้น เช่น กรณี เอกชัย หงส์กังวาล หรือกรณีของ จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ถูกทำร้ายร้างกาย เป็นต้น  ซึ่งมีลักษณะเจาะจงไปยังกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้าม คสช. หรือสำหรับในภาคการเมือง  ทุกครั้งที่เราเดินทางไปรับฟังปัญหาประชาชน มีการติดตามอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ   สิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการคุกคาม การใช้สิทธิเสรีภาพยังเป็นปัญหา ประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทำได้ไม่เต็มที่ ประชาชนบางคนมีเจ้าหน้าที่รัฐติดตามไปถึงบ้าน ดังนั้นเราต้องการรวบรวมข้อมูลผลกระทบก่อน ส่วนจะนำไปสู่อะไรนั้น เป้าหมายจะชัดเจนขึ้น ถ้าเราได้รับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก คสช.

1 3 4 5 6 7 23