fbpx

บทความ

(คลิป) แค่เปิดพื้นที่ ไอเดียดีๆ ก็พร้อมเกิด

เราเชื่อว่าในแต่ละท้องถิ่น มีความคิดสร้างสรรค์ มีศักยภาพที่ยังไม่ถูกค้นพบอยู่อีกมากมาย แต่ติดอยู่แค่ว่า ไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก ดังนั้น แนวนโยบาย 3 ด้านหลักๆ ของทีมอนาคตใหม่ที่เรียกว่า “3 ป.” คือ 1.ปลดล็อก 2.ปรับโครงสร้าง และ 3.เปิดโอกาส จึงเกิดขึ้น ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เดินทางไปเยือน อำเภอเมือง จังหวัด.ฉะเชิงเทรา และมีโอกาสได้พบกับ อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ ศิลปินและอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ แม้จะไม่ได้เป็นคน “แปดริ้ว” โดยกำเนิด แต่เมื่ออาจารย์อาจิณโจนาธานได้มาสอนหนังสืออยู่ที่เมืองแห่งนี้ ได้เห็นศักยภาพของท้องถิ่น ของผู้คน ก็อยากจะนำสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่นั้นออกมาอวดให้ใครต่อใครได้รับรู้ นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของ “Many Cuts Art Space” หรือชื่อไทยคือ “หลายริ้ว อาร์ต สเปซ” พื้นที่แสดงงานศิลปะ และสถานที่พบปะของชาวแปดริ้วที่สนใจในประเด็นสังคม และการทำงานสร้างสรรค์  อาจารย์หนุ่มบอกว่า แกลเลอรี่แห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ให้คนแปดริ้วได้แสดงงานของตัวเองเท่านั้น แต่ยังจะเป็นจุดเริ่มต้นนำศิลปะจากภายนอก งานของศิลปินชื่อดังระดับประเทศ ระดับโลก ที่ได้รับการยอมรับ มาแสดงให้ชาวแปดริ้วได้รู้จักด้วย ดังชื่อ “หลายริ้ว” ที่เขาบอกว่าต้องไปให้ไกลกว่าแค่ “แปดริ้ว” ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ชวนอาจารย์อาจิณโจนาธาน พูดคุยและนำชม Art Space แห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองแปดริ้ว เวลานี้   #ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่ #ฉะเชิงเทรา #แปดริ้ว อนาคตใหม่@ฉะเชิงเทรา [ แค่เปิดพื้นที่ ไอเดียดีๆก็พร้อมเกิด ]เราเชื่อว่าในแต่ละท้องถิ่น มีความคิดสร้างสรรค์ มีศักยภาพที่ยังไม่ถูกค้นพบอยู่อย่างมากมาย แต่ติดอยู่แค่ว่า ไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก ดังนั้น แนวนโยบาย 3 ด้านหลักๆ ของทีมอนาคตใหม่ที่เรียกว่า “3 ป.” อย่าง 1.ปลดล็อก 2.ปรับโครงสร้าง และ 3.เปิดโอกาส จึงเกิดขึ้นปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เดินทางไปเยือน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา และมีโอกาสได้พบกับ อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ ศิลปินและอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์แม้จะไม่ได้เป็นคน “แปดริ้ว” โดยกำเนิด แต่เมื่ออาจารย์อาจิณโจนาธานได้มาสอนหนังสืออยู่ที่เมืองแห่งนี้ ได้เห็นศักยภาพของท้องถิ่น ของผู้คน ก็อยากจะนำสิ่งดีๆที่ซ่อนอยู่นั้นออกมาอวดให้ใครต่อใครได้รับรู้นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของ “Many Cuts Art Space” หรือชื่อไทยคือ “หลายริ้ว อาร์ต สเปซ” พื้นที่แสดงงานศิลปะ และสถานที่พบปะของชาวแปดริ้วที่สนใจในประเด็นสังคม และการทำงานสร้างสรรค์ อาจารย์หนุ่ม บอกว่า แกลอรีแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ให้คนแปดริ้วได้แสดงงานของตัวเองเท่านั้น แต่ยังจะเป็นจุดเริ่มต้น นำศิลปะจากภายนอก งานของศิลปินชื่อดังระดับประเทศ ระดับโลก ที่ได้รับการยอมรับ มาแสดงให้ชาวแปดริ้วได้รู้จักด้วย ดังชื่อ “หลายริ้ว” ที่เขาบอกว่าต้องไปให้ไกลกว่า “แปดริ้ว”ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ชวนอาจารย์อาจิณโจนาธาน พูดคุยและนำชม Art Space แห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองแปดริ้ว เวลานี้#ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่ #ฉะเชิงเทรา #แปดริ้ว 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2018年8月6日周一

(คลิป) รัฐสวัสดิการ: คุณว่าฝันนี้เป็นจริงได้ไหมในประเทศไทย?

อนาคตใหม่ กับกิจกรรมพิเศษ FWP Hackathon ตอน Hack Welfare โดยได้รับความร่วมมือจากแนวร่วม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ ที่ต้องการเริ่มต้นเขียนอนาคตใหม่ของประเทศและประชาชนร่วมกัน ด้วยการระดมกำลังค้นหาข้อมูลสวัสดิการทุกด้านของชีวิตคนไทย จนได้ประเด็นของตัวเลขที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เทียบสัดส่วนกับตัวเลขที่ต้องใช้ในชีวิตจริง ตั้งแต่เกิด วัยเรียน แก่ชราเจ็บป่วยจนวาระสุดท้าย และยังเปรียบเทียบกับข้อมูลรัฐสวัสดิการจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ร่วมกันหามาเป็นกรณีศึกษา ผลลัพธ์ที่ได้จากความมุ่งมั่นของผู้เข้าร่วม อนาคตใหม่จะนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลในส่วนของการพัฒนานโยบายที่เราถือว่าต้องมาจากความต้องการที่แท้จริงของคนไทย   #fwphackathon #ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่ FWP Hackathon – Hack Welfare [ รัฐสวัสดิการ : คุณว่าฝันนี้เป็นจริงได้ไหมในประเทศไทย? ]อนาคตใหม่ กับกิจกรรมพิเศษ FWP Hackathon ตอน Hack Welfare โดยได้รับความร่วมมือจากแนวร่วม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ ที่ต้องการเริ่มต้นเขียนอนาคตใหม่ของประเทศและประชาชนร่วมกันด้วยการระดมกำลังค้นหาข้อมูลสวัสดิการทุกด้านของชีวิตคนไทย จนได้ประเด็นของตัวเลขที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เทียบสัดส่วนกับตัวเลขที่ต้องใช้ในชีวิตจริง ตั้งแต่เกิด วัยเรียน แก่ชราเจ็บป่วยจนวาระสุดท้าย และยังเปรียบเทียบกับข้อมูลรัฐสวัสดิการจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ร่วมกันหามาเป็นกรณีศึกษาผลลัพธ์ที่ได้จากความมุ่งมั่นของผู้เข้าร่วม อนาคตใหม่จะนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลในส่วนของการพัฒนานโยบายที่เราถือว่าต้องมาจากความต้องการที่แท้จริงของคนไทย#fwphackathon #ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่ 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2018年8月4日周六

โรงเรียนที่ดีและฟรีจริงเกิดได้ ด้วยพลังองค์กรปกครองท้องถิ่น

ช่วงวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ ทีมอนาคตใหม่ ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ช่อ พรรณิการ์ วานิช และจารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ไปเยือนจังหวัดกระบี่ เพื่อเรียนรู้ความสำเร็จของกระบี่ที่อาจไม่ค่อยมีใครรับรู้ นั่นก็คือการจัดการการศึกษาโดยทัองถิ่น ทีมอนาคตใหม่ได้ไปเยือนโรงเรียนบ้านไสไทย ที่จัดการเรียนการสอนแบบสอดรับกับท้องถิ่น เช่น การเรียนภาษาอังกฤษ  “ทฤษฎีคนขับเรือหางยาว” หรือการให้เด็กออกไปสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่หาดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อฝึกภาษาอังกฤษให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมือนคนขับเรือหางยาวที่พูดอังกฤษได้เพราะต้องต้อนรับลูกค้าฝรั่งเสมอ นอกจากนี้เรายังได้ไปเยี่ยมโรงเรียนบ้านช่องพลี โรงเรียนแห่งแรกในกระบี่ที่โอนย้ายจากส่วนกลาง  (สพฐ.) ไปอยู่ใต้การบริหารจัดการขององค์กรปกครองท้องถิ่น อบต.อ่าวนาง ใช้เวลาเพียง 12 ปี เพิ่มเด็กจาก 100 เป็น 700 คน และพัฒนาโรงเรียนให้ทันสมัยและมีสาธารณูปโภคครบครันไม่แพ้เอกชน ที่สำคัญคือสามารถให้การศึกษาฟรีกับเด็กได้เกือบ 100% ลดภาระผู้ปกครองไปได้มาก เพราะใช้งบรายหัวที่กระทรวงศึกษาฯ จัดสรร เสริมด้วยงบประมาณจากท้องถิ่น ทำลายมายาคติที่ว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นจัดการศึกษาไม่ได้ดี เพราะไม่รู้ ไม่เชี่ยวชาญเท่ากระทรวงศึกษาฯ “ผมจะไม่ให้คนที่อยู่ห่างออกไปเป็นพันกิโลเมตรมากำหนดว่าเด็กโรงเรียนผมต้องรู้อะไร เด็กผมยังอ่านไม่ออก ผมก็ต้องสอนภาษาไทยก่อน” ผอ.กฤษณ์ โชติมุข ผู้บริหารโรงเรียนบ้านช่องพลี ยอมรับว่าเด็กในโรงเรียนต่างจังหวัดแบบที่นี่ จบ ป.6  แล้วยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ถึง 60% เพราะฉะนั้น ผอ.จึงตัดสินใจเน้นการเรียนการสอนภาษาไทย วิชาพื้นฐานที่จะเปิดให้เด็กไปศึกษาหาความรู้ต่อยอดในแขนงอื่น ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของส่วนกลาง ที่ต้องการให้เด็กเรียนหลากหลายกลุ่มสาระในเวลาเดียวกัน จนเด็กจำนวนมากตามไม่ทัน ผอ.กฤษณ์ยอมรับว่า ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทย คือครูไม่รู้จักวิธีการสอน รู้แต่หลักวิชาการที่อาจไม่ได้เอามาใช้เลยในการสอนระดับประถมศึกษา และปัญหาที่ใหญ่กว่า คือการจัดการการศึกษาที่รวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ทำให้การเรียนไม่ตอบสนองต่อความต้องการในท้องถิ่น อาชีพที่ท้องถิ่นต้องการ และการจ้างงาน ของบก็ล่าช้าอุ้ยอ้าย ไม่มีประสิทธิภาพ ผอ. ซึ่งเคยอยู่ทั้งในโรงเรียนระบบ สพฐ. และโรงเรียนที่บริหารโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น ตั้งข้อสังเกตว่าโรงเรียนที่อยู่ในการดูแลของ สพฐ. ไม่เห็นใจประชาชน เพราะข้าราชการดูแล ข้าราชการเป็นใหญ่ ผู้ปกครองและเด็กเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา แต่โรงเรียนที่ดูแลโดย อปท. ซึ่งก็คือดูแลโดยนักการเมืองที่ต้องรับใช้ประชาชน โรงเรียน ครู เจ้าหน้าที่ จึงต้องเอาใจใส่ดูแลประชาชนเช่นกัน และเมื่อใดที่โรงเรียนตั้งอยู่บนรากฐานประชาธิปไตย รับใช้ประชาชน เมื่อนั้นการออกแบบการศึกษาก็จะตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นได้ นำไปสู่อนาคตที่ประชาชนกำหนดการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง   #ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่

การเมืองหลังเลือกตั้งปี 62

ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญปี 60 ต้องเกิดขึ้น    เพราะหากไม่มีการเลือกตั้ง หรือยืดขยายออกไปอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน หลังจากพ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.มีผลบังคับใช้  ย่อมทำให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะพังพินาศ ซึ่งผู้มีอำนาจรู้ดี ประเด็นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกนี้และจัดตั้งรัฐบาลให้ได้อีก จากการประเมินทางวิชาการและผลสำรวจโพลล์ต่างๆ ทั้งทางลับและทางแจ้งต่างก็ไม่สามารถชี้ชัดไปได้ว่าใครจะเป็นฝ่ายกำชัยโดยเด็ดขาด แม้จะดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้เสียงที่มากโขอยู่ แต่เมื่อพิจารณาถึงระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน (ที่มีใช้ในประเทศเดียวในโลก) ก็ไม่แน่นักว่าจะเป็นเช่นนั้น อีกทั้งหัวแถวของพรรคก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร มิหนำซ้ำยังเกิดคู่แข่งขันทางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้นมาคือพรรคอนาคตใหม่ ที่ดูเหมือนว่าจะดีวันดีคืน ซึ่งก็ไม่แน่อีกเหมือนกันว่าเสียงดีแล้วคะแนนจะเป็นไปตามนั้นด้วยหรือไม่ ซึ่งอาจจะน้อยสุดๆ หรือมากสุดๆ ไปเลยก็เป็นได้ทั้งนั้น ส่วนฝั่งฟากของพรรคที่ประกาศตัวหนุนรัฐบาลคสช. ต่างระดมกันใช้สรรพกำลังจูงใจให้อดีตส.ส.ย้ายค่ายมาสังกัดพรรคตน แต่ก็อีกนั่นแหละ จากอดีตที่ผ่านมา ย้ายมาก็ไม่แน่ว่าจะได้รับการเลือกตั้งเสมอไป อาจเกิดอาการตายยกรังเหมือนคราวที่แล้วก็เป็นได้ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็ออกอาการกั๊กๆ เพราะก็ไม่รู้ว่าหากมีการเปิดประชุมพรรคได้ หัวหน้าพรรคจะยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า เพราะหัวหน้าปัจจุบันบอกว่าไม่เอาคสช. แต่หากลูกพรรคจะเอาคสช. ก็คงต้องเปลี่ยนหัวหน้าเป็นคนอื่น   สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คะแนนของพรรคต่างๆ ที่ได้หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกจะไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเกิน 250 เสียงอย่างแน่นอน และพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดก็อาจไม่ได้เป็นนายกฯ หรือจัดตั้งรัฐบาล เพราะตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 60 ต้องใช้เสียงรวมกันถึง 375+1 เสียงจึงจะมากกว่ากึ่งหนึ่งของทั้ง 2 สภารวมกัน (ส.ส. 500+ส.ว. 250) จึงจะตั้งนายกฯ ได้ ซึ่งผมจะแยกเป็นกรณีๆ ดังนี้ กรณีที่ใช้รายชื่อนายกฯ จาก 3 รายชื่อของพรรคการเมือง (ก๊อกแรก) ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าคุณประยุทธ์จะตัดสินใจลงรายชื่อพรรคไหน หรืออาจจะถอดใจโบกมือบ๊ายบายไปเลยซึ่งเดือน ก.ย.นี้รู้กัน ผมเชื่อว่าจากเสียงส.ว. 250 แล้วหาเสียงจากส.ส.อีก 125+1 คงไม่ยากนักในการที่จะได้นายกฯ มาตั้งรัฐบาล แต่จะเป็นรัฐบาลที่อายุสั้นที่สุด เพราะเมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเสนอร่างกฎหมายสำคัญๆ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณฯลฯ ก็จะถูกคว่ำกลางสภาผู้แทนราษฎรโดยที่ส.ว. ไม่สามารถยื่นมือมาช่วยได้เลย กรณีที่จะไม่ใช้รายชื่อจากพรรคการเมือง แต่จะไปเอานายกฯ คนนอก (ก๊อก 2) ซึ่งตามมาตรา 272 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญปี 60 จะต้องได้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จากทั้ง 2 สภาซึ่งก็คือ 500 นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะจะต้องเอาเสียงส.ว. 250 ไปรวมกับเสียงส.ส.อีก 250 จึงจะได้คะแนนที่ว่า ซึ่งหากเกิดกรณีส.ส.ต่างก็พากันนั่งเฉยๆ หรือ “กอดอก” ไม่ยอมยกมือให้ กรณีที่ 2 นี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงจะเกิดภาวะที่เรียกว่าเดดล็อก ก็เป็นหน้าที่ที่นายกฯ ในขณะนั้นจะต้องต้องยุบสภาฯ ให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ รัฐบาลคสช. ก็จะยืดอายุออกไปอีก เพราะคสช. จะสิ้นสภาพไปก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 60 เท่านั้น และหากยุบสภาฯ แล้วก็ยังตั้งรัฐบาลอีกไม่ได้ก็จะวนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป กรณีเกิดฟลุ้ก พรรคที่ได้เสียงข้างมากสามารถรวมกันได้ 375+1 ตั้งนายกฯ และฟอร์มรัฐบาลขึ้นมาได้โดยไม่ต้องง้อส.ว.  (ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆ ถึงยากที่สุด แต่ก็เป็นไปได้หากเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม หรือที่เรียกว่าแลนด์สไลด์แบบมาเลเซียโน่นแหละครับ)  ซึ่งสิ่งตามมาก็คือการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าเห็นควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ปี 60 หรือไม่ จะแก้บางประเด็นก่อนหรือทั้งฉบับไปเลย ฯลฯ เมื่อได้คำตอบแล้วก็เข้าสู่กระบวนการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญฯ ต่อไป ซึ่งหากถึงตอนนั้น ส.ว. ที่จะต้องใช้ 1 ใน 3 ก็คงยากที่จะฝืนแล้ว ในที่นี้ก็หมายความรวมถึงกฎหมายยุทธศาสตร์ 20  ปีที่จะต้องถูกแก้หรือถูกยกเลิกอย่างแน่นอน   แล้วเราควรจะทำอย่างไร? ไหนๆ เราก็ไม่ได้เลือกตั้งกันมาตั้งแต่ปี 54 ถ้านับถึงปีหน้าก็จะเป็น 8 ปีพอดี และเป็นการเลือกตั้งหลังการรัฐประหารที่คนในประเทศมีทั้งชอบและไม่ชอบ  พรรคการเมืองต่างๆ ก็ควรที่จะประกาศกันออกมาให้ชัดเจนไปเลยว่า จะอยู่ฝ่ายเอาหรือไม่เอาการสืบทอดอำนาจของคสช. แล้วรณรงค์กันอย่างเต็มที่ คสช. เองก็จะได้รู้ตัวเองว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว คนชอบหรือไม่ชอบตนเองมากกว่ากันแน่ หากมัวแต่ทำกึ๊กๆ กั๊กๆ  ล็อกก็ไม่ยอมปลด ใครขยับอะไรนิดอะไรหน่อยก็แจ้งข้อหา หรือไม่ก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปปรามขั้วตรงข้ามกับตนหรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัย หากจะได้ชัยชนะมาก็คงไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจอะไร แรงต้านก็จะยิ่งหนักกว่าเดิมทั้งจากในและนอกประเทศแบบเดียวกับการเลือกตั้งของเขมร  และในทางกลับกันหากแม้ว่าทำทุกอย่างหรือทำทุกวิถีทางแล้วยังแพ้อีก ก็ถอยกลับเข้าไปกรมกองตลอดกาลไปเลย เพราะแสดงว่าการรัฐประหารไม่ได้รับการยอมรับนั่นเอง หากปล่อยอิสรเสรีในการรณรงค์หาเสียงกันอย่างเต็มที่แล้ว มีการเลือกตั้งอย่างสุจริตยุติธรรม ไม่มีการโกงกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วฝ่ายที่หนุนคสช.ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ก็ให้เป็นอันยอมรับกันว่าประชาชนเขาจะเอาอย่างนี้ คราวหน้าก็แก้ตัวใหม่รณรงค์กันใหม่ก็เท่านั้นเอง ประชาธิปไตยที่แท้จริงมันสวยงามอย่างนี้ จริงอยู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีข้อบกพร่อง แต่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้ การแก้ไขข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยก็คือการทำให้เป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้นไปอีกนั่นเอง   อยากให้วันเลือกตั้งมาถึงเร็ว ๆ จังเลยครับ   (บทความเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645145?fbclid=IwAR3bVAGms458xbJEb6mWcGcLqyCKQhKecjAY7tdtIIPRiTXJWaQdaA_b8RQ)

(คลิป) 30 กว่าปีแล้วยังไม่ได้สัญชาติ

ในการเดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงราย ทีมอนาคตใหม่มีโอกาสได้พบปะกับ วรินทร จุ่มธิ เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่ไม่ยึดติดกับการเกษตรแบบเก่า ปัจจุบัน นอกจากทำนา ปลูกพืชผักหลายชนิด โดยนำนวัตกรรมทันสมัยมาใช้แล้ว วรินทรยังเลี้ยงหนูพุก และปูนา ซึ่งชนิดหลังนั้นได้แปรรูปเป็น “น้ำปู๋” บรรจุขวดจำหน่าย ขายดีจนไม่เพียงพอกับความต้องการ หลังจากพูดคุยกันสักพักจึงได้รู้ว่า วรินทร มีประเด็นปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต นั่นคือเรื่องสถานะบุคคล ตัวเขาเองหลุดพ้นปัญหานี้แล้ว เพราะมีผู้รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมจึงได้สัญชาติไทย แต่แม่แท้ๆ ของเขา ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้มากว่า 30 ปีแล้ว ยังเป็นคนไร้สัญชาติ และความหวังจะได้สัญชาติไทยยังเป็นสิ่งที่เลือนรางและยากเย็นเต็มที ปัญหานี้ยังย้อนกลับมาถึงตัวเขาเองด้วยในการต้องจัดการให้แม่ได้อยู่อาศัยกับเขาอย่างถูกกฎหมาย โดยเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินเรื่องหนังสือรับรองการทำงานให้แม่ปีละ 10,000 บาท และแม่ต้องอยู่ในนามคนงานของฟาร์ม     “เมื่อไหร่ที่การได้สัญชาติจะพิจารณาตามความเป็นอยู่จริงของผู้คน และปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา”   #พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #เชียงราย อนาคตใหม่@เชียงราย [ 30 กว่าปีแล้วยังไม่ได้สัญชาติ ]ในการเดินทางมาเยือน จ.เชียงราย ทีมอนาคตใหม่มีโอกาสได้พบปะกับ วรินทร จุ่มธิ เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่ไม่ยึดติดกับการเกษตรแบบเก่าปัจจุบัน นอกจากทำนา ปลูกพืชผักหลายชนิด โดยนำนวัตกรรมทันสมัยมาใช้แล้ว วรินทรยังเลี้ยงหนูพุก และปูนา ซึ่งชนิดหลังนั้น ได้แปรรูปเป็น “น้ำปู๋” บรรจุขวดจำหน่าย ขายดีจนไม่เพียงพอกับความต้องการคุยกันระยะหนึ่งก็ได้รู้ว่า วรินทร ยังมีอีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต นั่นคือเรื่องสถานะบุคคล โดยเขาโชคดีที่มีคนรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม จึงได้สัญชาติไทย ขณะที่แม่แท้ๆ นั้น แม้จะอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้มากว่า 30 ปีแล้ว แต่เรื่องการได้สัญชาติไทยยังเป็นสิ่งที่เลือนลางและยากเย็นเต็มทีปัจจุบัน วรินทรต้องเสียค่าใช้จ่ายราวปีละ 10,000 บาท เพื่อขอหนังสือรับรองการทำงานให้แม่ตัวเอง ในฐานะคนงานในฟาร์ม#พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #เชียงราย 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2018年7月22日周日

สังคมที่จะรุ่งเรืองคือสังคมที่มอบโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม

เด็กที่เกิดมานี้เป็นทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ พวกเขาเป็นเหมือนแร่ดิบที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน และวิธีแก้ไขสถานการณ์ข้างต้นอยู่ที่การสร้างโครงสร้างบางอย่างขึ้นมาในสังคมเพื่อช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเอง ให้เขาได้รับโอกาสที่เขาไม่เคยมี ให้เขาสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม นี่คือวิธีการสร้างสังคมที่รุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ตะลุยถิ่นกำเนิด “ปลาช่อนแม่ลา” ชมความสำเร็จ “ป.แดน เกษตรฟาร์ม” ณ เมืองสิงห์บุรี

หลงเข้าใจผิดมาตั้งนานว่า ชื่อ “แม่ลาปลาเผา” นั้นแยกเป็น “แม่ลา” คือชื่อของคนที่ถูกนำมาทำเป็นแบรนด์สินค้าหรือบริการ (คล้ายๆ น้ำพริก ‘แม่ประนอม’) ส่วน “ปลาเผา” นั้นคือเมนูเด็ดขึ้นชื่อของ จ.สิงห์บุรี ซึ่งแน่นอนว่าทุกวันนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ จนกระทั่ง มีโอกาสได้เดินทางไปเยือน จ.สิงห์บุรี ความรู้ใหม่ๆ จึงบังเกิด และก็พบด้วยว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องปลาน้อยมากๆ ตะลุยถิ่นกำเนิด “ปลาช่อนแม่ลา” “แม่ลา” คือ ชื่อของลำน้ำสายหนึ่งซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำทั้งสองในเขต ต.แม่ลา อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี  ที่นี่ เป็นต้นกำเนิดของ “ปลาช่อนแม่ลา” ซึ่งมีรสชาติไม่เหมือนที่ใด เนื่องจากระบบนิเวศน์ของลำน้ำนั้นมีความพิเศษ โดยเฉพาะดิน ซึ่งเป็นดินโคลนอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหารของปลา ว่ากันว่าดินบางช่วง เท้าเหยียบลงไปในน้ำ โคลนจมจนเกือบท่วมหัวเข่า ปัจจุบัน ปลาช่อนแม่ลาในลำน้ำตามธรรมชาติลดน้อยลงไปแล้ว ตามสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงมีปลาช่อนจากแหล่งอื่นถูกนำมาปล่อยปะปนอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนทำลายพันธุ์แท้ดั้งเดิม แต่กระนั้น พันธุ์ปลาแห่งลำน้ำสายนี้ก็ได้รับการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ไว้ โดยเฉพาะจากฝีมือของปลัดหนุ่มเจ้าของ “ป.แดน เกษตรฟาร์ม” ศุภสัณห์ ช่วยบุญ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยชัน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เจ้าของฟาร์ม ใช้เวลาว่างจากราชการ ทำบ่อปลาช่อนแม่ลาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากเห็นว่าปลาช่อนจากลำน้ำธรรมชาติกำลังจะหมดไป โดยเขาต้องการจะรักษาไว้ ให้คนทั่วไปได้กินปลาช่อนแม่ลาแท้ๆ “ต้นกำเนิดของปลาช่อนแม่ลา ต้องที่ ต.แม่ลา อ.บางระจัน วันนี้ ที่เห็นโฆษณาตามร้านอาหารส่วนใหญ่ มักจะเป็นปลาที่นำเข้ามาจากกัมพูชา หาปลาช่อนแม่ลาแท้ๆ ได้น้อยมาก ซึ่งถ้าลองกินเปรียบเทียบดู จะพบว่ารสชาติต่างกัน”  ถามถึงความแตกต่างระหว่างปลาช่อนแม่ลากับปลาช่อนแหล่งอื่น ปลัดหนุ่มอธิบายว่า ปลาช่อนแม่ลา ตัวปลาจะใสสีขุ่นๆ ลักษณะหัวหลิม หางกลมแบบตาลปัตรพระ และลักษณะเด่นคือครีบสีชมพู หลังหูสีชมพู  ขณะที่รสชาตินั้น เนื้อปลาจะนุ่ม แน่น และหนึบ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของการเลี้ยงด้วย ความสำเร็จและเป้าหมายต่อไป “ป.แดน เกษตรฟาร์ม” จุดเริ่มต้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ด้วยต้องการอนุรักษ์พันธุ์ปลาช่อนแม่ลาขนานแท้เอาไว้ ทำให้เกิด “ป.แดนเกษตรฟาร์ม” ศุภสันห์ เริ่มต้นจากการเสาะหาพันธุ์ปลาช่อนแม่ลาขนานแท้ ทั้งจากลำนำ้แม่ลา และจากการปรึกษากับศูนย์วิจัยประมง จ.สิงห์บุรี ปลัดหนุ่มใช้ท้องนาในเขตลุ่มน้ำแม่ลา ขุดบ่อขึ้นมา นำปลามาผสมพันธุ์  เมื่อออกเป็นไข่แล้วนำไปพักไว้ในบ่อไม่เกิน 5 วันก็ฟักเป็นตัว ก่อนที่จะนำลงอนุบาลในบ่อดินประมาณ 1 เดือนก็จะเริ่มจำหน่ายเป็นพันธุ์ปลาได้ ปัจจุบัน ปลาขนาด 3 นิ้ว ขายอยู่ที่ราคา 3 บาท สำหรับผู้ที่ซื้อนำไปเลี้ยงต่อ อีกราว 5 เดือนก็สามารถจับขายได้ นอกจากนี้ที่ “ป.แดนเกษตรฟาร์ม” มีจำหน่ายทั้งพันธุ์ปลาช่อนแม่ลา ปลาช่อนแม่ลาสด และแพ็คแช่แข็งปลาช่อนแดดเดียว ที่สามารถเก็บได้นาน 3 เดือน ช่วงเริ่มต้น ศุภสันห์เล่าให้ฟังถึงอุปสรรคที่เจอว่า ด้วยความที่ยังไม่มีชื่อเสียง เมื่อเลี้ยงได้ปลาขนาดพอเหมาะ ก็นำไปเร่ขายแบบเซลล์ให้แม่ค้าในตลาด ทั้งในตลาดสิงห์บุรี อ่างทอง รวมถึงตลาดไทรังสิต แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแม่ค้ามองว่าเขาขายในราคาที่สูงกว่าปลาช่อนทั่วไป ตัดสินใจไม่ขาย ที่สุดก็นำมาสู่การแปรรูปเป็นปลาช่อนแดดเดียว ซึ่งทำให้ได้ราคาสูงขึ้น  พร้อมกันนี้ก็เริ่มเปิดช่องทางการตลาดในโซเชียลโดยเฉพาะเฟซบุ๊ก จนทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น และปัจุบันเริ่มมีตัวแทนจำหน่ายมารับไปขายต่อแล้วในทุกรูปแบบผลิตภัณฑ์ ความสำเร็จของ “ป.แดนเกษตรฟาร์ม” ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะตัวเอง  ปลัดหนุ่มได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรด้วยกันเป็น “กลุ่มปลาช่อนแม่ลาเพื่อคนสิงห์และคนทั้งประเทศ” ปัจจุบันสมาชิก 23 คน มีการประชุมพูดคุย ปรึกษาหารือเรื่องปัญหาวิธีการเลี้ยงปลาช่อนแม่ลาขนานแท้ เรื่องการตลาด การแปรรูปต่างๆ ฯลฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ฟาร์มในกลุ่มตั้งเป้าไปสู่การเป็น 1.ฟาร์มระบบปลอดภัย  2.ฟาร์ม GAP หรือมาตรฐานอาหารปลอดภัย 3.ฟาร์มจำหน่ายอาหารปลา และเวชภัณฑ์ปลา 4.ฟาร์มที่เป็นแหล่งทำท่องเที่ยวและศูนย์เรียนรู้ ทั้งหมดต้องได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ เพื่อให้คนทั่วไปได้รู้จักปลาช่อนแม่ลา รวมทั้งได้กินปลาช่อนแม่ลาขนานแท้ 100 % นั่นเอง

(คลิป) ปิดถนนแทบปิดตลาด ลมหายใจรวยรินตลาดเก่าเสาวภา

ชาวตลาดเสาวภา ริมแม่น้ำนครนายก ต้นทางคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 กำลังเดือดร้อน กว่า 100 ครัวเรือน ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการปิดถนนเข้าตลาด ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขมานานกว่า 3 ปีแล้ว ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ สุรชัย ศรีสารคาม ว่าที่กรรมการบริหารภูมิภาค (ภาคกลาง) ลงพื้นที่รับทราบปัญหา อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเสาวภา ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า เดิมทีเส้นทางเข้าตลาดนั้น เมื่อขับรถข้ามคลองรังสิตประยูรศักดิ์แล้ว สามารถเลี้ยวซ้ายเลียบคลอง เข้าตลาดซึ่งอยู่ทางขวามือได้เลย แต่ต่อมาตลิ่งทรุด เทศบาลจึงสั่งให้ปิดถนน ต้องอ้อมไกลเพื่อเข้าตลาดอีกทางหนึ่ง ทำให้คนจับจ่ายซื้อของหายไป อีกทั้งยังมีตลาดแห่งใหม่เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การซ่อมแซมถนนโดยเทศบาลยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องทำเขื่อนกั้นตลิ่งก่อนเพื่อป้องกันดินทรุด ซึ่งกรมชลประทานอนุญาตให้สร้างแล้ว กรมโยธาธิการมีโครงการลงมา ได้ผู้รับเหมาเรียบร้อย ปักป้ายโครงการเสร็จสรรพ แต่วันนี้ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างแต่อย่างใด ชาวชุมชนในตลาดอยากได้ความชัดเจน ว่าเมื่อไหร่ถนนที่พวกเขาเคยใช้ จะกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม เพราะวันนี้ตลาดเสาวภาเงียบเหงามาก พ่อค้าแม่ขายต้องลงทุนเพิ่มเพื่อย้ายไปเช่าที่ขายของในตลาดใหม่ ปัจจุบัน เสน่ห์ของตลาดเก่าริมแม่น้ำแทบไม่หลงเหลืออยู่เลย   #พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #ทุกทุกข์ท้องถิ่น #นครนายก ทุกทุกข์ท้องถิ่น@นครนายก [ ปิดถนนแทบปิดตลาด ลมหายใจรวยรินตลาดเก่าเสาวภา ]ชาวตลาดเสาวภา ริมแม่น้ำนครนายก ต้นทางคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 กำลังเดือดร้อน กว่า 100 ครัวเรือน ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการปิดถนนเข้าตลาด ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขมานานกว่า 3 ปีแล้วปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ สุรชัย ศรีสารคาม ว่าที่กรรมการบริหารภูมิภาค (ภาคกลาง) ลงพื้นที่รับทราบปัญหา อ.องครักษ์ จ.นครนายก พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเสาวภา ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า เดิมที เส้นทางเข้าตลาดนั้น เมื่อขับรถข้ามคลองรังสิตประยูรศักดิ์แล้ว สามารถเลี้ยวซ้ายเลียบคลอง เข้าตลาดซึ่งอยู่ทางขวามือได้เลยแต่ต่อมา ตลิ่งทรุด เทศบาลจึงสั่งให้ปิดถนน ต้องอ้อมไกลเพื่อเข้าตลาดอีกทางหนึ่ง ทำให้คนจับจ่ายซื้อของหายไป อีกทั้งยังมีตลาดแห่งใหม่เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การซ่อมแซมถนนโดยเทศบาลยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องทำเขื่อนกั้นตลิ่งก่อนเพื่อป้องกันดินทรุด ซึ่งกรมชลประทานอนุญาตให้สร้างแล้ว กรมโยธาธิการมีโครงการลงมา ได้ผู้รับเหมาเรียบร้อย ปักป้ายโครงการเสร็จสรรพ แต่วันนี้ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างแต่อย่างใดชาวชุมชนในตลาดอยากได้ความชัดเจน ว่าเมื่อไหร่ถนนที่พวกเขาเคยใช้ จะกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม เพราะวันนี้ตลาดเสาวภาเงียบเหงามาก พ่อค้าแม่ขายต้องเสียเงินเสียทอง ย้ายไปเช่าที่ขายของในตลาดแห่งใหม่ ปัจจุบัน แทบจะไม่เหลือเสน่ห์ของตลาดเก่าริมแม่น้ำเหลืออยู่เลย#พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #ทุกทุกข์ท้องถิ่น #นครนายก 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2018年7月15日周日

บทเรียนจาก “ถ้ำหลวง” โอกาสในวิกฤต สู่อนาคต นวัตกรรมช่วยชีวิตมนุษย์

ต้องขอแสดงความยินดี กับน้องๆ 13 ชีวิต ทีมหมูป่าอคาเดมี ที่ได้ออกมาจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย และจะได้กลับบ้าน ไปอยู่กับครอบครัวที่เฝ้ารอคอยกว่า 17 วัน ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ และ ชื่นชมจากใจจริง สำหรับทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจากรัฐบาล เอกชน รวมทั้งอาสาสมัคร ทั้งของไทยและนานาชาติ ที่ได้ทุ่มแรงกาย แรงใจ ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการเสียสละของ จ.อ.สมาน กุนัน ที่มาเป็นอาสาสมัครร่วมปฏิบัติการร่วมกับหน่วยซีล เป็นตัวอย่างของสปิริตแห่งการช่วยเหลือผู้อื่นที่ยิ่งใหญ่ ภารกิจกู้ภัยระดับโลก ณ ถ้ำหลวงครั้งนี้ นอกจากเรื่องราววีรกรรมความกล้าหาญแล้ว ยังมีบทเรียนในแง่มุมของนวัตกรรม ที่น่าจะนำมาต่อยอด ไม่ควรหยุดแค่ภารกิจครั้งนี้ ในแง่มุมนวัตกรรม เหตุการณ์ถ้ำหลวงครั้งนี้ ได้ดึงเจ้าพ่อนวัตกรรมระดับโลก เจ้าของบริษัทเทคโนโลยี spaceX และรถยนต์ไฟฟ้า Tesla อย่าง “อีลอน มัสก์” มาร่วมคิดช่วยเหลือด้วยตัวเอง จนออกมาเป็นนวัตกรรม “แคปซูลดำน้ำ”​ ขนาดเล็ก ซึ่งสร้างจากชิ้นส่วนท่อเชื้อเพลิงจรวด ที่ใช้เวลาพัฒนาเพียง 2 วันและนำมาส่งมอบให้ด้วยตัวเอง แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงว่า “แคปซูลดำน้ำ”​ ของอีลอน จะเหมาะสมกับภารกิจถ้ำหลวงหรือไม่ แต่อุปกรณ์นี้มีประโยชน์แน่ๆ ในอนาคต โดยประเทศไทยควรอาสา ช่วย อีลอน มัสก์ ทดสอบและพัฒนาเครื่องมือนี้ร่วมกับทีมงานของเขา เพื่อทำให้ต้นแบบนี้มีความสมบูรณ์ขึ้นตามกระบวนการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม และสามารถนำไปใช้กับเหตุการณ์ที่อุปกรณ์แบบนี้จะเป็นประโยชน์ ในที่ต่างๆ ทั่วโลก ผลพลอยได้จากเรื่องนี้ อาจนำไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ พลังงานทดแทน หรือ เทคโนโลยีล้ำยุคอื่นๆ ในเครือข่ายของ “อีลอน มัสก์” ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากวาระเหตุการณ์พิเศษครั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงที่ได้พบกับ อีลอน มัสก์ นอกจากบอกว่าให้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง ชวนมาลงทุนในอีอีซี และ บอกว่าจากที่คุยกันเขา (อีลอน มัสก์) ก็รักผม นั้น นายกรัฐมนตรีของไทยได้เห็นโอกาสที่จะสานสัมพันธ์กับ เจ้าของเทคโนโลยีล้ำยุคผู้นี้แค่ไหน จากเจ้าพ่อเทคโนโลยีระดับโลก มาถึงเจ้าของเทคโนโลยีท้องถิ่น อย่าง “ทีมเครื่องสูบน้ำซิ่งพญานาค” จาก อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร และ จ.นครปฐม เป็นเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 360 แรงม้า เป็นกำลังหลักทำให้ระดับน้ำในถ้ำหลวงลดลง จนกระทั้งสามารถทำภารกิจช่วยเหลือ 13 ชีวิตได้อย่างปลอดภัย สิ่งที่น่าแปลกคือ หน่วยราชการไทย ไม่มีเครื่องสูบน้ำ ประสิทธิภาพสูงที่คิดขึ้นเองในท้องถิ่นแบบนี้ใช้งานเลย หากทีมเครื่องสูบน้ำซิ่งพญานาค ไม่นำมาช่วยเหลือทีมหมูป่า เราก็คงไม่รู้ว่าในท้องถิ่น มีเทคโนโลยีที่สามารถจะเป็นกำลังสำคัญ ในการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเรื่องชลประทาน และ ปัญหาอุทกภัย ที่ผ่านมา ทีมเครื่องสูบน้ำต้องทำงานหารายได้จากการรับจ้างสูบน้ำเข้านา ได้ค่าเช่าเครื่องวันละ 10,000 – 15,000 บาท แบบนี้แล้ว จะเอาทุนที่ไหนมาพัฒนาต่อยอด หรือทำตลาดในวงกว้างหรือระดับนานาชาติ เรื่องนี้เป็นปัญหาคลาสสิคของนวัตกรรมไทยมาตลอด คือคิดอะไรขึ้นมาได้ ต้องหาทางทำให้เป็นธุรกิจเอง และที่สำคัญ ตลาดใหญ่อย่างราชการ ก็ยากที่จะสนใจซื้อนวัตกรรมของคนไทยไปใช้งาน เพราะติดเรื่องต้องเขียน TOR แบบที่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นถึงจะผ่านการพิจารณา นอกจากนวัตกรรมด้านสิ่งประดิษฐ์แล้ว การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ก็มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการครั้งนี้ เทคโนโลยีการสำรวจระยะใกล้อย่าง Remote Sensing มีบทาทตั้งแต่วันแรกๆ เพื่อให้ทีมช่วยเหลือมีข้อมูลทางกายภาพ ของถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน และ ดอยผาหมี โดยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมากคือ แผนที่ 3D ของภูเขาและถ้ำ ทำให้ทีมงาน และสื่อมีภาพจำลอง และโมเดล ไว้สำหรับวางแผนและรายงานข่าว เหตุการณ์ถ้ำหลวงในครั้งนี้ทำให้เรารู้จัก เทคโนโลยีเลเซอร์สแกน ที่สามารถทำรูป 3 มิติภายในถ้ำที่มืดมิดได้ อีกเรื่องที่อยากจะกล่าวถึงคือ เทคโนโลยีในการรายงานข่าวของสื่อ ขณะที่สื่อไทยส่วนหนึ่งออกจะหนักไปในแนว ดราม่า และ ปาฏิหาริย์ แต่สื่อต่างประเทศแสดงให้เห็นถึงการสื่อข่าว ด้วยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นอินโฟกราฟิก ระบบถ้ำที่ซับซ้อน 3D แอนิเมชั่น อันที่จริง ในบ้านเราเองก็มีอินโฟกราฟิกดีไซน์ และแอนิเมเตอร์เก่งๆ อยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งจะดีมากถ้าสื่อไทยจะริเริ่มการทำงานแบบวารสารศาสตร์เชิงข้อมูล (data journalism) นำไปสู่การนำเสนอข่าวในมิติใหม่ๆ ที่สร้างความเป็นเหตุเป็นผลให้กับสังคมมากขึ้น เหตุการณ์กู้ภัยระดับโลกครั้งนี้ ได้สร้างบทเรียน องค์ความรู้ และ โอกาสที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับประเทศไทย หากสามารถต่อยอดจากเรื่องที่เกิดขึ้น และเปิดมุมมองต่อเหตุการณ์ในหลากหลายมิติ การฟื้นฟูถ้ำหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เป็นเรื่องที่คิดได้แน่ๆ แต่หากพลิกมุมมองสักนิด เรื่องนี้อาจพาประเทศเราพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้อย่างแน่นอน

ปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย

ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปการศึกษาด้วยวิธีต่างๆ ที่มักมาจากคนกลุ่มเดิมๆ ราวกับว่า ผู้มีส่วนได้เสียกับการศึกษาเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เสมือนคุณพ่อ/คุณแม่รู้ดี ที่สมานสามัคคีปฏิรูปการศึกษาบนความดีและความห่วงใย มากไปกว่าความต้องการของเด็กและความเป็นจริงของโลก โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาถูกพูดผ่านรัฐหรือนักการศึกษาที่ยังคงยึดโยงกับโลกในอดีตอยู่ ไม่ว่าจะปฏิรูปกันอีกสักกี่ร้อยครั้ง สิ่งที่ยังคงเดิมตลอดกาล ไม่ถูกทำให้เปลี่ยนผ่านเสียที คือ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งควรต้องศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แต่คือการศึกษาบนวัฒนธรรมประชาธิปไตย ตราบใดที่เรายังเชื่อว่า เด็กมันโกง (เราจึงบังคับให้เรียนหลักสูตรโตไปไม่โกง) เด็กมันเลว (เราจึงบังคับให้ทำสมุดความดี) เด็กมันบาป (เราเลยต้องแก้กรรม ทำพิธีล้างบาป) การศึกษาที่เรากำลังสร้าง ก็ไม่ใช่การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย เพราะมันคือ การศึกษาของเด็ก เพื่อเด็ก แต่โดยผู้ใหญ่ เมื่อเราสร้างการเปลี่ยนแปลงบนฐานคิดเช่นนี้แล้ว เราจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เรานั้นฉลาดกว่า เพียบพร้อมกว่า เก่งกว่า เข้าใจอะไรมากกว่าพวกเด็กๆ ทำให้เรารู้สึกว่า กำลังถูกท้าทายและกระทบกระแทกอย่างหนัก เมื่อเห็นสิ่งที่เราโง่กว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้ กำลังมาแทนที่การศึกษาที่เราปรารถนาอย่างเพ้อฝันว่าจะเห็นมัน เช่น เกม อินเทอร์เน็ต โลกดิจิทัล การวิพากษ์วิจารณ์ การตั้งคำถามต่อความเป็นชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ในกระแสนิยม ไม่ทันที่เราจะใช้สติที่อุตส่าห์ไปฝึกภาวนามาหลายสิบปี เราก็ตีตราเด็กพวกนี้ไปแล้วว่า ก้าวร้าว หรือเสพติด แม้เราจะหยั่งเสียงเด็กๆ ดูบ้าง เพราะหลังๆ มานี้ พื้นที่ในเฟซบุ๊กของนักปฏิรูปการศึกษาก็ถูกรบกวนจากความคิดเห็นของคนที่อยู่ในการศึกษาจริงๆ อย่างคนรุ่นใหม่ ซึ่งตั้งคำถามจี้ใจดำ ทำนองว่า ที่นั่งๆ รับค่าประชุมกันอยู่ ไม่เห็นมีพวกกูเลยสักคน ปฏิรูปการศึกษาแต่ละครั้ง ก็มีแต่นักอุดมคติการศึกษา ที่มักเทไปในทิศทางที่ฉุดรั้งอนาคตของประเทศ และปฏิเสธโลกสมัยใหม่ อาทิ อินเทอร์เน็ต หรือ เทคโนโลยีอย่างหนักแน่น ด้วยการหาผู้เชี่ยวชาญมาป้ายความป่วยใส่เด็กพวกนี้ เมื่อยอมรับในความจริงได้ระดับหนึ่ง วงปฏิรูปการศึกษาจึงคัดเลือกแล้วคัดเลือกอีก และเชิญเด็กที่ดูแล้วช่างถกเถียงในระดับที่ยังควบคุมได้ มานั่งโปะๆ เป็นตัวประกอบฉาก เพื่อจะได้อ้างอย่างเต็มอาญาสิทธิ์ว่า นี่ไงเห็นมั้ย เรามีข้อเสนอจากเสียงเด็กด้วยนะ โดยลืมไปว่า เด็กที่คัดมานั้น ก็ล้วนแล้วมีแต่หน้าเดิมๆ เป็นเด็กแห่งความประนีประนอม และจงใจลืมไปว่า เด็กเหล่านี้มาจาก ‘คอนเนคชั่น’ ล้วนๆ คือรู้จักลูกเต้าเหล่าใครก็ลากๆ กันมา เหมือนเวลาไปก่อม็อบ ไม่ใช่เด็กที่รู้สึกและเผชิญหน้ากับปัญหาจริงๆ ยังไม่นับรวมวิธีการเลี่ยงไม่ให้มีความคิดเห็นเด็ก เช่นการจัดเวที จัดวงประชุม ช่วงกลางวันวันธรรมดาซึ่งตรงกับเวลาเรียน เป็นต้น เมื่อเราปฏิรูปการศึกษา โดยไม่มีเด็กอยู่ในสมการจริงๆ เพราะเราเชื่อว่า เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ ทั้งที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบจะทั่วทุกพื้นที่ เพราะถ้าเด็กเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อไร มันจะรู้จักวิธีการขายตัว มั่วสุมยาเสพติด ท้องก่อนแต่ง และอีกมากมายปัญหาเท่าที่พจนานุกรมจะบัญญัติไว้ นั่นทำให้เรามีมูลนิธิหรือนักการศึกษาหรือหน่วยงานที่เชื่อว่าตนเองกำลังปฏิรูปการศึกษา บนคำพูดสวยหรู ที่พูดอย่างไรก็ถูก เช่น การกระจายอำนาจ การจัดสรรงบประมาณ การประเมินผล ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันกลับบอกว่า การรณรงค์เรื่องบังคับตัดผมนั้นเป็นกระพี้ (จนกระทั่ง แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์ถือไมค์ในระยะหลังมานี้ ก็ล้วนแล้วแต่พูดเรื่อง การประเมิน งบประมาณทั้งสิ้น อ้อ การศึกษามันล้างสมองเราอย่างนี้นี่เอง) โครงการที่สนับสนุนให้เด็กทำเอง จึงมีแต่โครงการลักษณะจิตอาสา พัฒนาท้องถิ่น ฯลฯ เพราะประเด็นเหล่านี้ช่วยขัดเกลาให้เด็กเจียมเนื้อเจียมตน ไม่เอาเวลาไปเรียกร้องอะไรที่ฟังแล้วบาดหูผู้ใหญ่ และเราก็มีแต่งานวิจัยที่มุ่งเป้าทำลายคุณค่าร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น เราจึงไม่เคยมีการสนับสนุนให้เด็กพูดเรื่อง คุณค่าของอินเทอร์เน็ตและเกม, ความเป็นธรรมในโรงเรียน, การละเมิดสิทธิ์โดยครู , ความหลากหลายทางเพศ , ความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์ , สิทธิทางเนื้อตัวร่างกาย , การ Bully โรงเรียนที่ไม่ว่าจะปฏิรูปจนช้ำเลือดช้ำหนองกันขนาดไหน จึงมีแต่การไปแตะๆ เขี่ยๆ กันแค่เรื่องงบประมาณ การประเมิน เพราะเรื่องพวกนี้ปลอดภัยดี ในขณะที่ครูซึ่งใช้ความรุนแรงกับเด็กทั้งที่เป็นและไม่เป็นข่าวก็ยังคงสบายดี บางรายยังได้รับดอกไม้ให้กำลังใจอีกด้วย นักเรียนจึงถูกบอกผ่านกฎระเบียบเสมอว่า ถ้าทำผิดจะโดนอะไร แต่ไม่เคยมีกฎที่ชัดเจนข้อไหนบอกว่า ถ้าครูทำผิด ถ้าโรงเรียนทำผิด ถ้ากฎที่ใช้อยู่นั้นผิด เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น เราก็อย่าหลอกตัวเองอีกเลยว่าเรากำลังปฏิรูปการศึกษา เรามายอมรับกันตรงๆ ดีกว่าว่า เรากำลังทำธุรกิจบนปัญหาของเด็กๆ เว้นแต่ถ้าเรายังมีความจริงใจกันอยู่บ้าง ก็อาจเริ่มจากความเชื่อในการทำงานพื้นฐานในโลกสมัยใหม่คือ เชื่อว่าการศึกษาต้องดำเนินไปอย่างเป็นประชาธิปไตย เป็นการศึกษาของผู้เรียน โดยผู้เรียน และเพื่อผู้เรียน ถ้าอ่านมาถึงจุดนี้แล้วยังเกิดอคติบังตาอยู่ว่า แหม บทความโลกสวย ถ้าผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองจริงๆ มันจะเข้าสังคมกันได้อย่างไร ขอให้กลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น หมายเหตุ: บทความเผยแพร่ครั้งแรกในโครงการ Relearn ห้องเรียนเดินได้

1 37 38 39 40 41 43