fbpx

บทความ

คืนความเป็นปกติและสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้สังคมไทย

17 กันยายน 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และว่าที่กรรมการบริหารพรรค ไกลก้อง ไวทยการ, จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ  ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาในคดีระหว่าง คสช. กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจอนาคตใหม่ และเพจ Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ตามที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2) นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ  และอาจสร้างความตื่นตระหนกต่อสาธารณชน จากบทสนทนาเกี่ยวกับข่าวการดูด ส.ส. และการที่ คสช. อาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเพื่อดำเนินการดังกล่าว เมื่อกระบวนการทางคดีเสร็จสิ้นแล้ว ธนาธรได้ตอบคำถามนักข่าวที่ว่า จากนี้ไปจะระมัดระวัง ควบคุมคำพูด ความเคลื่อนไหวมากขึ้นหรือไม่ และทำไมจึงกล้าท้าทาย คสช. ทั้งที่รู้ว่ามีความเสี่ยง  “เราไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองไม่ให้พูดสิ่งที่ถูกต้องได้ ผมว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของสังคมไทย” จากนี้ไป อนาคตใหม่ยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ผลักดันให้ความปกติกลับสู่สังคมไทย การเมืองต้องเป็นไปอย่างเสรี สร้างสรรค์ และเป็นธรรม อย่าให้อำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนมาปกครองเรา  ไม่มีคดีความใดหยุดยั้งเราจากการทำงานเพื่ออนาคตที่อำนาจสูงสุดกลับมาเป็นของประชาชนอีกครั้ง   ทำลายการเมืองแห่งความกลัว สร้างการเมืองแห่งความหวัง ประเทศไทยต้องการเรา อนาคตใหม่ต้องการคุณ   #พรรคอนาคตใหม่ #FWP #FutureForwardParty

หยุดใช้การทหารนำ – สร้างเวทีถกแก้ปัญหาใต้

ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ร่วมเสวนาเนื่องในวันประชาธิปไตยสากล หัวข้อ “สัญญาณการเลือกตั้ง ทิศทางการเมืองไทย ต่ออนาคตสันติภาพปาตานี” ณ ห้องประชุม Patani Center จังหวัดปัตตานี “ถ้าประเทศนี้ยังปกครองโดยรัฐบาลทหารอยู่ การแก้ปัญหาที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ไม่มีทางสำเร็จ มีแต่ความคิดแบบประชาธิปไตยเท่านั้นที่แก้ปัญหาลักษณะนี้ได้ ในหลายๆ ประเทศก็มีปัญหาแบบเดียวกับเรา และเขาก็แก้ไขด้วยกระบวนการประชาธิปไตย เพราะถ้าประเทศเป็นเผด็จการ ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพ ไม่มีสิทธิในการตัดสินใจ ไม่สามารถโต้แย้งถกเถียงกันได้ ก็จะไม่รู้ว่าปัญหานั้นอยู่ตรงไหน” ต้องให้คนที่มีความคิดหลากหลายได้มาถกเถียงกัน พูดคุยกันได้โดยที่ไม่มีเงื่อนไข สำหรับแนวคิดของเรา ในการแก้ไขเรื่องนี้ แบ่งเป็น 3 ระยะ สั้น กลาง และยาว คือ ระยะสั้น ต้องสร้างสนามหรือเวที ให้คนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และต้องรับประกันความปลอดภัย อาวุธในมือทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการต้องเอาออกไปก่อน ซึ่งเรื่องนี้ถ้าอยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. ทำไม่ได้แน่นอน “ระยะกลาง เรื่องรูปแบบการกระจายอำนาจ ที่ทุกคนรู้จักดีคือ อบจ. หรือ อบต. ที่ผู้นำท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง แต่ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งใช้กันน้อยมาก นั่นคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษ ซึ่งปัจจุบันใช้กับเฉพาะกรุงเทพมหานคร และพัทยา ต้องออกแบบการมีส่วนร่วม มีงบประมาณ มีอำนาจให้บริหารจัดการตนเองได้ด้วย ในระยะกลางอีกเรื่องคือ กฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงทั้งหมดต้องทบทวน กฎอัยการศึก พรบ. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯลฯ ต้องรื้อทำใหม่ สุดท้าย ระยะยาว เป็นเรื่องวัฒนธรรม ความคิด ต้องทำให้การศึกษามีความหลากหลาย ไม่ใช่ผลิตคนที่เหมือนออกมาจากหนังสือเล่มเดียวกันหมด”   #พรรคอนาคตใหม่ #FWP #FutureForwardParty

ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่เข้าร่วม SocDem Asia

ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้ประสานงานนโยบายรัฐสวัสดิการ อนาคตใหม่ ธนภรณ์ สาลีผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อ และ ไชยวัฒน์ วรรณโคตร ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ทางการเมือง (Political Strategy Development Workshop) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จัดขึ้นโดยเครือข่ายประชาธิปไตยสังคมนิยมในเอเซีย หรือ Network for Social Democracy in Asia (SocDem Asia) สนับสนุนโดย มูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ต (FES) ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2561 มีพรรคการเมืองจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดชึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า ได้รับเชิญมาเข้าร่วมหลายพรรค อาทิ พรรค PSI และ NASDEM จากประเทศอินโดนีเซีย พรรค Akbayan ประเทศฟิลิปปินส์ พรรคอนาคตใหม่ และ พรรคสามัญชน ประเทศไทย รวมถึงพรรคการเมืองจากประเทศเมียนมาร์ด้วย พรรคอนาคตใหม่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมงาน ซึ่งหลายพรรคเห็นตรงกันว่า พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับสากล เพื่อทำงานส่งเสริมพื้นฐาน หลักการ และคุณค่าของประชาธิปไตย ซึ่งสวนกระแสกับทิศทางของผู้นำที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ละประเทศมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นใหม่หลายพรรค  พรรคเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่เนื่องจากนำเสนอแนวคิดที่ก้าวหน้า สอดรับกับการพัฒนาของโลกยุคนี้  พยายามส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น และสร้างทัศนคติใหม่ว่าการทำงานการเมืองไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่สามารถสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ ในขณะเดียวพรรคเกิดใหม่ก็ไม่ได้ละเลยเสียงของคนรุ่นอื่นในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคอนาคตใหม่มองว่า สิทธิและเสียงของทุกคนเท่ากัน  ทุกความคิดเห็นมีส่วนสำคัญในการสร้างนโยบาย เพื่อตอบสนองประโยชน์ของทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียม #พรรคอนาคตใหม่ #FWP #FutureForwardParty #Sustarum Thammaboosadee SocDem Asia ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้ประสานงานนโยบายรัฐสวัสดิการ อนาคตใหม่ คุณธนภรณ์ สาลีผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อ และคุณไชยวัฒน์ วรรณโคตร ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ทางการเมือง (Political Strategy Development Workshop) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จัดขึ้นโดยเครือข่ายประชาธิปไตยสังคมนิยมในเอเซีย หรือ Network for Social Democracy in Asia (SocDem Asia) สนับสนุนโดย มูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ต (FES) ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายนที่ผ่านมามีพรรคการเมืองจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดชึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า ได้รับเชิญมาเข้าร่วมหลายพรรคอาทิ พรรค PSI และ NASDEM จากประเทศอินโดนีเซีย พรรค Akbayan ประเทศฟิลิปปินส์ พรรคอนาคตใหม่ และ พรรคสามัญชน ประเทศไทย รวมถึงพรรคการเมืองจากประเทศเมียนมาด้วยพรรคอนาคตใหม่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับตัวแทนพรรคการเมืองที่มาเข้าร่วมงานซึ่งหลายพรรคเห็นตรงกันว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับสากล เพื่อทำงานส่งเสริมพื้นฐาน หลักการ และคุณค่าของประชาธิปไตย ซึ่งสวนกระแสกับทิศทางของผู้นำที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แต่ละประเทศมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นใหม่หลายพรรค พรรคเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่เนื่องจากนำเสนอแนวคิดที่ก้าวหน้าสอดรับกับการพัฒนาของโลกสมัยใหม่ พยายามส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น และสร้างทัศนคติใหม่ว่าการทำงานการเมืองไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่สามารถสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ ในขณะเดียวพรรคเกิดใหม่ก็ไม่ได้ละเลยเสียงของคนรุ่นอื่นในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคอนาคตใหม่มองว่าสิทธิและเสียงของทุกคนเท่ากัน ทุกความคิดเห็นมีส่วนสำคัญในการสร้างนโยบายเพื่อตอบสนองประโยชน์ของทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน#พรรคอนาคตใหม่ #FWP #FutureForwardParty Sustarum Thammaboosadee 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2018年9月13日周四

ปลดปล่อยศักยภาพอีสาน

คนอีสานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศมาทุกยุคทุกสมัย มีคนที่มีความรู้ความสามารถหลายคน แต่ด้วยโครงสร้างที่อยุติธรรมกดทับไว้ ทำให้คนอีสานไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ด้วยการแบ่งสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงโอกาสเพื่อยกระดับชีวิตหรือสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ได้ นี่ขนาดโดนกดทับหรือเข้าไม่ถึงโอกาสอย่างนี้ คนอีสานก็ยังพอจะแสดงศักยภาพออกมาได้อยู่ดี แล้วถ้ามีการปลดล็อกใหญ่ที่ปิดกั้นพี่น้องอีสาน  ลองคิดดูว่า พวกเขาจะไปได้ไกลขนาดไหน เรา อนาคตใหม่ จำเป็นต้องเข้าไปมีอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพราะเราอยากมีอำนาจ หรือฝันถึงการได้สายสะพายจากการเป็นรัฐมนตรี  แต่เราจำเป็นต้องเข้าไปมีอำนาจ เพื่อจะเอาอำนาจนั้นคืนกลับมาที่พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ เราต้องการเข้าไปปลดปล่อยศักยภาพของพี่น้องประชาชน    ปลดปล่อยศักยภาพคนอีสาน ปลดปล่อยศักยภาพของประเทศไทย   #ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่

(คลิป) ปัญหายางและปาล์ม: อย่าแก้แค่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ทั้งระบบ

ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ทั้งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เสริมส่งด้วยธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจรจากการลงทุนที่มีคุณภาพ ความได้เปรียบของการคมนาคม ฯลฯ แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเศรษฐกิจหลักของภาคมาเนิ่นนาน นั่นคือผลผลิตทางการเกษตร แต่น่าเสียดายที่คนในภาคใต้ไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีนี้อย่างเต็มที่ ด้วยปัญหาราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาการว่างงาน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวโยงกับการผูกขาดทางธุรกิจและอำนาจการตัดสินใจงบประมาณแบบรวมศูนย์ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตอย่างจริงจังเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างงาน สร้างธุรกิจใหม่ๆ ในชุมชน ให้คนท้องที่ได้ลืมตาอ้าปาก ให้เจ้าของผลผลิตสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยตัวเองได้ ฟังวิสัยทัศน์เรื่องนี้จาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ว่าที่กรรมการบริหารพรรคสัดส่วนภาคใต้   #พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #ภาคใต้ ปัญหายางและปาล์ม [ อย่าแก้แค่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ทั้งระบบ ]ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การคมนาคม ฯลฯ แต่น่าเสียดายที่คนในภาคใต้ไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ ทั้งปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำและปัญหาการว่างงานปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวโยงกับการผูกขาดทางธุรกิจและอำนาจการตัดสินใจงบประมาณแบบรวมศูนย์ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตอย่างจริงจังเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างงาน สร้างธุรกิจใหม่ๆ ในชุมชน ให้คนท้องที่ได้ลืมตาอ้าปาก ให้เจ้าของผลผลิตสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยตัวเองได้ ฟังวิสัยทัศน์เรื่องนี้จากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ว่าที่กรรมการบริหารพรรคสัดส่วนภาคใต้#พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #ภาคใต้ 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2018年8月27日周一

Hackathon รัฐสวัสดิการ-สร้างอนาคตใหม่

ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ท้าทายคน 1 % “คนรวยไม่มีสวัสดิการ? ผู้ท้องอิ่มเท่านั้นหรือที่จะสู้เพื่อประชาธิปไตย?” “ชนชั้นกลางต้องต่อต้านรัฐสวัสดิการ” “ประเทศไทยไม่พร้อมกับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร” “รัฐสวัสดิการจะทำให้คนขี้เกียจ” เหล่านี้คือตัวอย่างของหลากหลายมายาคติสำคัญ ที่ขัดขวางต่อการสร้างรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นในประเทศไทย รัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เป็นแนวคิดสำคัญที่ “อนาคตใหม่” เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาธิปไตยมีความหมาย ผ่านการสร้างความมั่นคงในชีวิต คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และทำให้การเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมเป็นไปได้ คำถามสำคัญ คือ รัฐสวัสดิการ ต่างจากระบบสังคมสงเคราะห์ หรือคำกว้างๆ อย่างสวัสดิการสังคมอย่างไร ? ระบบสวัสดิการในโลกทุนนิยมสามารถแบ่งได้สามประเภท คือ 1.ระบบรับผิดชอบตัวเองผ่านกลไกตลาด รัฐช่วยเหลือเฉพาะผู้ยากจนผ่านการพิสูจน์ 2.ระบบประกันสังคมที่ให้เฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบการจ้างงานเท่านั้น 3.ระบบถ้วนหน้าครบวงจรที่มุ่งให้ทุกคนตามความต้องการพื้นฐานโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ จากประสบการณ์ของต่างประเทศ ระบบแบบแรกรัฐมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดแต่สร้างความเหลื่อมล้ำมากสุด ระบบที่สองค่าใช้จ่ายน้อยลงมาเพราะดึงภาคเอกชนและรัฐให้จ่ายร่วมกันแต่ก็ทำให้คนมีอิสระในการใช้ชีวิตต่ำ สร้างค่านิยมอนุรักษ์นิยมผ่านระบบครอบครัว ผู้หญิงขาดอิสระในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่วนระบบที่สามมีค่าใช้จ่ายที่สูง โดยรัฐเฉลี่ยจากคนที่มีมากกว่าในสังคมผ่านระบบภาษีอัตราก้าวหน้าแล้วจ่ายคืนให้ทุกคนในความต้องการพื้นฐาน เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร การศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย การรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม และระบบบำนาญประชาชน เป็นต้น การพัฒนาแนวทางระบบที่สามนับเป็นสิ่งที่ท้าทายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของคน 1% แต่ในขณะเดียวกันก็ดึงให้ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบการดูแลพื้นฐานแบบเดียวกัน เหตุนี้ จึงเกิดกิจกรรม Hackathon เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากการรวบรวมข้อมูลในทางตัวเลขแล้วยังมีข้อมูลปัญหา กฎหมายต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์สำคัญ คือ การฉายความเป็นไปได้ใหม่ๆในประเทศไทย  “เงิน-อำนาจ-สายสัมพันธ์” สร้างสวัสดิการที่ดีในสังคมไทย เกือบ 50 ชีวิตในกิจกรรมวันนั้น โดยเริ่มต้น ผมได้ฉายภาพปัญหาสำคัญในสังคมไทยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบตรงกัน ว่า ปัจจุบันเรามีแรงงานนอกระบบมากกว่า 20 ล้านคน พวกเขาทำงานเฉลี่ยกว่า 50 ชั่วโมง ครึ่งหนึ่งรายได้ต่ำกว่า 8,000 บาท/เดือน หรือค่าจ้างที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทำให้ไม่มีความมั่นคงในชีวิต และยิ่งกว่านั้น คน “เกือบจน” จำนวนมากในสังคมไทยที่มีหนี้เพิ่มมากขึ้น จากการไร้อำนาจต่อรองในที่ทำงาน ระบบสวัสดิการในประเทศไทยยิ่งทำให้เกิดความไร้ศักดิ์ศรีขึ้นมา เรามีสวัสดิการข้าราชการรูปแบบหนึ่งที่เบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องพิเศษ ให้คนทั้งครอบครัว ค่าเล่าเรียนลูก วันลาที่มากกว่ากฎหมายแรงงาน เรามีประกันสังคมสามระบบที่ช้อนกัน ขณะที่ระบบถ้วนหน้าหนึ่งเดียวที่เรามีคือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากำลังถูกสั่นคลอน การได้สวัสดิการที่ดีในประเทศไทยจึงเกี่ยวข้อโดยตรงกับเรื่อง “เงิน-อำนาจ-สายสัมพันธ์” ผู้ไร้สิ่งนี้ก็จะถูกกองไว้กับความไร้ศักดิ์ศรี ความไร้ศักดิ์ศรีส่งผลให้เราไร้เสรีภาพ เราไม่สามารถสร้างงานที่สร้างสรรค์ได้ เริ่มธุรกิจที่หลากหลายไม่ได้ เราต้องยอมรับการทำงานที่เราไม่ได้เลือกเพียงเพราะมันดีกว่าไม่มีงานทำ คนรุ่นใหม่เลือกเรียนสาขาที่จะมีงานทำมากกว่าสาขาที่ตอบสนองต่อจินตนาการของเรา ส่งผลให้สังคมไทยมุ่งสู่สังคมแห่งการอับจนทางปัญญาเมื่อทุกอย่างถูกควบคุมด้วยมูลค่าในกลไกตลาด จากข้อมูลของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า คนไทยที่เกิดในครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในครึ่งล่างของสังคม มีโอกาสเพียง ร้อยละ 15 ที่จะมีชีวิตใน 25% บนของประเทศ ในทางกลับกันคนที่เกิดใน 25% บนของประเทศก็มีโอกาสเพียงร้อยละ 19 ที่จะมีชีวิตในครึ่งล่างของประเทศนี้ ตัวเลขนี้ยิ่งจะเห็นการแบ่งขั้วเมื่อย่อยไปถึงคน 10 %, คน 5%, และคน 1 % บน พวกเขาแทบจะจองสถานะโดยชาติกำเนิดให้ลูกหลานได้เลย เช่นเดียวกับคนที่อยู่ด้านล่างของสังคมพวกเขาแทบจะถูกกักขังด้วยชาติกำเนิด นี่คือปัญหาของสังคมไทย ที่การปฏิบัติการค้นข้อมูลของเรา พยายามจะฉายข้อมูลพวกนี้ให้เป็นระบบมากขึ้น เราได้แบ่งกลุ่มออกเป็นสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ฉายภาพปัญหาให้ชัดเจน กลุ่มที่ประเมินว่ารัฐสวัสดิการจะเปลี่ยนชีวิตคนอย่างไร และกลุ่มที่สาม คือการค้นหากรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง เราอยู่แบบไหน – ถ้ามีรัฐสวัสดิการจะเป็นแบบไหน? ปัญหาที่เราเผชิญอยู่กับเรื่องราวในชีวิตจริง? นี่คือคำถามที่กลุ่มแรกได้รับ ซึ่งข้อมูลที่สรุปกลับมาไม่ใช่ตัวเลขอย่างเดียว หากแต่มีเรื่องราวที่เราต้องให้ความสำคัญ ข้อมูลปัญหาจากชีวิตจริงจาก อาสาสมัครของสหภาพแรงงาน ปัญหาที่พบส่วนมากไม่ใช่ความยากจนแบบที่เราจินตนาการในละครหลังข่าว เราได้พบว่า ผู้ใช้แรงงานมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้ มีเงินเดือนรวม OT แล้วกว่า 20,000 บาท สามารถพาลูกกินอาหารในห้างสรรพสินค้าได้ แต่ไม่ใช่แปลว่าชีวิตของพวกเขามั่นคง พวกเขาหมดเงินทุกบาท ทุกสตางค์ให้กับชีวิตแลกชีวิต หวังให้ลูกได้เรียนสูงที่สุด ยอมเป็นหนี้สินทุกสินเชื่อที่มีเพื่อค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทุกคนคิดว่าตัวเองสู้ไหว และการเลิกจ้างเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงพอหมดแรง หมดพลังก็ถูกทิ้งแบบไม่ใส่ใจ และไม่มีเงินและแรงพอที่จะเรียกร้องผ่านกฎหมายแรงงาน สวัสดิการในโรงงานไม่เพียงพอ มีให้เมื่อยังทำงานให้ได้เท่านั้น ในด้านหนึ่งตัวแทนจากสวัสดิการสุขภาพชี้ให้เห็นว่ามีมายาคติที่ว่าเรามีหมอที่เพียงพอแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง เราแค่ก้าวพ้นจากอัตราของประเทศยากจน ขณะที่อัตราส่วนหมอ/ คนไข้ของไทยอยู่ที่ 0.47/1000 คน และด้วยระบบสวัสดิการที่หลากชนชั้นของไทย ครึ่งหนึ่งของหมออยู่ในกรุงเทพฯ และอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก คนกรุงเทพฯ จึงอาจเข้าแถวยาวกว่าคนต่างจังหวัดเมื่อใช้สิทธิถ้วนหน้า แม้หมอที่ต้องการให้การรักษาที่ดีที่สุด และคนไข้ต้องการรักษาที่ดีที่สุด แต่ด้วยงบประมาณและระเบียบต่างๆ ไม่สามารถพัฒนาให้ระบบดีขึ้นได้มากกว่านี้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศนี้เป็นรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า? เชื่อได้เลยว่าเราจะให้ค่าอะไรหลายอย่างที่ต่างไป ครอบครัว ความสัมพันธ์ ความคิดนิยามที่เกี่ยวกับงานย่อมต่างไป ความป่วยไข้ ความแก่ชรา ความรัก การเรียน หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆอย่าง “กระดาษวาดเขียน” ครูศิลปะท่านหนึ่งให้ความเห็นว่าถ้าเรามีเวลาว่างพอที่จะใส่ใจกับอะไรอย่างลึกซึ้ง เมื่อความเป็นอัจฉริยะไม่ถูกผูกขาดกับกับมูลค่าตลาดแรงงาน เราทุกคนก็จะเป็นอัจฉริยะได้ เราจะได้กระดาษวาดเขียนที่ดีที่สุดแก่เด็กที่สนใจศิลปะที่สุด มันจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา ความอัจฉริยะและใส่ใจไม่อยู่ตลอดไปเช่นกันมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของชีวิต ห้องคิงส์ ห้องเด็กอัจฉริยะคงไร้ความหมายเมื่อทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง และได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ คุณค่าของทุกอาชีพคงใกล้เคียงกัน ด้วยค่าจ้างที่ไม่แตกต่างกันนัก

(คลิป) แปรรูปข้าวเป็น ‘เหล้า’ เพิ่มมูลค่า

เป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างขณะนี้ กรณีแม่ค้าวัย 60 ปี ชาวบุรีรัมย์ขายข้าวหมากห่อใบตองอยู่ในตลาดนัดแล้วถูกจับ โดนปรับ 50,000 บาท แต่ต่อรองเหลือ 10,000 บาท ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่สรรพสามิตออกมาชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ไม่ได้จับที่ขายข้าวหมาก แต่จับในข้อหาขายเหล้าสาโท (สุราแช่) ซึ่งบรรจุถุงพลาสติกมัดปากถุง ตรวจสอบพบ 11 ถุง โดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืน มาตรา 153 พระราชบัญบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ประนอม เชิมชัยภูมิ เครือข่ายสุราพื้นบ้าน และประธานสภาองค์กรชุมชน จังหวัดเชียงราย คือหนึ่งในบุคคลที่ต่อสู้เรื่องเหล้าพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน และเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันแน่นหนักว่า พระราชบัญบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 นั้นเป็นปัญหาต่อประชาชนคนรากหญ้า โดยเฉพาะผู้ผลิตสุราพื้นบ้านรายเล็กรายน้อย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกำหนดมาตรฐานโรงงาน อุปกรณ์ เครื่องจักรที่ต้องมีมาตรฐานสูง ซึ่งมีแต่รายใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ หรือแม้แต่ภาษีในการซื้อแสตมป์ติดขวดสุรา ซึ่งมีราคาสูงมาก อาทิ เหล้า 35 ดีกรี แสตมป์ดวงละ 41 บาท เหล้า 40 ดีกรี ราคาแสตมป์อยู่ที่ดวงละ 43 บาท ทำให้ต้องจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่้งชาวบ้านทั่วไปไม่มีกำลังซื้อ ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดกลุ่มผู้ผลิตเหล้าที่ไม่ได้ขออนุญาตมากมาย แทนที่รัฐบาลจะได้ภาษีเต็มๆ  กลับส่งผลให้ชาวบ้านต้องออกไปผลิตเหล้าตามป่าตามเขา เพื่อมาบริโภคเอง หรือเอามาใช้ตามประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน “สิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนมากที่สุดว่าทำไมชาวบ้านต้องทำเหล้า ทำไมต้องมีเรื่องเหล้า จริงๆ  เรื่องเหล้าเป็นกระบวนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อจะยกระดับมูลค่าของมัน ที่ผมพยายามพูดอยู่เสมอ และเสนอต่อรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็คือว่า ทำไมรัฐบาลจะต้องใช้นโยบายประกันราคาข้าว หรือไปรับจำนำข้าว ทำไมไม่สนับสนุนให้ชาวบ้านเอาข้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปเป็นเหล้า หรือสับปะรดที่เป็นปัญหาก็เอามาทำเป็นบรั่นดี ผลไม้ต่างๆ ก็ทำเป็นไวน์ได้ แบบนี้ยกระดับมูลค่าผลผลิตได้มากกว่า 15 เท่า ง่ายๆ ไม่ต้องใช้เงินสนับสนุนด้วย เพียงรัฐบาลแก้ไขกฎหมาย หรือระเบียบบางอย่างเท่านั้น ก็จะทำให้พืชผลทางการเกษตรของพี่น้องราคาสูงขึ้นแล้ว” หลายคนอาจคิดว่าเหล้าคือสินค้าบาป แต่ในความเป็นจริง สุราเป็นสินค้าควบคุมที่มีกฎระเบียบอยู่แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า การตั้งกฎมาตรฐานการผลิต มาตรฐานโรงงาน รวมทั้งการตั้งราคาอากรแสตมป์ที่สูงเกินกำลังชาวบ้านธรรมดาโดยเฉพาะเกษตรกร คือการกีดกันเพื่อผูกขาดไว้ให้ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่รายหรือไม่ อย่างไร    #ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่ #เชียงราย เหล้าวิถีชาวบ้าน [ แปรรูปข้าวเป็น 'เหล้า' เพิ่มมูลค่า ]เป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างขณะนี้ กรณีแม่ค้าวัย 60 ปี ชาวบุรีรัมย์ขายข้าวหมากห่อใบตองอยู่ในตลาดนัดแล้วถูกจับ โดนปรับ 50,000 บาท แต่ต่อรองเหลือ 10,000 บาท ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่สรรพสามิตออกมาชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ไม่ได้จับที่ขายข้าวหมาก แต่จับในข้อหาขายเหล้าสาโท (สุราแช่) ซึ่งบรรจุถุงพลาสติกมัดปากถุง ตรวจสอบพบ 11 ถุง โดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืน มาตรา 153 พระราชบัญบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560ประนอม เชิมชัยภูมิ เครือข่ายสุราพื้นบ้าน และประธานสภาองค์กรชุมชน จ.เชียงราย คือหนึ่งในบุคคลที่ต่อสู้เรื่องเหล้าพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน และเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันแน่นหนักว่า พระราชบัญบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 นั้นเป็นปัญหาต่อประชาชนคนรากหญ้า โดยเฉพาะผู้ผลิตสุราพื้นบ้านรายเล็กรายน้อย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกำหนดมาตรฐานโรงงาน อุปกรณ์ เครื่องจักรที่ต้องมีมีมาตรฐานสูง ซึ่งมีแต่รายใหญ่เท่านั้นที่ทำได้หรือแม้แต่ภาษีในการซื้อแสตมป์ติดขวดสุรา ซึ่งมีราคาสูงมาก อาทิ เหล้า 35 ดีกรี แสตมป์ดวงละ 41 บาท, เหล้า 40 ดีกรี ราคาแสตมป์อยู่ที่ดวงละ 43 บาท ทำให้ต้องจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่้งชาวบ้านทั่วไปก็ไม่สามารถที่จะหาซื้อได้ เหตุดังนี้ จึงเกิดกลุ่มผู้ผลิตเหล้าที่ไม่ต้องขออนุญาตมากมาย แทนที่รัฐบาลจะได้ภาษีเต็มๆ กลับส่งผลให้ชาวบ้านต้องออกไปผลิตเหล้าตามป่าตามเขา เพื่อมาบริโภคเอง หรือเอามาใช้ตามประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน"สิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนมากที่สุดว่าทำไมชาวบ้านต้องทำเหล้า ทำไมต้องมีเรื่องเหล้า จริงๆ เรื่องเหล้าเป็นกระบวนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อที่ยกระดับมูลค่าของมัน ที่ผมพยายามพูดอยู่เสมอ และเสนอต่อรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็คือว่า ทำไมรัฐบาลจะต้องใช้นโยบายไปประกันราคาข้าว หรือไปรับจำนำข้าว ทำไมไม่สนับสนุนให้ชาวบ้านเอาข้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปเป็นเหล้า หรือสัปปะรดที่เป็นปัญหาก็เอามาทำเป็นบรั่นดี ผลไม้ต่างๆก็ทำเป็นไวน์ได้ แบบนี้ยกระดับมูลค่าผลผลิตได้มากกว่า 15 เท่า เรื่องแบบนี้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้เงินด้วย เพียงรัฐบาลแก้ไขกฎหมาย หรือระเบียบบางอันเท่านั้น ก็ทำให้พืชผลทางการเกษตรของพี่น้องราคาสูงขึ้นแล้ว"#ทีมอนาคตใหม่ #พรรคอนาคตใหม่ #เชียงราย 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2018年8月16日周四

กยศ.โลกคู่ขนานของสวัสดิการการศึกษา เมื่อคนจนต้องประจานตนเพื่อรับสิทธิ-เป็นหนี้

นับจากปี 2540 มหาวิทยาลัยมีการปรับตัวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ถูกควบคุมด้วยตรรกะของกลไกตลาด หลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาประกอบด้วยสองเงื่อนไขคือ “ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด” และ “สามารถเลี้ยงตัวเองได้” และด้วยสองเงื่อนไขข้างต้นได้ทำให้การศึกษาพัฒนาสู่การเป็นสินค้าอย่างสมบูรณ์แบบ การศึกษาที่เคยถูกทำให้เราเชื่อว่า หากพยายามอย่างเพียงพอก็สามารถเข้าถึงได้ กลับกลายเป็นเรื่องหลอกลวง ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาสูงขึ้น มหาวิทยาลัยรัฐเปิดโครงการพิเศษที่ค่าเทอมแพงลิบ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองจำนวนมากก็ยอมที่จะเสียดอกเบี้ยสินเชื่อเอนกประสงค์ต่างๆ เพื่อหวังว่าลูกๆ หลานๆ จะสามารถมีโอกาสที่ดีในอนาคตผ่านบันไดการศึกษานี้ การศึกษากลายเป็นการลงทุนสมบูรณ์แบบ “ของแพงต้องดี” กลายเป็นสามัญสำนึก แม้รัฐบาลดูจะสนับสนุนด้านการวิจัยสูงขึ้น แต่หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อรอบรับสิทธิการเข้าถึงของประชาชนทุกคนกลับหายไปโดยแทนที่ด้วย “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” หรือ “กยศ.” ที่ให้ปัจเจกชนรับความเสี่ยงสำหรับการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อขยายโอกาส แต่กลับถูกทำให้เป็นการสงเคราะห์อนาถา? เมื่อกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาถูกทำให้เป็น นโยบายสงเคราะห์อนาถา (นโยบายที่ต้องทดสอบคุณสมบัติผู้รับ) นำไปสู่ งบการจัดการที่สูง ความเสี่ยงในการทุจริต ความเสี่ยงในการที่จะขาดทุน วิธีการคิดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อไม่ให้เงินสวัสดิการสูงเกินไป กลับทำให้งบประมาณการจัดสวัสดิการเพื่อสิทธิของนักศึกษาทุกชนชั้นมีจำกัด งบประมาณถูกกำหนดเป็นกองทุนที่ต้องหมุนเวียนมาใช้คืน เรื่องน่าเศร้าคือสภาพความเป็นจริงในสังคมไทยนั้น ค่าแรงไม่เพิ่ม ค่าเรียนแพงขึ้น แต่งบประมาณเหล่านี้เท่าเดิม (แถมยังต้องกู้) โดยสิ่งสำคัญยิ่งกว่าเรื่องงบประมาณที่ใส่ลงไปและความสามารถในการใช้คืนที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักพยายามกำหนดเป็นเงื่อนไขตั้งต้น พวกเขามองข้ามความจำเป็น ต้นทุนทางสังคม และความเปราะบางของผู้คนโดยรวมในเรื่องเหล่านี้ นโยบาย กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (รวมถึง กรอ.) เป็นเรื่องที่มีความแปลก เกี่ยวกับหลักการคุณสมบัติในการปล่อยกู้  เพราะเป็นนโยบายสินเชื่อทางการเงินที่ “ใช้ความจนเป็นเครดิต” ในการกู้ยืม อีกทั้งยังมีกระบวนการทดสอบตีตรา (ความจน) มากมาย ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่ากองทุนจะเติบโตและยั่งยืน แต่สุดท้ายก็ต้องเติมเงินเข้ากองทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปี เพราะเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก และหากการจัดการยังคงเน้นเป็นกองทุนสงเคราะห์อนาถาต่อไปเห็นทีคงเข้าล็อก คำว่า “เจ๊งไม่เป็นท่า” คำถามต่อมา คือ ทำอย่างไรจึงจะยั่งยืน? ส่วนตัวมองว่า ควรจะเปลี่ยนหลักการและแนวทางจัดการจากองทุนสงเคราะห์เป็นกองทุนสวัสดิการ (ให้กู้แบบถ้วนหน้า)  จะทำให้กองทุนขนาดใหญ่ขึ้นและทำให้การใช้คืนมีการเฉลี่ยในอัตราที่ดีขึ้น ระบบสงเคราะห์ที่ใช้ความจนเวทนานิยมมาเป็นเครดิต ไม่แปลกที่จะไม่ได้คืน หนี้สะสมเงินกู้ กยศ. กรอ. ปี 2559 จำนวน 119,470 ล้านบาท ชำระ 65,243 ล้านบาท คิดเป็น 54.61 % ค้างชำระ วิธีแก้ปัญหาของผู้บริหารกองทุน คือ เพิ่มเงื่อนไขในการทดสอบคุณสมบัติความจน ลดจำนวนเงิน จาก 31,324 ล้านบาท ในปี 2550 มาปี 2559 เหลือ 13,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 10 ปี งบกองทุนหายไปประมาณ 41% และยังมีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้มากขึ้น เพราะรัฐบาลเน้นคัดกรองผู้กู้จากเครดิตความจน ศักยภาพในการใช้หนี้ก็ย่อมน้อยตามไปด้วย สิ่งที่จะเสนอ ไม่ใช่ให้ใช้หลักแบบสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพื่อให้เกิดผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่กำลังจะเสนอ ให้เปลี่ยนกองทุนสงเคราะห์ที่คัดแต่ผู้มีเครดิตความจนเข้ามากู้ เป็น “กองทุนสวัสดิการการศึกษาให้กู้แบบถ้วนหน้า” เพิ่มผู้กู้จากหลากหลายระดับรายได้มากขึ้น โดยให้มีนโยบายจูงใจต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้กู้รายใหม่ที่มีเครดิตหลากหลายเข้าสู่ระบบ เพราะเมื่อผู้กู้ในระบบมีเครดิตที่หลากหลายระดับมากขึ้น ความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ก็จะถูกกระจายและลดลง ขนาดกองทุนก็จะใหญ่ขึ้นตามวงเงินกู้ที่เพิ่ม และนอกจากนั้น ควรยกเลิกเงื่อนไขการบังคับทำความดีจิตอาสาต่างๆ เพื่อให้ได้สิทธิด้วย เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการและไม่จูงใจผู้กู้รายใหม่เข้าสู่ระบบ ทำให้การศึกษาหลังภาคบังคับฟรีได้หรือไม่?                ระบบสงเคราะห์ผ่านการกู้ยืมเป็นระบบที่ผลิตซ้ำความไร้ศักดิ์ศรีของมนุษย์ กล่าวคือ ต้อง “จน” ถึงจะ กู้ ได้ และเมื่อกู้ ก็ต้องเรียนในสาขาที่ “ตลาด” บอกให้เรียน นั่นหมายความว่าอิสระในชีวิตของคนไม่เท่ากัน ลูกหลานคนรวยนอกจากไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินแล้ว พวกเขายังสามารถเลือกเรียนสาขาที่ตัวเองมีความถนัด มุ่งหวังที่การสร้างสรรค์ในอนาคต แต่คนจนกลับถูกวางเงื่อนไขสารพัดที่ลดทอนโอกาสในการแสวงหาความรู้อย่างเสรี การกู้ยืมเพื่อการศึกษาควรเป็นส่วนเสริมเพื่อให้พวกเขาเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ใช่การสร้างพันธนาการ  ข้อเสนอการกำหนดเพดานของการแสวงกำไรในอุดมศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องผลักดัน ค่าครองชีพแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์นับเป็นสิ่งที่จะท้าทาย การไม่พิสูจน์ความจนที่ทำลายศักดิ์ศรี ย่อมเป็นไปได้ และทำให้สวัสดิการอุดมศึกษาที่เข้าถึงได้ทุกชนชั้นกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ชาวนา-นักธุรกิจ เป็นผู้ผลิตเหมือนกัน

“เมื่อก่อนแม่น้ำป่าสักเป็นป่ารก ตื้นเขิน เวลาหน้าน้ำก็จะเกิดน้ำหลากท่วมพืชผลการเกษตรเสียหาย ต่อมามีงบประมาณการขุดลอก เมื่อขุดลอกแล้วก็ช่วยลดความเสียหายลงไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังประสบปัญหาว่า เมื่อน้ำมาแล้วก็ไหลผ่านไปเร็ว เพราะไม่มีฝาย หรืออ่างเก็บน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ใช้” ข้างต้นคือเสียงสะท้อนของอดีตผู้นำชุมชนคนหนึ่ง ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พูดถึงปัญหาที่คนในพื้นที่ประสบอยู่ โดยเฉพาะเรื่องระบบชลประทานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำมาหากินของพวกเขา มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พื้นที่อำเภอศรีเทพ ส่วนใหญ่ปลูกข้าว อ้อย แต่จากสภาวะการขาดแคลนน้ำที่เป็นอยู่อย่างในปัจจุบัน ชาวนาพื้นที่ทำนาได้แค่เพียงปีละครั้งเดียว ซึ่งพอเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ที่นาก็จะถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรอีก จนกว่าจะถึงหน้านาปีถัดไป “อยากให้ภาครัฐลงมาดูระบบชลประทานแม่น้ำป่าสัก และช่วยสร้างฝายชะลอน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ เพื่อให้เกษตรกรได้มีน้ำใช้ อาจไม่ต้องถึงขั้นทำนาปรังที่ต้องใช้น้ำมากก็ได้ แค่ให้เราได้ปลูกพืชระยะสั้น เพิ่มรายได้ แค่นี้เราก็พอใจแล้ว” อีกหนึ่งเรื่องสำคัญของชาวไร่ชาวนาที่เป็นประเด็นซึ่งผู้มีอำนาจจัดการควรจะต้องนำมาคิดอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนาน นั่นคือ การไม่อาจเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเกษตรได้ด้วยตนเอง “ชาวนากับนักธุรกิจเป็นผู้ผลิตเหมือนกัน แต่ทำไมชีวิตถึงต่างกันมาก นักธุรกิจเขาผลิตสินค้า รู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่ ก็กำหนดราคาขายได้เพื่อให้มีกำไร แต่ชาวนา เรารู้ต้นทุนการผลิตข้าวของเราเช่นกัน ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง ทุกคนรู้ดีว่าเท่าไหร่ แต่พอผลิตได้มาแล้ว ทำไมไม่สามารถที่จะกำหนดราคาให้เกินต้นทุน แล้วขายให้มีกำไรได้” ถ้าจะเทียบในเชิงธุรกิจ ธุรกิจผลิตข้าวของชาวนาควรจะดีเพราะมีผู้ต้องการเป็นจำนวนมาก คนไทยกินข้าวทุกวัน ยังไม่นับความต้องการจากตลาดต่างประเทศ  สวนทางกับความเป็นจริงที่ชาวนาในหลายพื้นที่ บางครั้งจนเสียจนแทบไม่มีอะไรจะกิน   ถึงเวลาของชาวนาหรือยัง?   #พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #เพชรบูรณ์

(คลิป) แปรรูปเพิ่มผลผลิต ฝันถึงโรงงานผลิตยางรถในประเทศ

ป้ายบอกราคารับซื้อน้ำยางสดที่ติดอยู่ด้านหน้า “สหกรณ์กองทุนสวนยาง คลองวังช้าง จำกัด” ระบุตัวเลขชัด มองเห็นแต่ไกลว่า “ราคาน้ำยางสดวันนี้ 40.00 บาท” ซึ่งถ้าเทียบกับในท้องตลาด นับว่าสูงกว่าที่บรรดาพ่อค้าคนกลางรับซื้อทั่วไปจากเกษตรกรประมาณ 5 บาท ในช่วงสถานการณ์วิกฤตราคาดิ่งเหว ชนิดที่คนทำสวนหรือแม้แต่คนทั่วไปมักแซวกันเล่นว่า ราคายางปัจจุบันนี้ “สามโลร้อย”  บนถนนที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดใน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ผ่านสวนปาล์ม สวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เดินทางมาเยี่ยมชมสหกรณ์แห่งนี้ และมีโอกาสได้พูดคุยกับ รุ่ง ดวงภุมเมศร์ ผู้จัดการสหกรณ์ฯ   เขาเล่าให้ฟังถึงตัวอย่างการรวมตัวช่วยเหลือซึ่งกันและกันของชาวสวนยาง  รุ่ง เล่าว่า โรงงานรมยางแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2538 ราว 3 ล้านกว่าบาท ก่อสร้างเสร็จเปิดดำเนินการเมื่อปี 2539 โดยมีรูปแบบคือ รับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกเพื่อนำมาทำเป็นยางแผ่นดิบรมควัน  จากนั้นก็จำหน่ายต่อให้กับผู้รับซื้อ  สมาชิกเริ่มต้นของสหกรณ์กองทุนสวนยางคลองวังช้าง จำกัด มีประมาณ 30 คน ขณะที่ปัจจุบันดำเนินการมาแล้วกว่า 20 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 327 คน มีกำลังรับซื้อน้ำยางสดในปัจุบันอยู่ที่ 15 ตันต่อวัน “เราไม่หวังผลกำไรอะไรมากมายจากการทำโรงงานตรงนี้ คิดแค่ว่า ทำอย่างไรให้สมาชิกอยู่ได้ ขายน้ำยางได้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้เท่านั้นเอง” รุ่งกล่าวพร้อมกับบอกถึงวิธีการลดต้นทุนการผลิตในปัจจุบันที่ทำอยู่ อาทิ การจำหน่ายปุ๋ยให้กับสมาชิกในราคาถูก โดยเฉพาะสูตรปุ๋ยที่ทางกลุ่มคิดค้นกันขึ้นมาเอง ปัจจุบันขายถูกกว่าท้องตลาดถึงกระสอบละ 200 บาท  นี่คือสถานการณ์ที่ราคายางพาราตกต่ำ และยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถพลิกฟื้นกลับคืนมาจนเป็นที่พอใจของเกษตรกรชาวสวนยางได้ แต่กระนั้น พวกเขาก็ยังมีความฝันอยู่ลึกๆ ที่ตรงกัน  “ความฝันที่เราเคยคุยกันไว้นั่นคือ อยากเห็นการใช้ยางพาราที่มากขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องการส่งออก แต่ควรต้องมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้ราคาสูงขึ้น วันนี้ ทำไมเราต้องส่งให้ต่างประเทศแปรรูป แล้วนำกลับเข้ามาขายในประเทศไทย ยกตัวอย่าง ยางรถยนต์ คนจำนวนมากมียานพาหนะ ต้องใช้ยางรถยนต์กันทั้งนั้น แต่ทำไมไม่ส่งเสริมให้เกิดโรงงานผลิตยางรถยนต์ขึ้นในประเทศ”    #พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #ชุมพร #ราคายาง อนาคตใหม่ X ชาวสวนยาง [ แปรรูปเพิ่มผลผลิต ฝันถึงโรงงานผลิตยางรถในประเทศ ] ป้ายบอกราคารับซื้อน้ำยางสดที่ติดอยู่ด้านหน้า “สหกรณ์กองทุนสวนยาง คลองวังช้าง จำกัด” ระบุตัวเลขชัด มองเห็นแต่ไกลว่า “ราคาน้ำยางสดวันนี้ 40.00 บาท” ซึ่งถ้าเทียบกับในท้องตลาด นับว่าสูงกว่าที่บรรดาพ่อค้าคนกลางรับซื้อทั่วไปจากเกษตรกรประมาณ 5 บาท ในช่วงสถานการณ์วิกฤตราคาดิ่งเหว ชนิดที่คนทำสวนหรือแม้แต่คนทั่วไปมักมักแซวกันเล่นว่า ราคายางปัจจุบันนี้ “สามโลร้อย” บนถนนที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดใน อ.ปะทิว จ.ชุมพร ผ่านสวนปาล์ม สวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เดินทางมาเยี่ยมชมสหกรณ์แห่งนี้ และมีโอกาสได้พูดคุยกับ รุ่ง ดวงภุมเมศร์ ผู้จัดการสหกรณ์ฯ ที่เล่าให้ฟังถึงตัวอย่างการรวมตัวช่วยเหลือซึ่งกันและกันของชาวสวนยาง รุ่ง เล่าให้ฟังว่า โรงงานรมยางแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2538 ราว 3 ล้านกว่าบาท ก่อสร้างเสร็จเปิดดำเนินการเมื่อปี 2539 โดยมีรูปแบบคือรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกเพื่อนำมาทำเป็นยางแผ่นดิบรมควัน จากนั้นก็จำหน่ายต่อให้กับผู้รับซื้อ สมาชิกเริ่มต้นของสหกรณ์กองทุนสวนยางคลองวังช้าง จำกัด มีประมาณ 30 คน ขณะที่ปัจจุบันดำเนินการมาแล้วกว่า 20 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 327 คน มีกำลังรับซื้อน้ำยางสดในปัจุบันอยู่ที่ 15 ตันต่อวัน“เราไม่หวังผลกำไรอะไรมากมายจากการทำโรงงานตรงนี้ คิดแค่ว่า ทำอย่างไรให้สมาชิกอยู่ได้ ขายน้ำยางได้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้เท่านั้นเอง” รุ่ง กล่าวพร้อมกับบอกถึงวิธีการลดต้นทุนการผลิตในปัจจุบันที่ทำอยู่ อาทิ การจำหน่ายปุ๋ยให้กับสมาชิกในราคาถูก โดยเฉพาะสูตรปุ๋ยที่ทางกลุ่มคิดค้นกันขึ้นมาเอง ปัจจุบันขายถูกกว่าท้องตลาดถึงกระสอบละ 200 บาท นี่คือสถานการณ์ที่ราคายางพาราตกต่ำ และยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถพลิกฟื้นกลับคืนมาจนเป็นที่พอใจของเกษตรกรชาวสวนยางได้ แต่กระนั้น พวกเขาก็ยังมีความฝันอยู่ลึกๆ ตรงกัน “ความฝันที่เราเคยคุยกันไว้นั่นคือ อยากเห็นการใช้ยางพาราที่มากขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องการส่งออก แต่ควรต้องมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้ราคาสูงขึ้น วันนี้ ทำไมเราต้องส่งให้ต่างประเทศแปรรูป แล้วนำกลับเข้ามาขายในประเทศไทย ยกตัวอย่าง ยางรถยนต์ ทุกคนมียานพาหนะ ต้องใช้ยางรถยนต์กันทั้งนั้น แต่ทำไมไม่ส่งเสริมให้เกิดโรงงานผลิตยางรถยนต์ขึ้นในประเทศ” #พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ #ชุมพร #ราคายาง 由 พรรคอนาคตใหม่

1 36 37 38 39 40 43