fbpx

บทความ

เราคือผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่ชนชั้นกลาง

ฉายหนังฟังเสวนา “กลัวตกงาน…รัฐสวัสดิการช่วยได้?” ษัษฐรัมย์ชี้ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบที่ยากจนกว่า 10 ล้านคน อำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนยิ่งลดลง คนไทย 80% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง แต่มีแค่ 40%ที่จะอยู่รอดปลอดภัยจริง เสนองบ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี สร้างรัฐสวัสดิการ ที่เด็กได้เงินตั้งแต่เกิดเดือนละ 2,000 บาท 22 เม.ย. 2561 Documentary Club และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ร่วมจัดงาน DOC+TALK ครั้งที่ 14 ที่ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 BACC ฉายหนังสารคดี “Merci Patron!” (Thanks Boss!) หนังสารคดีฝรั่งเศสเจ้าของรางวัล Best Documentary Film จากเวที César Awards ปี 2017 ว่าด้วยเรื่องแรงงานผู้ประสบปัญหาจากการเลิกจ้าง หลังฉายหนังร่วมสนทนาในหัวข้อ “กลัวตกงาน…รัฐสวัสดิการช่วยได้?” โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์   รัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสที่ได้มาด้วยการต่อสู้ยาวนาน ษัษฐรัมย์เล่าถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่พัฒนามาเป็นแนวคิดรัฐสวัสดิการว่า ที่ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ฝรั่งเศสมีภาพการต่อสู้กันมาตลอดเวลา ตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ปัจจุบันฝรั่งเศสถูกจัดว่าเป็น สาธารณรัฐที่ 5 หมายความว่า ฝรั่งเศสเคยมีสาธารณรัฐ 1,2,3,4 และถูกคั้นด้วย จักรวรรดิ 1,2,3,4 ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสจึงเป็นช่วงเวลาของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยนำสู่การรบราฆ่าฟัน คอร์รัปชั่น ผูกขาดเผด็จการรัฐสภา การยกอำนาจให้นายพล แต่สิ่งที่ผ่านมาในเวลา 200 ปี คือการที่ประชาชนฝรั่งเศสยืนยันว่าสุดท้ายแล้วต้องพยายามมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตยเพื่อให้มันดีขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่รัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสอยู่ในเงื่อนไขหนึ่งคือ การต่อสู้ของสหภาพแรงงาน ขบวนการแรงงานอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วง 30-40 ปีที่แล้ว ฝรั่งเศสก็ประสบกับชะตากรรมเดียวกับหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริการวมถึงละตินอเมริกา คือ การคืบเข้ามาของเสรีนิยมใหม่ คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่างๆ แสวงหากำไรได้อย่างเต็มที่ ตัดสวัสดิการของคน การทำลายสหภาพแรงงาน ในอังกฤษคือมาร์กาเรต แธตเชอร์ ในอเมริกาคือโรนัลด์ เรแกน แต่ในฝรั่งเศสยังมีเงื่อนไขการต่อสู้ของสหภาพแรงงานที่ยาวนานต่อเนื่อง ส่วนไทยเราไม่ต้องแปลกใจที่ไม่มีภาพแบบนั้นเพราะเรามีสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ 3 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแรงงาน ขณะเดียวกันในปัจจุบันก็มีความพยายามทำลายรัฐสวัสดิการซึ่งต่างกันไปแต่ละที่ อย่างในอังกฤษสิ่งที่รัฐบาลจะทำลายคือสวัสดิการด้านสุขภาพที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ของฝรั่งเศสที่เป็นเสาหลักของฝ่ายซ้ายอยู่คือกฎหมายแรงงาน สิ่งที่ แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสพยายามทำคือการปฏิรูปกฎหมายแรงงาน ภายใต้คำพูดว่าให้แรงงานยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนงานได้ เกิด SMEs ทำให้สตาร์ทอัพเติบโต แต่ในอีกด้านหนึ่งเพื่อทำลายสหภาพแรงงาน หรือในไทยคำว่า Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ ในอีกด้านหนึ่งคือพยายามจะบอกว่าคนแก่เป็นภาระ คนแก่ไม่ยอมเก็บเงิน แต่จริงๆ แล้วที่เป็นแบบนี้เพราะค่าแรงเขาเป็นแบบนี้ สวัสดิการเขาเป็นแบบนี้ เขาเป็นหนี้เพื่อส่งลูกเรียน แล้วพอถึงเวลาลูกก็ไม่สามารถเลื่อนลำดับชั้นได้ คนแก่ไทยเลยกลายเป็นภาระแบบที่เราเห็น เป็นปัญหาจากการที่เราทิ้งคนส่วนใหญ่ในสังคมไว้   กระแสรัฐสวัสดิการที่กำลังกลับมา ษัษฐรัมย์วิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 สังคมนิยมถูกมองว่าเป็นเพียงแค่รสนิยม ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่เป็นไปไม่ได้ แม้นักวิชาการนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายก็ไปรับแนวคิดของแธตเชอร์มา ระบบทุนนิยมถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดไม่ว่าจะชอบหรือไม่ “สมัยที่ผมเรียนต่างประเทศ อาจารย์ท่านหนึ่งที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม พอผมเถียงด้วยสำนวนที่ซ้ายหน่อย อาจารย์จะบอกว่า โอเค ผมเข้าใจคุณนะ ถ้าคุณอายุไม่ถึง 25 คุณไม่เป็นซ้าย คุณเป็นคนที่ไม่มีหัวใจ แต่ถ้าคุณอายุเกิน 25 แล้วยังเป็นซ้ายอยู่ แสดงว่าคุณเป็นคนไม่มีสมอง” เขาชี้ว่า ช่วง 1990-2000 ต้นๆ การเป็นซ้ายคือตัวตลก แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นชัยชนะของรัฐบาลฝ่ายซ้ายในสังคมละตินอเมริกา เราจะเห็นขบวนการ World Social Forum ขบวนการที่ชูคำขวัญว่า ‘Another world is possible’ มีโลกใบใหม่ที่เป็นไปได้ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับมาในยุโรป และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในยุโรป ในสหรัฐอเมริกาเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น มีนักการเมืองที่ชูอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่ชนะการเลือกตั้งมากขึ้น แม้กระทั่งในสังคมไทย ถ้าย้อนกลับไป 6-7 ปีก่อน การพูดถึงฝ่ายซ้าย รัฐสวัสดิการต่างๆ เป็นภัยคุกคาม แต่ 2-3 ปีมานี้คนพูดถึงมากขึ้น   รัฐสวัสดิการต้องผูกติดกับความรับผิดชอบของคนในสังคม ษัษฐรัมย์ยกตัวอย่างในประเทศแถบละตินอเมริกา เช่น เวเนซุเอลา นโยบายประชานิยมนำมาสู่การล้มละลาย ซึ่งถูกนำมาใช้โจมตีว่ารัฐสวัสดิการจะทำให้ประเทศเจ๊ง ล้มละลาย ด้านหนึ่งเพราะนักการเมืองเวเนซุเอลาเลือกที่จะประนีประนอมกับกลุ่มทุนข้ามชาติ เพื่อที่จะไม่ผลักดันให้รัฐสวัสดิการไปกระทบกับโครงสร้างภาษีมากเกินไป เวเนซุเอลาใช้เงินที่ได้จากการขายน้ำมันมาทำรัฐสวัสดิการ มันจึงถึงจุดจบได้โดยง่ายเพราะราคาน้ำมันผันผวน ในขณะที่นอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ดี

อนาคตการศึกษาไทยไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน

บรรยากาศการสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องการศึกษาที่เชียงใหม่ มีทั้งครู นักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปกครอง เข้าร่วมให้ความเห็นและสะท้อนปัญหาในระบบการศึกษาไทย 

การเมืองแบบใหม่ และการเมืองแบบเก่า

การเมืองแบบใหม่ – การเมืองที่สร้างสรรค์ มุ่งเสนอนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศ / การเมืองแบบเก่า – การเมืองที่จ้องทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม สาดโคลน มุ่งโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม

หน้าที่ของพรรคการเมือง โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ในการเปิดโอกาสให้มีการจดแจ้งพรรคการเมืองต่อ กกต. ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา มีกลุ่มการเมืองยื่นเสนอความจำนงถึง 97 พรรค แต่คงมีไม่กี่พรรคที่จะผ่านขั้นตอนการเป็นพรรคโดยสมบูรณ์และลงสนามการเลือกตั้ง หลายคนสงสัยว่ากลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองทั้งที่มีอยู่แล้วและที่สิ้นสภาพไปนั้น มีหน้าที่อะไรกันแน่จึงได้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย และก็สิ้นสภาพไปอย่างมากมายเช่นกัน ด้วยเหตุแห่งการไม่ได้ทำหน้าที่ของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง   พรรคการเมือง (political party) คืออะไร พรรคการเมือง (political party) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Par (คำเดียวกับที่ใช้ในสนามกอล์ฟนั่นแหละครับ) ซึ่งแปลว่า “ส่วน” พรรคการเมืองจึงหมายถึงส่วนของประชาชนในประเทศ ที่แยกเป็นส่วนๆ ตามความคิดเห็นและประโยชน์ได้เสียทางการเมือง   ในทางทฤษฎีแล้วพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเมือง เพราะพรรคการเมืองเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยคนจำนวนมากที่มีภารกิจที่จะไปสู่จุดหมายเดียวกัน พรรคการเมืองเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญที่ชักนำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง พรรคการเมืองเป็นผู้รวบรวมผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นนโยบายของพรรคตน ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งคนใดเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคการเมืองใด ก็จะเลือกพรรคการเมืองนั้นเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตนในรัฐสภา  แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในระบอบการเมืองไทยที่ผ่านมา พรรคการเมืองไทยแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ที่กล่าวมานี้เลย   หน้าที่ของพรรคการเมือง ในเรื่องนี้ อาจารย์ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร  ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับหน้าที่ของพรรคการเมืองในหนังสือ “รัฐศาสตร์” ซึ่งผมใช้เป็นตำราประกอบการสอนและเขียนบทความมาโดยตลอดอย่างยาวนานกว่า 10 ปีว่า   ประกาศหรือแถลงนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่ประชาชนจะได้นำไปศึกษาพิจารณา เพื่อตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ปลุกเร้าและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการสร้างหรือปลุกเร้าความคิดความเห็นทางการเมืองของประชาชน ส่งผู้แทนเข้าสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้ง ซึ่งในเรื่องนี้ผมมีข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 91 (5) บัญญัติไว้ว่า หากพรรคการเมืองใดไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปสองครั้งติดต่อกัน หรือเป็นระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากัน  พรรคการเมืองนั้นเป็นอันสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ฉะนั้น พรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีการส่งสมาชิกลงเลือกตั้ง จึงมิใช่พรรคการเมืองทั้งทางทฤษฎีรัฐศาสตร์และทางกฎหมาย จัดตั้งรัฐบาลหากได้รับเสียงข้างมากในสภาฯ  และปฏิบัติภารกิจตามนโยบายที่ได้วางไว้ ควบคุมรัฐบาลหากไม่สามารถได้เสียงข้างมากในสภาฯ ก็ทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน คอยควบคุมการทำงานของรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถามหรือเสนอญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบเป็นรายกระทรวง หรือคณะ นอกจากนี้ยังสามารถวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านทางสื่อมวลชน การประชุมสัมมนา และช่องทางอื่นๆ  เพื่อมิให้รัฐบาลใช้อำนาจตามอำเภอใจ ประสานระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับรัฐบาล  โดยการพยายามเสนอข้อเสนอของกลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง  และไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้ได้เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และในขณะเดียวกันต้องไม่ขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองให้ได้มากที่สุด   ในความเป็นจริง สำหรับการเมืองไทยเรา พรรคการเมืองไทยแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามข้อ 5 และข้อ 6 เพราะแต่ละพรรคต่างก็มุ่งที่จะเป็นพรรครัฐบาล จนมีคำกล่าวได้ว่าพรรคการเมืองมีเพียง “พรรครัฐบาล” กับ “พรรครอร่วมรัฐบาล” เท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นเมื่อเป็นพรรคฝ่ายค้านแทนที่จะทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” อย่างสร้างสรรค์ กลับทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายแค้น” แทน จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมืองกันอย่างมาก  บางคนเข้าใจว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ฝากลูกฝากหลานเข้าโรงเรียน เข้าทำงานราชการ ฯลฯ แต่ก็อย่างว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองไทยเราก็มักจะสร้างความเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างไรก็ตาม ขนบธรรมเนียมของไทยเราเวลามีงานประเพณี งานบวช งานแต่ง งานตาย กฐิน ผ้าป่า ฯลฯ  ผู้คนก็หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่ไม่ใช่ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดวันเลือกตั้งแล้วย่อมเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะแทนที่จะได้บุญกลับจะกลายเป็นโทษแทน เมื่อเราเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมืองที่แท้จริงแล้ว ก็ไม่ยากที่เราจะพิจารณาว่าเราจะเลือกใคร หรือพรรคการเมืองใดเข้าไปทำหน้าที่แทนเราในสภาฯ หมดยุคการเมืองแบบเก่าๆ ที่ใช้วิธีการกำหนดนโยบายพรรคไว้อย่างสวยหรูแต่ไม่ทำตาม หมดยุคของการที่จะโน้มน้าวให้ประชาชนมาเลือกพรรคหรือสมาชิกของตนด้วยวิธีการใส่ร้ายป้ายสี โดยหันมาเสนอนโยบายหรือวิธีการที่จะบรรลุนโยบายที่วางไว้ว่ามีอะไร และจะทำอย่างไร และกรณีที่จะต้องมีการใช้เงินหรือค่าใช้จ่าย ก็ต้องบอกด้วยว่าจะเอางบประมาณมาจากไหน อย่างไร ประชาธิปไตยเราก่อกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2475 มีการสะดุดหยุดลงหลายครั้งด้วยการรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเมืองไทยไม่พัฒนา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบพรรคการเมืองแบบเก่าๆ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยเราไม่พัฒนาไปเท่าที่ควรเช่นกัน   “หากระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง ทั้งประชาชนและพรรคต่างรู้หน้าที่ที่แท้จริงของพรรคการเมือง การรัฐประหารย่อมเกิดขึ้นได้ยากหรือหมดสิ้นไป เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองของโลกเราที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าในที่สุดแล้ว ballots (บัตรเลือกตั้ง) จะชนะ bullets (กระสุนปืนหรือการยึดอำนาจด้วยอาวุธ) เสมอ”   ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/644479?fbclid=IwAR0dMBWNbo1YcbcD5sfoGeFs6paZtpL-o_mFDNVwZ7WLIAzuqEXyDZB0Z2o

เมื่อฉันไม่เท่ากันเพราะ “เพศ”

ฉันเริ่มรู้ตัวว่าฉันจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพก็ตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ แม่เล่าให้ฟังอย่างสนุกสนานและออกรสว่าตอนนั้นเพื่อนของแม่ฉันแนะนำว่า “ให้เปิดเพลง i will survive ถ้าลูกแกเต้นแสดงว่าเป็นตุ๊ดชัวร์!”

อนาคตการศึกษาไทยอยู่ที่ไหน?

ครุจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักการศึกษาและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ มองปัจจุบันของการศึกษาไทย พร้อมวาดอนาคต ว่าการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พัฒนาประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม จะเกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศไทย และห้องเรียนที่เด็กต้องการ กับที่ครูอยากได้ ตรงกันแค่ไหน ทำยังไงให้ทุกคนมีความสุขและได้เรียนสิ่งที่เกิดประโยชน์จริงๆ  โดยหลักการสำคัญก็คือ การเรียนที่ให้ความสำคัญกับความคิดของเด็ก เปิดกว้าง และเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ในห้องเรียน ไม่ใช่ใช้ระบบการลงโทษและปกครองด้วยความยำเกรงหวาดกลัวครู ครูจุ๊ยมองว่าหลักการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือหลักที่ตรงข้ามกับการศึกษาไทยในปัจจุบัน ที่โรงเรียนให้ความสำคัญแต่กับเด็กเก่ง ประเทศหนึ่งมีคนมากมาย หลักการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือคิดว่าเราจะทำอย่างไรก็ได้ให้คนทุกคนเป็นมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่มูลค่าติดลบ เด็กต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาแบบใด เขาต้องได้ เพื่อที่เขาจะเป็นมูลค่าเพิ่มให้ประเทศในอนาคต ไม่ใช่คนที่ติดลบที่ประเทศมาดูแล หรือไม่สามารถทำรายได้ให้ประเทศได้

เสื้อจากฮัมบูร์ก

“เสื้อนี้ผมได้มาจากฮัมบูร์ก มีย่านซังเพาลีเป็นย่านของคนจน คนงาน โสเภณี ดนตรี ศิลปะ เป็นสัญลักษณ์ของความขบถ ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม” เสื้อหัวกะโหลกที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล ใส่ในรายการ #ธนาธรไลฟ์ เมื่อคืนวันที่ 20 เมษายน 2561 รวมถึงให้สัมภาษณ์ออกทีวีหลายช่อง กลายเป็นประเด็นที่ถูกถามถึงกันมาก เจ้าตัวเลยเฉลยให้ฟังถึงที่มาที่ไปของเสื้อตัวนี้ ที่มาไกลจากย่านซังเพาลี เมืองฮัมบูร์ก เยอรมนี  สัญลักษณ์กะโหลก เป็นสัญลักษณ์ของสโมสรฟุตบอลซังเพาลี ที่หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษเคยขนานนามว่าเป็นทีมฟุตบอลที่ “ยืนหยัดเพื่อทุกสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่เคยชนะ” จนถึงกับกล่าวกันว่า ในเยอรมนี มี 3 สโมสรเท่านั้น ที่คนจะเลือกเชียร์อย่างเปิดเผยโดยใส่สินค้าที่มีโลโก้ของสโมสร คือบาเยิร์น มิวนิก และซังเพาลี  ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะแม้ซังเพาลีจะเป็นเพียงทีมระดับกลางๆ แต่สโมสรเป็นมากกว่าเพียงทีมฟุตบอล การเป็นสโมสรของย่านแรงงาน คนรากหญ้า และพวกหัวขบถ ศิลปิน ทำให้พวกเขายืนหยัดเพื่อสิทธิของคนยากจน คนผิวสี คนหลากหลายทางเพศ คนชายขอบ ผู้อพยพลี้ภัย เป็นด้านกลับของกีฬาฟุตบอลที่ถูกมองว่าเป็นมหกรรมทุนนิยม  จุดยืนเหล่านี้ทำให้ซังเพาลี รวมถึงสัญลักษณ์กะโหลกไขว้ของทีม กลายเป็นที่นิยมทั้งในและนอกเยอรมนี และหัวกะโหลกไขว้ซังเพาลีก็กลายเป็นเครื่องหมายของผู้ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมในสังคม

ทหารเก่า พูดถึงอนาคตใหม่

พลโทภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับ The 101 World ถึงบทบาทของทหารในการเมืองไทย การปฏิรูปกองทัพและฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้ทหารกลายเป็นผู้ปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ป้องกันการรัฐประหารในอนาคต พร้อมทั้งแนะนำพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ว่าต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้กลับไปสู่วังวนปัญหาความขัดแย้งเดิม รวมถึงฝากคำเตือนไปถึงรัฐบาล คสช. “ยิ่งลงช้า ยิ่งมีวิบากกรรม”  พลโทภราดรยังกล่าวถึงปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของอนาคตใหม่ เมื่อถูกถามถึงแนวทางที่จะให้การเมืองไทยเดินไปแบบสากล ทำเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้อย่างการลบล้างผลพวงรัฐประหาร โดยพลโทภราดรยืนยันว่า “นี่เป็นวิวัฒนาการในการปกครองเลย เห็นได้ชัดว่าคนเริ่มเรียนรู้แล้ว ทำไมถึงเกิดพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา เห็นคนอายุรุ่น 18-26 ออกมาแอคทีฟ ซึ่งควรจะได้ไปเลือกตั้งเมื่อสี่ปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้ในอนาคตมีโอกาสเกิดขึ้น แต่ว่าจะต้องเป็นขั้นเป็นตอนไป เหมือนการเรียนรู้ของคน และค่อยๆ เริ่มมีมาตรการขึ้นมาป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ”

TrueMove H ซ้ำรอย Facebook ทำข้อมูลลูกค้ารั่ว 46,000 ราย

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลทางออนไลน์ก็เกิดขึ้นที่เมืองไทยเช่นกัน เวปไซต์ข่าวดัง theregister.co.uk ลงข่าวว่า ทรูมูฟ เอช ทำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการจำพวก สำเนาประชาชนบัตรประชาชนและ Passport รั่วถึง 46,000 ราย

มูฮัมหมัด ยูนูส เจ้าของความคิด “ธนาคารหมู่บ้าน” และ “ทุนนิยมเพื่อผู้อื่น”

ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Muhammad Yunus ตีพิมพ์ในนิตยสาร Philosophie Magazine ประจำเดือนเมษายน 2018 เนื่องในโอกาสที่เขาเปิดศูนย์เศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อสังคมและการพึ่งพาอาศัยกัน ที่ปารีส เห็นว่าน่าสนใจ จึงแปลเป็นภาษาไทยให้อ่านกัน

1 34 35 36 37