fbpx

บทความ

“คารม” เผยภัยแล้งอีสานเข้าขั้นวิกฤต จี้ภาครัฐเอาจริงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-ระยะยาว

  17 กรกฎาคม 2562 ที่เทศบาลตำหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด คารม พลพรกลาง ส.ส.  แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ร่วมหารือในหัวข้อ “การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง” โดยคารมระบุว่า  ตนเองได้รับเชิญแบบไม่เป็นทางการจากอดีตเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด และอดีตผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองหนึ่ง ให้ไปร่วมหารือในกิจกรรมนี้ ซึ่งจัดโดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนเข้าร่วมกว่า 500 คน ทั้งนี้ ได้รับคำอธิบาย ในเรื่องการทำฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ขณะนี้ ว่าทำไม่ได้อย่างไรบ้าง  หรือทำได้แต่ฝนตกไม่ครอบคลุมพื้นที่อย่างไร เพราะอะไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือ การที่พาชาวบ้านขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินดูสภาพความแห้งแล้ง ซึ่งไม่รู้จะทำไปทำไม เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็พบแต่ความแห้งแล้งเห็นชัดเจนอยู่แล้ว   “ในฐานะ ส.ส. และเป็นคนในพื้นที่ เท่าที่ได้ไปร่วมฟังในวันนี้  พบว่าราชการไม่ได้มีการนำเสนอการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเลย  ควรขุดบ่อเก็บกักน้ำอย่างไร โครงการโขง ชี มูล ควรมีการนำกลับมาศึกษาหรือไม่ ตรงนี้ไม่มีการพูดถึง  มิหนำซ้ำยังให้ คุณรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ซึ่งเป็น ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนแต่อย่างใด ได้นำเสนอ  พูดเรื่องการไม่ใช้สารเคมีในภาคการเกษตร ซึ่งไม่ตรงประเด็น ไม่เกี่ยวกับเรื่องการแก้ภัยแล้ง ตอนนี้ควรถามไถ่ หรือหารือแก้ปัญหาภัยแล้งที่ประชาชนประสบอยู่ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เรื่องการไม่ใช่สารเคมี  วันนี้ทุ่งกุลาร้องไห้ไม่มีน้ำ ข้าวแห้งตายไม่ต้องใช้สารเคมีอะไรแล้ว กิจกรรมวันนี้ดูแล้วเหมือนให้ ส.ว. มาเปิดงานให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง” คารมกล่าว    คารมกล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องภัยแล้งในภาคอีสาน ตอนนี้ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจังได้แล้ว  เพราะล่าสุดตนได้รับการแจ้งจากเพื่อนที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาของจังหวัด น้ำเหลือน้อยมาก และเหมือนไม่ได้รับการใส่ใจ  งบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ทำไมไม่ทุ่มเทมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ ยอมรับเลยว่า ภัยแล้งปีนี้หนักที่สุดในหลายสิบปี ตอนนี้เกษตรกรต้องพึ่งตัวเอง ยังไม่เห็นราชการให้ความช่วยเหลือ ที่ห่วงนอกจากภาคการเกษตรแล้ว ตอนนี้จะลามไปสู่เรื่องน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนด้วย เพื่อนที่บุรีรัมย์แจ้งด้วยว่า อีกไม่กี่สิบวันน้ำในห้วยจระเข้มากจะหมด  เรื่องข้าวที่ปลูกและแห้งตายไปแล้วแทบจะบอกเลยว่าไม่ได้คืน ตอนนี้ระยะสั้นต้องป้องกันไม่ให้ลามไปสู่เรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ส่วนระยะยาว รัฐบาลต้องมีนโยบาย มีโครงการที่จะแก้ปัญหาด้วย    “นี่คือบทพิสูจน์แรกของรัฐบาลชุดใหม่ คือ สิ่งที่ 4 รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรฯ  ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนเลย คือ แผนเผชิญเหตุ ที่อาจจะมีนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ นั่งหัวโต๊ะ และนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญมาทำงานร่วมกัน” “เพราะสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตแล้ว ต้องมีการตั้งวอร์รูมสำหรับประเมินพื้นที่ สถานการณ์แหล่งน้ำตามที่ต่างๆ ประเมินสถานการณ์ฝน พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ รวมถึงการเข้าให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการทำฝนเทียม  หรือแม้แต่รถบรรทุกน้ำสำรองที่เข้าไปถึงบ้านเรือนประชาชน รวมถึงต้องเยียวยาผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรที่เสียหาย และราคาผลผลิตตกต่ำด้วย ส่วนระยะยาวต้องคิดถึงแผนการจัดการน้ำที่เป็นระบบ การขุดลอกแม่น้ำลำคลอง อ่างเก็บน้ำ ธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นต้น”

รายงานความคืบหน้าในและนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ 7 ก.ค. – 15 ก.ค. 2562

กลับมารายงานอีกครั้งสำหรับ “งานนอกและในสภาผู้แทนราษฎร” ของ “พรรคอนาคตใหม่” ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. คณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงสมาชิกพรรค ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายประเด็นน่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเดินทางทัวร์ยุโรป – อเมริกา ของหัวหน้าพรรค, การติดตามความคืบหน้ากรณี “จ่านิว- สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” ถูกรุมทำร้ายร่างกาย, กรณีใช้สารเคมีในภาคการเกษตรซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง, การรับน้องรุนแรงจนถึงขั้นอาการโคมา ที่ จ.นครปฐม เป็นต้น ____ ขณะที่ในสภาผู้แทนราษฎร หลังมีการนำร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ฉบับใหม่ให้พิจารณา ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ก็ได้ร่วมอภิปรายหลายคน ส่วนอีกวาระสำคัญคือ ญัตติด่วน ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ที่ร่วมอภิปราย คือ “สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ”  ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และที่ปรึกษานโยบายด้านคมนาคมของพรรค งานนี้ได้รับเสียงปรบมือชื่นชม ยกให้เป็น “ดาวสภา” ประจำสัปดาห์ ____ งานนอกสภาฯ “ธนาธร” ทัวร์ยุโรป-อเมริกา “ปิยบุตร” เปิดตลาดวิชา-ปั้นรายการใหม่ “ทิม พิธา- ครูจุ๊ย- ชำนาญ – เท่าพิภพ” ลุยพื้นที่ ____ แค่ขยับก็ถูกจับลากโยงสร้างข่าวเท็จ หรือ “Fake News” ยั่วยุปลุกปั่นกันสนุกสนาน บ้างจับตา บ้างจับผิด และบ้างถึงขั้นบุกเข้าไปตาหาถึงสถานที่ที่เพิ่งไปเยือน พร้อมประกาศลั่นจะพากลับประเทศ นัยว่าให้หยุดเดินทางพบสื่อมวลชน – องค์กรต่างชาติ หยุดให้ร้ายประเทศไทยได้แล้ว !   นั่นคือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทริป “ยุโรป-อเมริกา” ระหว่างวันที่ 9-15 กรกฎาคม 2562 ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงสมาชิกอีก 2 คนคือ “ช่อ- พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค” และ “อ.ต้น – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ที่ปรึกษานโยบายของพรรค ซึ่งตลอดทั้งสัปดาห์ เดินทางไปร่วมกิจกรรมมากมายในหลายเมืองหลายประเทศ ได้รับการต้อนรับอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น บรัสเซลส์, เบอร์ลิน, ลอนดอน,  นิวยอร์ก รวมถึงวอชิงตัน ดีซี  ทั้งนี้ เพจส่วนตัวของ “ธนาธร” และ “พรรคอนาคตใหม่” ได้รายงานสถานการณ์และกิจกรรมอยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ตาม หลังกลับมาเมืองไทย คาดว่า “ธนาธร” คงต้องหาโอกาสบอกเล่าเรื่องราวการเดินทาง นำความรู้ที่ได้รับกลับมาเผยแพร่อย่างจริงๆ จังๆ อีกครั้ง   – การสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้า [ การสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้า ].การให้ข่าวพาดพิงของ พล.ท.วีรชน… 由 Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 发布于 2019年7月12日周五   – ธนาธรบรรยายที่อังกฤษ ย้ำความสำคัญของรัฐสภาและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย [ ธนาธรบรรยายที่อังกฤษ ย้ำความสำคัญของรัฐสภาและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ].ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月14日周日   – สัมภาษณ์พิเศษ: ‘ธนาธร’ เตรียมตัวรับคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ-รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญเดือน ส.ค.นี้ https://www.voathai.com/a/interview-thanathorn/5002059.html   ทางฟากฝั่งเมืองไทย “อ.ป๊อก – ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมบรรดา ส.ส.ของพรรค นอกจากจะลุยงานในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว งานนอกสภาก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ขาดหาย สัปดาห์นี้แม้ “อ.ป๊อก” จะไม่ได้เดินทางไปเยือนพื้นที่ไหน แต่เพื่อให้หายคิดถึง จึงจัดรายการเผยแพร่ให้ความรู้ 2 รายการรวด นั่นคือ  “ตลาดวิชาอนาคตใหม่” ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับ “รัฐธรรมนูญ”  เข้าสู่ตอน 2 และกำลังจะเริ่มตอน 3 ในสัปดาห์นี้ อันเป็นจังหวะเหมาะกับการเตรียมแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่าจะมีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอันเป็นสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคเคยชูไว้ในช่วงหาเสียงหรือไม่   อีกหนึ่งคือ รายการใหม่แกะกล่อง ให้ชื่อว่า “สภาอนาคต”  พูดคุยหนักบ้าง เบาบ้าง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการทำงานในสภา ของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

ธนาธรบรรยายที่อังกฤษ ย้ำความสำคัญของรัฐสภาและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคและศิษย์เก่าวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics and Political Science หรือ LSE) ได้รับเชิญไปร่วมบรรยายสาธารณะในหัวข้อ “ประเทศไทยหลังเลือกตั้ง: มองไปสู่อนาคต”     งานดังกล่าวมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคนจนเต็มห้องประชุม  โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและประชาชนชาวไทย ซึ่งบางส่วนเดินทางมาจากหลายประเทศในยุโรป เช่น  ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงเมืองต่างๆ ในสหราชอาณาจักร เพื่อมาร่วมงานบรรยายสาธารณะครั้งนี้โดยเฉพาะ ในการบรรยายครั้งนี้ พรรณิการ์ได้กล่าวถึงรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการให้ ส.ว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงการที่ กกต. เลือกใช้สูตรคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งทำให้จำนวน ส.ส.  ของแต่ละพรรคเปลี่ยนไปมาก และเพิ่มบทบาทของ ส.ว. แต่งตั้งในการเลือกนายกรัฐมนตรี จึงไม่อาจกล่าวได้เลยว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกติกาประชาธิปไตยที่เป็นกลาง   นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์น่ากังวลเกี่ยวกับการเมืองไทยอีก 3 ประการ  ประการแรก คือการทำร้ายนักกิจกรรมทางการเมืองซ้ำซากหลายครั้ง และกระทำอย่างอุกอาจ กลางวันแสกๆ  โดยทางการไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้  ประการที่สอง คือ การใช้ข่าวปลอม วาทะสร้างความเกลียดชัง การบิดเบือนข้อมูล  ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคฝ่ายค้าน โดยผ่านโซเชียลมีเดียรวมถึงสื่อกระแสหลักบางสำนัก  ประการสุดท้าย คือการใช้คดีความในการสกัดกั้นพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่  ซึ่งมีคดีความและข้อร้องเรียนต่างๆ ต่อพรรคและแกนนำพรรคถึง 22 คดี ทั้งที่ก่อตั้งพรรคมาเพียง 1 ปี โดยคดีความส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง     โฆษกพรรคแสดงความกังวลถึงการใช้ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน รวมถึงวาทะเกลียดชัง  ว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สังคมไทยจะยิ่งแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย นำไปสู่ความรุนแรงได้ในอนาคต จึงอยากขอให้ประชาชนเสพสื่ออย่างมีวิจารณญาณ ตอบโต้ข่าวปลอมด้วยข้อเท็จจริง และอย่าโต้วาทะเกลียดชังด้วยวาทะเกลียดชัง เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย  และเมื่อประชาชนเกลียดชังแบ่งแยกกัน ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือผู้มีอำนาจไม่กี่คนเท่านั้น     ด้านหัวหน้าพรรค กล่าวถึงการทำงานของพรรคอนาคตใหม่หลังเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าแม้จะอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน แต่พรรคอนาคตใหม่ก็จะทำงานเต็มที่เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ  ที่หาเสียงไว้ให้เป็นจริง รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนด้วย โดยการเลือกตั้งท้องถิ่นว่าเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ที่อนาคตใหม่ต้องการทำให้สำเร็จ เพื่อผลักดันการกระจายอำนาจและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในระดับท้องถิ่นโดยไม่ต้องรอให้ได้เป็นรัฐบาล นอกจากนี้พรรคยังต้องการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำการเมืองท้องถิ่นจากการใช้เครือข่ายอุปถัมภ์เป็นหลัก ให้เป็นการแข่งขันเชิงนโยบายวิสัยทัศน์ นโยบาย และอุดมการณ์ทางการเมือง     หัวหน้าพรรคกล่าวย้ำว่า  พรรคอนาคตใหม่เชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยควรทำผ่านรัฐสภา  เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่แต่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะนี่คือทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างสันติและยั่งยืน รวมถึงให้ทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การแก้รัฐธรรมนูญจะสำเร็จได้อาจต้องใช้เวลาหลายปี ไม่เหมือนการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ทันที  ทว่าหากเราต้องการได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ได้การเปลี่ยนแปลงที่มาจากประชาชนและเป็นของประชาชน ก็ต้องเดินไปแนวทางนี้ ไม่มีทางลัดอื่น

(คลิป) ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ให้ท้องถิ่นจัดการตัวเอง

กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี : ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ท้องถิ่นจัดการตัวเอง กระจายความเจริญ [ ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ให้ท้องถิ่นจัดการตัวเอง กระจายความเจริญให้ทั้งประเทศ ].หนึ่งในนโยบายหาเสียงของ พรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นขานรับ เพราะเห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และพัฒนาบ้านเมืองของตนได้อย่างยั่งยืน นั่นคือนโยบายที่มีชื่อว่า “ยุติระบบราชการรวมศูนย์”.หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เห็นว่า การคืนอำนาจการจัดการ ทั้งงบประมาณ และกำลังคน ให้กับท้องถิ่นโดยเร่งด่วน นั่นคือ จ.เชียงราย โดยมี นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวเชียงราย พร้อมมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดขึ้น.นักธุรกกิจหนุ่ม ผู้เดินทางเข้าเมืองกรุงเพื่อแสวงโชคอย่างใครต่อใครอีกมากมาย วันนี้ คืนกลับมาสู่บ้านเกิด พร้อมกับความมุ่งมั่นอยากเห็นเมืองเชียงรายเปลี่ยนแปลงพัฒนา แม้นามสกุล “จงสุทธนามณี” จะถูกมองว่า เป็นตระกูลนักการเมืองยิ่งใหญ่ในจังหวัด แต่ กัญจน์พงศ์ ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาไม่ได้เดินในเงารอยนั้น ที่คนในตระกูลนี้เลือกสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ.กัญจน์พงษ์ เลือกทางที่ตัวเองเชื่อมั่น เลือกอนาคตใหม่ และพร้อมผลักดันนโยบาย “ยุติระบบราชการรวมศูนย์” เพื่อพัฒนาเมืองเชียงรายและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศให้เจริญก้าวหน้า 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月12日周五   หนึ่งในนโยบายหาเสียงของ พรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นขานรับ เพราะเห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และพัฒนาบ้านเมืองของตนได้อย่างยั่งยืน นั่นคือนโยบายที่มีชื่อว่า “ยุติระบบราชการรวมศูนย์” หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เห็นว่า ควรต้องคืนอำนาจการจัดการ ทั้งงบประมาณ และกำลังคน ให้กับท้องถิ่นโดยเร่งด่วน คือ จังหวัดเชียงราย โดย กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ  พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวเชียงราย พร้อมมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดขึ้น กัญจน์พงศ์เป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้เดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อแสวงโชคอย่างใครต่อใครอีกมากมาย เมื่อเลือกที่จะ คืนกลับมาสู่บ้านเกิด พร้อมกับความมุ่งมั่นอยากเห็นเมืองเชียงรายเปลี่ยนแปลงพัฒนา แม้นามสกุล “จงสุทธนามณี” จะถูกมองว่า เป็นตระกูลนักการเมืองยิ่งใหญ่ในจังหวัด แต่ กัญจน์พงศ์ ได้พิสูจน์แล้วว่า  เขาไม่ได้เดินในรอยเงานั้น ที่คนในตระกูลนี้เลือกสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ กัญจน์พงษ์ เลือกทางที่ตัวเองเชื่อมั่น เลือกอนาคตใหม่ และพร้อมผลักดันนโยบาย “ยุติระบบราชการรวมศูนย์” เพื่อพัฒนาเมืองเชียงรายและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศให้เจริญก้าวหน้า

(คลิป) “ศิริกัญญา” ชี้ โฟกัสแค่ “จีดีพี” อาจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผิดพลาด

บันทึกการแถลงข่าว จับตาสภาวะเศรษฐกิจไทย กรณี 'จีดีพี' ไม่เป็นไปตามเป้า "ศิริกัญญา" ชี้ โฟกัสแค่ "จีดีพี" อาจออกมาตรการกระตุ้น ศก.ผิดพลาด – เผยค่าบาทแข็ง "เอสเอ็มอี" กระทบหนัก แนะสร้างเครื่องมือประกันความเสี่ยง – ยินดีหาก รบ.จะหยิบยืมนโยบาย "อนาคตใหม่" ไปใช้.จีดีพีพลาดเป้า หรือ จีดีพีเป้าที่พลาด.เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม ที่พรรคอนาคตใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย พรรคอนาคตใหม่ แถลงกรณีสภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยภายหลังจากที่หลายสำนัก อาทิ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ลดเป้าอัตราเติบโตจีดีพีปีนี้ เหลือ 2.9 – 3.3% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ทุกคนเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยระบุว่า การดูแค่เป้าหมายจีดีพีพลาดเป้า อาจจะเป็นเป้าที่พลาด เพราะตัวเลขจีดีพีเป็นตัวเลขภาพรวม ที่อาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นอยู่จริงของประชาชน ถ้าเราไปดูในรายละเอียด จีดีพีที่โต 2.8% ในไตรมาส 1 ที่ว่าแย่แล้วนั้น ไม่ได้สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรโตต่ำกว่านั้น ชาวนารายได้ลดลง 5% ชาวไร่อ้อยรายได้ลด 27% ชาวสวนปาล์มรายได้ลดลงประมาณ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รายได้ของแรงงานไม่โตเลย ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ค่าแรงขั้นต่ำของปี 2562 ยังไม่ได้ประกาศ หลังจากล่าช้ามาแล้ว 3 เดือน แต่ส่วนหนี้ครัวเรือนนั้นโตเร็วกว่าทุกตัวเพิ่มขึ้น 6.5% ในไตรมาส 1.มาตรการจะพลาดถ้าใช้แค่จีดีพีเป็นเครื่องชี้วัด.“มาตรการกระตุ้นอาจจะพลาด ถ้าโฟกัสแค่จีดีพี เวลาที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริโภคภาคเอกชน กลุ่มเป้าหมายที่อยากให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นใคร ที่ผ่านมาได้มีการประเมินผลกระทบหรือไม่ เช่น มาตรการช็อปช่วยชาติ ที่กระตุ้นไปที่ชนชั้นกลาง เกิดผลกระทบไปยังภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะรากหญ้าหรือไม่ อย่างไร การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนก็เช่นกัน ถ้าเราดูแค่ตัวเลขสุดท้าย เราก็อาจจะกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ละเลย SME ที่กำลังมีปัญหา NPL เพิ่มขึ้น และมีอัตรา NPL สูงสุดเมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ และที่สำคัญคือการส่งออกที่เป็นสัดส่วนสูงสุดในจีดีพี ถ้าเราอยากกระตุ้นให้ส่งออกกลับมาดี เราอาจเลือกมาตรการอย่างการทำให้ค่าเงินบาทอ่อน” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว.ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจากปัจจัยระยะสั้น.น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่มองว่าปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไป แข็งค่าเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในภูมิภาค และสูงสุดในรอบ 6 ปี แต่ค่าเงินบาทแข็งเนื่องจากเงินร้อนหรือ Hot Money จากต่างประเทศเพื่อพักเงินก่อนส่งต่อไปยังประเทศอื่น ไม่ได้เป็นเพราะเศรษฐกิจในประเทศมีความเข้มแข็ง มาตรการที่ควรออกมาควรเป็นการจัดการไม่ให้เกิดการผันผวนมากจนเกินไป ผู้ที่เสียประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทแข็ง ส่วนใหญ่จะเป็นภาคส่งออก แต่อย่างไรก็ดีภาคส่งออกเป็นภาคที่มีความกระจุกตัวสูง 50 บริษัทส่งออกรายใหญ่สุด มีส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกสูงถึง 40% บริษัทขนาดใหญ่น่าจะมีศักยภาพที่จะรับมือได้ แต่สำหรับ SME ที่ส่งออกน่าจะได้รับผลกระทบมากสุด ข้อเสนอคือต้องทำให้ SME เข้าถึงเครื่องมือในการประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในต้นทุนต่ำ และมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น อีกภาคเศรษฐกิจที่มีการพูดถึงว่าจะได้รับผลกระทบคือภาคท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% ในเดือนพ.ค. 62 ซึ่งยังต้องไปดูว่าการที่ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวนั้นเป็นปัญหาของค่าเงินหรือไม่ การแก้ปัญหาในระยะสั้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวสามารถทำได้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การลดค่าธรรมเนียมวีซ่าหรือการขยายระยะเวลาพำนัก เป็นต้น”.คนได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งเสียงไม่ดังพอ.“ในภาวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเช่นนี้ ก็มีคนที่ได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน เช่น ประชาชนซื้อของนำเข้ามาในราคาถูกที่ถูกลง และยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคเอกชนที่จะเพิ่มการลงทุน เนื่องจากราคาเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่นำเข้าก็จะมีราคาถูกลงเช่นเดียวกัน รัฐบาลควรให้ความสนับสนุน แต่อย่างไรก็ดี ก็มีความเห็นใจภาคเอกชนที่อาจจะยังไม่กล้าตัดสินใจลงทุนในช่วงนี้ เพราะเห็นว่า 100 วันแล้วรัฐบาลยังจัดตั้งไม่เสร็จ หรือถึงจัดตั้งก็มีเสถียรภาพน้อยมาก” ศิริกัญญากล่าวยินดีให้รัฐบาลหยิบนโยบายพรรคอนาคตใหม่ไปใช้ได้.นอกจากนี้ ศิริกัญญา กล่าวว่านโยบายของพรรคอนาคตใหม่เป็นที่สาธารณะอยู่แล้ว พร้อมยินดีให้ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนำไปใช้ได้ นอกจากนี้ พรรคอนาคตใหม่จะนำเสนอนโยบายของพรรคผ่านการอภิปรายในสภาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา เชื่อว่า ครม. ทีมเศรษฐกิจชุดนี้ ซึ่งเป็นหน้าเดิมส่วนใหญ่ จะสร้างความเชื่อมั่นได้เท่าๆ กับ 5 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งต้องรอดูผลงานต่อไป#อนาคตใหม่ #ศิริกัญญา #จับตาเศรษฐกิจ 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月12日周五   จีดีพีพลาดเป้า หรือ จีดีพีเป้าที่พลาด 12 กรกฏาคม 2562 ที่พรรคอนาคตใหม่ ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ  และผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย พรรคอนาคตใหม่ แถลงกรณีสภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยภายหลังจากที่หลายสำนัก อาทิ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน

“ปิยบุตร” ชี้ ครม.ชุดใหม่ย้อนยุค-สืบทอดอำนาจ-เอื้อทุนใหญ่

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ   กล่าวถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเป็นการสืบทอดอำนาจจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพราะมีรัฐมนตรีหลายคนที่ดำรงตำแหน่งต่อ และมองว่าเป็นคณะรัฐมนตรีที่ย้อนยุคเหมือนปี 2523-2531   สมัยรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตามรัฐธรรมนูญ 2521 แต่วิธีการบริหารของพลเอกเปรมไม่เหมือนกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ศิลปะการบริหารของพลเอกเปรมสามารถประคับประคองให้เดินไปได้ แต่การบริหารงานของพลเอกประยุทธ์ต้องจับตาดูว่า จะนำพาบ้านเมืองไปอย่างไร อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนว่าไม่ใช่รัฐบาลทหาร หากทว่ามาจากการเลือกตั้ง ถอดชุดทหารมาใส่ชุดสูท แต่อำนาจยังเป็นของทหาร ซึ่งเชื่อว่าจะมีการบริหารจัดการที่ใช้กองทัพเป็นตัวนำ  สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่ขณะนี้คือคนที่จะแถลงนโยบายเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อ ปิยบุตร กล่าวต่ออีกว่า ด้านบทบาทของพรรคร่วมฝ่ายค้านก็เตรียมการตรวจสอบรัฐบาล  ยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่จะไม่ตีรวนแต่จะตรวจสอบโครงการที่รัฐบาลเสนอ โดยเฉพาะโครงการที่มีชื่อสวยหรู แต่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ ที่พรรคอนาคตใหม่เคยตั้งข้อสังเกตไปแล้ว และโครงการพัฒนาต่างๆ ของ คสช. ซึ่งละเลยประชาชนในพื้นที่ และอยากให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูโครงการที่เร่งผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเปลี่ยนรัฐบาล ขณะเดียวกันอยากให้จับตาบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา  ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายปฏิรูป เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาให้ ส.ว. ขี่คอ ส.ส.  และเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการยอมรับจากพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง ว่าออกแบบมาเพื่อรัฐบาลชุดนี้

(คลิป) ผลงานชิ้นโบว์ดำรัฐบาล คสช. จาก “ค่าโง่” กลายเป็น “ค่าแกล้งโง่”

สุรเชษฐ์ : จาก “ค่าโง่” กลายเป็น “ค่าแกล้งโง่” [ ผลงานชิ้นโบว์ดำของรัฐบาล คสช. ในการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน จาก “ค่าโง่” กลายเป็น “ค่าแกล้งโง่” ].โปรดสูดหายใจลึกๆ ตั้งสติรวบรวมสมาธิให้ดี แล้วมาทำความเข้าใจมหากาพย์ที่มาที่ไปข้อพิพาทการทางพิเศษที่รัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนคนไทยเสียประโยชน์นับแสนล้านบาทเพียงเพราะมี “ธง” ในการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน.“จากค่าโง่ 4.3 พันล้านบาท จะกลายเป็นค่าแกล้งโง่ 4.3 แสนล้านบาท ที่จะเอาเงินไปประเคนให้กับบริษัทในการขยายสัญญาออกไป 30 ปี …เนี่ยแหละครับผลของอำนาจพิเศษ เขาจะยัดอย่างนี้เลย…นี่คือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนชัดๆ”.“ผมพยายามชี้ให้เห็นผลงานชิ้นโบว์ดำของรัฐบาล คสช. และผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน สามารถมาช่วยกันทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนได้ มาร่วมกันตรวจสอบว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง”.: สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ – Surachet Pravinvongvuth ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผู้เชี่ยวชาญนโยบายคมนาคม.เมื่อเราเห็นว่าการดำเนินงานเช่นนี้มีปัญหา เราไม่ได้ค้านเพียงอย่างเดียวแต่เสนอทางออกที่ดีกว่าให้ด้วย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ.ชมคลิปกันค่ะ 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月11日周四   โปรดสูดลมหายใจลึกๆ ตั้งสติรวบรวมสมาธิให้ดี แล้วมาทำความเข้าใจมหากาพย์ที่มาที่ไปข้อพิพาทการทางพิเศษที่รัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนคนไทยเสียประโยชน์นับแสนล้านบาท เพียงเพราะมี “ธง” ในการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน   “จากค่าโง่ 4.3 พันล้านบาท อาจจะกลายเป็นค่าแกล้งโง่ 4.3 แสนล้านบาท  ที่จะเอาเงินไปประเคนให้กับบริษัทในการขยายสัญญาออกไป 30 ปี …นี่แหละครับ ผลของอำนาจพิเศษ เขาจะยัดอย่างนี้เลย…นี่คือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนชัดๆ” “ผมพยายามชี้ให้เห็นผลงานชิ้นโบว์ดำของรัฐบาล คสช.   และผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน  จะสามารถมาช่วยกันทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนได้ มาร่วมกันตรวจสอบว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง”   นี่คือ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผู้เชี่ยวชาญนโยบายคมนาคม เมื่อเราเห็นว่าการดำเนินงานเช่นนี้มีปัญหา เราไม่ได้ค้านเพียงอย่างเดียวแต่เสนอทางออกที่ดีกว่าให้ด้วย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ธนาธรและทีมอนาคตใหม่พบสหภาพยุโรป สานความร่วมมือในเวทีโลก

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค และ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร  ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ เดินทางไปยังบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมืองหลวงของสหภาพยุโรป โดยได้พบปะกับนักการเมืองและข้าราชการของสหภาพยุโรป  เพื่อติดตามและแลกเปลี่ยนกันถึงสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองโลกท่ามกลางภาวะสงครามการค้าระหว่างจีน–สหรัฐฯ รวมทั้งหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง  และแสวงหาความร่วมมือในอนาคตเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและสหภาพยุโรป     ในการเดินทางเยือนบรัสเซลส์ครั้งนี้ ธนาธรและคณะได้พบกับ อลิน สมิธ สมาชิกรัฐสภายุโรป และหนึ่งในคณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของรัฐสภายุโรป  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กับสมิธได้พูดคุยกันถึงผลการเลือกตั้งในไทย และรายงานความผิดปกติเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง โดยสมาชิกรัฐสภายุโรปยืนยันว่า สหภาพยุโรปจะนำเรื่องความชอบธรรมและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยหลังเลือกตั้ง  รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาพิจารณาก่อนที่จะเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างอียูกับไทย ซึ่งหยุดชะงักมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 นอกจากนี้ ธนาธรและทีมอนาคตใหม่ยังได้พบกับ ลอทเทอร์ ลิชท์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำยุโรป ในการพบกันครั้งนี้  ลิทช์และธนาธรได้แสดงความกังวลร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของข่าวปลอมและวาทะสร้างความเกลียดชังในโซเชียลมีเดียในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในไทย  ซึ่งบ่อยครั้งการรับมือกับข่าวปลอมเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เนื่องจากหากรัฐบาลหรือบริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียเลือกรับมือปัญหานี้ด้วยการไล่ลบข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น  ก็อาจกลายเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ได้     ลิทช์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในไทยหลังเลือกตั้งว่า สิ่งสำคัญที่รัฐสภายุโรปต้องตระหนักก็คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยไม่ใช่การกลับคืนสู่ประชาธิปไตย และไม่สามารถยอมรับได้ ประชาธิปไตยจะมีความหมายได้อย่างไรถ้าสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน  รวมถึงสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองและสิทธิในการชุมนุม ไม่ได้รับการปกป้องตามที่ควรจะเป็น

(คลิป) และนี่คือ “ระเบียงชีวิตภาคตะวันออก”

ระเบียงชีวิตภาคตะวันออก [ และนี่คือ “ระเบียงชีวิตภาคตะวันออก” ].ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนา คือตัวแปรหนึ่งในการสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้แก่ประเทศ.แต่เราเคยตั้งคำถามลงไปลึกกว่าตัวเลขเหล่านั้นหรือไม่ ว่าภายใต้แม็ดเงินมหาศาลเหล่านั้น ใครเป็นคนที่ได้รับส่วนแบ่งเยอะที่สุด.การพัฒนาที่ผ่านมาของภาคตะวันออก นิคมอุตสาหกรรมสารพัด โครงการสารพัน ตั้งแต่มาบตาพุดมาจนถึง Eastern Seaboard ทำเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้แก่ภาค จนเป็นภาคที่รวบที่สุดในประเทศไทยเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ แต่ถ้ามว่าคนตะวันออกกี่คนกันเชียว ที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการพัฒนาเหล่านั้น.หรือมันคือการรวบมลภาวะ รวบโรครุมเร้า รวยสารพิษจากความไม่รับผิดชอบของรัฐและทุน การสูญเสียที่ดินทำกินเพื่อหลีกทางให้กับทุนใหญ่จากกรุงเทพและต่างชาติ และคนจนก็ยังจนเหมือนเดิม.นี่คือโจทย์ที่นำมาสู่การคิดโครงการ “ระเบียงชีวิตภาคตะวันออก” (Eastern Life Corridor – ELC) ของพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นมาคู่ขนานกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) ที่กำลังจะกลายเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งบนพื้นี่ภาคตะวันออกนี้.พรรคอนาคตใหม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาและการสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยขึ้นมาในประเทศไทย แต่นั่นต้องไม่เกิดจากการเอาชีวิตของคนธรรมดาไปแลกมา แล้วเอาไปประเคนให้กลุ่มทุนใหญ่โดยไม่ถามไถ่ว่าพวกเขาต้องการอะไรกันแน่.หรือพูดง่ายๆ เราต้องการการพัฒนาที่เห็นหัวประชาชน และให้ประชาชน ท้องถิ่น ชุมชน เป็นศูนย์กลางในการชี้นิ้วบอก ว่าอยากให้เกิดการพัฒนาอะไร รูปแบบไหน อยากมีอุตสาหกรรมด้านไหนที่สอดคล้องกับชีวิตของประชาชน ไม่ใช่รัฐราชการรวมศูนย์จากกรุงเทพฯ.เพราะสำหรับเรา “เศรษฐกิจ” ต้องสร้างความมั่งคั่งให้กับทุกคน ไม่ใช่กับเฉพาะบางคน และต้องคืน “ชีวิต” ให้กับท้องถิ่น ให้ต่างจังหวัดหัวเมืองทั้งใหญ่และเล็ก ได้กลับมามีชีวิตชีวา คึกครื้นไปด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม ยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนอย่างแท้จริง.เพราะการพัฒนานั้น ไม่ใช่การใช้รัฐและทุนเป็นศูนย์กลาง แต่ต้องยึดเอาคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นจุดศูนย์กลางการพัฒนา.และนี่คือ “ระเบียงชีวิตภาคตะวันออก” (Easter Life Corridor : ELC) 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月8日周一   ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนา คือตัวแปรหนึ่งในการสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้แก่ประเทศ แต่เราเคยตั้งคำถามลงไปลึกกว่าตัวเลขเหล่านั้นหรือไม่ ว่าภายใต้แม็ดเงินที่ดูเหมือนไหลมาเทมาขนาดนั้น ใครเป็นคนที่ได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด การพัฒนาที่ผ่านมาของภาคตะวันออก นิคมอุตสาหกรรมสารพัด โครงการสารพัน ตั้งแต่มาบตาพุดมาจนถึง Eastern Seaboard ทำรายได้ก้อนอภิมหาศาลให้ทั้งภูมิภาคนั้น  จนได้ชื่อว่าเป็นภาคที่รวยที่สุดในประเทศไทยเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ แต่ถามว่าคนตะวันออกจริงๆ กี่คนกันเชียว ที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการพัฒนาเหล่านั้น หรือมันคือการรวยมลภาวะ รวยโรครุมเร้า รวยสารพิษจากความไม่รับผิดชอบของรัฐและทุน  การสูญเสียที่ดินทำกินเพื่อหลีกทางให้กับทุนใหญ่จากกรุงเทพและต่างชาติ ส่วนคนจนก็ยังจนเหมือนเดิม นี่คือโจทย์ที่นำมาสู่การคิดโครงการ “ระเบียงชีวิตภาคตะวันออก” (Eastern Life Corridor – ELC) ของพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นมาคู่ขนานกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) ที่กำลังจะกลายเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งบนพื้นที่ที่เคยทำเงินอย่างเหลือเกินแห่งนี้ พรรคอนาคตใหม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาและการสร้างอุตสาหกรรมก้าวหน้า   สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยขึ้นมาในประเทศไทย แต่นั่นต้องไม่ใช่การพัฒนาโดยเอาชีวิตของคนธรรมดาไปแลกมา  แล้วเอาไปประเคนให้กลุ่มทุนใหญ่โดยไม่ถามไถ่ว่าพวกเขาต้องการอะไรกันแน่ หรือพูดง่ายๆ เราต้องการการพัฒนาที่เห็นหัวประชาชน และให้ประชาชน ท้องถิ่น ชุมชน  เป็นศูนย์กลางในการชี้นิ้วบอก ว่าอยากให้เกิดการพัฒนาอะไร รูปแบบไหน อยากมีอุตสาหกรรมด้านไหนที่สอดคล้องกับชีวิตของประชาชน ไม่ใช่รัฐราชการรวมศูนย์จากกรุงเทพ เพราะสำหรับเรา “เศรษฐกิจ” ต้องสร้างความมั่งคั่งให้กับทุกคน ไม่ใช่กับเฉพาะบางคน และต้องคืน “ชีวิต” ให้กับท้องถิ่น ให้ต่างจังหวัดหัวเมืองทั้งใหญ่และเล็ก ได้กลับมามีชีวิตชีวา  ครึกครื้นไปด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกคนอย่างแท้จริง เพราะการพัฒนานั้น ไม่ใช่การใช้รัฐและทุนเป็นศูนย์กลาง แต่ต้องยึดเอาคุณภาพชีวิตประชาชน  เป็นจุดศูนย์กลางการพัฒนา   และนี่คือ “ระเบียงชีวิตภาคตะวันออก” (Easter Life Corridor : ELC)

ข่าวลือ ธนาธรจะไม่กลับมาประเทศไทยอีกแล้ว!

  เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ให้ความเห็นในเพจของพรรคเกี่ยวกับข่าวลือเรื่อง หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่วางแผนจะหนีคดีหุ้นสื่อไปต่างประเทศ   จริงๆ แล้วเป็นเรื่องเปิดเผยว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินทางไปยุโรปเพื่อพักผ่อนกับครอบครัวในราวต้นเดือนกรกฎาคม 2562 มีการโพสต์ภาพลงอินสตาแกรมที่เปิดค่าสาธารณะ ใครๆ ก็เข้าถึงได้  และหลังจากใช้เวลากับครอบครัวแล้ว ธนาธร ก็เดินทางต่อไปยังเบลเยี่ยม เยอรมนี อังกฤษ และสุดท้ายข้ามทวีปไปสหรัฐอเมริกา เพื่อพบปะกับนักการเมือง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรป  สหประชาชาติ และสื่อมวลชนในหลายประเทศ รวมทั้งมีการร่วมเสวนาวิชาการด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อไรก็ตามที่ธนาธรเดินทางไปต่างประเทศ มักจะเกิด 2 สิ่งต่อไปนี้ เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว ธนาธรชอบที่จะเอาเรื่องราวดีๆ ที่เขาไปพบเจอมาแบ่งปัน เล่าให้พี่น้องประชาชนฟัง  อย่างเช่น ครั้งก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนเมษายน 2562 เขาได้หยิบเอาเรื่องสกุลเงินดิจิตัล เรื่องการจัดการน้ำ และเรื่องโรงเรียนมาจัดบรรยายสาธารณะในกิจกรรม Future Is Now  และในขณะเดียวกันก็มีข่าวลือ ว่าธนาธรหนีคดี ไปต่างประเทศคราวนี้จะไม่กลับมาอีกแล้ว    เรื่องข่าวลือที่ว่านี้ ปิยบุตรบอกว่า ทั้งตัวเขาและพรรคอนาคตใหม่ขอยืนยันว่า เมื่อธนาธรเสร็จสิ้นภารกิจในต่างประเทศ ก็จะเดินทางกลับประเทศไทยอย่างแน่นอน ในฐานะ ส.ส. และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และจะเดินทางไปรณรงค์-พบปะกับพี่น้องประชาชนทุกที่ทั่วประเทศตามวาระโอกาสอย่างที่เคยเป็นมา โดยเริ่มตั้งแต่การเดินทางไปยังหลายจังหวัดในภาคอีสานในช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม  เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ยังย้ำยืนยันด้วยว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่มีความจำเป็นต้องหนีคดีไปต่างประเทศ เพราะธนาธรยังมีภารกิจใหญ่อยู่ในประเทศไทย  คือการมุ่งเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่อนาคตแบบใหม่ที่ดีขึ้น และจะพิสูจน์ให้ได้ ว่าวันหนึ่งธนาธรจะเป็นนายกรัฐมนตรีจากมติมหาชนประเทศไทย

1 2 3 4 5 23