fbpx

บทความ

ลุยหาเสียง กทม. เขต 7 บางซื่อ ดุสิต

11 กุมภาพันธ์ 2562 ปิยบุตร โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจ ถึงการเดินหาเสียงแนะนำ ปิยะชาติ อำนวยเวช ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 7 บางซื่อ – ดุสิต เฉพาะแขวงนครไชยศรี พร้อมกับ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ปิยะชาติเป็นคนในพื้นที่โดยแท้ เคยเป็นประธานที่ปรึกษาสมัชชาชาวบ้านตาก  และอดีตกรรมการองค์การตลาดกระทรวงมหาดไทย จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)  และระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกริก     มีการเดินเท้าทักทายประชาชนเพื่อแนะนำนโยบายพรรคตั้งแต่ช่วงบ่ายสามโมง  เริ่มจากบริเวณประชานฤมิตร หรือถนนสายไม้ซึ่งเต็มไปด้วยร้านขายไม้สมชื่อ  ชาวชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้และงานแกะสลักไม้ต่างๆ หลายคนบ่นถึงสภาพเศรษฐกิจและการค้าขายว่าซบเซามาหลายปีแล้ว เดิมถนนสายไม้เคยเป็นย่านการค้าผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีชื่อเสียงมานาน มีการจัดงานในถนนสายไม้ทุกปี  แต่มีอุปสรรคหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกฎกระทรวงพาณิชย์ที่ออกในปี พ.ศ. 2535 ที่บังคับให้ผู้ประกอบการนำเข้าไม้สักจากประเทศเมียนมาต้องขอใบอนุญาต  เปิดช่องให้เกิดการผูกขาดจากผู้ค้ารายใหญ่ที่อาศัยเส้นสาย ทำให้ผู้ค้ารายย่อยต้องใช้ไม้ยางซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่า รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจการค้าไม้ตกต่ำลง  นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของอุปสรรคที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศไทยต้องเจอตลอดมา     รัฐจำเป็นจะต้องเข้าไปสนับสนุนเรื่องกระบวนการแปรรูปและหาตลาดให้แก่ผู้ค้าด้วย  เพราะงานแปรรูปไม้เหล่านี้ คือศิลปวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าให้แก่ประเทศไทยเสมอมา

8 กุมภาพันธ์ วันปักหมุดหมายใหม่ในการเมืองไทย

  จากการแถลงข่าวพรรคอนาคตใหม่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ได้โพสต์ยืนยันอีกครั้งในเฟซบุ๊กเพจของตนถึงจุดยืนพรรคอนาคตใหม่ ดังนี้ ชู “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นนายกรัฐมนตรี ยืนยันหลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” ไม่สนับสนุนให้บุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เป็นนายกรัฐมนตรี หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ลบล้างผลพวงรัฐประหาร จากทั้ง 5 ข้อนี้ ย่อมเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า หลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่จะลงมติให้บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี และจะไม่ลงมติให้บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคอนาคตใหม่ได้เสียงข้างมากเพียงพอ พรรคอนาคตใหม่พร้อมเป็นรัฐบาล และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคอนาคตใหม่จะไม่ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่มิได้เป็น ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี หากเกิดกรณีจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่รวบรวมทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน พรรคอนาคตใหม่จะเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 106 บังคับให้ต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาจำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลด้วย จุดยืนของพรรคอนาคตใหม่นี้ไม่ได้ขัดขวางการปรองดอง แต่เราเชื่อว่า “การปรองดอง” และ  “การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องรวมประชาชนเข้าไปในกระบวนการพูดคุยและตัดสินใจร่วมกันด้วย  ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า  การตกลงรอมชอมกันเองระหว่างชนชั้นนำ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้  มีแต่ต้องหลอมรวมเอาประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยกันเท่านั้น จึงจะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เราถูกทำให้เชื่อว่า เราต้องอยู่กับเผด็จการทหาร หรือไม่ก็ต้องอยู่กับการเมืองแบบเก่า เราถูกทำให้เชื่อว่า เราต้องอยู่กับวงจรรัฐประหาร มีการเลือกตั้ง เกิดวิกฤต รัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง เกิดวิกฤต รัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง  เราถูกทำให้เชื่อว่า เราต้องอยู่กับการเมืองแบบเดิม หรือไม่ก็หนีออกจากการเมือง  แล้วปล่อยการเมืองให้เป็นเรื่องของกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่คน เราถูกทำให้เชื่อว่า ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ พรรคอนาคตใหม่ ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อเช่นนี้ไม่เป็นความจริง  เรายังมีทางเลือกที่ดีกว่า และพรรคอนาคตใหม่ คือ ทางเลือกนั้น เรา คือ ทางเลือกใหม่ที่จะฟื้นความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยให้กลับคืนมาอีกครั้ง  และนำพาประเทศออกจากภาวะวิกฤติ เรา คือ ทางหลักที่จะร่วมมือกับประชาชนกำหนดอนาคตของตนเอง และกำหนดอนาคตประเทศ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย  การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น สมการทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าต้องการแบบใด  ระหว่าง… อดีต การเมืองแบบเดิม ปัจจุบัน การเมืองแบบเผด็จการทหาร อนาคต การเมืองแบบใหม่เพื่อกำหนดอนาคตใหม่ไปด้วยกัน

ต้องยืนยันหลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.”

  6 กุมภาพันธ์ 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์ถึงหลักการ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ในเฟซบุ๊กเพจ มีรายละเอียดทั้งหมดดังต่อไปนี้ … หลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” คือ มรดกของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นผลพวงจากการต่อสู้ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่อระบอบ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”  ตามรัฐธรรมนูญ 2521 และ 2534 “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นเพียง “เครื่องประดับ” เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ   ก็เชิญนายทหารเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ประกอบไปด้วยนายทหารและข้าราชการประจำ     ยามใดก็ตามที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ว่านายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น ส.ส. ย่อมมีโอกาสที่ “คนนอก” จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต้องการทำลายหลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” แต่ไม่สำเร็จ ความพยายามนี้มาสำเร็จลงเมื่อคราวรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นผลพวงของรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ได้แปลง “นายกฯ คนนอก”  ให้กลายเป็น “นายกฯ คนใน” ด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 3  รายชื่อ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. นั่นหมายความว่า “นายกฯ คนนอกที่ไม่ได้เป็น ส.ส.” ถูกสถาปนาเข้าไปในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว เราต้องแลกเลือดเนื้อ ชีวิต ของประชาชนไปจำนวนมาก กว่าประเทศไทยจะสถาปนาหลักการ   “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” ลงไปในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันมิให้ “คนนอก” ฉวยโอกาสเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  ดังนั้นพรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย บุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีของฝ่ายประชาธิปไตย ต้องไม่ยินยอมใช้ช่องทาง “นายกฯคนนอก”  ที่ถูกแปลงให้เป็น “นายกฯคนใน” ตามรัฐธรรมนูญ 2560     คำว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ไม่ใช่เพียงแค่การต่อต้าน คสช. หรือการยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช.เท่านั้น  แต่ต้องหมายความถึงความพยายามในการพิทักษ์รักษาหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนได้ร่วมกันต่อสู้มาด้วย ในบรรดาตำแหน่งหรือองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงตำแหน่งเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ มาจากการแต่งตั้ง ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ และเป็น “ตัวแทน” ของประชาชนมาใช้อำนาจรัฐ     การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. มิใช่เรื่องความถนัดหรือไม่ถนัด แต่นี่คือหน้าที่ คือภารกิจ  คือการสร้างความชอบธรรม และเมื่อเป็น ส.ส. แล้ว หากได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรให้ไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ก็สามารถเปลี่ยนไปทำงานด้านบริหารราชการแผ่นดินได้ การต่อต้านเผด็จการต้องไม่ใช้การเล่นแร่แปรธาตุทางรัฐธรรมนูญของพวกเผด็จการ การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คือ การยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช. การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คือ การต่อต้านเผด็จการทั้งในรูปของตัวบุคคล และในรูปของมรดกที่เผด็จการทิ้งไว้กับเรา การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คือ การปกป้องรักษาหลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.”  

ถ้ากองทัพงดซื้อรถถัง จะคืนความสุขให้คนไทยได้แค่ไหน???

ใช้ งบ ซื้อรถถังได้แค่ 52 คัน ใน 3 ปี แต่ใช้เงินตั้ง = 9.2 พันล้านบาท  ถ้า งด ซื้อรถถังใน 3 ปี เงิน 9.2 พันล้าน นำมาช็อปปิ้งให้ประเทศชาติและประชาชนมีความสุข จะได้สิ่งเหล่านี้…. รถโรงเรียน 7,465 คัน สำหรับทุกตำบลในประเทศไทย (ราคาคันละ 1,232,400 บาท) รถเมล์ใหม่เอี่ยมทั้งกรุงเทพฯ 2,600 คัน (ราคาคันละ 3,500,000 บาท) รถไฟทางคู่ หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 48 กิโลเมตร (ราคา 7,000 ล้านบาท) เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก ใช้ในครัวเรือนและชุมชนได้ทุกตำบล ตำบลละ 3 เครื่องทั่วประเทศ รวม 26,000 เครื่อง (ราคาเครื่องละ 350,000 บาท) เครื่องเหวี่ยงยางหนีศูนย์ 10,222 เครื่อง (ราคาเครื่องละ 900,000 บาท) รู้ไหมว่า…ประเทศไทยส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก แต่ไม่มีเครื่องจักรแปรรูปพื้นฐานนี้ ดูรายละเอียด นโยบาย ปฏิรูปกองทัพ #พรรคอนาคตใหม่ https://bit.ly/2SZkZDu    #นี่แค่รถถัง #ปฏิรูปกองทัพ #24มีนากาอนาคตใหม่

นั่งรถเมล์ไปสมัคร ส.ส.

เช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ กรรมการบริหารพรรค และพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค นำทีมผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร ทั้ง 30 คน 30 เขต เดินทางด้วยรถเมล์ไปยังอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น) สถานที่ที่ กกต. จัดไว้สำหรับการรับสมัครในเขตกรุงเทพมหานคร เหตุผลที่สมาชิกพรรคทั้งหมดเลือกที่จะเดินทางไปด้วยกันด้วยรถเมล์นั้น เป็นเพราะว่าหากต่างคนต่างไป ใช้รถส่วนตัว หมายความว่าจะต้องมีรถเพิ่มในเส้นทางที่จะไปนี้ถึงอีกประมาณ 30 คัน ซึ่งหมดเปลืองทั้งพลังงาน เพิ่มปัญหารถติด และเพิ่มปริมาณมลพิษในอากาศโดยไม่จำเป็น เนื่องจากรถเมล์ที่ใช้เป็น ‘รถร้อน’ สิ่งที่ทุกคนพบเจอตลอดการเดินทางคืออุณหภูมิความร้อนของอากาศ ฝุ่นควัน PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาอย่างมาก รวมถึงมลพิษอื่นๆ เหล่านี้เป็นชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนที่ใช้ขนส่งสาธารณะเป็นหลัก ตอกย้ำให้ผู้สมัครทุกคนรู้ว่า นี่คือหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย ยิ่งกว่านั้น หลายจังหวัดยังไม่มีแม้แต่รถเมล์สักสายด้วยซ้ำ ทำให้ยิ่งต้องคิดถึงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ให้เป็นขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคนอย่างแท้จริงและเร่งด่วน ทั้งยังต้องดี มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความสะดวกสบายของพี่น้องประชาชน หรือเพื่อสุขภาพของทุกคนในระยะยาว และยังแก้ปัญหาความคับคั่งของจราจร พ่วงด้วยปัญหาเศรษฐกิจและพลังงานจากการต้องใช้รถส่วนตัว  นี่คือหนึ่งในนโยบายที่พรรคอนาคตใหม่ตั้งใจจะผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้เป็นลำดับต้นๆ หากได้เข้าไปมีอำนาจบริหารจัดการ เพราะความเท่าเทียมของประชาชนต้องเริ่มจากชีวิตประจำวัน     #พรรคอนาคตใหม่ #คนเท่าเทียมกัน #ไทยเท่าทันโลก #24มีนากาอนาคตใหม่

ถึงเวลาแก้ไขกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ประชาชน

ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้าร่วมเวทีภาคประชาชน  “นโยบายขบวนสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมกับพรรคการเมือง” พร้อมรับข้อเสนอต่อพรรคการเมืองจากมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ชำนาญกล่าวในเวทีว่า เสียงของประชาชนที่สะท้อนออกมาในเวทีวันนี้ ไม่สามารถทำได้จริงหากประเทศไทยยังรวมศูนย์อำนาจอยู่ส่วนกลาง  เรื่องกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่พูดกันมานาน แต่ไม่เคยทำได้จริงเลย เพราะพรรคการเมืองที่เข้าไปในรัฐสภาไม่กระจายอำนาจตัวเองไปยังประชาชน ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ รัฐธรรมนูญปี 2560 จำกัดอำนาจประชาชนในการเสนอร่างกฎหมายเข้าไปในรัฐสภา พรรคอนาคตใหม่จึงจะขอเป็นตัวแทนเข้าไปแก้ไขกฎหมาย รัฐสภาต้องฟังเสียงประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ต้องเพิ่มอำนาจนี้ให้ได้   #พรรคอนาคตใหม่ #เลือกตั้ง #เลือกตั้ง62 #24มีนากาอนาคตใหม่  

“เราต้องช่วงชิงนิยามคำว่า “คนดี” ของฝ่ายประชาธิปไตย”

  จาก เวทีเสวนา “พลังวัฒนธรรม กับการเมืองไทย” จัดโดย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่ หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยกเอาส่วนหนึ่งจากเวทีมาโพสต์ไว้ที่เฟซบุ๊กเพจของตน รายละเอียดมีดังนี้ … วัฒนธรรมคือเรื่องวิธีคิด คือวิถีชีวิตของผู้คน วัฒนธรรมชนชาติไทยมีลักษณะพิเศษ ถูกกำหนดขึ้นจากชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม ถ้าเกินกว่านี้ไม่ใช่ ซึ่งลุกลามมาถึงการที่หัวหน้า คสช. กำหนดค่านิยม 12 ประการ แล้วปลูกฝังในโรงเรียน ขณะที่วัฒนธรรมของสากลนั้นคือ การเลื่อนไหล เปลี่ยนตามช่วงเวลาและความนิยมของผู้คน วัฒนธรรมยังเป็นเครื่องมือเปลี่ยนอุดมการณ์ความคิดของคนด้วย เช่น เรายึดหลักเสรีประชาธิปไตย แต่ด้วยเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่ฝังรากลึก ครอบงำเราอยู่ จะค่อยๆ กล่อมเกลาเราไปเรื่อยๆ งานวัฒนธรรมคือ การช่วงชิงความหมายของถ้อยคำ นิยามความหมายเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเช่นคำว่า ประชาธิปไตย สมัยกรีกโรมันเป็นคำที่แย่ แต่ปัจจุบันเป็นคำมาตรฐานแล้วทุกประเทศ แม้ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ต้องบอกว่าเป็น เช่น ประชาธิปไตย 99.99 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น     แม้แต่คำว่า “คนดี” ระยะหลังถูกทำให้เสียไป โดยคนกลุ่มหนึ่งสถาปนาตนเองว่าเป็นคนดี  ส่วนคนอื่นเป็นคนไม่ดี ดังนั้นคนดีต้องยึดอำนาจมาปกครอง เรื่องนี้เราจำเป็นต้องช่วงชิงนิยามกลับมาอธิบายความหมายใหม่ในแง่ของฝ่ายประชาธิปไตยว่า “คนดี”  คือคนที่เคารพศักดิ์ศรีเพื่อนมนุษย์ เคารพความหลากหลาย เชื่อในเรื่องความเสมอภาค เชื่อในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ผมคิดว่าในปัจจุบันวัฒนธรรมอำนาจนิยมยังครอบงำสังคมไทยอยู่ ดูได้จากคนที่ฉีกรัฐธรรมนูญยึดอำนาจมา แต่วันนี้อ้างรัฐธรรมนูญทุกวัน หรือที่สบถออกมาว่า “มึงมาไล่กูสิ” สะท้อนวัฒนธรรมอำนาจนิยม ไม่ใช่เรื่องความจริงใจหรือการเป็นคนพูดตรงๆ แต่ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเขาเชื่อว่าจะทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด นี่คือวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ครอบงำสังคมไทยเรามาจนปัจจุบันนี้ พรรคอนาคตใหม่เห็นว่าวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงความคิดคน เพราะถ้ายังเป็นวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยม ทหารยึดอำนาจก็จะกลับมาอีก นิรโทษกรรมตัวเองอีก สังหารหมู่กลางเมืองแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก     พรรคอนาคตใหม่จะทำงานวัฒนธรรม  ภายในพรรคมีการจัดงานวัฒนธรรมทุกปี  นโยบายทางวัฒนธรรมที่จะผลักดันซึ่งคิดไว้ใน 3 มิติ คือ การเมือง ความคิดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจ เป็นกรอบเบื้องต้นที่จะนำไปสู่ธงหลักที่เราอยากเห็น คือการปลดปล่อยงานวัฒนธรรมออกมา โดยนโยบายที่จะทำได้แก่ แก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคในแสดงออก เช่น พ.ร.บ.ภาพยนตร์ กฎหมายหมิ่นประมาท เป็นต้น เปิดพื้นที่สาธาณะให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โอบรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมพื้นที่และผู้คน สนับสนุนศิลปินแขนงต่างๆ ให้เข้าถึงระบบสวัสดิการ มีกองทุนด้านวัฒนธรรม ใช้งานวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจส่งออกทั่วโลก รวมถึงทลายธุรกิจผูกขาดที่เกี่ยวกับงานวัฒนธรรม เช่น โรงหนัง สายส่งหนังสือ นอกจากนี้ มีความตั้งใจจะลดภาษีให้เกิดการบริโภคสินค้าทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น ส่วนการจัดเก็บภาษี เก็บได้จากงานวัฒนธรรมไหนต้องนำไปสนับสนุนกองทุนงานวัฒนธรรมนั้น ทั้งหมดนี้ เราเชื่อว่าวัฒนธรรมไทยสามารถไปได้กับวัฒนธรรมสากล เราสามารถเชิดชูวัฒนธรรมไทยได้โดยไม่ปฏิเสธโลกาภิวัฒน์  

(คลิป) ปลุกความหวัง เรายังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้

ปิยบุตร เวทีปราศรัย @ น่าน [ ปลุกความหวัง เรายังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ]วิธีการของเผด็จการที่จะกดพวกท่านไม่ให้เผยอ คือบอกว่าอยู่ไปเถอะ แค่นี้ก็บุญหัวแล้ว เขาพยายามทำให้เราเชื่อว่าเราได้แค่นี้ก็บุญหัวแล้ว อย่าเรียกร้องมาก หาเช้ากินค่ำอยู่ไปวันๆ ก็พอ และอย่ามีความหวังมาก แต่จริงๆ ไม่ใช่เราต้องได้มากกว่านี้ เราต้องมีโอกาสมากกว่านี้ แต่ประเทศไทยเอาทรัพยากรไปให้แค่คนไม่กี่คน รัฐเผด็จการต้องการควบคุมประชาชนด้วยวิธีนี้ ทำให้คนกลายเป็นหุ่นยนต์ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องคิดอะไร แล้วเขากำลังทำสำเร็จ เขาทำให้เราสิ้นหวังทุกวัน พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อจะปลุกความหวัง ให้พี่น้องเห็นว่าเรายังมีความหวัง ยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ พรรคการเมืองที่จะทำแบบนี้ได้ต้องประกอบด้วยคนธรรมดาแบบพวกเรา เราต้องการรวบรวมคนธรรมดา คนที่ทนไม่ไหวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย พรรคอนาคตใหม่จะเข้าไปเขย่าสามเหลี่ยมให้เป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ เอาฐานล่างขึ้นมาอยู่ข้างบน เอาคนส่วนน้อยมาอยู่ข้างล่าง ดึงทรัพยากรจากคนรวยส่วนน้อย ให้มาอยู่ที่คนจนส่วนใหญ่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ขึ้นเวทีปราศรัยแนะนำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต จ.น่าน ที่ลานหน้าสำนักงานพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 23 ม.ค. 2562#พรรคอนาคตใหม่ #เลือกตั้ง62 由 Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2019年2月1日周五   ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวบนเวทีปราศรัยแนะนำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต จังหวัดน่าน ที่ลานหน้าสำนักงานพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 23 มกราคม 2562 และได้นำส่วนหนึ่งมาโพสต์ไว้ที่เฟซบุ๊กเพจของตน รายละเอียดดังนี้  … วิธีการของเผด็จการที่จะกดพวกท่านไม่ให้เผยอ คือบอกว่าอยู่ไปเถอะ แค่นี้ก็บุญหัวแล้ว  เขาพยายามทำให้เราเชื่อว่าเราได้แค่นี้ก็บุญหัวแล้ว อย่าเรียกร้องมาก หาเช้ากินค่ำอยู่ไปวันๆ ก็พอ และอย่ามีความหวังมาก  แต่จริงๆ ไม่ใช่ เราต้องได้มากกว่านี้ เราต้องมีโอกาสมากกว่านี้  แต่ประเทศไทยเอาทรัพยากรไปให้แค่คนไม่กี่คน รัฐเผด็จการต้องการควบคุมประชาชนด้วยวิธีนี้  ทำให้คนกลายเป็นหุ่นยนต์ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องคิดอะไร แล้วเขากำลังทำสำเร็จ เขาทำให้เราสิ้นหวังทุกวัน  พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อจะปลุกความหวัง ให้พี่น้องเห็นว่าเรายังมีความหวัง  ยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ พรรคการเมืองที่จะทำแบบนี้ได้ต้องประกอบด้วยคนธรรมดาแบบพวกเรา  เราต้องการรวบรวมคนธรรมดา คนที่ทนไม่ไหวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย พรรคอนาคตใหม่จะเข้าไปเขย่าสามเหลี่ยมให้เป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ เอาฐานล่างขึ้นมาอยู่ข้างบน เอาคนส่วนน้อยมาอยู่ข้างล่าง ดึงทรัพยากรจากคนรวยส่วนน้อย ให้มาอยู่ที่คนจนส่วนใหญ่

สภาจำลอง “สิงห์ดำ-สิงห์แดง” ปลุกพลังคนหนุ่มสาว

  2 กุมภาพันธ์ 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และผู้สมัคร ส.ส. แบบัญชีรายชื่อ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของตน ว่า … ตื่นเต้นมากที่ได้กลับมาร่วมกิจกรรมนิสิต-นักศึกษาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในงานประเพณีสิงห์ดำสิงห์แดงครั้งที่ 51 ผมมาบรรยายในหัวข้อ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ (บทเฉพาะกาลมาตรา 279)” ก่อนการบรรยาย นิสิต-นักศึกษาได้จัดกิจกรรม “สภาจำลอง”  เพื่อจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ภายใต้เงื่อนไขการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญ 2560 การมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง และการมี ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.  โดยมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากฝ่ายต่างๆ ในสภา ซึ่งในที่สุดแม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบไปจนถึงวาระที่ 2 แต่สุดท้ายก็มีกองทัพจำลองเข้ายึดอำนาจเพราะไม่พอใจในการแก้รัฐธรรมนูญ กิจกรรมแบบนี้มีความสร้างสรรค์ และสะท้อนข้อเท็จจริงของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี  รวมถึงเป็นการส่งเสริมความตื่นตัวของนักศึกษาให้สนใจความเป็นไปของบ้านเมือง ให้พวกเขาได้ลองสวมบทบาทจริงในสภาฯ สร้างแรงบันดาลใจด้านการทำงานการเมืองในอนาคตอีกด้วย ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 การดำรงอยู่ของ ส.ว. คือสิ่งสะท้อนความไม่เชื่อใจที่ชนชั้นนำมีต่อประชาชน  จนต้องมีตัวแทนของชนชั้นนำที่มาจากการแต่งตั้งคอยกำกับควบคุม ที่ผ่านมา มีเพียงรัฐธรรมนูญปี 2540 เท่านั้นที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่บัดนี้ ประเทศไทยกำลังจะกลับไปสู่จุดที่ให้อำนาจล้นพ้นแก่ชนชั้นนำอีกครั้ง     ทั้งนี้ ปรัชญาของรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยมักมีฐานคิดที่มีประชาชนเป็น creater (ผู้สร้าง) ประชาชนเป็นดั่งพระเจ้า แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร อยู่ในฐานคิดที่ว่าประชาชนเป็น created (ผู้ถูกสร้าง) และชนชั้นนำเป็นดั่งพระเจ้า ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนให้ประชาชนกลับมาเป็นผู้สร้างอีกครั้งให้ได้ แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นเรื่องยากในบริบทเผด็จการทหารในปัจจุบัน  แต่คนรุ่นนี้ควรมีความหวังที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ แม้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในทันที  แต่ก็ขอให้ทุกคนร่วมกันใช้อำนาจที่ไม่ได้ใช้กันมากว่า 5 ปีแล้ว เพื่อเปิดประตูบานแรกสู่การเปลี่ยนแปลง ถ้าเราคิดว่ายากไปแล้วไม่ทำอะไรเลย เขาก็จะรุกคืบกินอำนาจพวกเราเข้ามาเรื่อยๆ  แล้วเราก็จะต้องสูญเสียอำนาจของเราไปเรื่อยๆ การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คือ การยกระดับเพื่อไปให้ถึงขั้นที่ประชาชนจะสามารถเป็นผู้สร้างให้ได้     ถ้าเราทำงานทางความคิดไปเรื่อยๆ โน้มน้าวใจประชาชนฝ่ายต่างๆ  ให้เห็นร่วมกันในการนำประเทศออกจากเผด็จการ เราจะทำมันได้สำเร็จ เพราะฉะนั้น  นี่ไม่ใช่เรื่องของกฎเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างเดียว แต่นี่คือการวัดพลังกันทางการเมือง ระหว่างฝ่ายกองทัพ  เผด็จการ ชนชั้นนำ กับฝ่ายประชาธิปไตยที่ดำเนินมาตั้งแต่ 2475 ผมคิดว่าคนรุ่นนี้จะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อีกหลายรอบ แต่เหตุการณ์มันจะงวดขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ความหวังกับพวกเราไว้ ยุคนี้เป็นยุคของพวกเรา เราจะให้พวกคุณลุงทั้งหลายมาขีดเขียนอะไรขึ้นมา  แล้วมาส่งมอบสิ่งที่เป็นขยะมาให้พวกเราต้องอยู่กับมันไม่ได้อีกแล้ว ขอให้เราร่วมกันใช้พลังตรงนี้ปฏิเสธมัน  

อย่าเอาอำนาจที่มาจากรัฐประหารไปเทียบกับอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง

  1 กุมภาพันธ์ 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พูดถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ผ่านดพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของตนเอง ว่า  … เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ก้มหน้าก้มตาอ่านโพยที่วางบนโพเดียมด้วยท่าทีขึงขัง ยืนยันว่าตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี แม้พรรคพลังประชารัฐได้มีมติเสนอชื่อตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี โดยยกเหตุผลสารพัด ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ  กฎหมาย อ้างถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จีน อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ จริงๆ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ คงลืมไปว่าตนเองไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีประชาชนเลือกมา แต่ พล.อ.ประยุทธ์ และพวกก่อรัฐประหาร นำกำลังทางทหารออกมายึดอำนาจ ในขณะที่ตนเองเป็นผู้บัญชาการทหารบก หาก พล.อ.ประยุทธ์ ติดใจอยากเล่นการเมืองต่อ อยากลองเป็นนายกฯ จากการเลือกตั้ง ก็ควรรีบคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว แล้วลงมาสมัครรับเลือกตั้ง แต่นี่กลับครองอำนาจมา 5 ปี ยาวนานกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง จัดการฉีกกติกา แล้วเขียนกติกากันเอง และกำลังจะใช้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจอีก กลายเป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างยิ่งที่สังคมไทยต้องทนเห็นคนที่ฉีกรัฐธรรมนูญ กลับอ้างรัฐธรรมนูญ อ้างกฎหมายทุกวัน พล.อ.ประยุทธ์ จะอ้าง “โอบามา” ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะโอบามามาจากการเลือกตั้ง จะอ้าง อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้ เพราะสองคนนี้มาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง จะอ้างรัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับให้ลาออก ก็ไม่ได้ เพราะพวกตนเองฉีกรัฐธรรมนูญ 50 แล้วเข้ามาเขียนรัฐธรรมนูญ 57/60 ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันไม่ลาออก และท้าทายคนที่เรียกร้องให้ลาออกว่า “มึงมาไล่ดูสิ” ประชาชนก็จะรับคำท้านี้ไว้ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยไล่คนอื่นออกจากนายกรัฐมนตรีด้วยกำลังทางทหาร แต่ครั้งนี้ประชาชนจะขอรับคำท้าไล่ พล.อ.ประยุทธ์  ออกจากตำแหน่งอย่างอารยชนด้วยการออกเสียงลงคะแนน 24 มีนาคม 2562 ร่วมมือกันกากบาท เพื่อไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยุติการสืบทอดอำนาจ คสช.

1 20 21 22 23 24 37