fbpx

บทความ

รังสิมันต์ : “ป่ารอยต่อ” ประวิตร Club เครือข่ายกัดกินประเทศไทย

ถ้อยคำอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ฉบับเต็มของ รังสิมันต์ โรม พร้อมภาพนำเสนอประกอบแบบสมบูรณ์

ปดิพัทธ์ : ทำไทยเป็นบ่อขยะโลก ตักตวงผลประโยชน์บนความเดือดร้อนประชาชน

  ปดิพัทธ์ สันติภาดา   ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากอดีตพรรคอนาคตใหม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่บริหารประเทศด้วยนโยบายที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ มีพฤติกรรมส่อทุจริตในหน้าที่ แทรกแซงการทำงานของราชการ เอื้อให้เกิดการตักตวงผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แก้ไขบิดเบือนกฎหมายอย่างไร้ยางอาย และเป็นภาระ และเป็นอนาคตที่เลวร้ายของคนไทย     “เรื่องที่คุณอนุพงษ์มีส่วนทำให้ประเทศนี้เสียหายมีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่วันนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง คือการบริหารประเทศของท่านนั้น นำพาประเทศไทยของเรากลายเป็นบ่อขยะของโลก นำความหายนะมาสู่คนไทยและมันอยู่บนความร่ำรวยของกลุ่มทุนเพียงแค่กลุ่มเดียว ในปี 2562 – 2563 นี้ประเทศไทยของเราประสบกับปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เราไม่เคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาขยะ มีการนำเข้าขยะจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศ ในปีที่สูงสุดมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 7 พันเปอเซนต์ มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล โดยเราอยู่กับปัญหาหมอกควันพิษมาแล้ว 4 เดือน แต่แทบจะไม่มีมาตรการอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันจากรัฐบาลเลย” ปดิพัทธ์กล่าว     ปดิพัทธ์ อธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึง 2563 ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขหรือว่าด้านสิ่งแวดล้อม ความเสียหายที่เกิดจากมลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าขยะนั้นสูงขึ้นทุกปี อีกทั้งค่า PM10, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, และสารก่อมะเร็งทั้งหมดในปีนี้สร้างความเสียหายกว่า 6 พันล้านบาท นี่เป็นตัวเลขที่ยังไม่รวมประชาชนที่ต้องเจ็บป่วย ยังไม่รวมค่าหน้ากากอนามัยที่พวกเราต้องซื้อทุกวัน พี่น้องประชาชนอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมประเทศไทยถึงต้องเจอมลพิษเยอะขนาดนี้ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล และเกิดขึ้นตั้งแต่ที่เริ่มการยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหารเรียบร้อยแล้ว ในวันที่เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีการผ่านกฎหมายหลายฉบับ ที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมของเรานั้นเปลี่ยนแปลง     ในปี 2558 มีการออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 7 ให้ยกเว้นให้โรงงานพลังงานความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง ไม่ต้องจัดทำ EIA และให้เปลี่ยนไปใช้ Code of Practice หรือว่า COP แทน ซึ่งรัฐบาลอ้างมาตลอดว่าเป็นมาตรฐานที่เพียงพอที่จะช่วยให้เราสามารถดำเนินโรงไฟฟ้าขยะได้ แต่นักวิชาการทุกคนรู้ดีว่า COP นั้นเป็นเพียงข้อปฏิบัติในมุมของโรงงานเท่านั้น แต่ COP ได้ตัดกระบวนการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และมาตรการความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมสำคัญออกไปหมด ไม่มีนักวิชาการ ไม่มีภาคประชาชนเข้ามาร่วมด้วย ไม่มีการกำหนดให้ทำการติดตามตรวจสอบการวัดสารปรอท สารหนู แคดเมียม จากปล่องระบายอากาศของโรงงานด้วย     ปี 2559 มีการออกคำสั่ง คสช.เป็นชุด แต่ชุดที่น่าจับตาดูคือคำสั่งคสช.ฉบับที่ 4/2559 ยกเว้นผังเมืองรวม ให้กับโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงกำจัดขยะ ถึงแม้ผลจากคำสั่งนี้จะมีคำสั่งเพียงแค่ 1 ปี แต่ 1 ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมากเพราะมีการจับจองใบอนุญาต มีการกว้านซื้อที่ดิน มีการเข้าไปทำโดยที่ประชาชนไม่รู้เลยว่ากำลังมีการก่อสร้างอะไรที่หลังบ้านของเขาปี 2560 มีการออก พ.ร.บ.รักษาความสะอาด ชื่อดีมาก แต่ได้รวบอำนาจให้กับมหาดไทยสามารถออกข้อกำหนดจัดเก็บขยะได้ และอนุญาตเอกชนให้เข้ามาดำเนินการในโรงไฟฟ้าขยะได้ ออกกำหนดได้หมด ทั้งค่าจัดการขยะมูลฝอย ค่าเก็บขน โดยที่ไม่เข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เท่านี้ยังไม่พอ ที่ผ่านมาว่าเลวร้ายแล้วแต่ปี 2562 มีการแก้ พ.ร.บ.โรงงาน จากเดิมที่โรงงานถูกนิยามไว้ว่าจะต้องเป็นโรงงานที่ดำเนินการด้วยเครื่องจักรขนาด 5 แรงม้าขึ้นไป และคนงาน 7 คน ถูกเปลี่ยนใหม่ กลายเป็น 50 แรงม้า คนงาน 50 คน ทันทีที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 6 หมื่นแห่งไม่ถือเป็นโรงงานทันที     “ผลที่เกิดขึ้นคือภายใต้ประกาศคำสั่งเหล่านี้ของ คสช. พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถมีโรงงานอุตสาหกรรมขยะ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า โรงคัดแยก โรงรีไซเคิล ไปอยู่ที่หลังบ้านท่านได้ นี่คือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศในตอนนี้ และผมคิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีด้วยขายฝันพวกเรา ว่าประเทศไทยของเราจะก้าวเข้าสู่ประเทศที่เป็น Zero-waste ประเทศไทยของเราจะมีการบริหารจัดการขยะที่ทันสมัยขึ้น แต่ในขณะที่ออกกฎหมายเหล่านี้ แทนที่จะเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นคนจัดการขยะมูลฝอย มหาดไทยกลับรวบอำนาจในการจัดการขยะมูลฝอยไว้เอง ในเมื่อมหาดไทยอยากจะลองดู ตามแผนแม่บทบริหารจัดการขยะปี 2559-2564 3 ปีที่ผ่านมาแผนนี้รับงบประมาณกว่า 1.78 แสนล้านบาทตลอดทั้งแผน แบ่งเป็นเอกชนครึ่งหนึ่งรัฐบาลครึ่งหนึ่ง แผนนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอย่างไรบ้าง” ปดิพัทธ์ชี้     Waste Management Hierarchy ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุด จากการรายงานของกรมควบคุมมลพิษ สถานที่กำจัดขยะทั้งหมดในประเทศนี้ 2,789 แห่ง กำจัดไม่ถูกต้อง 2,171 แห่ง ทั้งที่มีแผนและรับงบประมาณเรียบร้อยแล้ว แต่มีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่สามารถกำจัดขยะได้ถูกต้อง ทำให้แผนนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ณัฐชา : พฤติกรรมมาเฟีย มีส่วนเกี่ยวข้องคดีอุกฉกรรจ์ ตั้งนอมินีคู่สัญญารัฐ

  ณัฐชา บุญชัยอินสวัสดิ์   ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  กล่าวอย่างสงสัยว่า ประวัติธรรมนัสในมือตนกับประวัติในมือนายกรัฐมนตรีตรงกันหรือไม่ เพราะมีสะท้อนจากประชาชนลือกันหนาหูว่าเป็น รัฐมนตรีสีเทา เคยตกเป็นจำเลยมาแล้วหลายคดีไม่ว่าจะเป็นฆ่าข่มขืน วางเพลิง ยาเสพติด ปี 2534 ถูกปลดออกจากราชการด้วยข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ปี 2535 เข้ารับราชการใหม่ในกองทัพเรือ ก่อนย้ายเข้าสู่กองทัพบก ปี 2536 มนัส โบกพรหม ในขณะนั้น หรือ ธรรมนัส พรหมเผ่า เคยติดคุกในคดีพัวพันการขนเฮโรอีนข้ามชาติ และถูกปลดจากราชการเป็นครั้งที่สอง ถูกถอดยศเนื่องจากหนีราชการในเวลาประจำการ จนกระทั่ง ปี 2539 มีการออก พ.ร.บ.ล้างมลทิน จึงได้กลับสู่ตำแหน่งอีกครั้ง     จากข้อมูลประวัติกองอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังระบุไว้ชัดอีกว่า ธรรมนัส มีส่วนเกี่ยวข้องกับอีก 4 คดีเป็นอย่างน้อย ปี 2541 มีชื่อพัวพันคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2541 ถูกจับกุม วันที่ 31 ส.ค. ปี 2541 เป็นคดีฆาตกรรม พูนสวัสดิ์ จิราภรณ์ หรือที่สื่อมวลชนรู้จักกันดีในชื่อคดีผู้กองตุ๋ย ในปีเดียวกันมีการประกาศพระบรมราชโองการครั้งที่ 2 เนื่องจากประพฤติไม่เหมาะสม ปี 2550 ได้รับผลจาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ครั้งที่ 2 จุดนี้น่าสนใจเจตนารมณ์ของการล้างมลทิน เพราะ พ.ร.บ.นี้ต้องการให้คนที่เคยกระทำความผิดได้รับโอกาสทางสังคม 14 ต.ค. 2551 มีชื่อพัวพันการทำร้ายร่างกายในบันทึกของ สน.ลุมพินี วันที่ 23 มี.ค. 2552 ยังคงพัวพันกับคดีทำร้ายร่างกาย     ครั้งนี้เป็นคดีดังที่ชาวบ้านรู้กันดี หน้าข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระบุว่า เป็นคดีเกี่ยวกับการทำร้ายผู้ชุมนุมในเขตตลาดคลองเตย ซึ่งในเต็นท์ของของผู้ชุมนุมมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่ถูกยิงในคืนก่อนหน้า เหตุการณ์นั้นสืบเนื่องจากการเปลี่ยนคู่สัญญาบริษัทอื่นมาเป็น บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันนอล รายละเอียดในคดีนี้ ได้กล่าวว่า มนัส พรหมเผ่า หรือ ธรรมนัส ประธานบริษัทรีเกิ้ลและพวก 20 คน ได้เข้าทำร้ายร่างกาย ถนอม โถทอง หรือตู่ ผู้ชุมนุมในตลาดคลองเตย   “ข้อเท็จจริงเหล่านี้ประชาชนอยากได้รับคำชี้แจง เพราะจากประวัติทั้งหมดยังไม่มีส่วนไหนสีขาวเลย ต่อมาในวันที่ 2 ก.ค. 2554 ธรรมนัสได้พัวพันกับคดีลอบวางเพลิงเผาทรัพย์ ในเขตพื้นที่ สภ.อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จากที่กล่าวมาขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความแฟร์ต่อรัฐมนตรีว่า หลายคดีมีการยกฟ้อง หลายคดีมีโทษปรับ 3,000 บาท นี่เป็นข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็สงสัยว่าทำไมประวัติจึงโชกโชนขนาดนี้ พฤติกรรมผู้มีอิทธิพลหรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า มาเฟีย จึงไม่สามารถไว้วางใจรัฐมนตรีมาเฟียได้ เพราะรัฐมนตรีในรัฐบาลของไทยไม่ควรมีความหม่นหมองในสายตาชาวโลกเช่นนี้” ณัฐชาชี้     ประวัติการศึกษา ธรรมนัส พรหมเผ่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ได้ยื่นแบบ ส.ส.4/6 ข้อที่ 13 ระบุ วุฒิการศึกษาสูงสุดว่าปริญญาเอกปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ แคลิฟอเนียยูนิเวอร์ซิตี้ จึงได้ไปดูว่าสถาบันนี้อยู่ที่ใด สถาบันแห่งนี้ เขียนชื่อว่า California University FCE ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐ เมื่อไปดูใบอนุญาตสถาบันแห่งนี้ ได้รับการอนุญาตให้ทำการเรียนการสอนมัธยมศึกษา 3-6 ทั้งยังเคยได้รับหนังสือเตือนจากสำนักงานอุดมศึกษามลรัฐแคลิฟอเนีย 4 เรื่อง ได้แก่ โรงเรียน California University ไม่เคยได้รับอนุญาตให้จัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ใช้คำว่ามหาวิทยาลัยในสถาบันโดยไม่ได้รับการอนุมัติอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เว็บไซต์โรงเรียนไม่แสดงข้อมูลที่จำเป็นทางการกฎหมาย และสุดท้ายโรงเรียนได้แอบอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักงานอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาฯ มลรัฐแคลิฟอเนีย       ณัฐชาชี้ว่า โรงเรียนแห่งนี้ทำธุรกิจอีกหลายอย่างและหนึ่งในนั้นคือธุรกิจการเทียบวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศประหนึ่งว่าจบการศึกษาจากสหรัฐ ตนได้ตามต่อไปว่า รัฐมนตรีเทียบวุฒิมาจากสถานที่แห่งใด เมื่อมาดูในใบเกรดพบว่า เทียบมาจากมหาวิทยาลัยคาลามัสอินเตอร์เนชั่นแนลยูนิเวอร์ซิตี้ ประเทศวานูอาตู ประเทศนี้เป็นหมู่เกาะเล็กๆ แต่ไม่พบที่ตั้งมหาวิทยาลัยนี้ในประเทศนี้ กลับไปพบสำนักงานเช่าอยู่ในตึกสี่ชั้น เลขที่ 27 กลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีลักษณะเป็นสำนักงานห้องเดียวไม่สามารถทำการเรียนการสอนได้ สรุปที่พูดมายังไม่พบความน่าเชื่อถือใดในมหาวิทยาลัยแห่งนี้     ส่วนวิทยานิพนธ์ ได้ทำเรื่องรูปแบบการพัฒนาศักยภาพท้องถิ่นและการส่งเสริมภาพลักษณ์รวมถึงอัตลักษณ์เพื่อเพิ่มมูลค่ากรณีศึกษาจังหวัดพะเยา เมื่อนำเนื้อหาภายในไปเปรียบเทียบกับผู้จบการศึกษาในระดับเดียวกันในประเทศไทยพบว่า ปกติจะเป็นข้อมูลที่เล็กแต่ลึก

ธีรัจชัย : ไร้จริยธรรม มีเอี่ยวค้ายา ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี!

ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทวงถามคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีที่อาจไม่ครบด้วยอดีตอันโชกโชน พัวพันอาชญากรรมค้ายาข้ามชาติ

ณัฐพงษ์ : รัฐบาลอำนาจนิยมทำลายท้องถิ่นไทย ถอยหลังลงคลอง

  ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ   ผมนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตบางแค กรุงเทพมหานครฯ พรรคที่ประชาชนเห็นชอบมา 6.3 ล้านเสียงแต่กลับถูกศาลรัฐธรรมนูญเพียง 7 ท่านสั่งยุบไป วันนี้ผมจะขอใช้เวลาในการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่ท่านบริหารราชการแผ่นดินแบบอำนาจนิยม ทำลายระบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไทยอย่างสิ้นเชิง เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้วันนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก มิหนำซ้ำท่านยังมีความคิดและทัศนคติที่ผิดๆต่อประเทศและปวงชนชาวไทย ซึ่งกรอบและเนื้อหาในการอภิปรายครั้งนี้ล้วนอยู่ในญัตติที่พวกเราพรรคร่วมฝ่ายค้านได้นำเสนอต่อการอภิปรายในสภาแห่งนี้     เนื่องจากวันนี้เป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมจะต้องหยิบยกข้อมูลในอดีตในบางประการ เพื่อมาสะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรคนปัจจุบันนี้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างไร โดยจะเริ่มจากประเด็นที่เบาที่สุด ก็คือการหยิบยกบทสัมภาษณ์ในอดีตบางประการเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผู้นำคนปัจจุบันเรานั้นมีความคิดและความทัศนคติที่ไม่ถูกต้องอย่างไร โดยใช้เวลาสั้นๆเพียงแค่สองหัวข้อแรกในการอภิปราย หลังจากนั้นในอีกสองหัวข้อถัดไป ผมจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนนี้ ได้ส่งผ่านความคิดเหล่านั้นลงไปในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านได้กระทำขึ้นมาจริงๆเมื่อท่านมีอำนาจในการบริหารผ่านการปฏิวัติรัฐประหารเข้ามา แล้วอดีตที่ผ่านมาทั้งหมดหนีไม่พ้นที่เรายังคงมีผู้นำประเทศคนปัจจุบันภายใต้กติกาพิเศษของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ส่งผ่านความคิดต่างๆมายังรัฐบาลเรือเหล็กประยุทธ์ 2 ในปัจจุบัน และผมจะใช้เวลาสรุปในหัวข้อสุดท้ายคือหัวข้อที่ห้าของการอภิปรายในครั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความิคด ทัศนคติ และการกระทำของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสไปขนาดไหนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เขาเริ่มต้นการกระจายอำนาจมาพร้อมๆกับพวกเรา จากการอภิปรายที่ผ่านมาของเพื่อนสมาชิกหลายๆท่าน จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นค่อนข้างเยอะ แต่ผมอยากจะแสดงให้เห็นวันนี้ ว่าเพียงแค่การบริหารประเทศที่ผิดก็ทำให้ประเทศย่อยยับป่นปี้ได้ไม่แพ้กัน     เริ่มต้นจากประเด็นแรก ในปี 2554 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องของการกระจายอำนาจเอาไว้ดังนี้ครับ “ประเทศไทยไม่ได้ใหญ่โตที่จะต้องถ่ายทอดอำนาจจนขาดตอน ไม่เหมือนในต่างประเทศที่เขามีพื้นที่กว้างขวาง” และที่สำคัญที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านยังเคยกล่าวไว้อีกว่า “เพราะคนไทยก็คือคนไทย ไม่น่าจะเอาอย่างเขาได้ทั้งหมด” นี่จึงเป็นที่มาที่ผมจำเป็นจะต้องอภิปรายในสองประเด็นนี้ให้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าความคิดและทัศนคติแบบนี้ของผู้นำประเทศเราไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯคนปัจจุบันของปวงชนชาวไทย       ประเด็นแรก ประเทศไทยเล็กเกินไปที่จะต้องกระจายอำนาจจริงหรือเปล่า? เพื่อไม่ให้เป็นการกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีแบบลอยๆ และท่านนากยกฯเองก็เรียกร้องการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ผมจะขอหยิบยกข้อมูลทางวิชาการขึ้นมาตัวหนึ่ง นั่นก็คือดัชนีชี้วัด Local Autonomy Index หรือดัชนี LAI ที่สหภาพยุโรปจัดทำขึ้นในการชี้วัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของ 39 ประเทศในทวีปยุโรป     เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ดัชนี LAI ตัวนี้ประกอบไปด้วย 11 ตัวชี้วัดย่อย ซึ่งถูดจัดลงมาอยู่ได้ในสี่กลุ่มหลักๆ และผมจะหยิบยกมาเฉพาะ 5 ประเทศที่มีการกระจายอำนาจดีที่สุดในยุโรป เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นในกรณีของประเทศไทย ว่าความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ไม่ถูกต้องอย่างไร     เริ่มต้นจากประเทศแรก คือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับดัชนี LAI อยู่ที่ 79.64 คะแนน มีขนาดประเทศ จำนวนประชากร และจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่แสดงในแผ่นภาพ ลำดับที่สองครับคือประเทศฟินแลนด์ ได้รับคะแนนอยู่ที่ 79.36 คะแนน ลำดับที่สามประเทศไอซ์แลนด์ ได้รับคะแนนตามดัชนี LAI อยู่ที่ 78.09 คะแนน อันดับที่สี่ ประเทศเด็นมาร์ก ได้รับคะแนนอยู่ที่ 74.65 คะแนน และอันดับสุดท้าย จากการนำเสนอในการอภิปรายครั้งนี้คือประเทศเยอรมนีครับ มีดัชนี LAIอยู่ที่ 73.93 คะแนน     ผมอยากจะเชิญชวนให้ทุกท่านลองหันมามองประเทศไทยดูกันครับ ว่าประเทศไทยมีดัชนี LAI อยู่ที่เท่าไหร่ จากการประเมินของผมและทีมงาน คำนวนกันออกมาตามไกด์ไลน์ของดัชนี LAI พบว่าประเทศไทยมีดัชนี LAI หรือการกระจายอำนาจแค่ 29.59 คะแนนเท่านั้นเอง ผมเชื่อว่าประชาชนทางบ้านผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ หากท่านลองไปหยอดคะแนนทั้ง 11 ตัวชี้วัดเหล่านั้น ท่านจะได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกับเรา แล้วหากท่านดูตามตัวเลขที่ขีดเส้นใต้ตรงนี้ ประเทศไทยมีขนาดพื้นที่ 513,120 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าทั้งห้าประเทศที่ผมกล่าวมาเมื่อสักครู่ทั้งสิ้น เห็นได้ชัดที่สุดแล้วว่าห้าประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทย เขามีการกระจายอำนาจที่ดีกว่าไทยเกือบสามเท่าตัว     ดังนั้น ความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่าประเทศไทยเล็กเกินไปที่จะต้องกระจายอำนาจ เห็นได้ชัดที่สุดแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด มิหนำซ้ำ ถ้าท่านดูแผ่นภาพด้านบนก็จะเห็นว่าทั้งห้าประเทศเหล่านั้น อยู่ในกลุ่มประเทศ OECD ที่มีพื้นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าไทยทั้งสิ้น การกระจายอำนาจหรือเปล่าที่จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้?     ประเด็นถัดมา จากในปี 2554 ที่ท่านกล่าวว่าเพราะคนไทยก็คือคนไทย ไม่น่าจะเอาอย่างเขาได้ทั้งหมด ณ วันนั้นผมทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะยังเป็นแค่ ผบ.ทบ.ที่ท่านยังไม่เคยผ่านการบริหารราชการแผ่นดินมาก่อน ผ่านมา 7 ปี ในปี 2561 หรือท่านบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วสี่ปีจากการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2557 มีประสบการณ์ในการบริหารมาแล้ว

วิโรจน์ : IO โจมตีประชาชน สุมไฟความแตกแยก สร้างความมั่นคงสืบทอดอำนาจ

  วิโรจน์ ลักขณาอดิศร   วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายไม่ไว้วางใจ พลออ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวหาคุกคามประชาชน ยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยก ทำลายความรักและความสามัคคีของประชาชน โดยชี้ให้เห็นถึงการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operation) ใช้เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์อวตารปลอมคุกคามประชาชน นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งคุกคามประชาชนหนักขึ้นเรื่อยๆ ราวกลับมีงบประมาณและบุคคลอยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุน และทำกันเป็นกิจลักษณะ มีรอบการทำงาน และมีเวลาในการทำงาน     ประเด็นแรก วิโรจน์เปิดเผยว่าตนสงสัยมานานแล้วว่าผู้ใดเป็นผู้จัดทำเว็บไซต์ pulony.blogspot.com แต่โชคดีที่ตน ได้พบข้อมูลหลักฐานที่ได้ระหว่างเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยพบเอกสารงบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ขึ้นตรงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ที่มีเนื้อหาคอยโจมตี “ด้อยค่า” – “แพร่มลทิน” นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวที่เกี่ยวขไฟกับประเด็นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังมีเพจเฟซบุ๊กเครือข่ายคอยแชร์เนื้อหา รวมทั้งพยายามโจมตีนักการเมืองในพื้นที่ ที่พยายามนำปัญหามาแก้ไขผ่านสภาผู้แทนราษฎร เติมเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในหมู่ประชาชน ถือเป็นการบั่นทอนบรรยากาศการกระบวนการสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยวิโรจน์ถามว่าทำอย่างนี้เพื่ออะไร? ทำอย่างนี้แล้วสามจังหวัดชายแดนใต้จะสงบสุขหรือไม่? ประเด็นที่สอง วิโรจน์เปิดโปงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร IO ที่คุกคามฝ่ายเห็นต่างทางการเมือง สร้างความแตกแยก ใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมือง คุกคามประชาชน โดยพบหลักฐานเอกสารเชื่อมโยงหน่วยงานรัฐ แท้ว่า ผบ.ทบ.จะเคยออกมาปฏิเสธว่าไม่มีปฏิบัติการดังกล่าวก็ตาม     โดยวิโรจน์เปิดเผยเอกสารลับ 3 ฉบับ ลงวันที่ 25 เมษายน 2562 เกี่ยวกับการเข้าอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมกับคณะทำงานปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร โดยมีเนื้อหาข้อ 1.1 เกี่ยวกับการซักซ้อมการปฏิบัติการข่าวสารที่หน่วยเหนือมอบให้ในแต่ละวัน มีการสอนการโพสต์ว่าไม่ต้องเรียงลำดับหัวข้อตามภารกิจที่มอบให้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับได้ว่าเป็นเฟซบุ๊กอวตาร , หัวข้อที่ 1.3.2 แนะนำให้เจ้าหน้าที่ลงบัญชีเฟซบุ๊กอวตารหลายบัญชี เพื่อตอบโต้และ “พลีชีพ” ออนไลน์ , หัวข้อที่ 1.3.3 แนะนำให้เจ้าหน้าที่สร้างบัญชีอวตาร โดยไม่ให้เกี่ยวพันกับบัญชีของตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับได้ , หัวข้อที่ 1.4.1 ให้เจ้าหน้าที่รับทราบและรายงานภารกิจทางกลุ่มไลน์ภายในเวลา 17.00 น. ของแต่ละวันตามแบบฟอร์มที่ส่งให้ และระบุในข้อ 2.2 ว่ามีการสนับสนุนค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเดือนละ 2,000 บาท     วิโรจน์เปิดเอกสารฉบับที่ 2 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เรื่องสรุปผลการประชุมคณะทำงานด้านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร โดยอ้างอิงถึงการประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 โดยมี พล.ท.พัรธุ์พิศิษฐ์ ทรรพวสุ รอง ผอ.รมน. ภาค 2 เป็นประธานการประชุม โดยให้หน่วยระดับกองพลและระดับกรม ตรวจสอบยืนยันตัวผู้ปฏิบัติการข่าวสารที่ตั้งไว้หน่วยละ 5 นาย โดยให้ส่งข้อมูลยืนยันทุกวันที่ 5 ของเดือน     โดยการปฏิบัติการนี้จะประชุมผ่าน VTC หรือ Video Teleconference ทุกวันจันทร์-ศุกร์เวลา 10.00 น. และสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหรือค่าโทรศัพท์ที่กองทัพบกจัดสรรให้ โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการข่าวสารหรือ IO จะได้เงินสนับสนุนค่าโทรศัพท์เดือนละ 300 บาท     วิโรจน์ เปิดเอกสารฉบับที่ 3 เนื้อหาตรงกันแต่คนละหน่วย ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เช่นเดียวกัน โดยเป็นผลสรุปการประชุม มีเนื้อหาเหมือนหนังสือฉบับที่ 2 แต่สนับสนุนค่าโทรศัพท์ให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการข่าวสารเพียงคนละ 100 บาท แตกต่างจากหน่วยที่กล่าวไปก่อนหน้านี้     พร้อมสรุปว่าข้อมูลหลักฐานทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นถึงการกระทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งกองทัพคงไม่สามารถดำเนินการเองได้โดยพลการ ต้องมีคำสั่งมีการสนับสนุนภารกิจ มีการใช้งบประมาณ ซึ่งถือเป็นภารกิจคุกคามประชาชนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ด้วย ต่อมา วิโรจน์เปิดเผยหลักฐานคลิปวีดีโอ โดยอ้างว่าสัมภาษณ์ทหารที่เคยเกี่ยวข้องกับ IO ของกองทัพ เปิดเผยถึงการทำงานกระบวนการ IO เพื่อโจมตีฝ่ายเห็นต่างกับรัฐบาล แจ้งรายงานบัญชีฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งมีการประชุมแบ่งงานกันทุกวัน และมีการเปิดกลุ่มไลน์

เอกภพ : ทำไทยเป็นมณทลไท่กั๋ว เอื้อทุนใหญ่ เอาใจทุนจีน ดำเนินนโยบายมดน้อยกับราชสีห์

  เอกภพ เพียรพิเศษ   ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย วันนี้ผมมาอภิปรายว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาทำให้ประเทศไทยป่วยถึงขนาดที่ทำให้หลายประเทศขนานนามว่า เป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย เป็นการป่วยที่หยอดกัญชาก็ไม่หาย 40 กว่าปีที่เติบโตมา ยังไม่เคยเห็นยุคไหนมีปัญหาย่ำแย่ขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจกิจตกต่ำ แต่ยังมีเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เพิกเฉย การดำเนินนโยบายผิดพลาดด้านการต่างประเทศ ตั้งแต่รัฐประหาร 2557 ประยุทธ์ได้ทำให้ไทยที่เคยมีที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหลนานาประเทศกลับต้องกลายเป็นไปเดินตามหลังประเทศจีนจนมีเสียงค่อนขอด เสียงลือ เสียงเล่าอ้างและมี #มณทลไท่กว๋อ ขึ้น ซึ่งคิดว่าประยุทธ์คงเชื่ออย่างนั้นจริงถึงกับเพราะเคยกล่าวเปรียบเทียบไทยกับจีนว่า เป็นมดกับราชสีห์ อาจเพื่อเป็นการแสดงภาวะผู้นำที่ต้องการแสดงว่า เราเป็นมดที่ทำสามารถทำได้เพียงให้ราชสีห์รำคาญเท่านั้น ทำให้เกียรติภูมิของประเทศในสายตาชาวโลกต่ำลงโดยมีสาเหตุคือกรมาจากการรัฐประหารที่ส่งผลให้มหาอำนาจหลายประเทศถอยห่าง ไม่ว่า สหรัฐ สหภาพยุโรป หรือญี่ปุ่น จึงไม่มีทางเลือกที่จะต้องพึ่งพาจีนเพื่อพยุงขาเก้าอี้ไว้     เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการที่ไทยจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับจีน เพราะรู้ดีว่าจีนมีอิทธิพลทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจของโลก แต่มีปัญหาว่าเราไม่ได้ดำเนินนโยบายกับจีนแบบมิตรประเทศต่อมิตรประเทศ ซึ่งเป็นเพราะประยุทธ์ที่ไม่มีมหาอำนาจใดคบ จึงพยายามซื้อใจจีนด้วยการทำสัญญาให้ไทยเสียประโยชน์ ยอมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในการให้กลุ่มทุนจีนมาสูบกินผลประโยชน์และทำให้คนไทยหลายภาคส่วนเสียประโยชน์ ผ่านมาเกือบปีหลังการเลือกตั้ง นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างไทยจีนแบบมดกับราชสีห์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงจึงขอไม่ไว้วางใจประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีใน 6 ประเด็น   1. ปัญหาล้งลำใย ปล่อยให้ทุนจีนมาเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรไทย นับตั้งแต่ประยุทธ์เข้ามา ราคาส่งออกลำใยพุ่งสูงขึ้นถึง ร้อยละ 60 ตัวเลขนี้เหมือนจะดี ส่งออกได้ราคาถึง 35 บาทต่อกิโลกรัม แต่ความจริงแล้วกลับพบว่า ราคาลำใยหน้าสวนลดลงร้อยละ 13 หลังการเข้ามาของประยุทธ์มีการเชื้อเชิญให้จีนเข้ามามากๆ ช่วงแรกชาวสวนดีใจ ราคาเหมือนจะเพิ่ม แต่เมื่อทุนที่เข้ามาครอบครองตลาดได้ทั้งสิ่งที่ทำคือร่วมกันกดราคาจนลดลงดังกล่าว     ที่ลำพูน มีล้งลำใย 3 แห่ง เป็นของนายทุนจีนทั้งหมด(ตระกูลจ้าว) มีผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกันและถือหุ้นไขว้ไปมา ข้อมูลนี้กำลังบอกว่าเมื่อมีเจ้าของเดียวกัน จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องแข่งราคาซื้อทำให้กดราคาลงเหลือ 10-12 ต่อกิโลกรัมแต่ขายในราคา 35 บาทต่อกิโลกกรัม เท่านี้ไม่พอ ยังมีการเล่นแร่แปรธาตุทำให้กำไรที่เกิดไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย     ทั้งสามบริษัทบอกว่ามีรายได้ต่อปีประมาณ 200 ล้านบาท มีมีที่ไหนที่ซื้อมาราคา 10 บาท ขายราคา 35 บาท แต่กำไรของบริษัทไม่ถึงล้านบาทต่อปี ทั้งยังมีหนึ่งบริษัทติดลบและมีอัตราทำกำไรไม่ถึงร้อยละ 1 ย้อนหลังไป 4 ปี ตัวเลขผลประกอบการก็เป็นแบบนี้ ภาษาเทคนิคเรียกว่า transfer pricing  คือการทำให้กำไรไม่เกิดในประเทศไทย ทั้งที่บริษัทเหล่านี้น้ำก็ใช้น้ำไทย ดินก็ใช้ดินไทย แรงงานก็ใช้ของไทย แต่ภาษีหรือกำไรไม่ได้เสียให้คนไทยได้ประโยชน์ รูปแบบนี้ยังเกิดกับผลผลิตการเกษตรอื่นในประเทศ ไม่ว่าเป็นสับปะรดเชียงราย ทุเรียนภาคตะวันออก รวมไปถึงยางพาราด้วย     สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ใจว่าประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรู้ เพราะเกิดทั่วประเทศ แต่ถามว่าได้ทำอะไรหรือไม่ สาเหตุที่ไม่ทำอะไรเพราะวางตัวเป็นมดไม่กล้าไปยุ่งกับราชสีห์ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรไทยที่ปล่อยให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเงินถูกโยกไปต่าประเทศ เทียบกับสุภาษิตจีนได้ว่า ตีสุนัขให้มองหน้าเจ้าของ ท่านคงมองหน้าเจ้าของแล้วเกรงใจถ้าตีแล้วเขาคงไม่พอใจจึงไม่ทำอะไร     2. อสังหาริมทรัพย์ นอกจากภาคเกษตรยังมีทุนจีนเข้ามาในภาคอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองคอนโดมิเนียมได้โดยตรง ตั้งแต่รัฐประหารมีทุนจีนไหลเข้ามาในภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 7 เท่า หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท ตัวเลขดูเหมือนดีและสวยหรูเหมือนเดิม อสังหาริมทรัพย์ไทยโต มีเม็ดเงินเข้ามา แต่เม็ดเงินที่เข้ามานี้ให้ประโยชน์แค่ 3 กลุ่มคือ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ขายของได้ กลุ่มทุนจากจีนที่เข้ามาหาผลประโชน์แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์ และสามคือประยุทธ์ที่ได้หน้าจากจีนที่ส่งเสริมกลุ่มทุนจีนได้ดี แต่ถามว่าประชาชนไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้ หากเทียบกับมาเลเซีย ต่างชาติจะซื้อคอนโด เขามีการกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ 8 ล้านบาท แต่ไทยไม่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ ทุนจีนจะซื้อคอนโดในตลาดราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เมื่อมีความต้องการมากขึ้นทำให้เกิดดีมานด์เทียมส่งผลให้ราคาขยับขึ้น ทุนจีนเป็นส่วนหนึ่งผลักให้ดัชนีราคาคอนโดสูงขึ้นร้อยละ 17 ราคาที่สูงขึ้นเทียบกับรายได้ครัวเรือนของคนไทยลดลงร้อยละ 2 สำหรับมนุษย์เงินเดือน หาเช้ากินค่ำ การมีบ้านหรือคอนโดสักห้องเป็นความฝัน แต่การที่ปล่อยให้ราคาคอนโดสูงขึ้น ทำให้เขาเข้าถึงและซื้อไม่ได้จึงต้องเปลี่ยนเป็นเช่า บางคนต้องไปเช่าต่อจากกลุ่มทุนจีนที่ซื้อบิ๊กล็อตไว้ ซึ่งนอกจากปล่อยเช่าคนไทยแล้วยังปล่อยเช่าคนจีนด้วยกันด้วย     แถว ม.มหิดล ศาลายา คอนโดแทบทั้งตึกเป็นของคนจีน มาพักเองบ้างช่วงมาพักผ่อน ส่วนช่วงไม่ได้มาก็ปล่อยคนจีนด้วยกันเช่าผ่าน airbnb หรือการจองออนไลน์ต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกระทบผู้ประกอบการห้องพักขนาดเล็กและโรงแรมขนาดเล็กแถวนั้นที่แทบกลายเป็นโรงแรมร้าง และเงินชาวจีนเหล่านี้ก็ไม่ได้เข้าสู่มือคนไทย เงินเหล่านี้ลับเข้าสู่ทุนของคนจีน ถามว่าคนไทยได้อะไร     3.การประเคนรถไฟความเร็วสูงให้แก่จีน โครงการนี้ไม่มีการเปิดประมูลแก่นานานาชาติอย่างที่ควรจะทำ มีการเซ็น MOU ตั้งแต่ยังไม่มีการศึกษาโครงการ จากเอกสารรายงานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ในการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย – จีน ครั้งที่ 3 ข้อแรกเขียนว่า ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับคือ ส่งความสัมพันธ์ไทยจีนกระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

พิจารณ์ : “ระบอบนายทุนนิยม” สังคมนิยมสำหรับผู้ร่ำรวย – ทุนนิยมสำหรับคนยากจน

“พล.อ.ประยุทธ์ บริหารทรัพยากรของประเทศโดยเอื้อผลประโยชน์ แจกจ่ายแบ่งปัน ให้กันอย่างทั่วถึง ตามแบบระบบสังคมนิยม แต่ในทางกลับกัน กับชนชั้นล่าง หรือคนทั่วไปของสังคม กลับปล่อยปะละเลย ให้พวกเค้ากระเสือกกระสนตามยถากรรม”
เชิญอ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์

พิธา : 99% ไม่มั่นคง 1% มั่งคั่ง พัฒนาไม่ยั่งยืน ไว้ใจไม่ได้อีกแม้แต่วันเดียว

บริหารราชการแผ่นดินโดยขาดความรู้ความสามารถผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง? ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการดูแลด้านเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจกับประชาชนทุกภาคส่วนจนก่อให้เกิดสภาพ ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ประชาชนสิ้นหวัง? ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม?
อ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจฉบับเต็ม โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

อนาคตใหม่ค้านคณะรัฐมนตรีขยายสัมปทานทางด่วน 15 ปี แลกถอนฟ้องจ่ายค่าโง่ 17 คดี

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาขิกสภาผู้แทนราษฎรเเบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เเถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการขยายสัมปทานทางด่วนเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่าง บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) และ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มูลค่าเกือบ 6 หมื่นล้านบาท

1 2 3 4 43