fbpx

พรรคอนาคตใหม่

เขียนกฎหมาย ตั้งคณะทำงาน รับเงินเดือน แต่ไม่พบความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศ???

  คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  โดยพวกเขามีหน้าที่ต้องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศต่อสภาผู้แทนราษฎรทุกๆ 3 เดือน ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 270 และในระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ  และแผนปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2562 นั้นได้ระบุว่า ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศต้องทำระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล “ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก” และระบบที่ว่านี้จะต้องมีช่องทาง “ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นและเสนอแนะด้วย” อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์ซึ่งตั้งเป็น ‘ช่องทาง’ ดังกล่าว โดยเลือกหัวข้อ “ความก้าวหน้า” กลับไม่พบข้อมูลใดๆ ??? http://nscr.nesdb.go.th/?page_id=326  เมื่อติดตามไม่ได้จากรายงานที่ควรจะต้องมีในเว็บไซต์ตามรัฐระบุ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามในวันที่ 25 มิถุนายน 2562 เวลาประมาณ 13.00 น. เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งในเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจำนวนมาก   ก็คือรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศนั่นเอง ล่าสุดมีการอัพโหลดไฟล์รายงานความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศที่จะต้องรายงานความคืบหน้าต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งสภาจะมีการพิจารณากันในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่  http://nscr.nesdb.go.th/wp-content/uploads/2019/06/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B-%E0%B8%A1%E0%B8%84-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84.pdf?fbclid=IwAR0eJ9R4-oFX1TWIiuVraK6d1IbWEEnhZ2ysoYXn3NgJU4Cp_4-o2m0nD7w นอกจากนั้นก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ประชาชนต้องร่วมกันตรวจสอบ ซึ่งสามารถติดตามได้ที่ -ดิจิทัลทีวี/ทีวีดาวเทียม ช่อง 10 “โทรทัศน์รัฐสภา” -วิทยุกระจายเสียงระบบ FM ทั่วประเทศ (ที่ กทม. คลื่น 87.5 MHz) -Facebook Live เพจ “วิทยุและโทรทัศน์ รัฐสภา” https://web.facebook.com/TPchannelFan/videos/346017009434456/  -ชมผ่านแอปพลิเคชั่นทั้ง iOS และ Android : TPchannel  -ชมผ่านเว็บไซต์ https://t.co/r7YnYLoUiR   #ประชุมสภา

“ปิยบุตร” อภิปรายงบการเงินศาลยุติธรรม – พบค่าใช้จ่ายประชุมเพิ่มกว่า 172 ล้านบาท

“ผมไม่ต้องการเรียกร้องว่าเราต้องได้เบี้ยประชุม ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้ ส.ส.ได้เบี้ยประชุมเหมือนศาล  ผมไม่ได้ต้องการอย่างนั้น แต่ผมเรียกร้องว่าถ้าเป็นไปได้ในอนาคต ขอให้ยกเลิกเบี้ยประชุมแบบนี้ออกไปเสียดีกว่า ผมขออนุญาตสรุปแบบนี้ พวกเราปกครองในระบอบ​ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์​ทรง​เป็น​ประมุข​  ทุกวันนี้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติถูกตรวจสอบอย่างหนักเต็มที่ แต่ระบบการตรวจสอบองค์กรตุลาการนั้นไม่เข้มข้นเท่ากับพวกเรา การประกันความเป็นอิสระของศาลไม่ได้แปลว่าศาลจะต้องรอดพ้นจากการตรวจสอบ  ผมเรียนว่าในต่างประเทศผู้แทนราษฎรของเขามีผู้ตรวจการที่เอาไว้ตรวจสอบการใช้อำนาจของกองทัพบ้าง  ศาลบ้าง แต่ของประเทศไทยวันนี้ เราถูกลิดรอนอำนาจตรงนี้ไป ผมเรียกร้องว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ กบศ. จะยกเลิกระเบียบเบี้ยประชุมนี้ ซึ่งจะเป็นพระคุณอย่างมากต่อแผ่นดินไทย ที่จะได้ช่วยประหยัดงบประมาณลงไปได้ถึง 207 ล้านบาท”       26 มิถุนายน 2562 ที่หอประชุมใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งใช้เป็นที่ทำการรัฐสภาเป็นการชั่วคราว ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปรายในวาระแจ้งให้ทราบเรื่องรายงานของผู้สอบบัญชี  และรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2561 โดยระบุว่า การเปิดให้ ส.ส.ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องศาลนั้น สะท้อนว่า เรายืนยันเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ทั้ง 3 ฝ่ายไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน เราเพียงตรวจสอบถ่วงดุลกันและกัน การอภิปรายเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ ส.ส.แม้ท้ายที่สุดเป็นวาระแจ้งเพื่อทราบ ไม่มีการลงมติ แต่อย่างน้อย คงเป็นประโยชน์ สำนักงานศาลยุติธรรม สตง.และสำนักงบประมาณ ซึ่งในการอภิปรายครั้งนี้จะอยู่ใน 2 ประเด็น คือ 1. ความเห็นของผู้สอบบัญชี และ 2.งบประมาณซึ่งเจาะจงงบการเงินส่วนการเงินที่เกี่ยวกับค่าใช้สอย   ประเด็นที่ 1 ผู้สอบบัญชี คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ทำรายงานผู้สอบบัญชีเสนอต่อประธานศาลฎีกา เป็นความเห็นอย่างมีเงื่อนไข หมายความว่า รายงานการเงินศาลยุติธรรมถูกต้องตามมาตรฐาน เว้นแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนนี้จากการสุ่มตรวจพบว่ามีปัญหา 3 ข้อ 1. เกี่ยวกับรายการที่มียอดคงเหลือตามบัญชีต่ำกว่ารายละเอียด คือ เงินสดหายไปจากบัญชี 162 ล้านบาท 2.คุรุภัณฑ์ประเมินแล้วมูลค่าหายไป 40 ล้านบาท และ 3.เงินฝากศาลจังหวัดนนทบุรี 6 บัญชี มีการบันทึกไม่ตรงกับเช็คที่มีการสั่งจ่าย ซึ่งจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัญชี เห็นว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องทางบัญชีที่ค่อนข้างร้ายแรง เรื่องเหล่านี้หากเป็น บริษัท มหาชน ผู้ถือหุ้นอาจเรียกร้องความรับผิดชอบจากคณะกรรมการบริหารได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นองค์กรบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกรณีนี้หัวหน้า คสช.ก็เคยใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยุติการทำหน้าที่มาแล้ว จึงอยากทราบว่า ระบบตรวจสอบการรับผิดชอบนี้ ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีการรับผิดชอบอย่างไรในเรื่องที่เกิดขึ้น ประเด็นที่ 2 งบการเงินแสดงผลการเงินส่วนค่าใช้สอย ซึ่งจากการตรวจสอบมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากปี 2560 สูงถึง 330 ล้านบาท ขณะที่รายการอื่นไม่เพิ่มหรือเพิ่มเล็กน้อย ซึ่งพอไล่ดูทีละรายการค่าใช้สอยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายในการประชุม ซึ่งในปี 2560 อยู่ที่ 24 ล้านบาท ขณะที่ 2561 เพิ่มเป็น 196 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 172 ล้านบาท หมายความว่าค่าใช้จ่ายการประชุม คือ เบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีการออกระเบียบเริ่มจ่ายตั้งแต่ตุลาคม 2560 ซึ่งจากการค้นไปอีกว่า เอาระเบียบอะไรมาจ่ายก็พบว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ กบศ. ได้ลงนามในประกาศระเบียบว่าด้วยเรื่องเบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่และการประชุมแผนกคดีในศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งระเบียบฉบับนี้ องค์กรต่างๆ จะออกต้องมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งก็อ้างถึง ม.17 (1) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 เมื่อไปตรวจสอบก็เขียนว่า ให้ กบศ.มีอำนาจออกระเบียบ แต่เพื่อการบริหารราชการศาลยุติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องเบี้ยประชุมในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรน์   “จากการตรวจสอบไปอีก พบว่าประธานศาลฎีกาท่านก่อนเคยมีเรื่องเข้าที่ประชุม กบศ. เมื่อ 11 กันยายน 2560 ว่า หากต้องการออกระเบียบเบี้ยประชุม ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ดังนั้น ท่านจึงไม่ยอมลงนาม แต่พอคนปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่ง กลับมีการออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมขึ้นมา อ้างถึง ม.17 (1) ซึ่งในภายหลัง ในช่วงต้นปีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เห็นชอบ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม ฉบับ 4 ปี

(คลิป) “ศิริกัญญา” วิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป ตั้งเพิ่มไม่แก้ปัญหา

“ศิริกัญญา” อภิปรายวิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป (ชมคลิป) “ศิริกัญญา” วิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป มีแต่การออกกฎหมาย ตั้งกรรมการ ตั้งหน่วยงานเพิ่มแต่ไม่แก้ปัญหา มีโครงการซ้อนกับหน่วยราชการปกติไม่นับเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง.Sirikanya Tansakun – ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปรายในวาระรายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคืบหน้าต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับตวามต้องการของประชาชน.เช่นในเรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่มีความคืบหน้า, การปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่ควรแก้ปัญหาคอขวดของบริการสาธารณสุขและการขาดแคลนบุคลากรแพทย์และพยาบาล แต่เรากลับพบว่ามีการออกโครงการที่เรียกว่าโรงพยาบาลผักปลอดสารพิษ, โครงการโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ที่มุ่งหวังให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ก็มีการซื้อพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เพียง 100 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ.และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือราคาที่รับซื้อประกาศไว้ว่าจะรับซื้อที่ 1.80 บาทต่อหน่วยงานรัฐรับซื้อจริงแค่ 1.68 บาทต่อหน่วย ทำให้โครงการโซลาร์รูฟท็อปไปคุ้มค่าในการลงทุนต่อไป ไม่ส่งเสริมประชาชนในการใช้พลังงานทางเลือก, ด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการแก้ปัญหาชายฝั่งทรุดตัวแต่แผนการปฏิรูปมีแผนแค่ว่าจะปักไม้ไผ่เพื่อลดแรงคลื่นด้วยงบประมาณ 256 ล้านบาท, โครงการราชการปลอดขยะที่มีการดำเนินการเพียงแค่การรับบริจาคถุงผ้าเพื่อรับยา และโครงการอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน.ศิริกัญญายังได้อภิปรายต่อว่ามีอีกหลายโครงการ ที่ซ้ำซ้อนกับการทำงานของหน่วยงานราชการ แต่เรียกว่าเป็นโครงการปฏิรูปเยอะมาก ทั้งๆที่โครงการเหล่านี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการอยู่แล้ว จึงไม่ควรไม่นับว่าเป็นแผนการปฏิรูป.ส่วนโครงการอื่นๆที่อ้างว่าทำสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 82 กิจกรรมที่อยู่ในรายงานวันนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกกฏหมาย โดยในรอบสามเดือนที่ผ่านมา มีการออกกฏหมายไปแล้ว 22 ฉบับ ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูป คือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย หากนับรวมกับ 5 ปีที่ผ่านมาในการทำงานของ สนช. มีกฎหมายออกมาทั้งสิ้นแล้ว 456 ฉบับ ซึ่งกฏหมายจำนวนมากเป็นกฎหมายที่ถูกคัดค้านโดยภาคประชาชนด้วย เช่น พ.ร.บ.โรงงานฯ ที่มีการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด, พ.ร.บ.ป่าชุมชนฯ ที่ริดรอนสิทธิของชุมชนออกไปจนหมด เหลือแต่การทำตามนโยบายของคณะกรรมการป่าชุมชนแห่งชาติและจังหวัดเป็นคนออก, พ.ร.บ.อีอีซี, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, ฯลฯ ที่เป็นร่างแปลงของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นการออกกฎหมายเร็วๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป.จากที่ผ่านมา เราจะพบได้ว่ายิ่งมีการดำเนินแผนการปฏิรูปมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้รัฐมีความพะรุงพะรังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยในรอบสามเดือนที่ผ่านมามีการจัดตั้งหน่วยงานรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3 หน่วยงาน โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะตั้งหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น 52 หน่วยงาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนยังต้องออกมาขัดว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไปสุดท้าย แผนการปฏิรูปเช่นนี้ไม่ใช่การปฏิรูปที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่เป็นเพียงข้ออ้างที่มาพร้อมกับการรัฐประหารเท่านั้น เช่นเดียวกับการปฏิรูปที่เกิดขึ้นมาในการรัฐประหารปี 2549 ก็ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้ว่าจะมีการใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาท.“หากการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้จากเพียงแค่การออกกฎหมาย การตั้งกรรมการ และการตั้งหน่วยงานราชการเพิ่ม หากเราสามารถปฏิรูปได้ด้วยแผนการเหล่านี้ เราคงไม่ต้องมีการปฏิรูปประเทศอะไรอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราปฏิรูปด้วยวิธีการเช่นนี้มาตลอด” 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月26日周三   26 มิถุนายน 2562 ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่  ร่วมอภิปรายในวาระรายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคืบหน้าต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เช่น ในเรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่มีความคืบหน้า  การปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่ควรแก้ปัญหาคอขวดของบริการสาธารณสุข และการขาดแคลนบุคลากรแพทย์ พยาบาล แต่กลับพบว่ามีการออกโครงการที่เรียกว่าโรงพยาบาลผักปลอดสารพิษ ใช้งบประมาณ 60 ล้านบาทโดยไม่ตอบโจทย์ใดๆ ของประชาชน และไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ  ส่วนโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี (Solar Rooftop) ที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มุ่งหวังให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริงมีการซื้อพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เพียง 100 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ  และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือราคารับซื้อที่เคยประกาศไว้ว่าอยู่ที่ 1.80 บาท/หน่วย แต่รัฐรับซื้อจริงแค่ 1.68 บาท/หน่วย ทำให้โครงการนี้ไม่คุ้มค่าในการลงทุน และไม่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกด้วย  ด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการแก้ปัญหาชายฝั่งทะเลทรุดตัว แต่แผนการปฏิรูปมีแค่ว่าจะปักไม้ไผ่เพื่อลดแรงคลื่นด้วยงบประมาณ 286 ล้านบาท / 6 ปี  นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการราชการปลอดขยะ ซึ่งดำเนินการเพียงแค่การรับบริจาคถุงผ้าเพื่อรับยาในโรงพยาบาล และยังมีโครงการอีกมากมายที่ซ้ำซ้อนและไม่อาจนับว่าเป็นแผนปฏิรูป เพราะควรจะต้องเป็นภารกิจหลักของหน่วยงานราชการอยู่แล้ว ทั้งยังไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนอีกด้วย ตัวอย่างก็คือ โรงเรียนประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้วในหลักสูตรแกนกลาง  หรือแม้แต่การรอบรู้ด้านสุขภาพก็เอามานับเป็นแผนปฏิรูปทั้งๆ ที่ต้องเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงสาธารณสุข ศิริกัญญาทำการค้นเพิ่มเติมด้วยตัวเองพบส่วนที่ไม่ได้อยู่ในรายงานเป็นกิจกรรมที่ทำเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 82 กิจกรรม  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกกฏหมาย ส่วนในด้านการเมืองพบว่าภารกิจที่ทำเสร็จสิ้น = 0 คือไม่มีภารกิจทางการเมืองใดเลยที่รัฐบาลทำสำเร็จ   ความคืบหน้าที่สุดอยู่ที่การออกกฎหมาย ลุล่วงไปแล้ว 22 ฉบับ สนช.ใช้เวลาเพียงเดือนเดียว (18 มกราคม-18 กุมภาพันธ์ 2562) ผ่านร่างพระราชบัญญัติรวมทั้งสิ้น 66 ฉบับ โดยเฉลี่ยวันละ 8 ฉบับ   ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูป คือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย และยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น หากนับรวมกับ 5 ปีที่ผ่านมาในการทำงานของ สนช. มีกฎหมายออกมาทั้งสิ้นแล้ว 456 ฉบับ

สภาชนเผ่า” ยื่นหนังสือต่ออนาคตใหม่ เสนอตั้ง ‘คณะกรรมาธิการชาติพันธุ์’

ตัวแทนจากสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย  ได้เดินทางมาที่อาคารรัฐสภาชั่วคราวและยื่นหนังสือต่อ ชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่  และสมาชิกกลุ่มชาติพันธ์ุพรรคอนาคตใหม่ เพื่อเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการด้านกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง     โดย ศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย  ระบุว่าชนเผ่าพื้นเมืองหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีวิถีวัฒนธรรมเฉพาะ  และมักได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ จึงทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมและขาดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบกับตนเอง  และยังได้รับผลกระทบจากการออกนโยบายและกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้  ทางสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย จึงเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการด้านกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองขึ้นมา  เพื่อการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาผลกระทบของ นโยบายรัฐ กฎหมาย หรือกิจการใดๆ ต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย     ศักดิ์ดายังระบุอีกว่าการตั้งคณะกรรมาธิการดังกล่าวขึ้นมาจะมีส่วนช่วยได้เป็นอย่างมากในการผลักดันให้ประเด็นปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการสื่อสารออกไปสู่สาธารชน เป็นกลไกที่จะแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธ์ุได้ต่อไปในอนาค ในส่วนของพรรคอนาคตใหม่ อย่างที่บอกแล้วข้างต้นว่านอกจาก ชำนาญ แล้ว  ยังมีผู้แทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพรรค เช่น ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ชาวม้ง และนิติพล ผิวเหมาะ ชาวเมี่ยน ซึ่งทั้งสองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่แบบบัญชีรายชื่อ  ได้มาร่วมพูดคุยและรับหนังสือพร้อมกัน  

อนาคตใหม่ เสนอญัตติด่วนขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ “ตรวจสอบการใช้อำนาจ คสช.”

ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รังสิมันต์ โรม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เขต 6 เชียงราย จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส. เขต 27 กรุงเทพมหานคร และ ฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.เขต 1 ขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวการขอเสนอญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศ และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา 44 รังสิมันต์ กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคอนาคตใหม่เสนอให้มีการตั้งญัตติด่วน  และพรรคร่วมฝ่ายค้านให้การรับรองในเรื่องนี้ ซึ่งตนขอเรียกชื่อคณะกรรมาธิการสั้นๆ ว่า  กรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใข้อำนาจของ คสช. ซึ่งมีเหตุผลในการขอตั้ง ดังต่อไปนี้  ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ระบอบรัฐประหารที่ถูกสถาปนาภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงอยู่ตราบจนปัจจุบัน การใช้อำนาจตาม ม. 44 ยังเกิดขึ้น แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ก็ยังมีการรับรองให้หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจต่อไปได้ ถึงวันนี้มีการเลือกตั้งแล้ว มีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อำนาจนี้ก็ยังมีอยู่ ด้วยเหตุนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางรุนแรง ซึ่งไม่ใช่แค่ก่อนการเลือกตั้ง แต่ยังส่งผลมาจนปัจจุบัน  เกิดผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งไม่อาจทำได้ ผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่อาจทำได้  ส่งผลกระทบกับประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องมีคดีความอยู่ทั้งในศาลยุติธรรมและศาลทหาร ส่งผลกระทบทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มได้รับประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน วิถีชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไป  และจำนวนไม่น้อยไม่อาจดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมที่ดีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และยังรวมถึงส่งผลกระทบต่อข้าราชการที่ถูกโยกย้าย ซึ่งเราไม่มีตัวแทนประชาชนในระดับท้องถิ่นจนกระทั่งตอนนี้   “ด้วยเหตุผลนี้ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงมีความประสงค์อยากตั้งกรรรมาธิการเพื่อวินิจฉัยผลกระทบดังกล่าว  โดยหากเกิดขึ้น เราประสงค์จะตรวจสอบตั้งแต่วันทำรัฐประหาร 22 มิถุนายน 2557 จึงถึงวันที่มีการตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ คสช. ทั้งนี้ การตรวจสอบผลกระทบ เพื่อที่จะดำเนินการต่อไปว่า หากต้องมีการเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาจะทำอย่างไร” รังสิมันต์กล่าว   เขายังเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่พรรคอนาคตใหม่เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  จึงได้พบว่าการข่มขู่คุกคามยังเกิดขึ้น เช่น กรณี เอกชัย หงส์กังวาล หรือกรณีของ จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ถูกทำร้ายร้างกาย เป็นต้น  ซึ่งมีลักษณะเจาะจงไปยังกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้าม คสช. หรือสำหรับในภาคการเมือง  ทุกครั้งที่เราเดินทางไปรับฟังปัญหาประชาชน มีการติดตามอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ   สิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการคุกคาม การใช้สิทธิเสรีภาพยังเป็นปัญหา ประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทำได้ไม่เต็มที่ ประชาชนบางคนมีเจ้าหน้าที่รัฐติดตามไปถึงบ้าน ดังนั้นเราต้องการรวบรวมข้อมูลผลกระทบก่อน ส่วนจะนำไปสู่อะไรนั้น เป้าหมายจะชัดเจนขึ้น ถ้าเราได้รับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก คสช.

คลองพอก ขอแค่คำว่า พื้นที่ป่าพัฒนา

หมู่บ้านคลองพอก ตำบลทับช้าง อำเภอสอยดาว จันทบุรี             หมู่บ้านแห่งนี้ อยู่กลางหุบเขาที่คั่นจันทบุรีไว้จากสระแก้ว ลึกเข้ามาจากทางหลวงชนบทเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร ด้านบนภูเขา มีน้ำตกใหญ่ที่สวยงามและยังบริสุทธิ์ เนื่องจากอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า น้ำตกนี้เป็นได้ทั้ง สถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสงบและมีความเป็นส่วนตัว และที่สำคัญ ยังเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ บริการชาวหมู่บ้านคลองพอกตลอดมา ด้านบนของภูเขา มีวิวทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ ด้านหนึ่งเป็นสระแก้ว อีกด้านเป็นจันทบุรี สามารถมองลงมาเห็นทั้งสวนยาง และสวนลำไยเรียงรายอย่างมีระเบียบ แต่ละต้นปลูกเป็นแถวตรงดิ่งทั้งแนวนอนและแนวตั้ง สวยงามดั่งรูปทรงเรขาคณิต สิ่งที่เพิ่มความน่าดูคู่เคียงไปกับเรือกสวน ก็คือฝูงผีเสื้อตามธรรมชาติที่คอยช่วยผ่อนแรงชาวสวนในการผสมพันธุ์ไม้ และครั้นพอตกบ่ายแก่ๆ  แสงทองของดวงอาทิตย์ก็จะตกกระทบกับแผงต้นลำไยอันเรียงราย เกิดเป็นภาพที่สวยงามยิ่ง แต่ในเวลาเดียวกัน ในทุกๆ จุดที่ดูงดงามของหมู่บ้านคลองพอก กลับต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยากของประชาชนในหมู่บ้านนั้น เรื่องแรกคือความเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จริงอยู่ที่พื้นที่แบบนี้ยากที่คนนอกจะเข้ามาทำลายสิ่งแวดล้อม แต่เนื้อที่ที่ถูกนิยามเช่นนี้ก็มีข้อเสียของมันเองในการที่ จะไม่สามารถสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนที่อยู่อาศัย ณ พื้นที่นั้นได้เนื่องจากมีกฎหมายขัดขวางไว้ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแม้น้ำประปา ปัญหาสำคัญอย่างยิ่งคือ น้ำตกที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของหมู่บ้าน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการใช้อุปโภคหรือบริโภค เพราะน้ำมีการปนเปื้อนของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย เมื่อมาถึงเรื่องของการเดินทางเชื่อมต่อในพื้นที่ ก็เจอกับปัญหาของการไม่สามารถมีถนนที่ได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้น 8 กิโลเมตรของถนนที่มีอยู่จึงเป็นได้แค่ถนนลูกรังที่ก่อให้เกิดปัญหาถึง 2 ด้าน ปัญหาสุขภาพและความปลอดภัย ชาวบ้านที่นี่ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะหลัก ทุกครั้งที่ออกไปนอกหมู่บ้าน พวกเขาจะต้องฝ่าม่านหมอกฝุ่นที่เกิดขึ้นจากล้อรถบดไปบนพื้นลูกรัง ภาพเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านจะต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำ มีผ้าโพกปิดหน้าปิดจมูก ขี่จักรยานยนต์ออกไปจนถึงหน้าหมู่บ้าน แล้วจึงจะหยุดรถ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักเรียนที่ข้างทางหลวง สิ่งนี้กลายเป็นภาพชินตาของคนทั้งหมู่บ้านไปแล้ว ครั้นจะพูดถึงยามฝนตก แม้จะหมดปัญหาเรื่องฝุ่น แต่พื้นถนนจะมีความลื่นไหลเป็นอย่างมาก เป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นอย่างสูง ปัญหาจากถนนลูกรังทำให้เกิดภาวะปิดกั้นการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นจากคนนอกที่อยากจะเข้ามาสนับสนุนการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน หรือคนในหมู่บ้านที่ไม่สามารถลงทุนกับธุรกิจของตัวเอง อย่างเช่น ไม่กล้าลงทุนซื้อรถยนต์มาขนของ หรือไม่กล้าแม้แต่จะซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่ เพราะสภาพถนนแบบที่เป็นอยู่จะทำให้เครื่องยนต์เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร เมื่อ 2 ปีก่อน คือในปี 2560 หญิงชาวบ้านวัยชรารายหนึ่งในหมู่บ้านถูกทำร้ายจากช้างป่าจนถึงแก่ชีวิต นั่นเป็นเหตุให้ทางการริเริ่มโครงการผ่านมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งเป็นประธาน โครงการนี้คือการขุดแถวร่องกันช้าง ซึ่งการขุดนี้สร้างปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากการดำเนินการไม่มีการรับฟังทำความเข้าใจ หรือไม่มีการประนีประนอมกับชาวบ้านใดๆ ทั้งสิ้น ดินและหินจำนวนมากที่เกิดจากการขุดโกยถมลงไปในพื้นที่สวนลำไย เกิดความเสียหาย เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นทางการยังได้แจ้งว่าจะมีการตอกเสา เพื่อขึงลวดกันช้างสร้างผลกระทบเพิ่มขึ้นอีก เพราะพื้นที่ที่จะใช้ปักเสาก็คือ ถนนลูกรังเส้นเดียวกับที่ชาวบ้านใช้เดินทาง ใช้ขนส่งลำเลียงสินค้าทางการเกษตรออกไปขายนอกหมู่บ้าน แล้วทางแก้ปัญหาคืออะไร? จากการพูดคุยกับชาวบ้าน พวกเขาต้องการเพียงให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นพื้นที่ป่าพัฒนา ซึ่งจะนำความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมาสู่ชุมชน เพราะในทางกฎหมาย พื้นที่ป่าพัฒนาสามารถมีบริการพื้นฐานต่างๆ ได้ อย่างเช่น การพัฒนาสาธารณูปโภค คนในหมู่บ้านคลองพอกจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่จะได้รับการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ และสำหรับโครงการขุดร่องของมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถึงแม้เจตนาจะเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นอันตรายจากช้างป่า แต่ในทางปฏิบัติขาดการทำความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้าน ปัญหากระทบกระทั่งต่อกันจึงเกิดขึ้นไม่ได้หยุด  ทางแก้ของปัญหานี้จึงน่าจะเริ่มด้วยการตั้งวงคุย ทำความเข้าใจ ทำความตกลงกันระหว่างคนในพื้นที่ ผู้รับเหมา และรัฐบาล เพื่อหาข้อสรุปที่เกิดจากข้อมูลรอบด้านจริงๆ ปัญหาแบบนี้ ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นรายละเอียดเฉพาะพื้นที่ และยังมีความซับซ้อน แต่ในประเทศไทยยังมีชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและถูกกีดกันจากสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานอยู่อีกมาก พวกเขายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดยามค่ำคืน มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่เพียงแต่ไม่มีคุณภาพ แม้แต่ปริมาณก็ยังไม่มีเพียงพอ พวกเขาเหล่านี้ก็เหมือนประชาชนทั่วไปที่สมควรได้รับบริการขั้นพื้นฐานจากรัฐ นี่คือสิทธิ์ความเป็นพลเมืองไทยที่ควรมีความเท่าเทียม เพื่อที่ความสวยงามที่ปรากฏแก่สายตาของผู้ไปเยือน จะเป็นความสวยงามแท้จริงและยั่งยืนของผู้อยู่อาศัยในชุมชนหมู่บ้านคลองพอก ไม่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดของใครอีกต่อไป *ความคิดเห็นเพิ่มเติมของผู้เขียน ปัจจุบันสวนลำไยที่คลองพอกมีเพียงการผสมเกสรจากผีเสื้อตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก หากหันมาลงทุนเลี้ยงผึ้งเพื่อช่วยทั้งผสมเกสร ซึ่งนอกจากจะได้ผลดีกว่าอาศัยผีเสื้อเพียงลำพัง ก็ยังจะมีผลิตภัณฑ์จากฝึ้ง เช่นน้ำผึ้งดอกลำไยเอาไว้ขายอีกด้วย

อนาคตใหม่ ลุยรับฟังปัญหาชาวเชียงราย ประชาชน-ภาคประชาสังคม ร่วมเสวนาคับคั่ง

เสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ 2 ส.ส. เชียงรายของพรรค เอกภพ เพียรพิเศษ และ พีรเดช คำสมุทร พบปะประชาชนและรับฟังปัญหาในจังหวัดเชียงราย โดยมีตัวแทนจากภาคการศึกษาและภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย     หลักๆ แล้ว การพูดคุยมี 3 ประเด็น คือ  ปัญหาหมอกควันพิษและปัญหาขยะที่มีจำนวนมาก ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว ที่มาจากผลกระทบของสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  ปัญหากฎหมายเอื้อกลุ่มทุนผูกขาด  ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนธรรมดาได้แสดงศักยภาพและความสร้างสรรค์   ผศ.ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ซึ่งมาร่วมการพูดคุยครั้งนี้ด้วย ได้กล่าวถึงปัญหาหมอกควันพิษที่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน   จากสถิติในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีประชาชนชาวเชียงรายเจ็บป่วยและเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคที่มีต้นเหตุมาจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่บันทึกไว้ว่า ปัญหาหมอกควันที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ ทั้งจากฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน จะมีความถี่เพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมเช่นกัน      ในส่วนของปัญหาขยะในจังหวัดเชียงราย พบว่าโดยส่วนมากเป็นปัญหาเชิงระบบ เช่น  การที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บขยะมีอุปกรณ์ อาทิ ถังขยะ รถเก็บขยะ ไม่เพียงพอ ไม่สอดรับกับปริมาณการผลิตขยะที่นับวันจะสูงขึ้น  โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหาขยะนั้นควรเริ่มต้นจากการจัดระบบการคัดแยกขยะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ระบบการจัดเก็บและจัดการขยะของท้องถิ่นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น     ขณะที่ กิตติ ทิศสกุล นายกสมาพันธ์การท่องเที่ยวภาคเหนือ ระบุว่า เมื่อเกิดปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ  ทำให้จังหวัดเชียงรายมีอุณภูมิที่สูงขึ้น ทางจังหวัดก็ต้องพยายามปรับตัว ด้วยการชูเอาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายหลัก ภายใต้แนวคิด “ล้านนา กรีน เน็ตเวิร์ก (Lanna Green Network)” ซึ่งอาจชูกิจกรรมหลัก 4 ด้านขึ้นเป็นตัวขาย นั่นคือ กีฬา อาหาร สมาธิ และสมุนไพร   มาถึงเรื่องของการเผชิญปัญหาทุนผูกขาด เกษตรกรในจังหวัดเชียงรายกำลังประสบปัญหาใหญ่เมื่อเกิดการผูกขาดในอุตสาหกรรมการเกษตร  รวมไปถึงข้อกฎหมายที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ เช่น การทำสุราพื้นบ้าน หากมีการแก้ไขกฎหมาย เลิกการผูกขาด ประชาชนสามารถทำการแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีอยู่ให้เป็นเครื่องดื่มมีราคา  แน่นอนว่าสินค้าหมวดนี้จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นได้จริง หลังจากรับฟังประเด็นปัญหาของพี่น้องในพื้นที่ รวมทั้งความคิดเห็นจากนักวิชาการ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ได้กล่าวถึงปัญหาหลักที่เขามองเห็นเด่นชัด  ซึ่งทำให้ประชาชนชาวเชียงรายยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่ควรเป็น นั่นคือการที่อำนาจยังคงถูกรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพมหานคร การวางแผนและการตัดสินใจจากระยะไกล ไม่เห็นและไม่ได้เผชิญปัญหาจริงในพื้นที่ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้จริง     สำหรับข้อซักถามเรื่องแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่  ธนาธรในฐานะหัวหน้าพรรคได้ชี้แจงว่า กิจกรรมทางการเมืองภายในสภาจะดำเนินควบคู่ไปกับกิจกรรมทางการเมืองนอกสภา   ซึ่งก็คือการเดินทางไปพบปะกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการจัดตั้งทีมผู้สมัครผู้บริหารและสภาท้องถิ่น ส่วนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยถือเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากธนาธรมองว่า รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น  ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้

(คลิป) ‘ฝันเฟื่อง เมืองจันท์’ ชวนชาวจันทบุรีวาดฝันเมืองน่าอยู่ด้วยตัวเอง

‘ฝันเฟื่อง เมืองจันท์’ ชวนชาวจันทบุรีวาดฝันเมืองน่าอยู่ด้วยตัวเองปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ร่วมด้วยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ส.ส. จังหวัดจันทบุรีทั้ง 3 เขต ชวนสมาชิกพรรค และชาวจันทบุรีที่สนใจ ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด ในการพัฒนาเมืองจันทบุรีให้ดีขึ้น ในบรรยากาศเป็นกันเองและสร้างสรรค์เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 มิถุนายน 2562 ที่ศาลากระต่าย เทศบาลเมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ จ.จันทบุรี ทั้ง 3 เขต ได้แก่ ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.เขต 1, จารึก ศรีอ่อน ส.ส.เขต 2 และญาณธิชา บัวเผื่อน ส.ส.เขต 3 ร่วมกิจกรรม “ฝันเฟื่อง เมืองจันท์”โดยในงานมีการรับสมัครสมาชิก ขายสินค้าที่ระลึกของพรรค และเวทีเสวนพูดคุยร่วมออกแบบการพัฒนาเมือง โดยปิยบุตรกล่าวในหัวข้อ "ปลดปล่อยเมืองจันท์ ทำไมต้องยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์" พิธา กล่าวในหัวข้อ "ท้อนถิ่นมีดี ค้นศักยภาพเพื่ออนาคตไทย" ทั้งนี้ จ.จันทบุรี เป็นจังหวัดที่พรรคอนาคตใหม่ ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมามี ส.ส. ครบทุกเขตปิยบุตร กล่าวว่า อำนาจอยู่ที่คนเมืองจันท์มายาวนานแล้ว แต่วันหนึ่งประเทศไทยตัดสินใจเลือกวิธีการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง แล้วส่งคนจากส่วนกลางมาปกครองเพื่อสร้างความเป็นรัฐให้เข้มแข็ง จนมีรัฐธรรมนูญ 2540 แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงกลับมาอีกครั้ง ทั้งนี้องค์ประกอบสำคัญของการกระจายอำนาจ หนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ ต้องมาจากการเลือกตั้งของคนในพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่การแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง ถึงจะเรียกว่าเป็นรัฐที่กระจายอำนาจโดยแท้จริงองค์ประกอบถัดไปคือ ต้องมีภารกิจ หรืองานให้องค์กรเหล่านี้ทำ มีอิสระในการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง งบประมาณของท้องถิ่นก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งได้มาจากภาษีท้องถิ่น ไม่ใช่การเอาภาษีท้องถิ่นเข้าไปสู่ส่วนกลางแล้วทยอยกระจายกลับมาทีหลัง อีกองค์ประกอบคือความอิสระของบุคลากร นั่นคือการมีข้าราชการส่วนท้องถิ่นในการทำงานท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่การหยิบยืมบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆมาช่วย องค์ประกอบสุดท้ายคืออำนาจในการกำกับดูแลจากส่วนกลาง ซึ่งไม่ใช่การบังคับบัญชา นั่นคือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งทำได้เพียงกำกับดูแล ไม่จำเป็นที่ท้องถิ่นต้องขออนุญาตส่วนกลางหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค มีอำนาจแทรกแซงการทำงานของท้องถิ่นแบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้ปิยบุตร กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ การปกครองท้องถิ่นถอยหลังเข้าคลองนับตั้งแต่ คสช. ครองอำนาจ เราไม่มีการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น อีกทั้ง คสช ยังออกคำสั่งปลด-แขวนผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมาก ในรัฐธรรมนูญ 2560 ยังเขียนไว้ว่า ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษอาจไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ ตลอด 5 ปีมานี้ ภารกิจ อำนาจ บุคลากร และงบประมาณของท้องถิ่นลดน้อยถอยลงไปทั้งในแง่ปริมาณและในแง่ความเป็นอิสระ ราชการส่วนกลางและภูมิภาค มีอำนาจที่เกือบๆจะเป็นการบังคับบัญชาท้องถิ่น ต่อไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการเลือกตั้งจากคนในพื้นที่ อาจไม่มีอำนาจทำอะไรได้มากนัก เพราะติดขัดกฎหมายจำนวนมากที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ ในส่วนของสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ที่ผ่านมาพรรคการเมืองไม่ค่อยส่งตัวแทนพรรคลงแข่งเท่าไรนัก จะมีข้อยกเว้น ก็เพียงการเลือกผู้ว่าฯกรุงเทพ เนื่องจาก พรรคการเมืองกลัวคนในพรรคขัดแย้งกันเอง แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่เชื่อเช่นนั้น เราเชื่อว่าการขับเคลื่อนการเมืองท้องถิ่นในนามพรรคเป็นความท้าทายไม่ต่างกันกับการเมืองระดับชาติ“มายาคติในหัวคนไทยเมื่อกล่าวถึงการปกครองส่วนท้องถิ่น คือ อิทธิพล มาเฟีย คอร์รัปชัน อนาคตใหม่จะลบล้างภาพการเมืองท้องถิ่นแบบเดิมและเปิดการเมืองท้องถิ่นแบบใหม่ ปฏิเสธการเมืองท้องถิ่นที่ใช้เครือข่ายอิทธิพลแบบเดิม ใช้ตระกูลการเมืองใหญ่ที่คุมจังหวัดนั้นๆลงเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่อยากเปิดให้ใครก็ได้ที่สนใจอยากพัฒนาเมืองของตนเองได้ลงเลือกตั้ง แข่งขันกันด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์ จึงอยากเชิญชวนชาวจันทบุรีช่วยกันผลักดันการเมืองท้องถิ่นแบบใหม่ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาจันทบุรีเท่ากับคนจันทบุรี ส่วนกลางของพรรคอนาคตใหม่จะเข้าไปผลักดันนโยบายยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ในส่วนของการเมืองท้องถิ่น ต้องขอความร่วมมือจากคนจันทบุรีช่วยกันพรรคอนาคตใหม่จะเริ่มจากการส่งตัวแทนพรรคลงแข่งขันการเมืองท้องถิ่นในบางพื้นที่ ยึดจากการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ช่วงชิง คำตอบของฝันเฟื่องเรื่องเมืองจันท์เป็นอย่างไรผมคิดว่าคำตอบอยู่ในตัวคนจันทบุรีทุกคน โดยพรรคอนาคตใหม่จะผลักดันให้การกระจายอำนาจเป็นวาระแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าการเมืองท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องของการคอร์รัปชั่นหรืออิทธิพลและตระกูลการเมืองเก่าแก่ของท้องที่" ปิยบุตร กล่าวด้านพิธา กล่าวว่าจันทบุรีคือมหาอำนาจทางทุเรียนของโลก"เมืองจันท์จะน่าอยู่ได้ ต้องมีอัตลักษณ์ที่แข็งแรง มีเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง แต่ถ้านี่เป็นยอดของบ้าน ฐานบ้านก็ต้องแข็งแรงด้วย สาธารณูปโภค คมนาคมของเมืองจันท์ต้องเข้มแข็งด้วย คนจันทบุรีต้องเตรียมรับมือกับการมาถึงของอุตสาหกรรมทุเรียนจากมาเลเซีย ที่คนมาเลเซียกล่าวว่า เป็นหลุยส์ วิตตอง ในหมู่ทุเรียนด้วยกัน ในตอนนี้กำลังผลิตยังเล็ก แต่อีก 5-6 ปีมาเลเซียจะเข้ามาแย่งชิงตลาดทุเรียนกับไทยแน่นอน ชาวจันทบุรีต้องเตรียมตัวว่าเราจะพัฒนาศักยภาพของทุเรียนหมอนทองได้อย่างไรให้แข่งขันกับมาเลเซียได้อย่างทัดเทียม" พิธากล่าว หลังจากนั้นปิยบุตร นายพิธา และ ส.ส.จังหวัดจันทบุรีทั้ง 3 เขต ร่วมรับฟังชาวจันทบุรีสะท้อนปัญหาและเสนอความคิดเห็นในกิจกรรม "วาดฝันเมืองจันท์" ว่าชาวจันทบุรีอยากเห็นเมืองจันท์เป็นอย่างไร บรรยากาศเป็นไปอย่างผ่อนคลายและสนุกสนาน ขณะเดียวกันประชาชนบางส่วนก็ได้มีการสมัครสมาชิก และเลือกซื้อสินค้าพรรคอนาคตใหม่ที่นำมาออกร้านจำหน่ายด้วย 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月25日周二   ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ

พงศกร ชี้ อำนาจ คสช. จะยังแฝงตัวอยู่กับ กอ.รมน.

พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับบทบาทของ คสช. และ กอ.รมน. ที่จะยังคงมีอำนาจตามประกาศและคำสั่ง คสช. อยู่ นายทหารประชาธิปไตย พล.ท.พงศกร ระบุว่า แม้ทุกวันนี้เราจะเชื่อกันว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญและการใช้อำนาจของ คสช. จะหมดไป ทุกคนจะกลับสู่ชีวิตปกติ แต่นั่นไม่เป็นความจริง  เพราะจะยังมีกฎหมายต่างๆ แฝงตัวเข้าไปอยู่ในร่างพระราชบัญญัติและระเบียบต่างๆ ของทางราชการมากมายไปหมด  โดยเฉพาะ กอ.รมน. เขาบอกว่ามีเรื่องที่จะต้องนำมาพูดถึงเป็นพิเศษดังนี้ ในรอบ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ มีความเคลื่อนไหวในส่วนของ กอ.รมน. ที่มีท่าทีว่าจะรับภารกิจต่อจาก คสช.  และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นไม่รับในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่าความเคลื่อนไหวของทหาร โดยเฉพาะใน กอ.รมน.จะยังคงมีบทบาทต่อไปในการควบคุมประชาชน ส่วนหนึ่งคืออำนาจหน้าที่ที่ กอ.รมน. ได้รับมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 51/60  คำสั่งซึ่งให้อำนาจในการประเมินภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในมาตรา 11 มีการเพิ่มเติมให้แม่ทัพภาคเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะประชุมร่วมกับส่วนราชการต่างๆ เช่นอัยการสูงสุด ตำรวจ  ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการพลเรือนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะเป็นปัญหามาก เพราะปกติในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม อำนาจต่างๆ ต้องแยกออกจากกัน เมื่อตำรวจและอัยการซึ่งควรจะแยกจากกันเพื่อตรวจสอบถ่วงดุล กลับมาอยู่ด้วยกันภายใต้การดูแลของแม่ทัพภาค  อาจจะเกิดการรวมศูนย์ความคิดที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล   “เวลาอยู่ด้วยกันแล้วคนนั่งหัวโต๊ะเป็นแม่ทัพภาค อยู่เหนือผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่เหนืออัยการ อยู่เหนือตำรวจ อันนี้ก็เป็นปัญหาแล้ว แต่เดิมเคยมีคณะกรรมการแบบนี้จริงแต่ไม่มีอำนาจมาก คือเป็นเรื่องการขอความร่วมมือ แต่ปัจจุบันนี้เป็นลักษณะการสั่งการ แล้วสิ่งที่มันจะเกิดปัญหาก็คือ ในมาตรา 13 ที่บอกว่าเชิญคนก็ได้ เอาวัตถุสิ่งของเอกสารราชการก็ได้ บุคคลทั่วไปก็ได้  แปลว่าประชาชนธรรมดานั่งอยู่กับบ้านก็มีคนมาเยี่ยมได้ ซึ่งจริงๆ ไม่ควรมีเลย” พล.ท.พงศกรกล่าว   นอกจากนั้นในมาตรา 13 ยังได้ถ่ายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รับมอบนโยบายต่อจากแม่ทัพภาค  ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนภูมิภาคไปแล้ว  จะทำให้ประชาชนไม่มีที่พึ่ง และจะเห็นว่าโครงสร้างเครือข่ายในการควบคุมประชาชน ตั้งแต่รัฐบาล คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เรื่อยลงไปจนถึงประชาชน อยู่ภายใต้การควบคุมของกลไกที่มาจาก คสช.   “ถ้าจะให้ผมนิยามแบบง่ายๆ มันคือเกสตาโปในสมัยนาซี เข้าถึงได้ทุกบ้าน เข้าถึงได้ทุกแห่ง  และถ้าประชาชนอยากจะเรียกร้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ต้องไปร้องที่องค์กรอิสระ ซึ่งสุดท้ายองค์กรอิสระก็อยู่ภายใต้การกำกับของ ส.ว. อีกที ซึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง ส.ว. มา ดังนั้นสิ่งต่างๆ  เหล่านี้คือวงจรของคณะ คสช. ซึ่งไม่หมดไป” พล.ท.พงศกรให้ความเห็นเพิ่มเติม   และยังระบุต่อไปว่า สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กำลังจะทำกับภาคประชาชนก็คือการเสนอกฎหมายที่จะถอนอำนาจ คสช. ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น ตนเชื่อว่าในเวลา 3-6 เดือนข้างหน้า  ถ้าเราทำได้อย่างแข็งขันจริงและพรรคฝ่ายรัฐบาลเห็นด้วยในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองด้วยกันในการถอนอำนาจของ คสช. เสีย เราจะทำได้สำเร็จ   “แต่ถ้าขาดความร่วมมือจากประชาชนและการผลักดันร่วมไม้ร่วมมือจากทางภาคการเมือง เรื่องนี้จะสำเร็จได้ยาก   และเราจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดขององค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นที่ปรารถนา และสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะมีปัญหาในที่สุด”

24 มิถุนายน ชวนทุกคนร่วมกันถ่ายภาพคู่กับอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญที่จังหวัดของท่าน

หากเราพูดถึง “อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ” ผู้คนจำนวนมากคงจะนึกถึง “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”  ที่โอ่อ่าใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่บนถนนราชดำเนิน ใจกลางกรุงเทพมหานคร แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมี “อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ”  และสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศอีกเป็นจำนวนมาก แม้ว่าในสมัยนั้น รัฐบาลคณะราษฎรไม่ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับสร้างอนุสาวรีย์ให้ตามที่แต่ละจังหวัดร้องขอ  โดยสะท้อนออกมาเป็นความเห็นที่หลวงเชวงศักดิ์สงครามซึ่งทำงานอยู่ในกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น ได้เคยแสดงแนวคิดการสร้างอนุสาวรีย์ที่ขอนแก่นว่า “อนึ่ง การจะเพาะหรือปลูกฝังความมั่นคงในระบอบรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่การสร้างอนุสสรณ์ที่เป็นเสาหิน หรือรูปจำลอง แต่อยู่ที่การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่จะชักจูงด้วยวิธีอื่น ฉะเพาะอย่างยิ่ง คือการปฏิบัติตนให้สมกับสมัยรัฐธรรมนูญ” แต่สุดท้าย ภายในไม่กี่ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475  หลายจังหวัดก็ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยเท่าที่มีข้อมูล  ทั้งหมดเป็นการร่วมแรงร่วมใจตามความศรัทธาในระบอบรัฐธรรมนูญของชาวบ้าน พ่อค้า คหบดี ประชาชน ข้าราชการในแต่ละจังหวัด ที่ได้ระดมทรัพยากร ระดมทุนทรัพย์  เพื่อทำให้โครงการสร้างอนุสาวรีย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่พึ่งงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลางแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายว่าปัจจุบันนี้ อนุสาวรีย์หลายแห่งในหลายจังหวัดก็ถูกทำให้หายไปแล้ว  เหตุผลอันเนื่องมาจากหน่วยงานราชการ รัฐบาลหรือท้องถิ่น ไม่ทราบที่มาที่ไปในเชิงประวัติศาสตร์  หรืออาจไม่เห็นความสำคัญของการมีอยู่ของสถาปัตยกรรมดังกล่าว หรือบางทีก็เป็นความตั้งใจที่พวกเขาอาจจะต้องการ “ทำให้เราลืม” ก็เป็นได้ และนี่คือส่วนหนึ่งของภาพถ่ายที่เรา-พรรคอนาคตใหม่ ได้แวะถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกตลอดการเดินทางไปทำงานทั่วประเทศในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา   แต่ก็ยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่ได้ไป   เราจึงอยากเชิญชวนทุกท่านให้ร่วมกันถ่ายรูปคู่กับอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ  หรือสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในจังหวัดของท่าน เพื่อให้เราได้ “ช่วยกันจำ” เรื่องราว เหตุผล ที่มาที่ไป และความสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้น   และแน่นอน เมื่ออ่านถึงตรงนี้ทุกท่านอาจจะสงสัยว่า   “ก็แค่รัฐธรรมนูญ มันจะอะไรกันนักกันหนา?” “เขาก็มีรัฐธรรมนูญแล้วนี่ไง ทำไมจะต้องเรียกร้องอะไรกันอีก???”   คำตอบก็คือ ในทางสากล ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆ รวมถึงประเทศไทย ตลอดสายธารประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เวลาเขาเรียกร้อง “รัฐธรรมนูญ” เขาไม่ได้แค่เรียกร้องให้มี “ตัวบทรัฐธรรมนูญ” หรือ “รูปเล่มรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นสิ่งของจับต้องได้เท่านั้น   แต่เขาเรียกร้องให้ประเทศชาติต้องมี “หลักการ-จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ” หรือ “ระบอบรัฐธรรมนูญ” ด้วย   กล่าวคร่าวๆ คือ จะต้องมีหลักการจำกัดอำนาจ และตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรหรือสถาบันการเมืองต่างๆ  ไม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่องค์กรสถาบันใดเพียงสถาบันเดียว เพราะเขาหรือองค์กรนั้นอาจกลายเป็นทรราชที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนได้ จำต้องมีประชาธิปไตย โดยการให้ประชาชนได้แสดงความต้องการของตนเอง  ซึ่งส่วนมากเป็นการเลือกตั้ง ให้ผู้แทนราษฎรมาจากประชาชน แต่หากประชาชนไม่มีอำนาจเลือกตัวแทนของตนเองเข้าไปต่อสู้เรียกร้อง และบังคับใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในสภาแล้ว คนที่อยู่ในสภาพวกนั้น ไม่ว่าจะมีที่มาเลิศหรูแค่ไหน ก็ย่อมไม่ใช่ผู้แทนประชาชน เมื่อมีประชาธิปไตย ก็จะต้องมีประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ในการใช้ชีวิตอย่างเสรี ในการแสวงหาความสุข คุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคลในการใช้ชีวิต ในการแสดงออก ในการคิด การรวมกลุ่ม การคบค้าสมาคม การวิพากษ์วิจารณ์ และตรวจสอบรัฐบาลของตนเอง โดยไม่ถูกผู้ใดล่วงละเมิด   ดังนั้น ไม่ใช่รัฐธรรมนูญทุกฉบับจะเป็น “รัฐธรรมนูญ” ในตัวมันเอง  รวมถึงเอกสารบางเล่มที่เขาพยายามเรียกให้มันเป็น “รัฐธรรมนูญ” ให้ได้ ก็ไม่ใช่รัฐธรรมนูญอยู่ดี เพราะสิ่งนั้นอาจจะไม่มีหลักการที่เราเพิ่งกล่าวถึงกันไปเลยก็ได้   ————   สุดท้ายนี้อยากฝากเพลงรำลึกวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ไว้ดังนี้   “…ยี่สิบสี่มิถุนายนมหาศรีสวัสดิ์ ปฐมฤกษ์ของรัฐธรรมนูญของไทย เริ่มระบอบแบบอารยะประชาธิปไตย ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี   สำราญ สำเริง บันเทิง เต็มที่ เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์ ไทยจะคงเป็นไทยด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย    ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย ถ้าแม้นว่าชีวิตมลาย ร่างกายก็เป็นปฏิกูล   พวกเราต้องร่วมรักพิทักษ์ไทยไพบูลย์ อีกรัฐธรรมนูญคู่ประเทศของไทย   เสียกายเสียชนม์ยอมทนเสียให้ เสียชาติประเทศไทย อย่ายอมให้เสียเลย   ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย…”  

1 4 5 6 7 8 23