fbpx

พรรคอนาคตใหม่

รายงานความคืบหน้าในและนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ 15 – 22 ก.ค. 2562

สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หยุดยาว หลีกทางให้กับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นั่นคือ “อาสาฬหบูชา” และ “เข้าพรรษา” หลายพื้นที่มีกิจกรรมสำคัญอย่าง “แห่เทียนเข้าพรรษา” ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดระอุ ส.ส.แบบแบ่งเขตของพรรคอนาคตใหม่ เข้าพื้นที่ยาวนานหน่อย ขณะที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ บางส่วนก็ลุยทำงานไม่มีวันหยุด

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อรัฐสภา

อ่านคำแถลงนโยบายจำนวน 80 หน้าของคณะรัฐมนตรี โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะแถลงต่อรัฐสภาในวันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2562 https://drive.google.com/file/d/1_g1phIjkERGninSWa7i8OD0R0Kog6JjK/view?usp=sharing

“เมื่อไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่มีประชาชนอยู่ในโจทย์การพัฒนานั้น”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมวงเสวนาพร้อมกับหัวหน้าพรรค 7 พรรคฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ร่วมวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และทิศทางของพรรคร่วมฝ่ายค้านในการแสวงหาทางออกให้กับประเทศ โดยในส่วนของธนาธร ระบุว่าสำหรับตนแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในปัจจุบันเป็นวิกฤติที่หนักมาก สิ่งที่ตนรู้สึกเศร้าใจมากที่สุด คือเรากำลังจะส่งสังคมที่แย่กว่านี้ให้กับลูกหลานของเรา ถ้าเราไม่ทำอะไรวันนี้ ลูกหลานของเราจะได้รับสังคมที่แย่กว่านี้ แน่นอนที่สุด หนึ่งในวิกฤติที่หนักที่สุดคือความเหลื่อมล้ำในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาที่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ GDP ของประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 15% แต่รายได้ภาคแรงงานเติบโตแค่ 5% รายได้ภาคเกษตรติดลบถึง 3% หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 28% แต่คนรวยที่สุดในประเทศไทยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 68% ดังนั้นทุนผูกขาดกับความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสองด้านบนเหรียญเดียวกันที่แยกจากกันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงมาจากการบริหารประเทศภายใต้นโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้ ม.44 เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มทุนจำนวนมาก ตัวอย่างเดียวที่ตนขอยกในวันนี้คือกรณีการยืดหนี้และลดดอกเบี้ยให้กับกลุ่มทุนทีวีดิจิทัล ซึ่งถ้าคิดในทางกลับกัน ถ้าชาวนาไม่มีเงินจ่ายหนี้ ธกส. ชาวนาจะมีโอกาสได้รีไฟแนนซ์แบบนี้ไหม แบบที่ได้ยืดหนี้ออกไปและลดดอกเบี้ยให้ด้วย คำตอบคือชาวนาไม่เคยมีโอกาสได้รับสิทธิแบบนี้เลย แค่นี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าการปฏิบัติระหว่างกลุ่มทุนกับชาวบ้านไม่เท่ากัน ธนาธรกล่าวต่อไปว่า ดังนั้นหากเราจะดูว่ารัฐบาลไหนมีวิธีการจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร เราต้องดูว่าเงินไปอยู่ที่ไหน อย่างเรื่องนโยบายการคมนาคม ที่ผ่านมารัฐบาล คสช. อนุมัติเงินไปที่โครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ซึ่งถามจริงๆ ว่าในชีวิตจริง จะมีกี่คนที่นั่งเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเปลี่ยนเครื่องที่ดอนเมืองหรืออู่ตะเภา ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำทำไมไม่เอาเม็ดเงินก้อนนี้ไปทำการคมนาคมสาธารณะให้ต่างจังหวัด ทุกวันนี้จังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ๆรถขนส่งสาธารณะเข้าเมืองยังแทบไม่มี ทำไมเราไม่เอาเงินไปทำระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดเชื่อมระหว่างตลาด ชุมชน สถานที่ราชการ แต่กลับเอาเงินไปทำรถไฟเชื่อมสามสนามบินเพื่อเอื้อกับกลุ่มทุนใหญ่ ธนาธรกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ชัดเจน ว่าการพัฒนาที่ผ่านมาไม่ใช่การพัฒนาเพื่อประชาชน คำถามคือการดูว่าประเทศที่เจริญและพัฒนาแล้วเราต้องดูที่ไหน แน่นอนว่าไม่ใช่การดูที่รถเฟอรารี่วิ่งบนถนนกี่คัน ตนเห็นว่าเราไปดูแค่บนฟุตปาธนับตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็พอ การดูว่าประเทศไหนที่เจริญแล้วดูง่ายๆ เลย อย่างทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ เราดูง่ายๆว่าคนแก่ที่นั่งวีลแชร์สามารถเดินทางออกจากบ้านไปตลาดด้วยตัวเองคนเดียวบนฟุตปาธได้หรือไม่ ประเทศที่เจริญแล้วต้องดูที่ตรงนี้ “ที่เป็นแบบนี้เพราะไม่เคยมีประชาชนอยู่ในประเทศ เมื่อไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่มีประชาชน การพัฒนาที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการพัฒนาที่มองไม่เห็นประชาชนอย่างที่ผ่านมา เพราะรัฐไทยไม่เคยมองเห็นประชาชน เรื่องนี้จึงตอบโจทย์ที่ว่าพรรคฝั่งที่อยู่กับประยุทธ์จะพูดเหมือนกันหมด ว่าประชาธิปไตยไม่ต้องสนใจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน นี่คือการหลอกลวง เพราะระบบการเมืองที่ดีเท่านั้นถึงจะทำให้ระบบเศรษฐกิจดีได้” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ธนาธรกล่าวต่อว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องมาทบทวนว่าระบบการเมืองที่ดีคืออะไร ระบบการเมืองที่ดีคือระบบที่คนเห็นต่างจะอยู่ร่วมกันได้สันติ และมีประชาชนอยู่ในประเทศ เป็นคนที่ต้องได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาที่แท้จริง นี่คือภารกิจของคนรุ่นเรา ที่เราจะต้องแก้ให้ได้เพื่อส่งสังคมที่ดีกว่านี้ให้ลูกหลานของเราให้ได้ นอกจากนี้ ธนาธรได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องพรรคอนาคตใหม่ล้มล้างการปกครอง และกรณีมีผู้เตรียมการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการเดินสายไปต่างประเทศของพรรคอนาคตใหม่อาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครองนั้น ส่วนตัวเห็นว่า จากการตรวจสอบอย่างละเอียดในข้อกฎหมายแล้วเชื่อมั่นว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามที่มีผู้ร้องแน่นอน แต่ขณะนี้ประชาชนหลายคน เข้าใจผิดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการร้องเรียนในหลายๆ เรื่องต่อ พรรคอนาคตใหม่ อาจมีโทษถึงขั้นยุบพรรค จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า การที่มีประชาชน เชื่อว่า พรรคอนาคตใหม่ อาจจะถูกยุบเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประชาชนไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม และเป็นเรื่องที่ต้องถามกลับ ว่ากระบวนการยุติธรรมของศาล มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่หากศาลพิจารณาจะให้ผิดจริง ก็สามารถทำได้แค่ให้หยุดในการกระทำดังกล่าว เท่านั้น ไม่มีโทษถึงยุบพรรค

ฝนทิ้งช่วง…ประเทศไทยแล้งแค่ไหน?

แม้จะเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแล้วแต่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกน้อยมาก จนเริ่มมีเสียงจากประชาชนโดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสานที่เตือนมายังรัฐบาลว่าปีนี้ “ภัยแล้ง” อาจจะเข้าขั้น “วิกฤติ” และในหลายพื้นที่ อาจจะถึงขั้น “ร้ายแรงที่สุด” ในรอบหลายสิบปีอีกด้วย ลองดูแผนที่ปริมาณฝนสะสมของครึ่งแรกของปี 2562 เทียบกับค่าปกติของประเทศไทย พบว่าในครึ่งแรกของปีนี้ทุกภูมิภาคมีปริมาณฝนสะสมน้อยกว่าค่าปกติทุกภูมิภาคทั่วประเทศ (สีขาวคือเท่าเดิม สีแดงยิ่งเข้มคือยิ่งน้อยกว่าปกติ) มีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้นที่คงค่าเดิม หรือมีฝนมากกว่าปกติ ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ นั้น เราได้เรียบเรียงข้อมูลจากกรมชลประทานมาให้ทุกท่านได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าประเทศไทย “แล้ง” แค่ไหน โดยยกตัวเลขปริมาณน้ำที่สามารถนำไปใช้ได้ใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ : ภูมิพล เหลือเพียง 9% หรือ 910 ล้านลูกบาศก์เมตร สิริกิติ์ เหลือเพียง 8% หรือ 538 ล้านลูกบาศก์เมตร แควน้อย เหลือเพียง 12% หรือ 104 ล้านลูกบาศก์เมตร ป่าสัก เหลือเพียง 5% หรือ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร หากยังคงระดับน้ำระบายออกในอัตราเท่าเดิมและไม่มีน้ำเติมเข้ามาในอ่างเพิ่มเติมเลย เราจะมีน้ำใช้จากเขื่อนภูมิพลอีก 40 วัน, สิริกิติ์ 28 วัน, แควน้อย 48 วัน และป่าสัก 64 วัน นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์ภาวะ “น้ำน้อยวิกฤติ” หรือมีน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณกักเก็บ ได้แก่ : -แม่งัด (เชียงใหม่) -แม่กวง (เชียงใหม่) -กิ่วลม (ลำปาง) -แควน้อย (พิษณุโลก) -ห้วยหลวง​ (อุดรธานี) -น้ำพุง (สกลนคร) -จุฬาภรณ์ (ชัยภูมิ) -อุบลรัตน์ (ขอนแก่น) -ลำปาว (กาฬสินธุ์) -ลำพระเพิง (นครราชสีมา) -มูลบน (นครราชสีมา) -ลำนางรอง (บุรีรัมย์) -ป่าสักฯ (สระบุรี) -ทับเสลา (อุทัยธานี) -กระเสียว (สุพรรณบุรี) -ขุนด่านฯ (นครนายก) -คลองสียัด (ฉะเชิงเทรา) -นฤบดินทรฯ (ปราจีนบุรี) (โดยมีบางแห่งที่หยุดปล่อยน้ำชลประทานในการเกษตรแล้ว เพราะต้องเก็บรักษาน้ำไว้สำหรับให้ประชาชนอุปโภคบริโภคเท่านั้น) —— สำหรับประชาชน เราขอแนะนำให้ท่านที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยแล้งโปรดใช้น้ำประปาในการอุปโภคบริโภคเท่าที่จำเป็นเท่านั้น งดใช้น้ำสิ้นเปลือง ส่วนผู้ที่ใช้น้ำบาดาลและน้ำฝน ให้เตรียมเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุดเมื่อมีโอกาส โดยเฉพาะผู้ที่ทำการเกษตร จะต้องจับตาประกาศจากทางภาครัฐเรื่องการใช้น้ำและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ต้องติดตามดูพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ส่วนพรรคอนาคตใหม่จะทำหน้าที่เร่งรัด-เสนอแนะ-ติดตาม-ตรวจสอบภาครัฐ เพื่อให้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในการรับมือภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด ——— ( ข้อมูลจากฝ่ายประมวลวิเคราะห์และสถานการณน์น้ำ กรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ http://water.rid.go.th/flood/flood/daily.pdf )

“ธนาธร” ชี้ความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ-ย้อนคนรับใช้เผด็จการต่างหากที่ขายชาติ

[ “ธนาธร” แถลงผลการเดินทางพบตัวแทนต่างประเทศ ย้ำเจตนาดีต้องการเห็นประเทศไทยทะยานไปข้างหน้า ชี้ความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ-ย้อนคนรับใช้เผด็จการต่างหากที่ขายชาติ ] Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวถึงผลของการเดินทางไปต่างประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเดินทางของตนในครั้งนี้ ประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ส 4 ประการ ประการแรก คือการสร้างเครือข่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในต่างประเทศ เครือข่ายระหว่างพรรคกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ เครือข่ายระหว่างพรรคกลับกลุ่มภาคประชาสังคมที่เชื่อในเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย การมีเครือข่ายจะทำให้พวกเราสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นในวันที่เป็นรัฐบาล สอง เราไปเพื่อชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทยให้กับองค์กรและรัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ที่สนใจเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองไทยล่าสุด ประการที่สาม เราไปเพื่อศึกษาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองในสหภาพยุโรปและในสหรัฐอเมริกา ประการสุดท้าย เราไปดูงานด้านการพัฒนาเมืองว่าจะสามารถนำนวัตกรรมการพัฒนาเมืองใหม่ๆกลับมาใช้ในประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง เพราะพรรคอนาคตใหม่ต้องการที่จะทำนโยบายการพัฒนาเมืองให้ดี เพื่อลงเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นที่จะมาถึง ธนาธรกล่าวต่อว่าการเดินทางครั้งนี้ ตนไปพบองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรที่สนับสนุนประชาธิปไตยมาทั้งหมด 7 องค์กรด้วยกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ของกระทรวงการต่างประเทศ 4 ประเทศและของสหภาพยุโรป รวมทั้งหมดเป็น 5 ที่ คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรประเทศต่างๆรวม 6 ท่าน และได้ไปบรรยายสาธารณะเกี่ยวกับทิศทางการทำงานก้าวต่อไปอีกหนึ่งการบรรยายที่ London School of Economics โดยในการเดินทางครั้งนี้ไปทั้งหมดห้าเมืองด้วยกัน คือ บรัสเซล, เบอร์ลิน, ลอนดอน, นิวยอร์ค และ วอชิงตัน ดี.ซี. ธนาธรกล่าวต่อว่าจากการไปเยือนกลุ่มองค์กรและสื่อมวลชนหลายสำนัก สิ่งที่คนได้รับกลับมาคือเสียงสะท้อนจากผู้ที่ห่วงใยและสนใจในสถานการณ์ในประเทศไทย “ทุกคนให้เสียงสะท้อนเหมือนกันหมดว่าอยากเห็นประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศไทยที่นับถือในหลักการนิติรัฐ นับถือในหลักการแห่งสิทธิมนุษยชนสากล ทุกตัวแทน ทุกองค์กรที่ผมไป พบอยากเห็นประเทศไทยเป็นผู้มีบทบาทนำอย่างแข่งขันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะนำประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ที่จะนำหลักการสิทธิมนุษยชนให้ปักรากลึกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่แก้ปัญหาในระดับภูมิภาคเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในระดับโลก” ธนาธรกล่าว ธนาธรกล่าวต่อว่าตนได้รับตวามเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองในระดับโลกมากขึ้น อย่างในอังกฤษเองกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนนางเทเรซ่า เมย์ ที่กำลังจะลาออกเพราะไม่สำเร็จในการทำดีล Brexit กับสหภาพยุโรปให้เป็นที่น่าพอใจได้ แนวโน้มในตอนนี้ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนน่าจะเป็นนายบอริส จอห์นสัน จากพรรค Conservative เป็นผู้ที่ผลักดัน Brexit มาอย่างยาวนานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนในสหภาพยุโรป มีความกังวลอย่างชัดเจนในด้านการเสื่อมถอยของระเบียบโลกเสรีที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน มีความกังวลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่ารัสเซียเองจะมีท่าทีคุกคามต่อระเบียบโลกเสรี ดังนั้น ยุโรปในตอนนี้ต้องการมิตรประเทศที่เชื่อและยึดมั่นในหลักการเดียวกับยุโรป คือหลักการประชาธิปไตยและหลักการสิทธิมนุษยชน ส่วนในสหรัฐอเมริกาเอง มีการพูดถึงมากเรื่องการเลือกตั้ง Mid-term election ที่จะมาถึง คือการเลือกตั้งในระดับมลรัฐ และมีการพูดถึงการทำไพรมารี่ของพรรคเดโมแครตในการหาแคนดิเดตประธานาธิบดีสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ธนาธรกล่าวต่อว่านอกจากนี้ ตนยังได้ไปศึกษาดูงานเรื่องการพัฒนาเมืองมาด้วย โดยได้ไปศึกษามาที่กรุงลอนดอนมากที่สุด ปัจจุบันนายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอน คือซาดิก ข่าน มีนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่นเรื่องความโปร่งใส ให้มีการถ่ายทอดสดประชุมสภาลอนดอนทุกครั้งและให้ติดตามย้อนหลังได้ โดยปัญหาหนักที่สุดของคนลอนดอนในวันนี้คือปัญหาที่อยู่อาศัย การเป็นเจ้าของบ้านเป็นได้ยากขึ้น มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยน้อยลง สิ่งที่นายซาดิกทำเป็นสิ่งแรก คือการผลักดันให้เกิดการสร้างบ้านเพื่อเติมอุปทานเข้าไปในระบบ ทุกคนสามารถเข้าไปดูในเว็ปไซต์ได้ว่ามีการสร้างบ้านเพิ่มขึ้นในแต่ละที่เท่าไหร่บ้าง นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาเยาวชน มีการนำงบเข้ามาหนึ่งก้อนให้เยาวชนในลอนดอนสามารถเสนอโครงการนำงบไปใช้ได้ เพื่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในชุมชน สิ่งเหล่านี้ที่เราไปดูงานมาจะกลับมาอยู่ในนโยบายในการลงเลือกตั้งท้องถิ่น จะอยู่ในนโยบายที่จะนำกลับมาสร้างเมืองของเรา ไม่ใช่แค่กรุงเทพ แต่ทุกเมืองที่อนาคตใหม่จะส่งลงเลือกตั้งในระดับ อบจ.  “ผมอยากจะเห็นการนำเอามิติใหม่ๆ ของการพัฒนากลับเข้ามาสู่ประเทศไทย ผมไม่อยากจะเปรียบเทียบเยอะ แต่ถ้าทุกท่านมีเวลาลองเข้าไปดูเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร แล้วเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ของเมืองลอนดอนดู แล้วทุกท่านจะเห็นถึงความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ผมมองไม่เห็นอุปสรรคปัญหาอะไรเลยว่าทำไมเราถึงจะก้าวเดินไปในการพัฒนาเมืองที่ดีอย่างลอนดอนไม่ได้ แค่เว็บไซต์อย่างเดียวน่าจะบอกถึงทิศทางการพัฒนาเมืองได้ เว็บไซต์ของลอนดอนเต็มไปด้วยผู้คน ให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ผู้คน“ นอกจากนี้ ธนาธรยังได้กล่าวถึงข้อโจมตีที่มีมาตลอดเวลาในช่วงที่ตนไม่อยู่ เช่นการกล่าวหาว่าตนพยายามจะหนีคดี ซึ่งตนขอย้ำอีกครั้งว่าตั้งแต่ตนร่วมตั้งพรรคอนาคตใหม่มา เป้าหมายคือการต่อสู้เพื่อให้อำนาจกลับมาสู่ประชาชน ต้องชนกับอำนาจเผด็จการ วันนี้แม้จะกลายร่างเป็นเผด็จการที่มีการเลือกตั้งแล้ว แต่เรารู้ตั้งแต่ตั้งพรรคอยู่แล้วว่าการดำเนินคดีกับเราต้องเกิดขึ้น ดังนั้นตนเตรียมตัวเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว ว่าจะไม่มีการหลบหนีเด็ดขาด การกล่าวหาว่าจะหลบหนีเป็นเพียงแค่การโจมตีตนและพรรคอนาคตใหม่ ตนจึงขอยืนยันในที่นี้อีกรั้ง ว่าตนและพรรคอนาคตใหม่มีความตั้งใจและจริงใจที่จะผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้า โดยพร้อมที่จะเผชิญกับคดีต่างๆ ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาเรื่องการขายชาตินั้น เป็นข้อกล่าวหาหนึ่งที่เราได้รับมาโดยตลอด พรรคอนาคตใหม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นการโจมตีที่เราคาดไว้อยู่แล้วว่าต้องเผชิญ ทั้งนี้ตนเห็นว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราต้องนิยามคำว่าชาติใหม่ “สำหรับพรรคอนาคตใหม่ ชาติคือประชาชน สำหรับพรรคอนาคตใหม่ชาติไม่ใช่รัฐบาล และที่สำคัญที่สุด ชาติไม่ใช่ความมั่นคงของ คสช. ไม่ใช่ความมั่นคงของประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ่งที่เราไปพบปะพูดคุยกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รัฐบาลต่างๆ เราพูดคุยกันถึงสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย ทำอย่างไรให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง  ดังนั้นผมมั่นใจว่าด้วยเจตนาดีของเรา เราไม่มีความคิดที่จะทำลายชาติ คนที่กล่าวหาเราว่าขายชาติต่างหาก พวกที่เป็นกลุ่มคนที่รับใช้เผด็จการต่างหาก ที่ทำลายชาติ ที่ขายชาติ พวกเรามีแต่ความจริงใจที่อยากจะพัฒนาประเทศไทยไปข้างหน้า พวกเรามีแต่ความจริงใจที่จะปลดปล่อยศักยภาพที่ถูกกดทับมานานของสังคมไทย เพื่อให้ประเทศไทยทะยานไปข้างหน้าได้อย่างทัดเทียมกับโลกภายนอก ความมั่นคงของประเทศไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล เป็นคนละเรื่องกัน และสิ่งที่เราทำไปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความมั่นคงของประเทศเลย ในทางกลับกัน เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยกลับมาสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนเท่านั้น” ธนาธรกล่าว เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคร่วมรัฐบาลประกาศนโยบายการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วน และได้รับการตอบรับจากรัฐบาลนั้น ธนากรกล่าวว่าตนเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจของ ส.ว. รวมทั้งในหมวดหมู่มาตราที่เกี่ยวกับการกุมอำนาจเอาไว้ของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ องค์กรอิสระ ฯลฯ อาจมีการแก้ไขมาตราเล็กๆ น้อยๆ ในลักษณะผักชีโรยหน้า แต่จะไม่มีการไม่แก้ไขสิ่งที่เป็นกลไกในการควบคุมอำนาจของตัวเอง

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่กล่าวถึงเรื่องอะไรในสภาบ้าง?

เราได้ประมวลข้อมูลการประชุมสภาทุกครั้งที่ผ่านมาและเผยแพร่ให้ทุกท่านผู้ที่ติดตามจับตาการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ได้ร่วมตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ติชมกัน เรียงลำดับจากสัดส่วนมากที่สุด : -ติดตาม-ตรวจสอบการปฏิรูปประเทศ : 27% -การเกษตร/ปัญหาราคาพืชผล : 19% -การคมนาคมสัญจร : 13% -สวัสดิการประชาชน/คุณภาพชีวิต : 12% -สิทธิเสรีภาพ : 9% -ความหลากหลายทางสังคม : 7% -ทรัพยากรธรรมชาติ/สิ่งแวดล้อม : 5% -การบริหารจัดการ/งบประมาณภาครัฐ : 3% -เศรษฐกิจ : 2% -รัฐโปร่งใส/การตรวจสอบทุจริต : 1% -ความมั่นคง : 1% -การศึกษา/กีฬา/เยาวชน : 1% ส่วน 10 อันดับ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ที่มีเวลาพูดในสภา หรือที่เรียกกันในวงการสื่อมวลชนว่า “แอร์ไทม์” มากที่สุด ได้แก่ 1. ปิยบุตร แสงกนกกุล : อภิปรายกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติในฐานะผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี, อภิปรายงบการเงินศาลยุติธรรมที่มีงบติดตามตรวจสอบไม่ได้ และงบการประชุมศาลเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าจากปีก่อน, อภิปรายแผนปฏิรูปประเทศไม่เห็นหัวประชาชน, ใช้สิทธิถูกพาดพิงตอบโต้กรณี ส.ส.พลังประชารัฐเห็น “คนไม่เท่ากัน” และเลคเชอร์มารยาทในสภา 2. รังสิมันต์ โรม : อภิปรายแผนปฏิรูปกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือของ คสช., ตั้งกระทู้สดถาม พล.อ.ประวิตรกรณีการคุกคามนักกิจกรรม , หารือประเด็นประมง-การคมนาคมท้องถิ่น ฯลฯ 3. ศิริกัญญา ตันสกุล : กล่าวถึงการใช้คำสั่ง คสช.ที่ไม่เหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์, อภิปรายวิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศมีหน่วยงานซ้ำซ้อน ไม่มีความคืบหน้า และไม่ใช่การปฏิรูปประเทศที่แท้จริง 4. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ : อภิปรายญัตติขอให้สภาตั้ง กมธ.ศึกษาการต่อสัมปทานทางด่วน : จาก “ค่าโง่” กลายเป็น “ค่าแกล้งโง่” อาจทำให้ชาติเสียประโยชน์นับแสนล้านบาท 5. พรรณิการ์ วานิช : อภิปรายความไม่เหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, เสรีภาพสื่อมวลชนในยุครัฐบาล คสช. 6. ไกลก้อง ไวทยการ : ผลักดัน E-Government, ผลักดันกลไกการจัดการปัญหาข่าวปลอม (Fake News) 7. พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : สนับสนุนให้ตั้ง กมธ.ศึกษาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การพัฒนาเกษตรกรรมไทยโดยใช้แนวทาง “เกษตรก้าวหน้า” ของพรรคอนาคตใหม่มาแก้ไขปัญหา 8. คารม พลพรกลาง : แกนหลักในการกำกับให้การประชุมสภาเป็นไปตามข้อบังคับ โดยประท้วง ส.ส.พรรคอื่นที่พาดพิงพรรคอนาคตใหม่หรือกระทำทำผิดข้อบังคับการประชุม 9. พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ : อภิปรายวิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ มีความล่าช้า ไร้ตัวชี้วัดที่ชัดเจนมีประสิทธิภาพ และใช้งบประมาณน่าเคลือบแคลง, ปัญหาการจัดการครูในระบบการศึกษา และ 10. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร : หารือปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นี่เป็นสถิติคร่าวๆ โดยเราหวังว่าจะสามารถเก็บรวบรวมสถิติและข้อมูลได้ลึกซึ้งและรอบด้านมากกว่านี้เพื่อมาวิเคราะห์และพัฒนาคุณภาพการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยท่านสามารถอ่านสรุปความคืบหน้างานในสภาและนอกสภาที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของพรรคอนาคตใหม่ได้ที่ https://futureforwardparty.org/4960 อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้งดประชุมสภาเนื่องจากตรงอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ส่วนสัปดาห์หน้า รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ 2/1” จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา งานนี้พูดได้เพียงว่า “ห้ามพลาดเด็ดขาด!”

“คารม” เผยภัยแล้งอีสานเข้าขั้นวิกฤต จี้ภาครัฐเอาจริงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-ระยะยาว

  17 กรกฎาคม 2562 ที่เทศบาลตำหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด คารม พลพรกลาง ส.ส.  แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ร่วมหารือในหัวข้อ “การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง” โดยคารมระบุว่า  ตนเองได้รับเชิญแบบไม่เป็นทางการจากอดีตเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด และอดีตผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองหนึ่ง ให้ไปร่วมหารือในกิจกรรมนี้ ซึ่งจัดโดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนเข้าร่วมกว่า 500 คน ทั้งนี้ ได้รับคำอธิบาย ในเรื่องการทำฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ขณะนี้ ว่าทำไม่ได้อย่างไรบ้าง  หรือทำได้แต่ฝนตกไม่ครอบคลุมพื้นที่อย่างไร เพราะอะไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือ การที่พาชาวบ้านขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินดูสภาพความแห้งแล้ง ซึ่งไม่รู้จะทำไปทำไม เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็พบแต่ความแห้งแล้งเห็นชัดเจนอยู่แล้ว   “ในฐานะ ส.ส. และเป็นคนในพื้นที่ เท่าที่ได้ไปร่วมฟังในวันนี้  พบว่าราชการไม่ได้มีการนำเสนอการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเลย  ควรขุดบ่อเก็บกักน้ำอย่างไร โครงการโขง ชี มูล ควรมีการนำกลับมาศึกษาหรือไม่ ตรงนี้ไม่มีการพูดถึง  มิหนำซ้ำยังให้ คุณรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ซึ่งเป็น ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนแต่อย่างใด ได้นำเสนอ  พูดเรื่องการไม่ใช้สารเคมีในภาคการเกษตร ซึ่งไม่ตรงประเด็น ไม่เกี่ยวกับเรื่องการแก้ภัยแล้ง ตอนนี้ควรถามไถ่ หรือหารือแก้ปัญหาภัยแล้งที่ประชาชนประสบอยู่ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เรื่องการไม่ใช่สารเคมี  วันนี้ทุ่งกุลาร้องไห้ไม่มีน้ำ ข้าวแห้งตายไม่ต้องใช้สารเคมีอะไรแล้ว กิจกรรมวันนี้ดูแล้วเหมือนให้ ส.ว. มาเปิดงานให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง” คารมกล่าว    คารมกล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องภัยแล้งในภาคอีสาน ตอนนี้ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจังได้แล้ว  เพราะล่าสุดตนได้รับการแจ้งจากเพื่อนที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาของจังหวัด น้ำเหลือน้อยมาก และเหมือนไม่ได้รับการใส่ใจ  งบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ทำไมไม่ทุ่มเทมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ ยอมรับเลยว่า ภัยแล้งปีนี้หนักที่สุดในหลายสิบปี ตอนนี้เกษตรกรต้องพึ่งตัวเอง ยังไม่เห็นราชการให้ความช่วยเหลือ ที่ห่วงนอกจากภาคการเกษตรแล้ว ตอนนี้จะลามไปสู่เรื่องน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนด้วย เพื่อนที่บุรีรัมย์แจ้งด้วยว่า อีกไม่กี่สิบวันน้ำในห้วยจระเข้มากจะหมด  เรื่องข้าวที่ปลูกและแห้งตายไปแล้วแทบจะบอกเลยว่าไม่ได้คืน ตอนนี้ระยะสั้นต้องป้องกันไม่ให้ลามไปสู่เรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ส่วนระยะยาว รัฐบาลต้องมีนโยบาย มีโครงการที่จะแก้ปัญหาด้วย    “นี่คือบทพิสูจน์แรกของรัฐบาลชุดใหม่ คือ สิ่งที่ 4 รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรฯ  ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนเลย คือ แผนเผชิญเหตุ ที่อาจจะมีนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ นั่งหัวโต๊ะ และนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญมาทำงานร่วมกัน” “เพราะสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตแล้ว ต้องมีการตั้งวอร์รูมสำหรับประเมินพื้นที่ สถานการณ์แหล่งน้ำตามที่ต่างๆ ประเมินสถานการณ์ฝน พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ รวมถึงการเข้าให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการทำฝนเทียม  หรือแม้แต่รถบรรทุกน้ำสำรองที่เข้าไปถึงบ้านเรือนประชาชน รวมถึงต้องเยียวยาผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรที่เสียหาย และราคาผลผลิตตกต่ำด้วย ส่วนระยะยาวต้องคิดถึงแผนการจัดการน้ำที่เป็นระบบ การขุดลอกแม่น้ำลำคลอง อ่างเก็บน้ำ ธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นต้น”

รายงานความคืบหน้าในและนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ 7 ก.ค. – 15 ก.ค. 2562

กลับมารายงานอีกครั้งสำหรับ “งานนอกและในสภาผู้แทนราษฎร” ของ “พรรคอนาคตใหม่” ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. คณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงสมาชิกพรรค ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายประเด็นน่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเดินทางทัวร์ยุโรป – อเมริกา ของหัวหน้าพรรค, การติดตามความคืบหน้ากรณี “จ่านิว- สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” ถูกรุมทำร้ายร่างกาย, กรณีใช้สารเคมีในภาคการเกษตรซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง, การรับน้องรุนแรงจนถึงขั้นอาการโคมา ที่ จ.นครปฐม เป็นต้น ____ ขณะที่ในสภาผู้แทนราษฎร หลังมีการนำร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ฉบับใหม่ให้พิจารณา ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ก็ได้ร่วมอภิปรายหลายคน ส่วนอีกวาระสำคัญคือ ญัตติด่วน ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ที่ร่วมอภิปราย คือ “สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ”  ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และที่ปรึกษานโยบายด้านคมนาคมของพรรค งานนี้ได้รับเสียงปรบมือชื่นชม ยกให้เป็น “ดาวสภา” ประจำสัปดาห์ ____ งานนอกสภาฯ “ธนาธร” ทัวร์ยุโรป-อเมริกา “ปิยบุตร” เปิดตลาดวิชา-ปั้นรายการใหม่ “ทิม พิธา- ครูจุ๊ย- ชำนาญ – เท่าพิภพ” ลุยพื้นที่ ____ แค่ขยับก็ถูกจับลากโยงสร้างข่าวเท็จ หรือ “Fake News” ยั่วยุปลุกปั่นกันสนุกสนาน บ้างจับตา บ้างจับผิด และบ้างถึงขั้นบุกเข้าไปตาหาถึงสถานที่ที่เพิ่งไปเยือน พร้อมประกาศลั่นจะพากลับประเทศ นัยว่าให้หยุดเดินทางพบสื่อมวลชน – องค์กรต่างชาติ หยุดให้ร้ายประเทศไทยได้แล้ว !   นั่นคือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทริป “ยุโรป-อเมริกา” ระหว่างวันที่ 9-15 กรกฎาคม 2562 ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงสมาชิกอีก 2 คนคือ “ช่อ- พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค” และ “อ.ต้น – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ที่ปรึกษานโยบายของพรรค ซึ่งตลอดทั้งสัปดาห์ เดินทางไปร่วมกิจกรรมมากมายในหลายเมืองหลายประเทศ ได้รับการต้อนรับอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น บรัสเซลส์, เบอร์ลิน, ลอนดอน,  นิวยอร์ก รวมถึงวอชิงตัน ดีซี  ทั้งนี้ เพจส่วนตัวของ “ธนาธร” และ “พรรคอนาคตใหม่” ได้รายงานสถานการณ์และกิจกรรมอยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ตาม หลังกลับมาเมืองไทย คาดว่า “ธนาธร” คงต้องหาโอกาสบอกเล่าเรื่องราวการเดินทาง นำความรู้ที่ได้รับกลับมาเผยแพร่อย่างจริงๆ จังๆ อีกครั้ง   – การสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้า [ การสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้า ].การให้ข่าวพาดพิงของ พล.ท.วีรชน… 由 Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 发布于 2019年7月12日周五   – ธนาธรบรรยายที่อังกฤษ ย้ำความสำคัญของรัฐสภาและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย [ ธนาธรบรรยายที่อังกฤษ ย้ำความสำคัญของรัฐสภาและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ].ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ… 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月14日周日   – สัมภาษณ์พิเศษ: ‘ธนาธร’ เตรียมตัวรับคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ-รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญเดือน ส.ค.นี้ https://www.voathai.com/a/interview-thanathorn/5002059.html   ทางฟากฝั่งเมืองไทย “อ.ป๊อก – ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมบรรดา ส.ส.ของพรรค นอกจากจะลุยงานในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว งานนอกสภาก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ขาดหาย สัปดาห์นี้แม้ “อ.ป๊อก” จะไม่ได้เดินทางไปเยือนพื้นที่ไหน แต่เพื่อให้หายคิดถึง จึงจัดรายการเผยแพร่ให้ความรู้ 2 รายการรวด นั่นคือ  “ตลาดวิชาอนาคตใหม่” ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับ “รัฐธรรมนูญ”  เข้าสู่ตอน 2 และกำลังจะเริ่มตอน 3 ในสัปดาห์นี้ อันเป็นจังหวะเหมาะกับการเตรียมแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่าจะมีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอันเป็นสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคเคยชูไว้ในช่วงหาเสียงหรือไม่   อีกหนึ่งคือ รายการใหม่แกะกล่อง ให้ชื่อว่า “สภาอนาคต”  พูดคุยหนักบ้าง เบาบ้าง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการทำงานในสภา ของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

ธนาธรบรรยายที่อังกฤษ ย้ำความสำคัญของรัฐสภาและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคและศิษย์เก่าวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics and Political Science หรือ LSE) ได้รับเชิญไปร่วมบรรยายสาธารณะในหัวข้อ “ประเทศไทยหลังเลือกตั้ง: มองไปสู่อนาคต”     งานดังกล่าวมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคนจนเต็มห้องประชุม  โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและประชาชนชาวไทย ซึ่งบางส่วนเดินทางมาจากหลายประเทศในยุโรป เช่น  ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงเมืองต่างๆ ในสหราชอาณาจักร เพื่อมาร่วมงานบรรยายสาธารณะครั้งนี้โดยเฉพาะ ในการบรรยายครั้งนี้ พรรณิการ์ได้กล่าวถึงรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการให้ ส.ว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงการที่ กกต. เลือกใช้สูตรคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งทำให้จำนวน ส.ส.  ของแต่ละพรรคเปลี่ยนไปมาก และเพิ่มบทบาทของ ส.ว. แต่งตั้งในการเลือกนายกรัฐมนตรี จึงไม่อาจกล่าวได้เลยว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกติกาประชาธิปไตยที่เป็นกลาง   นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์น่ากังวลเกี่ยวกับการเมืองไทยอีก 3 ประการ  ประการแรก คือการทำร้ายนักกิจกรรมทางการเมืองซ้ำซากหลายครั้ง และกระทำอย่างอุกอาจ กลางวันแสกๆ  โดยทางการไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้  ประการที่สอง คือ การใช้ข่าวปลอม วาทะสร้างความเกลียดชัง การบิดเบือนข้อมูล  ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคฝ่ายค้าน โดยผ่านโซเชียลมีเดียรวมถึงสื่อกระแสหลักบางสำนัก  ประการสุดท้าย คือการใช้คดีความในการสกัดกั้นพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่  ซึ่งมีคดีความและข้อร้องเรียนต่างๆ ต่อพรรคและแกนนำพรรคถึง 22 คดี ทั้งที่ก่อตั้งพรรคมาเพียง 1 ปี โดยคดีความส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง     โฆษกพรรคแสดงความกังวลถึงการใช้ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน รวมถึงวาทะเกลียดชัง  ว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สังคมไทยจะยิ่งแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย นำไปสู่ความรุนแรงได้ในอนาคต จึงอยากขอให้ประชาชนเสพสื่ออย่างมีวิจารณญาณ ตอบโต้ข่าวปลอมด้วยข้อเท็จจริง และอย่าโต้วาทะเกลียดชังด้วยวาทะเกลียดชัง เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย  และเมื่อประชาชนเกลียดชังแบ่งแยกกัน ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือผู้มีอำนาจไม่กี่คนเท่านั้น     ด้านหัวหน้าพรรค กล่าวถึงการทำงานของพรรคอนาคตใหม่หลังเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าแม้จะอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน แต่พรรคอนาคตใหม่ก็จะทำงานเต็มที่เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ  ที่หาเสียงไว้ให้เป็นจริง รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนด้วย โดยการเลือกตั้งท้องถิ่นว่าเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ที่อนาคตใหม่ต้องการทำให้สำเร็จ เพื่อผลักดันการกระจายอำนาจและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในระดับท้องถิ่นโดยไม่ต้องรอให้ได้เป็นรัฐบาล นอกจากนี้พรรคยังต้องการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำการเมืองท้องถิ่นจากการใช้เครือข่ายอุปถัมภ์เป็นหลัก ให้เป็นการแข่งขันเชิงนโยบายวิสัยทัศน์ นโยบาย และอุดมการณ์ทางการเมือง     หัวหน้าพรรคกล่าวย้ำว่า  พรรคอนาคตใหม่เชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยควรทำผ่านรัฐสภา  เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่แต่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะนี่คือทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างสันติและยั่งยืน รวมถึงให้ทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การแก้รัฐธรรมนูญจะสำเร็จได้อาจต้องใช้เวลาหลายปี ไม่เหมือนการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ทันที  ทว่าหากเราต้องการได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ได้การเปลี่ยนแปลงที่มาจากประชาชนและเป็นของประชาชน ก็ต้องเดินไปแนวทางนี้ ไม่มีทางลัดอื่น

(คลิป) ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ให้ท้องถิ่นจัดการตัวเอง

กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี : ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ท้องถิ่นจัดการตัวเอง กระจายความเจริญ [ ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ให้ท้องถิ่นจัดการตัวเอง กระจายความเจริญให้ทั้งประเทศ ].หนึ่งในนโยบายหาเสียงของ พรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นขานรับ เพราะเห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และพัฒนาบ้านเมืองของตนได้อย่างยั่งยืน นั่นคือนโยบายที่มีชื่อว่า “ยุติระบบราชการรวมศูนย์”.หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เห็นว่า การคืนอำนาจการจัดการ ทั้งงบประมาณ และกำลังคน ให้กับท้องถิ่นโดยเร่งด่วน นั่นคือ จ.เชียงราย โดยมี นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวเชียงราย พร้อมมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดขึ้น.นักธุรกกิจหนุ่ม ผู้เดินทางเข้าเมืองกรุงเพื่อแสวงโชคอย่างใครต่อใครอีกมากมาย วันนี้ คืนกลับมาสู่บ้านเกิด พร้อมกับความมุ่งมั่นอยากเห็นเมืองเชียงรายเปลี่ยนแปลงพัฒนา แม้นามสกุล “จงสุทธนามณี” จะถูกมองว่า เป็นตระกูลนักการเมืองยิ่งใหญ่ในจังหวัด แต่ กัญจน์พงศ์ ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาไม่ได้เดินในเงารอยนั้น ที่คนในตระกูลนี้เลือกสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ.กัญจน์พงษ์ เลือกทางที่ตัวเองเชื่อมั่น เลือกอนาคตใหม่ และพร้อมผลักดันนโยบาย “ยุติระบบราชการรวมศูนย์” เพื่อพัฒนาเมืองเชียงรายและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศให้เจริญก้าวหน้า 由 พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月12日周五   หนึ่งในนโยบายหาเสียงของ พรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นขานรับ เพราะเห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และพัฒนาบ้านเมืองของตนได้อย่างยั่งยืน นั่นคือนโยบายที่มีชื่อว่า “ยุติระบบราชการรวมศูนย์” หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เห็นว่า ควรต้องคืนอำนาจการจัดการ ทั้งงบประมาณ และกำลังคน ให้กับท้องถิ่นโดยเร่งด่วน คือ จังหวัดเชียงราย โดย กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ  พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวเชียงราย พร้อมมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดขึ้น กัญจน์พงศ์เป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้เดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อแสวงโชคอย่างใครต่อใครอีกมากมาย เมื่อเลือกที่จะ คืนกลับมาสู่บ้านเกิด พร้อมกับความมุ่งมั่นอยากเห็นเมืองเชียงรายเปลี่ยนแปลงพัฒนา แม้นามสกุล “จงสุทธนามณี” จะถูกมองว่า เป็นตระกูลนักการเมืองยิ่งใหญ่ในจังหวัด แต่ กัญจน์พงศ์ ได้พิสูจน์แล้วว่า  เขาไม่ได้เดินในรอยเงานั้น ที่คนในตระกูลนี้เลือกสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ กัญจน์พงษ์ เลือกทางที่ตัวเองเชื่อมั่น เลือกอนาคตใหม่ และพร้อมผลักดันนโยบาย “ยุติระบบราชการรวมศูนย์” เพื่อพัฒนาเมืองเชียงรายและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศให้เจริญก้าวหน้า

1 2 3 4 5 23