fbpx

พรรคอนาคตใหม่

(Infographic) วิถีแห่งการเมืองใหม่อนาคตใหม่

มีหลายท่านสนใจสอบถามแนวทางของพรรคอนาคตใหม่ และนโยบายที่เป็นรูปธรรม  เพื่อจะได้ตัดสินใจว่าพรรคอนาคตใหม่จะเป็นผู้นำประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้หรือไม่ แม้ตอนนี้เราจะยังประกาศนโยบายอย่างชัดเจนไม่ได้ เนื่องจากติดล็อกคำสั่ง คสช. แต่นี่คือวิธีการทำ “พรรคการเมืองแบบใหม่” ของเรา และทันทีที่ คสช. ปลดล็อก นำความปกติคืนสู่การเมืองไทย เราพร้อมนำเสนอนโยบายต่อสาธารณชน เพื่อยืนยันว่าอนาคตใหม่ คือพรรคทางหลักของการเมืองไทย    อนาคตใหม่ เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคต   #พรรคอนาคตใหม่ #ทีมอนาคตใหม่ (เชิญเป็นแนวร่วมอนาคตใหม่ >> https://futureforwardparty.org/join)

แถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม โดยไม่มีเงื่อนไข

จากกรณีการชุมนุมของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบ 4 ปี การทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งภายในปี 2561 และให้ คสช. หยุดสืบทอดอำนาจ การชุมนุมดังกล่าว เริ่มต้นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในช่วงเย็นของวันที่ 21 พฤษภาคม และมีการเดินเท้าไปชุมนุมตามกำหนดการที่ได้แจ้งไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้น ถูกผลักดัน และมีความพยายามในการสลายการชุมนุมเป็นระยะ จนในที่สุดต้องประกาศยุติการชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ผู้นำและผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 15 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดี ถูกร้องทุกข์โดย คสช.ในหลายข้อหา รวมถึงความผิดฐานละเมิดคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป โดยได้แยกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท และสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พวกเรา ในนาม “กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่” เห็นว่า การชุมนุมดังกล่าว เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นการแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่การปิดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนการพยายามสลายการชุมนุมต่างหาก ที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุมอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีการนำคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง เกินขอบเขต มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการทำลายสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างไม่เป็นไปตามหลักสากลใดเลย รวมถึงขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ คสช.เองร่างขึ้น กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ขอประณามการขัดขวางผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนการจับกุมตัว การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมดังกล่าว และขอเรียกร้องให้ 1. ปล่อยตัวผู้ร่วมชุมนุมในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่ถูกจับกุม ดำเนินคดีทั้งหมด อย่างไม่มีเงื่อนไข 2. ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งอื่นๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 3. รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว อย่างช้าที่สุดคือในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ตามที่หัวหน้า คสช. ได้เคยสัญญาไว้ จงคืนอำนาจอธิปไตยสู่ประชาชน กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ 23 พฤษภาคม 2561

แถลงการณ์เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการคุกคามผู้มาร่วมประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต การประชุมครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้ผู้ร่วมจดจัดตั้งพรรคกว่า 700 คน มาร่วมลงมติรับรองอุดมการณ์ หลักการ แนวนโยบาย ข้อบังคับ และเลือกกรรมการบริหารชุดแรกตามขั้นตอนทางกฎหมาย และเพื่อตอกย้ำความเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และนโยบายกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นแนวนโยบายหลักของพรรค สมาชิกก่อตั้งที่มาร่วมประชุม จึงมาจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงมีเครือข่ายแรงงานและเยาวชนคนหนุ่มสาว นอกจากนี้ ในการประกาศอุดมการณ์ แนวทาง และการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำพรรคและตัวแทนเครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งมีขึ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน พรรคได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงาน ซึ่งปรากฏว่ามีคนหลากหลายอาชีพ วัย และภูมิภาค เข้าร่วมรวมเป็นจำนวนกว่า 3,000 คน มีผู้ติดตามชมการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์และชมย้อนหลังรวมกว่า 160,000 คน ซึ่งแสดงถึงความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ อันเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม กลับปรากฏว่าในวันงาน นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาดูแลความปลอดภัยตามปกติ ยังมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบจำนวนมากที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ปะปนกับผู้ชมงาน บันทึกภาพบรรยากาศอย่างละเอียด รวมถึงตามถ่ายภาพทะเบียนรถที่จอดอยู่รอบๆ ยิมเนเซียมที่จัดการประชุม และหลังจากนั้นไม่กี่วัน สมาชิกก่อตั้งของพรรคอนาคตใหม่จำนวนมาก ก็ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามไปถึงบ้าน และข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัว การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของประชาชน ยังละเมิดสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งแม้ปัจจุบันจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 แต่ในเมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้รับอนุญาตให้จัดการประชุมพรรค สมาชิกก่อตั้งของพรรค จึงย่อมมีสิทธิ์เดินทางไปร่วมประชุมเพื่อให้การจัดตั้งพรรคลุล่วงตามขั้นตอนทางกฎหมาย เช่นเดียวกับที่พรรคอื่นๆ ได้ทำไปแล้วหลายพรรค พรรคอนาคตใหม่ขอยืนยันว่าสมาชิกผู้ร่วมจดจัดตั้งพรรคทุกคนที่เดินทางมาร่วมประชุมในวันที่ 27 พฤษภาคม มาด้วยความกระตือรือร้น ความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง ต้องการให้การเมืองไทยกลับมาเป็นเรื่องของประชาชน กำหนดโดยประชาชน เพื่อประชาชนอีกครั้ง มิได้กระทำการใดอันละเมิดด้วยกฎหมาย ทั้งกฎหมายปกติ และคำสั่งคสช. ด้วยเหตุนี้ พรรคอนาคตใหม่จึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ยุติการกระทำอันลุแก่อำนาจ ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพพลเมือง และให้ปฏิบัติกับพรรคการเมืองทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน ปล่อยให้พรรคการเมืองและประชาชนทุกคนทำกิจกรรมต่าง ๆ อันพึงมีในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตามหลักสากล รักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ 4 มิถุนายน 2561

“ธนาธร” นั่งหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ที่ประชุมพรรคอนาคตใหม่ มีมติเลือก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค ขณะที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นเลขาธิการพรรค พร้อมดึงอดีตรองเลขาธิการ สมช. ร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรคชุดแรก การประชุมผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ จัดขึ้นภายในอาคารยิมเนเซียม 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แบ่งเป็น 2 ช่วง เช้าและช่วงบ่าย โดยภาคเช้าเป็นการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดแรก หลังได้รับการอนุญาตจาก กกต. และ คสช. ซึ่งเป็นไปตามคาด ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 473 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค ขณะที่โครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค มีรองหัวหน้าพรรค 4 คน ที่น่าสนใจ คือ พลโท พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สมช. ซึ่งถูกโยกย้ายในสมัยรัฐบาล คสช. เมื่อปี 58 ส่วนอีก 3 คน ประกอบด้วย นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นายชำนาญ จันทร์เรือง และ นายรณวิต หล่อเลิศสุนทร   นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเลือก นายปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนสำคัญ เป็นเลขาธิการพรรค และ นางสาวพรรณิการ์ วานิช เป็นโฆษกพรรค  ขณะเดียวกัน ยังเลือกกรรมการบริหาร สายภูมิภาค อาทิ นายสุรชัย ศรีสารคาม ดูแลสัดส่วนภาคกลาง นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ดูแลสัดส่วนภาคเหนือ นายชัน ภักดีศรี ดูแลสัดส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ นายเจนวิทย์ ไกรสินธ์ุ  ดูแลสัดส่วนภาคใต้    สำหรับการประชุมในช่วงบ่าย  จะเป็นการแนะนำตัวคณะกรรมการบริหารพรรคชุดแรก พร้อมประกาศอุดมการณ์และแนวทางพรรค ซึ่งจะมีการแสดงวิสัยทัศน์จากหัวหน้าพรรค จากนั้นทั้งหมดจะร่วมแถลงข่าวต่อมวลชน โดยบรรยากาศภายในสถานที่จัดประชุมได้แบ่งโซนพื้นที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค  ผู้สนับสนุน รวมถึงผู้ร่วมสังเกตการณ์ และ เจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีกำลังตำรวจวางมาตรการดูแลความปลอดภัยคนเข้า-ออก อย่างเข้มงวด   ขอบคุณข้อมูลจาก http://news.ch3thailand.com/politics/69923?fbclid=IwAR29KDUKyV3XZw7yO1P2RROv_7S-UU-pfiRbi1BkOqKnckiRiM0V8XsWyD0

แถลงการณ์การประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่

27 พฤษภาคม 2561 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์หน้าแรกของพรรคอนาคตใหม่ถูกเขียนขึ้น สมาชิกก่อตั้งกว่า 700 คนจากทั่วประเทศ ประกอบด้วยเครือข่ายจากภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ เครือข่ายแรงงาน และเครือข่ายคนรุ่นใหม่ New Gen Network ได้ส่งตัวแทนมาร่วมประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกำหนดอุดมการณ์ และกรอบนโยบายของพรรค รวมถึงเลือกกรรมการบริหารพรรค เพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างอนาคตใหม่ ที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชนสากล เชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างสังคมที่เท่าเทียม สร้างเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและสร้างสรรค์ โดยในการประชุมครั้งนี้ เรายังได้เชิญประชาชนทั่วไป และทูตานุทูตจากกว่า 15 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากสหภาพยุโรปและสหประชาชาติมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย  พรรคอนาคตใหม่ขอประกาศว่าเรามุ่งทำการเมืองแบบใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ แข่งขันกันในเชิงอุดมการณ์และนโยบาย เสนอนโยบายก้าวหน้า กระจายอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนเข้าถึงทุนและทรัพยากรอย่างเท่าเทียม เป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีใครผูกขาดความเป็นเจ้าของ สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ทั้งในแง่การระดมทุนและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย พรรคอนาคตใหม่ตั้งเป้าระดมทุนให้ได้อย่างน้อย 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินการทางการเมืองจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกใช้อย่างโปร่งใส แสดงบัญชีต่อสาธารณะ เปิดโอกาสให้สังคมตรวจสอบได้ง่าย นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคยังมาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจตามภูมิภาค ความหลากหลายทางอาชีพและเพศ รวมถึงมีกรรมการสัดส่วนเครือข่ายแรงงานและเยาวชนคนหนุ่มสาว เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีตัวแทนของตนเองในโครงสร้างการบริหารของพรรค มุ่งทำงานการเมืองระยะยาว ไม่มุ่งหวังเฉพาะชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่จะทำงานต่อเนื่องทั้งในฐานะพรรคการเมือง มูลนิธิ และส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม โดยพรรคการเมืองจะมุ่งทำงานการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่มูลนิธิของพรรคจะทำหน้าที่เผยแพร่หลักการและความรู้ เป็นเสมือนคลังสมองที่สร้างพลเมืองผู้ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำงานทางความคิด ส่วนธุรกิจเพื่อสังคม จะเป็นทั้งห้องทดลองนโยบายและการสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น  การทำงานโดยยึด 3 เสาหลักนี้ จะนำมาสู่การเมืองที่สร้างสรรค์ โปร่งใส เปิดกว้างสำหรับประชาชนทุกคน สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศ พรรคอนาคตใหม่คือผู้ปักธงใหม่ ให้การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ กำหนดอนาคตของตนเอง อนาคตใหม่ เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคต

แถลงการณ์เรื่องการมุ่งจะดำเนินคดีอาญาต่อสมาชิกของกลุ่ม “อนาคตใหม่”

ตามที่พนักงานสอบสวนได้ทำการออกหมายเรียกพยานมายัง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ ในคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ คดีหนึ่ง และคดีระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับ ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับพวก ผู้ต้องหา ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ อีกคดีหนึ่ง โดยกำหนดให้ไปพบพนักงานสอบสวนที่ กองกำกับการ ๓ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. ต่อมาวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายไกลก้อง ไวทยการ และนางสาวจารุวรรณ ศรันย์เกตุ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน”) โดยทนายความผู้รับมอบอำนาจได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและขอเลื่อนนัดต่อพนักงานสอบสวนเป็นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๑.๐๐ น. และพนักงานสอบสวนอนุญาตตามขอ และเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานดังกล่าวและได้ทราบจากพนักงานสอบสวนว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “คสช.”) ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเนื้อหาของบันทึกวิดีโอเฟซบุ๊คไลฟ์ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๑ ช่วงค่ำ ทางเฟซบุ๊คเพจ “อนาคตใหม่ – The Future We Want” และ เพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ทั้งนี้ นายธนาธร กับพวกรวม ๓ คน ได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน โดยปฏิเสธการให้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ และพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด โดยในวันเดียวกันนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวไทยโพสต์ว่า “คดีดังกล่าวนายธนาธร มีการพาดพิงถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อมูลกระบวนการยุติธรรมและเป็นการกล่าวหาคสช. นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการโจมตีกระบวนการยุติธรรมด้วย” นั้น กลุ่ม “อนาคตใหม่” ขอเรียนดังนี้ คสช. เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นจากการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจรัฐไปจากประชาชนเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทำลายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเป็นองค์กรที่ปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐ – ประชาธิปไตย นับแต่เข้าสู่อำนาจรัฐเป็นต้นมา คสช. ได้ใช้อำนาจดังกล่าว ปราบปรามประชาชนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับระบอบเผด็จการที่ตนก่อตั้งขึ้น คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยวิธีการต่างๆ ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายและกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศมาโดยตลอด ถึงแม้ว่า บัดนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งแล้ว การปราบปราม คุกคาม และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยอำนาจของเผด็จการ คสช. ก็หาได้ลดลงไม่ สภาพการณ์การเช่นนี้แสดงถึงความไม่จริงใจที่จะนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรมตามวิถีทางประชาธิปไตย สาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนไว้ ซึ่ง คสช. ในฐานะองค์กรของรัฐมีหน้าที่ต้องเคารพและผูกพันต่อหลักการดังกล่าว ดังนั้น การมุ่งจะดำเนินคดีอาญาต่อนายธนาธรกับพวกรวม ๓ คนในครั้งนี้ จึงเป็นการคุกคามและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ทั้งนี้ การกระทำของนายธนาธรและพวกรวม ๓ คน เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญมุ่งหมายจะคุ้มครอง และการคุกคามจาก คสช. ในครั้งนี้มิได้กระทบต่อจุดยืนทางการเมืองของเรา ที่สนับสนุนการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ อนึ่ง ผลพวงของรัฐประหาร อันได้แก่

แถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม โดยไม่มีเงื่อนไข

จากกรณีการชุมนุมของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบ 4 ปี การทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งภายในปี 2561 และให้ คสช. หยุดสืบทอดอำนาจ การชุมนุมดังกล่าว เริ่มต้นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในช่วงเย็นของวันที่ 21 พฤษภาคม และมีการเดินเท้าไปชุมนุมตามกำหนดการที่ได้แจ้งไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้น ถูกผลักดัน และมีความพยายามในการสลายการชุมนุมเป็นระยะ จนในที่สุดต้องประกาศยุติการชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ผู้นำและผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 15 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดี ถูกร้องทุกข์โดย คสช.ในหลายข้อหา รวมถึงความผิดฐานละเมิดคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป โดยได้แยกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท และสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พวกเรา ในนาม “กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่” เห็นว่า การชุมนุมดังกล่าว เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นการแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่การปิดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนการพยายามสลายการชุมนุมต่างหาก ที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุมอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีการนำคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง เกินขอบเขต มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการทำลายสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างไม่เป็นไปตามหลักสากลใดเลย รวมถึงขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่คสช.เองร่างขึ้น กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ขอประณามการขัดขวางผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนการจับกุมตัว การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมดังกล่าว และขอเรียกร้องให้ 1. ปล่อยตัวผู้ร่วมชุมนุมในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่ถูกจับกุม ดำเนินคดีทั้งหมด อย่างไม่มีเงื่อนไข 2. ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งอื่นๆที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 3. รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว อย่างช้าที่สุดคือในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ตามที่หัวหน้า คสช. ได้เคยสัญญาไว้ จงคืนอำนาจอธิปไตยสู่ประชาชน กลุ่มผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ 23 พฤษภาคม 2561

เสียงจากเกษตรกร กระดูกสันหลังของภาคใต้

จ.กระบี่ ได้ชื่อว่าเพียบพร้อมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สินค้าภาคเกษตรหลักอย่างยางพารา ปาล์มน้ำมัน รวมถึงการทำประมง เคยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในท้องถิ่น แต่เมื่อทีมอนาคตใหม่ได้ไปคุยกับเกษตรกร ต.เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กลับพบว่าความเป็นจริงในวันนี้ ไม่สวยงามอีกต่อไป

“อนาคตใหม่” โดย ผการัมย์ งามธันวา

“อดีตเวิ่นเว้อ เพ้อเจ้อก้ำก้ำกึ่งกึ่ง รำพึงระโบยโหยหา   ปัจจุบันเลินเล่อ เผอเรอสว่างซึ้งสร่าง อ้างว้างอึงวึง ส่วงสึมซึมซา   อนาคตจะพบเจอ ท้าทายทบทวีถลกถกทึ้ง ทิศทางจะนำพาความหวังพลังตรึง   สู่จุดหมายทายท้าลึกซึ้ง อนาคตใหม่   ที่ร่ำเปิงกาแฟ มิตรสหายมาเยือน” บทกวีจากศิลปินผู้สนับสนุน #ทีมอนาคตใหม่ สร้างสรรค์ให้เป็นกำลังใจ

เราคือผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่ชนชั้นกลาง

ฉายหนังฟังเสวนา “กลัวตกงาน…รัฐสวัสดิการช่วยได้?” ษัษฐรัมย์ชี้ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบที่ยากจนกว่า 10 ล้านคน อำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนยิ่งลดลง คนไทย 80% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง แต่มีแค่ 40%ที่จะอยู่รอดปลอดภัยจริง เสนองบ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี สร้างรัฐสวัสดิการ ที่เด็กได้เงินตั้งแต่เกิดเดือนละ 2,000 บาท 22 เม.ย. 2561 Documentary Club และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ร่วมจัดงาน DOC+TALK ครั้งที่ 14 ที่ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 BACC ฉายหนังสารคดี “Merci Patron!” (Thanks Boss!) หนังสารคดีฝรั่งเศสเจ้าของรางวัล Best Documentary Film จากเวที César Awards ปี 2017 ว่าด้วยเรื่องแรงงานผู้ประสบปัญหาจากการเลิกจ้าง หลังฉายหนังร่วมสนทนาในหัวข้อ “กลัวตกงาน…รัฐสวัสดิการช่วยได้?” โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์   รัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสที่ได้มาด้วยการต่อสู้ยาวนาน ษัษฐรัมย์เล่าถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่พัฒนามาเป็นแนวคิดรัฐสวัสดิการว่า ที่ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ฝรั่งเศสมีภาพการต่อสู้กันมาตลอดเวลา ตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ปัจจุบันฝรั่งเศสถูกจัดว่าเป็น สาธารณรัฐที่ 5 หมายความว่า ฝรั่งเศสเคยมีสาธารณรัฐ 1,2,3,4 และถูกคั้นด้วย จักรวรรดิ 1,2,3,4 ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสจึงเป็นช่วงเวลาของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยนำสู่การรบราฆ่าฟัน คอร์รัปชั่น ผูกขาดเผด็จการรัฐสภา การยกอำนาจให้นายพล แต่สิ่งที่ผ่านมาในเวลา 200 ปี คือการที่ประชาชนฝรั่งเศสยืนยันว่าสุดท้ายแล้วต้องพยายามมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตยเพื่อให้มันดีขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่รัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสอยู่ในเงื่อนไขหนึ่งคือ การต่อสู้ของสหภาพแรงงาน ขบวนการแรงงานอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วง 30-40 ปีที่แล้ว ฝรั่งเศสก็ประสบกับชะตากรรมเดียวกับหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริการวมถึงละตินอเมริกา คือ การคืบเข้ามาของเสรีนิยมใหม่ คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่างๆ แสวงหากำไรได้อย่างเต็มที่ ตัดสวัสดิการของคน การทำลายสหภาพแรงงาน ในอังกฤษคือมาร์กาเรต แธตเชอร์ ในอเมริกาคือโรนัลด์ เรแกน แต่ในฝรั่งเศสยังมีเงื่อนไขการต่อสู้ของสหภาพแรงงานที่ยาวนานต่อเนื่อง ส่วนไทยเราไม่ต้องแปลกใจที่ไม่มีภาพแบบนั้นเพราะเรามีสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ 3 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแรงงาน ขณะเดียวกันในปัจจุบันก็มีความพยายามทำลายรัฐสวัสดิการซึ่งต่างกันไปแต่ละที่ อย่างในอังกฤษสิ่งที่รัฐบาลจะทำลายคือสวัสดิการด้านสุขภาพที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ของฝรั่งเศสที่เป็นเสาหลักของฝ่ายซ้ายอยู่คือกฎหมายแรงงาน สิ่งที่ แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสพยายามทำคือการปฏิรูปกฎหมายแรงงาน ภายใต้คำพูดว่าให้แรงงานยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนงานได้ เกิด SMEs ทำให้สตาร์ทอัพเติบโต แต่ในอีกด้านหนึ่งเพื่อทำลายสหภาพแรงงาน หรือในไทยคำว่า Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ ในอีกด้านหนึ่งคือพยายามจะบอกว่าคนแก่เป็นภาระ คนแก่ไม่ยอมเก็บเงิน แต่จริงๆ แล้วที่เป็นแบบนี้เพราะค่าแรงเขาเป็นแบบนี้ สวัสดิการเขาเป็นแบบนี้ เขาเป็นหนี้เพื่อส่งลูกเรียน แล้วพอถึงเวลาลูกก็ไม่สามารถเลื่อนลำดับชั้นได้ คนแก่ไทยเลยกลายเป็นภาระแบบที่เราเห็น เป็นปัญหาจากการที่เราทิ้งคนส่วนใหญ่ในสังคมไว้   กระแสรัฐสวัสดิการที่กำลังกลับมา ษัษฐรัมย์วิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 สังคมนิยมถูกมองว่าเป็นเพียงแค่รสนิยม ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่เป็นไปไม่ได้ แม้นักวิชาการนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายก็ไปรับแนวคิดของแธตเชอร์มา ระบบทุนนิยมถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดไม่ว่าจะชอบหรือไม่ “สมัยที่ผมเรียนต่างประเทศ อาจารย์ท่านหนึ่งที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม พอผมเถียงด้วยสำนวนที่ซ้ายหน่อย อาจารย์จะบอกว่า โอเค ผมเข้าใจคุณนะ ถ้าคุณอายุไม่ถึง 25 คุณไม่เป็นซ้าย คุณเป็นคนที่ไม่มีหัวใจ แต่ถ้าคุณอายุเกิน 25 แล้วยังเป็นซ้ายอยู่ แสดงว่าคุณเป็นคนไม่มีสมอง” เขาชี้ว่า ช่วง 1990-2000 ต้นๆ การเป็นซ้ายคือตัวตลก แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นชัยชนะของรัฐบาลฝ่ายซ้ายในสังคมละตินอเมริกา เราจะเห็นขบวนการ World Social Forum ขบวนการที่ชูคำขวัญว่า ‘Another world is possible’ มีโลกใบใหม่ที่เป็นไปได้ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับมาในยุโรป และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในยุโรป ในสหรัฐอเมริกาเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น มีนักการเมืองที่ชูอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่ชนะการเลือกตั้งมากขึ้น แม้กระทั่งในสังคมไทย ถ้าย้อนกลับไป 6-7 ปีก่อน การพูดถึงฝ่ายซ้าย รัฐสวัสดิการต่างๆ เป็นภัยคุกคาม แต่ 2-3 ปีมานี้คนพูดถึงมากขึ้น   รัฐสวัสดิการต้องผูกติดกับความรับผิดชอบของคนในสังคม ษัษฐรัมย์ยกตัวอย่างในประเทศแถบละตินอเมริกา เช่น เวเนซุเอลา นโยบายประชานิยมนำมาสู่การล้มละลาย ซึ่งถูกนำมาใช้โจมตีว่ารัฐสวัสดิการจะทำให้ประเทศเจ๊ง ล้มละลาย ด้านหนึ่งเพราะนักการเมืองเวเนซุเอลาเลือกที่จะประนีประนอมกับกลุ่มทุนข้ามชาติ เพื่อที่จะไม่ผลักดันให้รัฐสวัสดิการไปกระทบกับโครงสร้างภาษีมากเกินไป เวเนซุเอลาใช้เงินที่ได้จากการขายน้ำมันมาทำรัฐสวัสดิการ มันจึงถึงจุดจบได้โดยง่ายเพราะราคาน้ำมันผันผวน ในขณะที่นอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ดี

1 27 28 29 30 31