fbpx

พรรคอนาคตใหม่

อนาคตการศึกษาไทยไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน

บรรยากาศการสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องการศึกษาที่เชียงใหม่ มีทั้งครู นักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปกครอง เข้าร่วมให้ความเห็นและสะท้อนปัญหาในระบบการศึกษาไทย 

หน้าที่ของพรรคการเมือง โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ในการเปิดโอกาสให้มีการจดแจ้งพรรคการเมืองต่อ กกต. ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา มีกลุ่มการเมืองยื่นเสนอความจำนงถึง 97 พรรค แต่คงมีไม่กี่พรรคที่จะผ่านขั้นตอนการเป็นพรรคโดยสมบูรณ์และลงสนามการเลือกตั้ง หลายคนสงสัยว่ากลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองทั้งที่มีอยู่แล้วและที่สิ้นสภาพไปนั้น มีหน้าที่อะไรกันแน่จึงได้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย และก็สิ้นสภาพไปอย่างมากมายเช่นกัน ด้วยเหตุแห่งการไม่ได้ทำหน้าที่ของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง   พรรคการเมือง (political party) คืออะไร พรรคการเมือง (political party) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Par (คำเดียวกับที่ใช้ในสนามกอล์ฟนั่นแหละครับ) ซึ่งแปลว่า “ส่วน” พรรคการเมืองจึงหมายถึงส่วนของประชาชนในประเทศ ที่แยกเป็นส่วนๆ ตามความคิดเห็นและประโยชน์ได้เสียทางการเมือง   ในทางทฤษฎีแล้วพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเมือง เพราะพรรคการเมืองเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยคนจำนวนมากที่มีภารกิจที่จะไปสู่จุดหมายเดียวกัน พรรคการเมืองเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญที่ชักนำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง พรรคการเมืองเป็นผู้รวบรวมผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นนโยบายของพรรคตน ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งคนใดเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคการเมืองใด ก็จะเลือกพรรคการเมืองนั้นเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตนในรัฐสภา  แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในระบอบการเมืองไทยที่ผ่านมา พรรคการเมืองไทยแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ที่กล่าวมานี้เลย   หน้าที่ของพรรคการเมือง ในเรื่องนี้ อาจารย์ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร  ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับหน้าที่ของพรรคการเมืองในหนังสือ “รัฐศาสตร์” ซึ่งผมใช้เป็นตำราประกอบการสอนและเขียนบทความมาโดยตลอดอย่างยาวนานกว่า 10 ปีว่า   ประกาศหรือแถลงนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่ประชาชนจะได้นำไปศึกษาพิจารณา เพื่อตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ปลุกเร้าและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการสร้างหรือปลุกเร้าความคิดความเห็นทางการเมืองของประชาชน ส่งผู้แทนเข้าสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้ง ซึ่งในเรื่องนี้ผมมีข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 91 (5) บัญญัติไว้ว่า หากพรรคการเมืองใดไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปสองครั้งติดต่อกัน หรือเป็นระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากัน  พรรคการเมืองนั้นเป็นอันสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ฉะนั้น พรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีการส่งสมาชิกลงเลือกตั้ง จึงมิใช่พรรคการเมืองทั้งทางทฤษฎีรัฐศาสตร์และทางกฎหมาย จัดตั้งรัฐบาลหากได้รับเสียงข้างมากในสภาฯ  และปฏิบัติภารกิจตามนโยบายที่ได้วางไว้ ควบคุมรัฐบาลหากไม่สามารถได้เสียงข้างมากในสภาฯ ก็ทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน คอยควบคุมการทำงานของรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถามหรือเสนอญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบเป็นรายกระทรวง หรือคณะ นอกจากนี้ยังสามารถวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านทางสื่อมวลชน การประชุมสัมมนา และช่องทางอื่นๆ  เพื่อมิให้รัฐบาลใช้อำนาจตามอำเภอใจ ประสานระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับรัฐบาล  โดยการพยายามเสนอข้อเสนอของกลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง  และไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้ได้เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และในขณะเดียวกันต้องไม่ขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองให้ได้มากที่สุด   ในความเป็นจริง สำหรับการเมืองไทยเรา พรรคการเมืองไทยแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามข้อ 5 และข้อ 6 เพราะแต่ละพรรคต่างก็มุ่งที่จะเป็นพรรครัฐบาล จนมีคำกล่าวได้ว่าพรรคการเมืองมีเพียง “พรรครัฐบาล” กับ “พรรครอร่วมรัฐบาล” เท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นเมื่อเป็นพรรคฝ่ายค้านแทนที่จะทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” อย่างสร้างสรรค์ กลับทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายแค้น” แทน จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมืองกันอย่างมาก  บางคนเข้าใจว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ฝากลูกฝากหลานเข้าโรงเรียน เข้าทำงานราชการ ฯลฯ แต่ก็อย่างว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองไทยเราก็มักจะสร้างความเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างไรก็ตาม ขนบธรรมเนียมของไทยเราเวลามีงานประเพณี งานบวช งานแต่ง งานตาย กฐิน ผ้าป่า ฯลฯ  ผู้คนก็หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่ไม่ใช่ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดวันเลือกตั้งแล้วย่อมเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะแทนที่จะได้บุญกลับจะกลายเป็นโทษแทน เมื่อเราเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมืองที่แท้จริงแล้ว ก็ไม่ยากที่เราจะพิจารณาว่าเราจะเลือกใคร หรือพรรคการเมืองใดเข้าไปทำหน้าที่แทนเราในสภาฯ หมดยุคการเมืองแบบเก่าๆ ที่ใช้วิธีการกำหนดนโยบายพรรคไว้อย่างสวยหรูแต่ไม่ทำตาม หมดยุคของการที่จะโน้มน้าวให้ประชาชนมาเลือกพรรคหรือสมาชิกของตนด้วยวิธีการใส่ร้ายป้ายสี โดยหันมาเสนอนโยบายหรือวิธีการที่จะบรรลุนโยบายที่วางไว้ว่ามีอะไร และจะทำอย่างไร และกรณีที่จะต้องมีการใช้เงินหรือค่าใช้จ่าย ก็ต้องบอกด้วยว่าจะเอางบประมาณมาจากไหน อย่างไร ประชาธิปไตยเราก่อกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2475 มีการสะดุดหยุดลงหลายครั้งด้วยการรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเมืองไทยไม่พัฒนา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบพรรคการเมืองแบบเก่าๆ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยเราไม่พัฒนาไปเท่าที่ควรเช่นกัน   “หากระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง ทั้งประชาชนและพรรคต่างรู้หน้าที่ที่แท้จริงของพรรคการเมือง การรัฐประหารย่อมเกิดขึ้นได้ยากหรือหมดสิ้นไป เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองของโลกเราที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าในที่สุดแล้ว ballots (บัตรเลือกตั้ง) จะชนะ bullets (กระสุนปืนหรือการยึดอำนาจด้วยอาวุธ) เสมอ”   ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/644479?fbclid=IwAR0dMBWNbo1YcbcD5sfoGeFs6paZtpL-o_mFDNVwZ7WLIAzuqEXyDZB0Z2o

อนาคตการศึกษาไทยอยู่ที่ไหน?

ครุจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักการศึกษาและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ มองปัจจุบันของการศึกษาไทย พร้อมวาดอนาคต ว่าการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พัฒนาประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม จะเกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศไทย และห้องเรียนที่เด็กต้องการ กับที่ครูอยากได้ ตรงกันแค่ไหน ทำยังไงให้ทุกคนมีความสุขและได้เรียนสิ่งที่เกิดประโยชน์จริงๆ  โดยหลักการสำคัญก็คือ การเรียนที่ให้ความสำคัญกับความคิดของเด็ก เปิดกว้าง และเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ในห้องเรียน ไม่ใช่ใช้ระบบการลงโทษและปกครองด้วยความยำเกรงหวาดกลัวครู ครูจุ๊ยมองว่าหลักการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือหลักที่ตรงข้ามกับการศึกษาไทยในปัจจุบัน ที่โรงเรียนให้ความสำคัญแต่กับเด็กเก่ง ประเทศหนึ่งมีคนมากมาย หลักการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือคิดว่าเราจะทำอย่างไรก็ได้ให้คนทุกคนเป็นมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่มูลค่าติดลบ เด็กต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาแบบใด เขาต้องได้ เพื่อที่เขาจะเป็นมูลค่าเพิ่มให้ประเทศในอนาคต ไม่ใช่คนที่ติดลบที่ประเทศมาดูแล หรือไม่สามารถทำรายได้ให้ประเทศได้

เสื้อจากฮัมบูร์ก

“เสื้อนี้ผมได้มาจากฮัมบูร์ก มีย่านซังเพาลีเป็นย่านของคนจน คนงาน โสเภณี ดนตรี ศิลปะ เป็นสัญลักษณ์ของความขบถ ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม” เสื้อหัวกะโหลกที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล ใส่ในรายการ #ธนาธรไลฟ์ เมื่อคืนวันที่ 20 เมษายน 2561 รวมถึงให้สัมภาษณ์ออกทีวีหลายช่อง กลายเป็นประเด็นที่ถูกถามถึงกันมาก เจ้าตัวเลยเฉลยให้ฟังถึงที่มาที่ไปของเสื้อตัวนี้ ที่มาไกลจากย่านซังเพาลี เมืองฮัมบูร์ก เยอรมนี  สัญลักษณ์กะโหลก เป็นสัญลักษณ์ของสโมสรฟุตบอลซังเพาลี ที่หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษเคยขนานนามว่าเป็นทีมฟุตบอลที่ “ยืนหยัดเพื่อทุกสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่เคยชนะ” จนถึงกับกล่าวกันว่า ในเยอรมนี มี 3 สโมสรเท่านั้น ที่คนจะเลือกเชียร์อย่างเปิดเผยโดยใส่สินค้าที่มีโลโก้ของสโมสร คือบาเยิร์น มิวนิก และซังเพาลี  ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะแม้ซังเพาลีจะเป็นเพียงทีมระดับกลางๆ แต่สโมสรเป็นมากกว่าเพียงทีมฟุตบอล การเป็นสโมสรของย่านแรงงาน คนรากหญ้า และพวกหัวขบถ ศิลปิน ทำให้พวกเขายืนหยัดเพื่อสิทธิของคนยากจน คนผิวสี คนหลากหลายทางเพศ คนชายขอบ ผู้อพยพลี้ภัย เป็นด้านกลับของกีฬาฟุตบอลที่ถูกมองว่าเป็นมหกรรมทุนนิยม  จุดยืนเหล่านี้ทำให้ซังเพาลี รวมถึงสัญลักษณ์กะโหลกไขว้ของทีม กลายเป็นที่นิยมทั้งในและนอกเยอรมนี และหัวกะโหลกไขว้ซังเพาลีก็กลายเป็นเครื่องหมายของผู้ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมในสังคม

ทหารเก่า พูดถึงอนาคตใหม่

พลโทภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับ The 101 World ถึงบทบาทของทหารในการเมืองไทย การปฏิรูปกองทัพและฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้ทหารกลายเป็นผู้ปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ป้องกันการรัฐประหารในอนาคต พร้อมทั้งแนะนำพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ว่าต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้กลับไปสู่วังวนปัญหาความขัดแย้งเดิม รวมถึงฝากคำเตือนไปถึงรัฐบาล คสช. “ยิ่งลงช้า ยิ่งมีวิบากกรรม”  พลโทภราดรยังกล่าวถึงปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของอนาคตใหม่ เมื่อถูกถามถึงแนวทางที่จะให้การเมืองไทยเดินไปแบบสากล ทำเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้อย่างการลบล้างผลพวงรัฐประหาร โดยพลโทภราดรยืนยันว่า “นี่เป็นวิวัฒนาการในการปกครองเลย เห็นได้ชัดว่าคนเริ่มเรียนรู้แล้ว ทำไมถึงเกิดพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา เห็นคนอายุรุ่น 18-26 ออกมาแอคทีฟ ซึ่งควรจะได้ไปเลือกตั้งเมื่อสี่ปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้ในอนาคตมีโอกาสเกิดขึ้น แต่ว่าจะต้องเป็นขั้นเป็นตอนไป เหมือนการเรียนรู้ของคน และค่อยๆ เริ่มมีมาตรการขึ้นมาป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ”

ผู้สูงอายุคืออนาคตใหม่ของไทย

ภายในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ มีคนอายุเกิน 60 ปี คิดเป็น 15% ของคนทั้งประเทศ สิ่งที่เราต้องคิด คือทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยร่วมเป็นอนาคตของประเทศ ไม่ใช่แค่คนรุ่นหนุ่มสาว ทำให้ผู้สูงวัยยังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีงานทำตามศักยภาพ ที่สำคัญ รัฐต้องมองหารายได้เพิ่มผ่านการเปิดโอกาสให้มีธุรกิจใหม่ๆ  สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีงบประมาณพอจะให้สวัสดิการถ้วนหน้าแก่ประชาชนที่ต้องพึ่งพิงบริการสาธารณสุขของรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย อนาคตใหม่ คืออนาคตที่ผู้สูงวัยร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี   สวัสดีวันผู้สูงอายุ  13 เมษายน 2561  

กล้าที่จะเปิด ‘รัฐบาลยุคใหม่’ กับแนวคิด ‘Open Data’

ไกลก้อง ไวทยการ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ ออนไลน์ ถึงการสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าผู้เข้ามาอยู่ในระบบจะเป็นคนดีได้มาตรฐานหรือไม่  เพราะนวัตกรรม 4.0 ที่เรียกว่า Open Data หรือการเปิดเผยข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชนให้ประชาชนตรวจสอบได้ ไม่ใช่แค่การลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น แต่หากทำได้จริง ยังหมายถึงรัฐบาล 4.0 ที่คล่องตัว มีประสิทธิภาพในการบริการประชาชน เอื้อต่อการลงทุนทั้งจากรายย่อยและนักลงทุนต่างชาติ   ถึงเวลาปลดล็อกกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย ให้ทันโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป   (อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.voicetv.co.th/read/SyifX3wsM) #ทีมอนาคตใหม่ #Futureforward  

แถลงการณ์คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่

เรื่อง เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติอนุญาตให้มีการจัดประชุมเพื่อยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้ง พรรคการเมือง และยกเลิกประกาศหรือคําสั่งใดๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินกิจกรรมทางการเมือง ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 53/2560 เรื่อง การ ดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยในข้อ 5 กําหนดว่า “เพื่อให้การจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่สามารถดําเนินการทางธุรการ และมีโอกาสเตรียมการเพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาการทํากิจกรรมทางการเมืองไปพร้อมกับพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นก่อนแล้ว ให้ผู้ที่ประสงค์จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ดําเนินการตามหมวด 1 ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561 แต่การประชุมเพื่อยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 10 ต้องได้รับอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้ดําเนินกิจกรรมได้เท่าที่ได้รับอนุญาต หรือตามเงื่อนไขที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกําหนด” และต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กําหนดให้ นายทะเบียนพรรคการเมืองเปิดรับคําขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561 นั้น คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นคําขอการเตรียมการจัดตั้งเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561 พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับคําขอไว้ในวันเดียวกัน เมื่อระยะเวลาผ่านไปตามสมควร วันน้ี (9 เมษายน พ.ศ. 2561) คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่จึงได้มายื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขออนุญาตจัดการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 โดยเรามีความเห็นต่อการใช้อํานาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนี้ ข้อ 1. การประชุมดังกล่าวเป็นเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อันเป็นเงื่อนไขซึ่งต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะยื่นคําขอจดทะเบียนพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ กําหนดระยะเวลาบังคับให้ผู้ประสงค์จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ต้องยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองภายใน 180 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับแจ้งคําขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้การดําเนินการตามมาตรา 10 ดังกล่าวสามารถลุล่วงโดยดีภายใต้กรอบระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดไว้ ดังนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติพึงมีคําสั่งอนุญาตตามคําขอของข้าพเจ้าให้จัดประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ตามคําขอโดยรวดเร็ว ไม่อิดเอื้อนหรือล่าช้า ดังที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อนุญาตให้คณะผู้เตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคอื่นไปแล้ว ข้อ 2. คณะผู้ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติยกเลิกประกาศหรือคําสั่งที่เป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการประชุมหรือการดําเนินการใดๆ ทางการเมืองของพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่แล้ว และการดําเนินการประชุมหรือการดําเนินการใดๆ ทางการเมืองของคณะบุคคลที่ขอเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ดังต่อไปนี้ ข้อ 4 และข้อ 8 แห่งคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 53/2560 เรื่อง การดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ข้อ 2 แห่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 57/2557 เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557 คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ลงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558 ทั้งฉบับ อนึ่ง ถึงแม้ว่าตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 53/2560 เรื่อง การดําเนินการตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ข้อ 8 กําหนดให้การประกาศพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงในราชกิจจานุเบกษา เป็นเงื่อนไขในการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการของพรรคการเมืองไว้แล้วก็ตาม แต่เงื่อนไขดังกล่าวไม่พึงเป็นเหตุผลในการห้ามพรรคการเมืองดําเนินการประชุมพรรคการเมือง หรือดําเนินการใดๆ ทางการเมืองของพรรคการเมืองนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560 กําหนดหลักเกณฑ์ในการจัดตั้ง การบริหารงาน การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และการกําหนดมาตรการควบคุมการดําเนินการของพรรคการเมืองไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่จําเป็นต้องรอให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงในราชกิจจานุเบกษาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 268 บัญญัติว่า “ให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว” การทอดระยะเวลาในการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการของพรรคการเมืองดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองในการเตรียมจัดการเลือกตั้ง และการกําหนดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง และดําเนินการอื่นให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกําหนดไว้ ไม่ทันภายในระยะเวลา 150 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 วรรคหนึ่ง (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับ ข้อ 3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่จะถึงนี้ เป็นการเลือกต้ังครั้งสําคัญของประเทศไทย ในฐานะเป็นดัชนีชี้วัดว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบรัฐบาลทหารไปสู่ประชาธิปไตยได้หรือไม่ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งสําคัญนี้สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงได้

หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวการจับคุมคนทำคราฟท์เบียร์รายหนึ่ง ที่ชื่อ ‘เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร’

จากการจับกุมครั้งนั้น ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงกฎหมายที่ไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้ผลิตสินค้าออกสู่ตลาด เช่น ถ้าจะผลิตคราฟท์เบียร์บรรจุขวดออกขาย กฎหมายกำหนดให้ต้องผลิตได้ขั้นต่ำ 10 ล้านลิตรต่อปี หรือแม้แต่จะเปิดร้านคราฟท์เบียร์เล็กๆ ให้คนมาดื่มเฉพาะในบาร์ กฎหมายก็ยังระบุว่าผู้ผลิตต้องมีกำลังผลิต 1 แสนลิตรต่อปี จำนวนที่กำหนดตามกฎหมายนั้นสูงเกินกว่าที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะรับไหว  และทำให้คราฟท์เบียร์ที่ขายในเมืองไทยทั้งหมดเป็นของนำเข้า ถ้าเราคิดสูตรทำขนมที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าใครก็คงอยากลองเปิดร้านเล็กๆ  ของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ ที่คิดสูตรการหมักข้าวบาร์เลย์เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะตัว ถ้าอยากเห็นสังคมที่เปิดโอกาสให้คนมีฝัน  ได้ทำธุรกิจและแข่งขันในตลาดอย่างเท่าเทียม มาร่วมเดินทางไปกับ เท่าพิภพ  เพื่อสร้าง Future Forward กัน   #FutureForward #ทีมอนาคตใหม่ (สมัครเป็นแนวร่วมอนาคตใหม่ https://futureforwardparty.org/join)  

การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง

อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ย้ำจุดยืนอนาคตใหม่ พรรคของมวลชน ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ และไม่ใช่พรรคทางเลือก แต่เป็นทางหลัก ได้กี่ที่นั่งก็ไม่ถอย  ส่วนนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ก็คือ ไม่เอารัฐประหาร เน้นเรื่องการกระจายอำนาจ และลดขั้นตอนต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจให้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น  ชำนาญยังพูดถึงกระแสตอบรับพรรคที่ล้นหลามในโซเชียลมีเดีย  แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าเข้าไม่ถึงคนรากหญ้า โดยยืนยันว่าปัจจุบันคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือ  ตัวเลขที่ใช้เกือบจะเท่ากับจำนวนประชากรแล้ว และยังมีสื่อหลักที่เสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงการที่พรรคต้องต่อยอด ไปพื้นที่ชี้แจงนโยบาย ที่ยังทำไม่ได้เพราะติดคำสั่ง คสช. “จริงๆ หากรีบมารีบไป  เดินไปแล้วรีบเลือกตั้งให้ไว ปลดล็อก ก็จะลงอย่างสวย แต่หากขืนยังอยู่แบบนี้จะลงไม่สวย ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย  จุดจบของคณะรัฐประหารที่ยืดเยื้อยาวนานทั่วโลกต่างก็ลงไม่สวยสักราย ไม่มีที่ไหนจบสวย ผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบมักง่าย การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ให้ประชาชนตัดสิน”   (ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaipost.net/main/detail/6656 )

1 21 22 23 24