fbpx

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

บันทึกของอาจารย์มหาวิทยาลัย: “ผ่านไปสิบกว่าปีผมยังใช้เงินเดือนละ 3,000 เหมือนเดิม”

ทุกวันนี้ผมรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณระบบทุนนิยมพอๆ กับรู้สึกเป็นบุญคุณต่อธนบัตรที่ทำให้ผมซื้อข้าวได้ คือไม่รู้สึกอะไรกับมันทั้งนั้น ถ้าจะมีอะไรมาแทนมันได้ผมก็จะสรรเสริญผู้พยายามนั้นไม่ว่าจะสำเร็จนานช้าแค่ไหน

Hackathon รัฐสวัสดิการ-สร้างอนาคตใหม่

ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ท้าทายคน 1 % “คนรวยไม่มีสวัสดิการ? ผู้ท้องอิ่มเท่านั้นหรือที่จะสู้เพื่อประชาธิปไตย?” “ชนชั้นกลางต้องต่อต้านรัฐสวัสดิการ” “ประเทศไทยไม่พร้อมกับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร” “รัฐสวัสดิการจะทำให้คนขี้เกียจ” เหล่านี้คือตัวอย่างของหลากหลายมายาคติสำคัญ ที่ขัดขวางต่อการสร้างรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นในประเทศไทย รัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เป็นแนวคิดสำคัญที่ “อนาคตใหม่” เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาธิปไตยมีความหมาย ผ่านการสร้างความมั่นคงในชีวิต คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และทำให้การเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมเป็นไปได้ คำถามสำคัญ คือ รัฐสวัสดิการ ต่างจากระบบสังคมสงเคราะห์ หรือคำกว้างๆ อย่างสวัสดิการสังคมอย่างไร ? ระบบสวัสดิการในโลกทุนนิยมสามารถแบ่งได้สามประเภท คือ 1.ระบบรับผิดชอบตัวเองผ่านกลไกตลาด รัฐช่วยเหลือเฉพาะผู้ยากจนผ่านการพิสูจน์ 2.ระบบประกันสังคมที่ให้เฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบการจ้างงานเท่านั้น 3.ระบบถ้วนหน้าครบวงจรที่มุ่งให้ทุกคนตามความต้องการพื้นฐานโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ จากประสบการณ์ของต่างประเทศ ระบบแบบแรกรัฐมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดแต่สร้างความเหลื่อมล้ำมากสุด ระบบที่สองค่าใช้จ่ายน้อยลงมาเพราะดึงภาคเอกชนและรัฐให้จ่ายร่วมกันแต่ก็ทำให้คนมีอิสระในการใช้ชีวิตต่ำ สร้างค่านิยมอนุรักษ์นิยมผ่านระบบครอบครัว ผู้หญิงขาดอิสระในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่วนระบบที่สามมีค่าใช้จ่ายที่สูง โดยรัฐเฉลี่ยจากคนที่มีมากกว่าในสังคมผ่านระบบภาษีอัตราก้าวหน้าแล้วจ่ายคืนให้ทุกคนในความต้องการพื้นฐาน เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร การศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย การรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม และระบบบำนาญประชาชน เป็นต้น การพัฒนาแนวทางระบบที่สามนับเป็นสิ่งที่ท้าทายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของคน 1% แต่ในขณะเดียวกันก็ดึงให้ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบการดูแลพื้นฐานแบบเดียวกัน เหตุนี้ จึงเกิดกิจกรรม Hackathon เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากการรวบรวมข้อมูลในทางตัวเลขแล้วยังมีข้อมูลปัญหา กฎหมายต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์สำคัญ คือ การฉายความเป็นไปได้ใหม่ๆในประเทศไทย  “เงิน-อำนาจ-สายสัมพันธ์” สร้างสวัสดิการที่ดีในสังคมไทย เกือบ 50 ชีวิตในกิจกรรมวันนั้น โดยเริ่มต้น ผมได้ฉายภาพปัญหาสำคัญในสังคมไทยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบตรงกัน ว่า ปัจจุบันเรามีแรงงานนอกระบบมากกว่า 20 ล้านคน พวกเขาทำงานเฉลี่ยกว่า 50 ชั่วโมง ครึ่งหนึ่งรายได้ต่ำกว่า 8,000 บาท/เดือน หรือค่าจ้างที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทำให้ไม่มีความมั่นคงในชีวิต และยิ่งกว่านั้น คน “เกือบจน” จำนวนมากในสังคมไทยที่มีหนี้เพิ่มมากขึ้น จากการไร้อำนาจต่อรองในที่ทำงาน ระบบสวัสดิการในประเทศไทยยิ่งทำให้เกิดความไร้ศักดิ์ศรีขึ้นมา เรามีสวัสดิการข้าราชการรูปแบบหนึ่งที่เบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องพิเศษ ให้คนทั้งครอบครัว ค่าเล่าเรียนลูก วันลาที่มากกว่ากฎหมายแรงงาน เรามีประกันสังคมสามระบบที่ช้อนกัน ขณะที่ระบบถ้วนหน้าหนึ่งเดียวที่เรามีคือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากำลังถูกสั่นคลอน การได้สวัสดิการที่ดีในประเทศไทยจึงเกี่ยวข้อโดยตรงกับเรื่อง “เงิน-อำนาจ-สายสัมพันธ์” ผู้ไร้สิ่งนี้ก็จะถูกกองไว้กับความไร้ศักดิ์ศรี ความไร้ศักดิ์ศรีส่งผลให้เราไร้เสรีภาพ เราไม่สามารถสร้างงานที่สร้างสรรค์ได้ เริ่มธุรกิจที่หลากหลายไม่ได้ เราต้องยอมรับการทำงานที่เราไม่ได้เลือกเพียงเพราะมันดีกว่าไม่มีงานทำ คนรุ่นใหม่เลือกเรียนสาขาที่จะมีงานทำมากกว่าสาขาที่ตอบสนองต่อจินตนาการของเรา ส่งผลให้สังคมไทยมุ่งสู่สังคมแห่งการอับจนทางปัญญาเมื่อทุกอย่างถูกควบคุมด้วยมูลค่าในกลไกตลาด จากข้อมูลของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า คนไทยที่เกิดในครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในครึ่งล่างของสังคม มีโอกาสเพียง ร้อยละ 15 ที่จะมีชีวิตใน 25% บนของประเทศ ในทางกลับกันคนที่เกิดใน 25% บนของประเทศก็มีโอกาสเพียงร้อยละ 19 ที่จะมีชีวิตในครึ่งล่างของประเทศนี้ ตัวเลขนี้ยิ่งจะเห็นการแบ่งขั้วเมื่อย่อยไปถึงคน 10 %, คน 5%, และคน 1 % บน พวกเขาแทบจะจองสถานะโดยชาติกำเนิดให้ลูกหลานได้เลย เช่นเดียวกับคนที่อยู่ด้านล่างของสังคมพวกเขาแทบจะถูกกักขังด้วยชาติกำเนิด นี่คือปัญหาของสังคมไทย ที่การปฏิบัติการค้นข้อมูลของเรา พยายามจะฉายข้อมูลพวกนี้ให้เป็นระบบมากขึ้น เราได้แบ่งกลุ่มออกเป็นสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ฉายภาพปัญหาให้ชัดเจน กลุ่มที่ประเมินว่ารัฐสวัสดิการจะเปลี่ยนชีวิตคนอย่างไร และกลุ่มที่สาม คือการค้นหากรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง เราอยู่แบบไหน – ถ้ามีรัฐสวัสดิการจะเป็นแบบไหน? ปัญหาที่เราเผชิญอยู่กับเรื่องราวในชีวิตจริง? นี่คือคำถามที่กลุ่มแรกได้รับ ซึ่งข้อมูลที่สรุปกลับมาไม่ใช่ตัวเลขอย่างเดียว หากแต่มีเรื่องราวที่เราต้องให้ความสำคัญ ข้อมูลปัญหาจากชีวิตจริงจาก อาสาสมัครของสหภาพแรงงาน ปัญหาที่พบส่วนมากไม่ใช่ความยากจนแบบที่เราจินตนาการในละครหลังข่าว เราได้พบว่า ผู้ใช้แรงงานมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้ มีเงินเดือนรวม OT แล้วกว่า 20,000 บาท สามารถพาลูกกินอาหารในห้างสรรพสินค้าได้ แต่ไม่ใช่แปลว่าชีวิตของพวกเขามั่นคง พวกเขาหมดเงินทุกบาท ทุกสตางค์ให้กับชีวิตแลกชีวิต หวังให้ลูกได้เรียนสูงที่สุด ยอมเป็นหนี้สินทุกสินเชื่อที่มีเพื่อค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทุกคนคิดว่าตัวเองสู้ไหว และการเลิกจ้างเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงพอหมดแรง หมดพลังก็ถูกทิ้งแบบไม่ใส่ใจ และไม่มีเงินและแรงพอที่จะเรียกร้องผ่านกฎหมายแรงงาน สวัสดิการในโรงงานไม่เพียงพอ มีให้เมื่อยังทำงานให้ได้เท่านั้น ในด้านหนึ่งตัวแทนจากสวัสดิการสุขภาพชี้ให้เห็นว่ามีมายาคติที่ว่าเรามีหมอที่เพียงพอแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง เราแค่ก้าวพ้นจากอัตราของประเทศยากจน ขณะที่อัตราส่วนหมอ/ คนไข้ของไทยอยู่ที่ 0.47/1000 คน และด้วยระบบสวัสดิการที่หลากชนชั้นของไทย ครึ่งหนึ่งของหมออยู่ในกรุงเทพฯ และอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก คนกรุงเทพฯ จึงอาจเข้าแถวยาวกว่าคนต่างจังหวัดเมื่อใช้สิทธิถ้วนหน้า แม้หมอที่ต้องการให้การรักษาที่ดีที่สุด และคนไข้ต้องการรักษาที่ดีที่สุด แต่ด้วยงบประมาณและระเบียบต่างๆ ไม่สามารถพัฒนาให้ระบบดีขึ้นได้มากกว่านี้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศนี้เป็นรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า? เชื่อได้เลยว่าเราจะให้ค่าอะไรหลายอย่างที่ต่างไป ครอบครัว ความสัมพันธ์ ความคิดนิยามที่เกี่ยวกับงานย่อมต่างไป ความป่วยไข้ ความแก่ชรา ความรัก การเรียน หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆอย่าง “กระดาษวาดเขียน” ครูศิลปะท่านหนึ่งให้ความเห็นว่าถ้าเรามีเวลาว่างพอที่จะใส่ใจกับอะไรอย่างลึกซึ้ง เมื่อความเป็นอัจฉริยะไม่ถูกผูกขาดกับกับมูลค่าตลาดแรงงาน เราทุกคนก็จะเป็นอัจฉริยะได้ เราจะได้กระดาษวาดเขียนที่ดีที่สุดแก่เด็กที่สนใจศิลปะที่สุด มันจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา ความอัจฉริยะและใส่ใจไม่อยู่ตลอดไปเช่นกันมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของชีวิต ห้องคิงส์ ห้องเด็กอัจฉริยะคงไร้ความหมายเมื่อทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง และได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ คุณค่าของทุกอาชีพคงใกล้เคียงกัน ด้วยค่าจ้างที่ไม่แตกต่างกันนัก

ถอดบทเรียน “รัฐสวัสดิการ” เนปาลที่ยังมาไม่ถึง 

ผม อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล และคุณพรรณิการ์ วานิช ได้รับเชิญในฐานะตัวแทนอนาคตใหม่ มาประชุมในงาน An Economy Progress and Justice-เศรษฐกิจก้าวหน้าและความยุติธรรม โดยองค์กร SocDem Asia เครือข่ายกลุ่มองค์กรทางการเมืองและสังคมที่ผลักดันประเด็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมเต็มรูปแบบผ่านเงื่อนไขการสร้างรัฐสวัสดิการ โดยครั้งนี้จัดที่กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ก่อนพูดถึงรายละเอียดข้อเสนอสำคัญที่ได้จากการประชุมของสมาชิกเครือข่ายที่เน้นการผลักดันสังคมที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี สวีเดน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นถึงสภาพพื้นฐานปัจจุบันของเนปาล เนปาลเป็นประเทศรายได้ต่ำ อยู่ท่ามกลางชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนและอินเดีย มีการต่อสู้ทางการเมือง และยังซ้ำร้ายเผชิญกับภัยพิบัติธรรมชาติ ปัจจุบันภาพยังปรากฏชัดเรื่องความยากจนและความเปราะบางของผู้คน อย่างไรก็ตาม ในเงื่อนไขที่ยากลำบาก เนปาลกลับมีความหวังภายใต้การแข่งขันทางการเมือง และวางตัวเองเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แม้เงื่อนไขทางวัตถุอาจต้องใช้เวลาพัฒนา แต่เงื่อนไขด้านปรัชญา และหลักการในการเปลี่ยนแปลงสังคม เนปาลนับว่าอยู่ในเส้นทางประชาธิปไตย เนปาลมีดัชนีการแข่งขันทางการเมืองสูง มีการผูกขาดทางการเมืองต่ำ และไม่มีโทษประหารชีวิตมาแล้วกว่าสี่สิบปี (การประหารครั้งสุดท้ายปี 1979) รัฐธรรมนูญปัจจุบันของเนปาลพยายามโอบรับผู้คนและกลุ่มทางการเมืองทุกกลุ่มให้ก้าวพ้นทศวรรษที่สูญหายไปด้วยกัน ในเช้าวันที่ 28 มิถุนายน 2561 หนังสือพิมพ์ Himalayatimes หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของเนปาล พูดถึงความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาของเนปาล ให้ ‘การแข่งขันเป็นศูนย์’ ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาฯ แน่นอนว่ามีข้อถกเถียงในสังคมเรื่องวิธีการ แต่ว่าเรื่องที่ทุกคนเห็นพ้องกันในปัจจุบันคือ การแข่งขันไม่ใช่ทางออกของการศึกษา สืบเนื่องจากความเหลื่อมล้ำที่ยาวนานของศตรรษที่ 20 การแข่งขันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดเป็นเรื่องปกติของประเทศยากจน แต่ปัจจุบัน ในปี 2018 ฉันทามติใหม่ได้เกิดขึ้นที่เนปาล การศึกษาควรเป็นทางเลือกที่หลากหลายตามความถนัดของแต่ละคนและไม่อาจมีมาตรวัดเดียวที่วัดได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงเรื่องแพทย์ใช้ทุนในพื้นที่ห่างไกล ที่รัฐมุ่งขยายระยะเวลาใช้ทุนเป็น 5 ปี เพื่อลดการกระจุกตัวของแพทย์ในเมืองหลวง รัฐบาลเริ่มปรับใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตามตัวแบบของไทยตั้งแต่ปี 2012 ในพื้นที่นำร่อง นับเป็นสัญญาณสำคัญต่อการเติบโตสู่รัฐสวัสดิการของประเทศเล็กๆในหุบเขาหิมาลัย การประชุม Soc Dem Asia หรือกลุ่มสังคมประชาธิปไตยแห่งเอเชียปีนี้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ 3 องค์กร คือมูลนิธิ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES) ของเยอรมนี มูลนิธิ Olof Palme International ของสวีเดน และพรรค Nepali Congress พรรคใหญ่อันดับ 2 ในรัฐสภาเนปาล การประชุมอยู่ภายใต้ประเด็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าเพื่อความยุติธรรม มีองค์กรเข้าร่วมทั้งนักวิชาการ ตัวแทนพรรคการเมือง และภาคประชาชน โดยมีตัวแทนจากกลุ่มการเมืองไทย 2 กลุ่มเท่านั้นที่ได้รับเชิญเข้าร่วม คือพรรคอนาคตใหม่ และพรรคสามัญชน ภายใต้เงื่อนไขการเป็นกลุ่มทางการเมืองที่ให้ความสำคัญแก่ความยุติธรรมทางการเมืองและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้เข้าร่วมจากประเทศอื่น เช่น พรรคสังคมประชาธิปไตยจากสวีเดน พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี โดยทั้งสองประเทศได้ส่งสมาชิกรัฐสภา และอดีตรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมนี้ เช่นเดียวกับพรรคการเมืองเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย จากพรรค Democratic Action Party  หรือห่างไกลอย่างพรรคประชาชนมองโกเลียที่ประสบความสำเร็จกับการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นภายใต้ระบบพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรค Justice Party จากเกาหลีใต้ ซึ่งล้วนเป็นพรรคการเมืองที่มีองค์ประกอบของคนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และมุ่งสร้างสังคมที่มีความเสมอภาคผ่านสวัสดิการสังคมที่มีความก้าวหน้า พรรคการเมืองเหล่านี้ประสบความสำเร็จทั้งในพื้นที่รัฐสภาและการสร้างแนวร่วมเครือข่ายผู้ใช้แรงงานและคนรุ่นใหม่ อันเป็นแนวทางที่พรรคอนาคตใหม่มุ่งผลักดันเช่นเดียวกัน การแลกเปลี่ยนการประชุมเริ่มต้นจากการที่ตัวแทนจากสวีเดนและเยอรมนีพูดถึงผลการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน  2561 ที่เยอรมนีตกรอบแรกแบบพลิกความคาดหมายขณะที่สวีเดนเข้ารอบสองอย่างเหนือความคาดหมาย ผู้แทนจากเยอรมนีพูดติดตลกว่า “ฟุตบอลก็เหมือนกับสังคมประชาธิปไตย เราต้องอาศัยวิกฤตเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง”ขณะที่ตัวแทนจากสวีเดนพูดเริ่มต้นติดตลกเช่นกันว่า “ทีมชาติสวีเดน ก็เหมือนสังคมประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ เราดีแล้วแต่ยังไม่ดีพอ สามารถดีขึ้นได้อีก คนทั่วโลกดูเราเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ และคนจำนวนไม่น้อยก็อยากให้เราล้มเหลว” ซึ่งสอดรับกับบรรยากาศการเมืองจริงที่พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนีต้องเผชิญกับวิกฤตทางอุดมการณ์ในการสร้างแนวร่วมข้ามอุดมการณ์กับพรรคการเมืองฝ่ายขวากลาง และสวีเดนเองแม้จะเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนารัฐสวัสดิการแต่ก็ต้องเผชิญเงื่อนไขความท้าทายจากภายในและภายนอกมากมายเช่นกัน การปาฐกถาทางการเริ่มต้นโดย Dr.Herta Daubler-Gmelin อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเยอรมนี จากพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งเยอรมนี โดยพูดถึงสภาวการณ์ในโลกปัจจุบันที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ขยายตัวจนทำให้ดูเหมือนว่าโลกไม่มีทางเลือก เราได้แต่ยอมจำนนและดูการขยายตัวของกลุ่มทุนข้ามชาติที่ร่ำรวยและทรงอำนาจ ขณะที่แนวคิดสังคมประชาธิปไตยถูกทำให้กลายเป็นเรื่องความคิดเก่า เป็นไปไม่ได้ ซึ่งไม่จริง ผู้คนจำนวนมากทั้งในเยอรมนีและโลกเผชิญเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ “เราเคยคิดว่าพลังงานทดแทนเป็นไปไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดมันก็เกิดขึ้น โลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รัฐสวัสดิการและสังคมประชาธิปไตยเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและเป็นไปได้ทางการเมือง แต่มันได้จากการต่อสู้อย่างยาวนาน เราสามารถทำให้โลกาภิวัตน์ตอบสนองต่อผู้คนในสังคมมากกว่าการตอบสนองต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจากเยอรมนี กล่าว  ผู้บรรยายคนที่สอง Dr.Mirendra Rijal จากพรรค Nepali Cogress อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของเนปาล ยืนยันถึงการต่อสู้ของประชาชนชาวเนปาล และความอดทนต่อประชาธิปไตยในการสร้างรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้าและโอบรับผู้คนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นประเทศเล็ก ยากจน แต่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนารัฐสวัสดิการเช่นเดียวกับเยอรมนีและสวีเดน และพรรคการเมืองทั้งหมดในสภาล้วนแข่งขันกันภายใต้เงื่อนไขการสร้างรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชน ประเด็นแลกเปลี่ยนเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ มีการถกเถียงเรื่องการขยายเศรษฐกิจ 4.0 และการผลิตภายใต้ยุค Digital ที่หลายประเทศเผชิญเงื่อนไขการสะสมทุนแบบใหม่ที่ประชาชนกลายเป็นผู้ประกอบการ – แรงงานนอกระบบ ในเกาหลีใต้มีแรงงานนอกระบบถึงร้อยละ 40 แม้การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลจะสามารถสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ แต่มีตัวเลขที่น่าตกใจว่าคนในเศรษฐกิจใหม่ในฟิลิปปินส์อาจทำงานถึงวันละ 15 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย และได้รับค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยน้อยลง รวมถึงไม่มีการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นในระยะยาว เศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้กระแสเสรีนิยมใหม่ที่ไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมอาจสร้างความเหลื่อมล้ำมหาศาล Asa Erikkson สมาชิกรัฐสภาจากพรรค Social