fbpx

ปิยบุตร แสงกนกกุล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วุฒิสภาเป็นกลไกการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร

8 พฤษภาคม 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของตน ถึงกรณีที่เกี่ยวกับวุฒิสภา  มีรายละเอียดดังนี้ …  ตามประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย หลายครั้ง วุฒิสภากลายเป็นกลไกที่คณะรัฐประหารใช้ในการสืบทอดอำนาจ ด้วยเกรงว่าหากกลับไปสู่ระบบปกติ มีการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว คณะรัฐประหารจะไม่สามารถครองอำนาจและชี้นำการเมืองได้ต่อไป ดังนั้น พวกเขาจึงต้องเพียรพยายามในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้วุฒิสภามี “วิญญาณ” ของพวกเขาสิงสถิตเสมอ การอภิปรายของนายสมภพ โหตระกิตย์ ในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2505 คงเป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี “ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะให้ผลงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งยังไม่สำเร็จในเวลานี้ได้สำเร็จต่อไปในอนาคต การให้มีสภาเดียวจากบุคคลที่ไม่รู้ในอนาคต ไม่รู้จะมาจากประเภทใดบ้าง ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผลงานที่เราต้องการให้มีผลในอนาคต เพราะฉะนั้น หลักประกันที่ดีที่สุด คือ ให้มีสองสภา ให้มีดุลแห่งอำนาจที่จะคอยต่อสู้กับบุคคลที่มาเป็นตัวแทนราษฎรซึ่งเราไม่อาจคาดหมายได้ว่ามาในอุดมคติอันใด” นายสมภพ โหตระกิตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ, วันที่ 11 มกราคม 2505. … การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ผ่านรัฐบาลสฤษดิ์-ถนอม ในท้ายที่สุดประเทศไทยจึงได้รัฐธรรมนูญ 2511 ซึ่งมีวุฒิสภาเป็นกลไกสำคัญของคณะรัฐประหาร วุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ 2511 จำนวน 120 คน มีทหาร 88 คน แล้ววุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ล่ะ? จะมีคนที่ทำงานกับระบอบ คสช. กี่คน? จะมีทหารกี่คน? จะมีคนที่เคยเป็น สนช. ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 49 และ 57 กี่คน? จะมีคนที่เคยเป็น ส.ว. แต่งตั้งกี่คน? จะมีคนที่เป็นพี่ น้อง ผัว เมีย ลูก ญาติ ของคนในระบอบ คสช. กี่คน? สังคมการเมืองไทยเสมือนท่าเต้นมูนวอล์คเกอร์ ดูเหมือนเดินหน้า แต่ถอยหลัง เราเดินหน้าแต่เลขปี พ.ศ. แต่ระบอบรัฐธรรมนูญและสภาพการเมืองย้อนหลังกลับไปหลายทศวรรษ

ทรรศนะต่อนักกฎหมายของ Alexis de Toqueville

  เฟซบุ๊กโพสต์ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 เกี่ยวกับนักกฎหมาย อำนาจ และการปกครอง ในทรรศนะของ Alexis de Toqueville นักการทูต นักรัฐศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ ชาวงฝรั่งเศส ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1805-1859  …   ทำไมผู้ปกครองต้องใช้บริการนักกฎหมาย?   “ข้าพเจ้าเพียงบอกว่า ในสังคมซึ่งนักกฎหมายดำรงตำแหน่งสำคัญโดยปราศจากการต่อต้านคัดค้าน (ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้เป็นของพวกเขาตามธรรมดา) ความคิดจิตใจของนักกฎหมายก็จะมีลักษณะอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจนและแสดงออกถึงการต่อต้านประชาธิปไตย  เมื่อไรก็ตามที่พวกอภิชนปิดกั้นมิให้นักกฎหมายได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เมื่อนั้นนักกฎหมายย่อมกลายเป็นศัตรูที่อันตรายยิ่ง แม้นักกฎหมายอาจต่ำกว่าขุนนางในด้านความร่ำรวยและอำนาจ แต่พวกเขาก็ไม่ได้พึ่งพิงขุนนาง ตรงกันข้าม พวกเขากลับคิดว่าอยู่เหนือขุนนางในด้านความรู้  แต่ทุกครั้งที่ขุนนางแบ่งปันอภิสิทธิ์ให้กับนักกฎหมาย ขุนนางกับนักกฎหมายก็ประสานหลอมรวมผลประโยชน์กัน ราวกับเป็นพวกที่มาจากตระกูลเดียวกัน  ข้าพเจ้ายังเห็นอีกว่า กษัตริย์สามารถใช้นักกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมืออันก่อประโยชน์สูงสุดต่อพระราชอำนาจของพระองค์  นักกฎหมายกับอำนาจบริหารมีความสัมพันธ์สอดคล้องต้องกันมากกว่านักกฎหมายกับประชาชน  สิ่งที่นักกฎหมายชอบมากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือ ระเบียบ และสิ่งที่จะรักษาระเบียบได้ คือ อำนาจ เราต้องไม่ลืมว่า นักกฎหมายอาจเห็นความสำคัญของเสรีภาพ แต่โดยทั่วไป ความชอบด้วยกฎหมายก็อยู่เหนือเสรีภาพ นักกฎหมายหวั่นเกรงทรราชย์น้อยกว่าอำนาจอำเภอใจ เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายบั่นทอนอิสรภาพของประชาชน พวกเขาจะค่อนข้างพอใจ เมื่อเจ้าผู้ปกครองประจันหน้ากับประชาธิปไตยที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ  เจ้าผู้ปกครองก็มักจะใช้วิธีการล้มอำนาจตุลาการ และลดอิทธิพลทางการเมืองของนักกฎหมายลง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะ เท่ากับว่าเจ้าผู้ปกครองกำลังปล่อยให้สาระสำคัญแห่งอำนาจนี้หลุดมือไป  ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า หากนำนักกฎหมายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าผู้ปกครองมากกว่า เมื่อเจ้าผู้ปกครองมอบอำนาจเผด็จการภายใต้รูปแบบความรุนแรงให้แก่นักกฎหมาย เราก็จะได้เห็นอำนาจเผด็จการเช่นนั้นอีกในเงื้อมมือของนักกฎหมาย ซึ่งปรากฏในรูปของความยุติธรรมและกฎหมาย”   Alexis de Toqueville, De la démocratie en Amérique, Tome I, Vol II, Chapitre 8

ไทยก้าวหน้ากว่าฝรั่งเศสในเรื่องสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิง

  ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัซชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เนื่องในวันครบรอบ 75 ปีที่ผู้หญิงฝรั่งเศสได้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 … วันนี้ 21 เมษายน 2562 ครบรอบ 75 ปี ที่ผู้หญิงฝรั่งเศสได้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก  ประเทศฝรั่งเศส ที่ถูกหยิบยกอ้างว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ต้นแบบของกฎหมายมหาชน ต้นแบบของลัทธิการเมืองต่างๆ แต่ผู้หญิงกลับถูกเลือกปฏิบัติและกีดกันให้ออกไปจากการเมืองอย่างช้านาน  ตั้งแต่ปฏิวัติ 1789 สิทธิการเลือกตั้งถูกสงวนไว้กับผู้ชายที่เสียภาษีถึงเกณฑ์เท่านั้น จนกระทั่งปี 1848 ผู้ชายถึงมีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปเท่าเทียม  ในส่วนของผู้หญิง ต้องรอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กว่าผู้หญิงฝรั่งเศสจะได้มีสิทธิเลือกตั้ง ในช่วงปลดปล่อยฝรั่งเศสเป็นอิสรภาพจากการยึดครองของเยอรมนี รัฐบาลชั่วคราวได้ตรากฎหมายลงวันที่ 21 เมษายน 1944 กำหนดให้ “ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งได้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับผู้ชาย”  1 ปีต่อมา ผู้หญิงฝรั่งเศสได้ลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ในการเลือกตั้งเทศบาลเมื่อวันที่ 29 เมษายน 1945  สำหรับเรื่องสิทธิเลือกตั้งแบบทั่วไปเท่าเทียมนั้น ประเทศไทยของเรา “ก้าวหน้า” และ “มาก่อน” ฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในโลกนี้มาก  ภายหลังปฏิวัติสยาม 24 มิถุนายน 2475 รัฐธรรมนูญไทยฉบับแรก คือ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 ได้รับรอง “สิทธิการเลือกตั้งทั่วไปเท่าเทียม” ให้กับคนไทย โดยไม่เลือกปฏิบัติจากเพศ รายได้ หรือการเสียภาษี  รัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้งหลังจากนั้นทุกฉบับ ก็รับรองไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน  การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทย ผู้หญิงก็มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ประเทศไทยรับรองสิทธิเลือกตั้งให้แก่ผู้หญิงก่อนประเทศฝรั่งเศส 12 ปี  ผู้หญิงไทยได้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนก่อนผู้หญิงฝรั่งเศส12 ปี  ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่มีการเลือกตั้ง  นี่คือ สิ่งที่ประเทศไทยควรภาคภูมิใจ เราสามารถแสดงให้เห็นต่อสากลว่า ในเรื่องประชาธิปไตย เรามีความก้าวหน้าและมาก่อนประเทศอื่นๆ แม้กระทั่งในโลกตะวันตก  นี่คือ “ความเป็นไทย” ที่เชิดหน้าชูตาได้ในสากล น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้ สิทธิการเลือกตั้ง และความสำคัญของการเลือกตั้งในฐานะเป็นเครื่องมือในการแสดงออกซึ่งอำนาจของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในการกำหนดชะตากรรมของประเทศร่วมกัน กลับถูกบั่นทอนทำลายความชอบธรรมลงไปเรื่อยๆ 

ศาลศาสนาที่มอลต้า

  14 เมษายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอเมื่อไปเยือนพิพิธภัณฑ์ที่ทำการศาลศาสนา อันเป็นหลักฐานพยานถึงการลงโทษผู้มีความคิดต่างซึ่งปิดตัวลงไปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18  มีรายละเอียดดังนี้ …   เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนที่มอลต้า นอกจากทะเล ท้องฟ้า อาหาร เครื่องดื่ม ตามแบบเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ผมยังได้ไปชมพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่ง ที่หนึ่งที่ผมได้ไปและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง คือ Inquisitor’s Palace หรือที่ทำการศาลศาสนา เมือง Birgu ซึ่งเป็นที่ทำการศาลศาสนาไม่กี่แห่งที่ยังคงเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมให้เราได้ชมกัน Inquisitor’s Palace ก่อตั้งขึ้นในปี 1574 และปิดทำการลงในปี 1798 เมื่อ นโปเลยง โบนาปาร์ต บุกมายึดครองมอลต้า และสั่งให้ยกเลิกศาลศาสนา ตุลาการศาลศาสนาที่นี่ได้กลายเป็นพระสันตะปาปาในเวลาต่อมาถึง 3 คน ภายใน Inquisitor’s Palace ประกอบไปด้วย ห้องนอนของตุลาการศาลศาสนา โรงครัว บัลลังก์ศาล ห้องลับทรมานนักโทษ คุก พิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงระบบการดำเนินคดีของศาลศาสนาไว้ให้ชมหลายห้อง     ฐานความผิดที่ต้องถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลศาสนา ได้แก่ ละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา, ครอบครองหนังสือต้องห้าม, อาบัติ, มีชู้, มีทัศนคติหรือความคิดที่ขัดกับหลักศาสนา, แม่มด, ใช้เวทมนตร์คาถาอาคม, เปลี่ยนศาสนา, พยานเท็จ, ดูหมิ่นศาสนา, ละเมิดอำนาจศาลศาสนา โดยโบสถ์จะออกประกาศเตือนบ่อยๆ ว่า ให้ระวังอย่ากระทำความผิด และหากใครพบเห็นผู้ใดที่กระทำความผิด ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้จับกุม ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษได้หลายวิธี ตั้งแต่ จำกัดอาหารให้เหลือเพียงขนมปังและน้ำ, เฆี่ยน, บังคับให้จาริกแสวงบุญ, บังคับให้สารภาพบาปและแสดงความศรัทธาต่อศาสนา, จำคุก, ทำงานสาธารณะ, ประจานหรือทำให้อับอายในที่สาธารณะ, เนรเทศ, บัพพาชนียกรรม, ประหารชีวิต     ในพิพิธภัณฑ์ ได้บรรยายถึงคดีที่น่าสนใจ ในหลายคดีมีการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีกัน เพียงเพราะไม่ชอบขี้หน้า เป็นอริกันจากเรื่องอื่น ก็ยัด “ข้อหา” ต่างๆ ให้ ในหลายคดี คนที่ถูกจับกุมและลงโทษ เป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ ในหลายคดี จำเลยกลายเป็น “เหยื่อ” ของการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองและแย่งชิงอำนาจกัน ในหลายคดี เอาปัญญาชน นักคิด นักเขียน ผู้สามารถสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองมาลงโทษ เพียงเพราะ คิดไม่เหมือนหลักการศาสนาและผู้มีอำนาจทางศาสนา     การพิจารณาคดี ก็คล้ายๆ สมัย “จารีตนครบาล” ของเรา เมื่อพยานหรือจำเลยมาให้การ ต้องผ่านการทรมาน หากรอดไปได้ แสดงว่าพูดจริง หรือไม่ก็ต้องสารภาพผิดเสีย วิธีการทรมาน ก็เช่น จับแขวนคอด้วยเชือก แล้วกระตุกเชือก, นั่งคร่อมบนแท่นสามเหลี่ยมแหลม แล้วใช้ความแหลมคมนั้นทิ่มไปที่เป้า ก้น อวัยวะเพศ     … ในยุคสมัยหนึ่ง โลกของเรา จับกุม กล่าวหา ทรมาน และลงโทษมนุษย์ด้วยกัน ด้วยข้อหามีทัศนคติที่ไม่ตรงกับความเชื่อทางศาสนา ปัจจุบัน โลกอยู่ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์ผู้มีเหตุมีผล มนุษย์ผู้เป็นองค์ประธานแห่งสิทธิ จึงไม่ควรมีการลงโทษมนุษย์ด้วยกันเพียงเพราะความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ทว่า เรายังคงพบเห็นวิธีคิดแบบศาลศาสนาอยู่ ทั้งฐานความผิด วิธีการกล่าวหาดำเนินคดี การลงโทษทางสังคมและทางกฎหมาย

ข้อสังเกตจาก Machiavelli

  เฟซบุ๊กโพสต์ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีราชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2562 … “เจ้าผู้ปกครองผู้ครองอำนาจในฟลอเรนซ์ตั้งแต่ 1434 ถึง 1494 ต่างก็กล่าวถึงการปกครองของพวกเขาว่า ในทุกๆ 5 ปี พวกเขาจำเป็นต้องต่ออายุการครองอำนาจรัฐ และมันยากที่จะรักษาอำนาจนั้นไว้ได้ดังเดิม  การครองอำนาจรัฐต่อ ย่อมหมายถึง การต่ออายุมาตรการอันน่าสะพรึงกลัวและความกลัวซึ่งพวกเขาเคยสร้างขึ้นและใช้ในการปกครอง แต่วันนี้ กำลังทยอยหลุดมือไป  พวกเขาเคยใช้อำนาจลงโทษคนที่พวกเขาเห็นว่าประพฤติเลวทรามต่อระบอบ แต่ทว่า ความทรงจำแห่งการลงทัณฑ์ได้ดับลงไปจากสมองของมนุษย์แล้ว ดังนั้น มนุษย์จึงกล้าที่จะต่อต้านท้าทายระบอบ วิพากษ์วิจารณ์ระบอบ  ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เจ้าผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องนำพาระบอบของเขากลับไปสู่หลักการพื้นฐานอันเป็นต้นกำเนิดของระบอบ นั่นคือ คุณธรรมของคนหนึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายใด ซึ่งปลุกเร้าให้กล้าที่จะใช้อำนาจลงโทษอย่างรุนแรงต่อคนที่ต่อต้าน”   Niccolò Machiavelli, Discorsi sopra la prima deca di Tito Livio, เล่ม 3, บทที่ 1, 1517

ระบอบเผด็จการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือในการควบคุมคนได้อย่างไร?

  12 เมษายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์อธิบายถึงวิธีการใช้กฎหมายในทิศทางตรงกันข้ามกับเสรีภาพ ทำได้อย่างไร รายละเอียดมีดังนี้ … ระบอบเผด็จการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือในการควบคุมคนได้อย่างไร?   1. การแปลงความต้องการของเผด็จการให้เป็น “กฎหมาย” ในระบอบเผด็จการที่รวบอำนาจสูงสุดไว้ที่คนคนเดียวหรือคณะบุคคลไม่กี่คน เป้าหมายของรัฐเป็นหลัก สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเป็นข้อยกเว้น คณะผู้เผด็จการย่อมใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่ต้องกังวลใจว่าจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ ขอเพียงเป็นไปเพื่อ “เหตุผลของรัฐ” แล้ว พวกเขาก็ใช้อำนาจละเมิดสิทธิและเสรีภาพได้เสมอ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การใช้อำนาจของเผด็จการไม่แลดู “ดิบเถื่อน” จนเกินไปนัก จึงจำเป็นต้องแปลงรูปการใช้อำนาจเหล่านั้นให้เป็น “กฎหมาย” เพื่อสร้างความชอบธรรมการใช้อำนาจเผด็จการ วิธีการแปลงความต้องการของเผด็จการให้กลายเป็น “กฎหมาย” ทำได้สองรูปแบบ ในรูปแบบแรก คณะเผด็จการออกประกาศ คำสั่ง และ “เสก” ให้มันมีสถานะเป็น “กฎหมาย” เมื่อคณะผู้เผด็จการต้องการอะไร ก็เอาความต้องการนั้นมาเขียนเป็นประกาศ คำสั่ง ในรูปแบบที่สอง คณะผู้เผด็จการอาจทำให้ “แนบเนียน” กว่านั้น ด้วยการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมา และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ วิธีการนี้ดูแนบเนียนกว่าวิธีแรก เพราะ “กฎหมาย” ที่ออกมานั้นเป็นผลผลิตขององค์กรนิติบัญญัติ ไม่ใช่คณะผู้เผด็จการตราขึ้นเอาเองตามอำเภอใจ แต่เอาเข้าจริงแล้ว คณะผู้เผด็จการก็ยังคงเป็นผู้บงการชักใยสภานิติบัญญัติอยู่ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในระบอบเผด็จการในกรณีแรกนี้ ก็คือ การเปลี่ยน “ปืน” ให้กลายเป็น “กฎหมาย” โดยเอา “กฎหมาย” ไปห่อหุ้ม “ปืน” นับแต่นี้ การใช้อำนาจเผด็จการจากปืนก็แปลงกายมาเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เอาเข้าจริง มันคือการใช้ปืนดีๆนี่เอง   2. การนำ “กฎหมาย” ของเผด็จการไปใช้บังคับ เมื่อระบอบเผด็จการผลิต “กฎหมาย” ขึ้นใช้แทนที่ “ปืน” แล้ว “กฎหมาย” เหล่านั้นจะมีผลใช้บังคับได้จริง ก็ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการเป็นผู้นำไปใช้ การนำ “กฎหมาย” ของเผด็จการไปใช้บังคับ แบ่งได้สองกรณี ในกรณีแรก เจ้าหน้าที่ใช้บังคับกฎหมายเพื่อจับกุมคุมขัง ลิดรอนเสรีภาพของบุคคลที่ต่อต้านเผด็จการ เช่น บุคลลชุมนุมต่อต้านเผด็จการ แทนที่คณะผู้เผด็จการจะสั่งการให้กองกำลังทหาร-ตำรวจบุกเข้าสลายการชุมนุม ปราบปราม ฆ่า อุ้มหาย จับกุมคุมขังโดยอำนาจเถื่อน ก็ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการนำ “กฎหมาย” มาใช้เพื่อจัดการกลุ่มผู้ต่อต้านเผด็จการ บรรดาเจ้าหน้าที่อ้างได้ว่าการใช้อำนาจของพวกเขาเป็นไปตาม “กฎหมาย” นี่คือการรักษากฎหมาย ไม่ใช่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการสั่งฟ้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาว่าบุคคลเหล่านั้นมีความผิดอาญาหรือไม่ ในท้ายที่สุด ศาลก็พิพากษาให้ผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการมีความผิด ต้องรับโทษจำคุก การปราบปรามฝ่ายต่อต้านเผด็จการด้วยวิธีการเช่นนี้ คณะผู้เผด็จการไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทางกายภาพ ไม่ต้องอุ้มฆ่า ไม่ต้องขังลืม เพียงแต่ตรากฎหมายขึ้น แล้วเจ้าหน้าที่และศาลก็ยินยอมพร้อมใจกันนำกฎหมายไปใช้ปราบปรามฝ่ายต่อต้านเผด็จการให้แทน คณะผู้เผด็จการสามารถอ้างได้ว่าบุคคลที่ถูกศาลตัดสินลงโทษเหล่านี้ กระทำการผิดกฎหมาย และศาลก็เป็นผู้ตัดสิน คณะผู้เผด็จการไม่ได้ใช้อำนาจปราบปรามตามอำเภอใจ การปราบปรามฝ่ายต่อต้านเผด็จการซึ่งเป็นเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง กลับถูกฉาบด้วย “กฎหมาย” และ “คำพิพากษา” ในกรณีที่สอง เจ้าหน้าที่และศาลใช้บังคับกฎหมายเพื่อรับรองการใช้อำนาจหรือยกเว้นไม่ตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการ เช่น บุคคลที่เห็นว่าการใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิของตน ได้ฟ้องโต้แย้งไปยังศาลเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนประกาศหรือคำสั่งของคณะผู้เผด็จการ หรือสั่งให้คณะผู้เผด็จการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ศาลกลับยกฟ้อง โดยอ้างว่า “กฎหมาย” (ซึ่งตราขึ้นในสมัยเผด็จการ) ได้รับรองการใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการไว้ทั้งหมดแล้ว กรณีเช่นนี้ทำให้การใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการไม่อาจถูกตรวจสอบได้เลย แน่นอนว่าการที่คณะผู้เผด็จการไม่ถูกตรวจสอบและมีอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเรื่องธรรมชาติตามอัปลักษณะของระบอบเผด็จการอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า เมื่อศาลเข้ายืนยันอัปลักษณะนี้ด้วย ก็ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับคณะผู้เผด็จการว่า พวกตนได้การรับรองจาก “กฎหมาย” และ “ศาล”   3. การนำ “กฎหมาย” ที่มีอยู่แล้ว ไปใช้ในทางไม่เป็นคุณกับเสรีภาพ ระบอบเผด็จการอาจนำ “กฎหมาย” ที่มีอยู่แล้วไปใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน ไม่แน่นอนชัดเจน เพื่อลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จนทำให้บุคคลผู้อยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายนั้นไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจใช้เสรีภาพของตนนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและต้องได้รับโทษหรือไม่ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วตนจะถูกดำเนินคดีและลงโทษหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง พวกเขาก็เลือกที่จะ “เซนเซอร์ตนเอง” ด้วยการไม่ใช้เสรีภาพนั้นเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีประเทศไทย คือ การนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาใช้ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนชัดเจนว่าการะทำใดเป็นความผิด ประกอบกับกระบวนการยุติธรรมที่มีลักษณะพิเศษต่างจากความผิดฐานอื่น เช่นนี้แล้ว บุคคลก็เกิดความหวาดกลัว และยินยอมสมัครใจไม่ใช้เสรีภาพ ระบอบเผด็จการจึงสามารถควบคุมพฤติกรรมของบุคคลได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือบังคับสั่งห้าม   4. การนำ “กฎหมาย” ที่มีอยู่แล้วไปใช้แบบบิดเบือน บิดผันอำนาจ (abuse of power) เพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์ของเผด็จการ ระบอบเผด็จการอาจไม่จำเป็นต้องตรากฎหมายขึ้นใหม่ แต่นำกฎหมายที่มีอยู่แล้วมาใช้อย่างบิดเบือนอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายวิธีพิจารณาความ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของฝ่ายต่อต้านเผด็จการ เช่น ระบอบเผด็จการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเรื่องของการจับกุมมาใช้กลั่นแกล้งฝ่ายต่อต้านเผด็จการด้วยการออกหมายจับฝ่ายต่อต้านเผด็จการ แต่ก็ไม่เคร่งครัดกับการไปตามจับอย่างจริงจัง ด้วยเกรงว่าการจับกุมคุมขังอาจบานปลายและกลายเป็นชนวนจนนำไปสู่การลุกฮือต่อต้านได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของฝ่ายต่อต้านเผด็จการเอง ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวรณรงค์ได้เต็มที่

จากหมายเรียกพยานกลายเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา

  9 เมษายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงการได้รับหมายเรียกจากกรณีคำแถลงการณ์พรรคเกี่ยวกับการยุบพรรคไทยรักษาชาติ มีรายละเอียดดังนี้ … เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ผมได้รับ “หมายเรียกพยาน” จากกรณีอ่านคำแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่กรณีการยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยให้ผมไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันเดียวกันกับวันที่ได้รับหมาย ทำให้ผมไม่สามารถเดินทางไปได้ตามกำหนด จึงได้ให้ทนายความขอเลื่อนการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไป มาวันนี้ “หมายเรียกพยาน” ดังกล่าวได้ กลายเป็น “หมายเรียกผู้ต้องหา” แทนแล้ว พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ รับมอบอำนาจจาก คสช. ไปร้องทุกข์กล่าวโทษผมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดอาญา 2 ฐาน ได้แก่ ดูหมิ่นศาล นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยน่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือเกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ โดยหมายเรียกผู้ต้องหาออกวันที่ 5 เมษายน 2562 (สองวันให้หลังจากวันที่ผมได้รับหมายเรียกพยานและขอเลื่อนนัด) และให้ผมไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 9 เมษายน 2562  เนื่องจากผมเดินทางมาเยี่ยมภรรยาที่ต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน จึงไม่สามารถไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ และผมได้ให้ทนายความขอเลื่อนนัดเป็นวันที่ 17 เมษายน แทนแล้ว ผมยืนยันว่าวันที่ 17 เมษายนนี้ ผมจะเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ ปอท. แน่นอน ผมมั่นใจว่าในแถลงการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ที่ผมอ่านนั้น ไม่มีข้อความใดที่เข้าข่ายความผิดตามที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ และ คสช. กล่าวหา ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น = ไม่มีประชาธิปไตย   “ปราศจากเสรีภาพในการตำหนิติเตียน ก็ไม่มีซึ่งคำสรรเสริญเยินยอ” Le Mariage de Figaro, 1778

การชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการนำคลิปและภาพไปบิดเบือน

  1 เมษายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ชี้แจงกรณีข้อมูลบิดเบือน มีรายละเอียดดังนี้ …  ตามที่มีการเผยแพร่คลิปการบรรยายของผมและรูปของผมพร้อมคัดบางประโยคมาประกอบจนทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและนำมาซึ่งความเกลียดชังต่อกันนั้น ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ คลิปที่ถูกตัดมาบางตอนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายของผม โดยผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การเมือง ความยุติธรรม สถาบันกษัตริย์” เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 จัดขึ้นที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในขณะนั้นผมยังคงดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำงานวิชาการ บรรยาย ศึกษาค้นคว้า เรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง ประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยและประเทศต่างๆ หัวข้อหนึ่งที่ผมสนใจคือ สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย การปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย และประเทศต่างๆ  เพื่อให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ข้อความในท่อนที่ตัดมานั้น ผมไม่ได้พูดถึงสถาบันกษัตริย์ในราชอาณาจักรไทย แต่ผมบรรยายถึงหลักการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยผมอธิบายว่า หากพิจารณาจากระบอบประชาธิปไตยตามสากลแล้ว พระมหากษัตริย์ต้องอยู่เหนือการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และโดยธรรมชาติของตำแหน่งพระมหากษัตริย์ที่มาจากการสืบทอดทางสายโลหิต ไม่ได้มาจากการเลือก จึงจำเป็นต้องจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งประเทศต่างๆ  ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย และยังคงรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้อยู่สามารถทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ การนำข้อความที่ผมบรรยายเมื่อ 6 ปีก่อน เมื่อครั้งผมยังเป็นนักวิชาการ มาตัดใช้บางตอน โดยไม่ระบุว่าบรรยายในโอกาสใด เมื่อไร และยังใส่ตำแหน่งใต้ชื่อผมว่า “เลขา พรรคอนาคตใหม่” พร้อมกับนำสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ไปติดในรูปภาพด้วย เป็นการแสดงเจตนาอันไม่สุจริตของผู้กระทำ ต้องการทำให้ผมเสียหาย ถูกเกลียดชัง นอกจากนั้นคลิปและรูปภาพชุดนี้ถูกนำมาเผยแพร่ในช่วงรณรงค์หาเสียง เพื่อทำให้คนเข้าใจผิดและไม่ลงคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่ เมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้รับเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ก็รีบนำกลับมาเผยแพร่กันอีก เพื่อต้องการสร้างความเกลียดชังกันในหมู่ประชาชน วิญญูชนผู้มีจิตใจเป็นธรรมย่อมพิจารณาได้เองว่าการกระทำของคนกลุ่มนี้ ยุติธรรมต่อผมและพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา มีขบวนการใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาโจมตีโดยใช้ข้อหา “ไม่จงรักภักดี” หรือ “ล้มเจ้า” จนนำมาซึ่งความเกลียดชังกันเองในหมู่ประชาชน ทำให้สังคมแตกแยก จนเผด็จการทหารฉวยโอกาสเข้ายึดและครองอำนาจมาอย่างยาวนาน การเมืองไทยติดขัดอยู่ในความขัดแย้ง สังคมไทยถูกแบ่งขั้วอย่างร้าวลึกจนประชาชนไม่อาจหาฉันทามติในการอยู่ร่วมกันได้ การนำสถาบันกษัตริย์มาใช้โจมตีกันทางการเมืองของคนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความแตกแยกในสังคมแล้ว ยังไม่เป็นคุณต่อสถาบันกษัตริย์ด้วย ในสังคมประชาธิปไตย เราชอบพรรคการเมือง นักการเมือง แตกต่างกันได้ เราสามารถแข่งขันทางการเมืองตามกติกาได้ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างสถาบันกษัตริย์มาใช้โจมตี ทำลายล้าง หรือสร้างความเกลียดชังต่อกัน  ผมตัดสินใจก่อตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะต้องการฟื้นความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยกลับมาอีกครั้ง ต้องการยุติวงจรรัฐประหาร นำกองทัพออกไปจากการเมือง สถาปนาหลักการรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ นำประเทศไทยออกจากวิกฤตความขัดแย้ง และเดินหน้าไปสู่อนาคตแบบใหม่ร่วมกัน มีแต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่สามารถช่วยธำรงรักษาสถาบันกษัตริย์ให้ดำรงอยู่ต่อไปด้วยพระเกียรติยศ พระบารมี และสง่างามทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ

(คลิป) ไม่มีเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ มีแต่เลือกตั้งเพื่อเปลียนแปลงประเทศ

เลือกตั้งเพื่อเปลียนแปลงประเทศ [ ไม่มีเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ มีแต่เลือกตั้งเพื่อเปลียนแปลงประเทศ ] “สำหรับเราไม่มีคำว่าการโหวตในทางยุทธศาสตร์ มีแต่การโหวตเพื่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น!”ท่ามกลางกระแสโหมประโคมถึงวาทกรรมการ “โหวตทางยุทธศาสตร์” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ประกาศจุดยืนสวนกระแสนี้ขึ้นมาบนเวทีปราศรัยใหญ่ชองพรรคอนาคตใหม่วันที่ 22 มีนาคม 2562ตอกย้ำในสิ่งที่ปิยบุตรยกขึ้นมาพูดเสมอในทุกครั้งที่ลงพื้นที่ไปหาเสียงแนะนำพรรคอนาคตใหม่ ว่า เลือกแบบเดิมก็ได้แบบเดิม อยากได้สิ่งใหม่ก็ต้องเลือกแบบใหม่การเมืองแบบใหม่นี้เอง คือหนึ่งในเป้า “3 ยุติ” ของพรรคอนาคตใหม่ คือ 1.ยุติการสืบทอดอำนาจและมรดก คสช. 2. ยุติวงจรการรัฐประหาร และ 3. ยุติการเมืองแบบเก่า เริ่มต้นการเมืองแบบใหม่เพราะทั้ง 3 สิ่งคืออุปสรรคที่ทำให้การเมืองไทยไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้มานานนับทศวรรษ ไม่ใช่แค่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ก็คือจุดเริ่มต้นที่เราจะเปลี่ยนทุกอย่างได้“Vote for change!Vote for hope!Vote Forward!” 由 Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2019年3月23日周六   “สำหรับเราไม่มีคำว่าการโหวตในทางยุทธศาสตร์ มีแต่การโหวตเพื่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น!” ท่ามกลางกระแสโหมประโคมถึงวาทกรรมการ “โหวตทางยุทธศาสตร์” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ประกาศจุดยืนสวนกระแสนี้ขึ้นมาบนเวทีปราศรัยใหญ่ชองพรรคอนาคตใหม่วันที่ 22 มีนาคม 2562 ตอกย้ำในสิ่งที่ปิยบุตรยกขึ้นมาพูดเสมอในทุกครั้งที่ลงพื้นที่ไปหาเสียงแนะนำพรรคอนาคตใหม่ ว่า เลือกแบบเดิมก็ได้แบบเดิม อยากได้สิ่งใหม่ก็ต้องเลือกแบบใหม่ การเมืองแบบใหม่นี้เอง คือหนึ่งในเป้า “3 ยุติ” ของพรรคอนาคตใหม่ คือ 1.ยุติการสืบทอดอำนาจและมรดก คสช. 2. ยุติวงจรการรัฐประหาร และ 3. ยุติการเมืองแบบเก่า เริ่มต้นการเมืองแบบใหม่ เพราะทั้ง 3 สิ่งคืออุปสรรคที่ทำให้การเมืองไทยไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้มานานนับทศวรรษ ไม่ใช่แค่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ก็คือจุดเริ่มต้นที่เราจะเปลี่ยนทุกอย่างได้   Vote for change! Vote for hope! Vote Forward!

24 มีนา กาอนาคตใหม่ โหวตเพื่อเปลี่ยนประเทศไทย

  ปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจยืนยันถึงการโหวตเพื่ออนาคตของพรรคอนาคตใหม่ ตามรายละเอียดต่อไปนี้ … ช่วงเวลาโค้งสุดท้าย เรามักได้ยินกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จำเป็นที่จะต้องเลือกในทางยุทธศาสตร์ หรือ โหวตในทางยุทธศาสตร์ แต่สำหรับเรา พรรคอนาคตใหม่ ไม่มีคำว่าโหวตในทางยุทธศาสตร์ มีแต่โหวตเพื่ออนาคต โหวตเพื่อความเปลี่ยนแปลง พรรคอนาคตใหม่ เรียกร้องให้ Vote for change, Vote for hope, Vote forward – โหวตเพื่อความเปลี่ยนแปลง โหวตเพื่อความหวัง โหวตเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า ภารกิจที่พรรคอนาคตใหม่แบกรับเอาไว้ ไม่ใช่แค่เพียงแค่หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ใช่เพียงแค่จัดการมรดกตกทอดของ คสช. ไม่ใช่เพียงแค่เอาประชาธิปไตยกลับมา หากแต่เราต้องการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นการเมืองแบบประชาธิปไตย การเมืองแบบผู้แทน การเมืองในระบบรัฐสภาที่ถูกทำลายความเชื่อมั่นตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราต้องการฟื้นความเชื่อมั่นนี้ เพื่อดึงให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสี ทุกฝ่าย เข้ามารวมกัน แล้วเชื่อมั่นการเมืองแบบประชาธิปไตยอีกครั้ง ถ้าเราทำได้ ถ้าเราสร้างความเชื่อมั่นการเมืองแบบประชาธิปไตยได้ ถ้าเราสร้างความหวังว่าประเทศไทยมีทางออกได้ ปิดประตูเผด็จการ ปิดประตูรัฐประหารแน่นอน

1 3 4 5 6 7 13