fbpx

ปิยบุตร แสงกนกกุล

ความคิดชี้นำของพรรคอนาคตใหม่

  7 มิถุนายน 2562 บทสัมภาษณ์ ปิยบุตร แสงกนกกุล ถ่ายทอดโดย the101.world ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ผ่านสื่อโซเชียลของเว็บไซต์  ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ให้สัมภาษณ์ โพสต์ถึงบทสัมภาษณ์นั้นจากความคิด ความรู้สึก และฐานรากแห่งอุดมการณ์พรรค … “การกำเนิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่และทิศทางการดำเนินงานตลอดขวบปีที่ผ่านมา   มิได้เป็นไปแบบตามมีตามเกิด หรือเฝ้ารอโชคชะตา แต่มันถูกกำหนดด้วยความคิดชี้นำ อันประกอบด้วยทฤษฎีการเมืองจากหลายสำนัก และนำมาประยุกต์ใช้กับสภาพการณ์ในประเทศไทย หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ผมหันไปศึกษาทฤษฎีการเมืองมากขึ้น  โดยพิจารณาประกอบกับสภาพการณ์ในตะวันตก สภาพการณ์ในไทย เพื่อหา “หนทาง” ออกจาก “ทศวรรษที่สูญหาย” และบทสัมภาษณ์กับ 101 ชิ้นนี้ คือส่วนหนึ่งของฐานที่มาของการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องราวทั้งหมดเป็นหนังสือในชื่อ “ได้เวลาประชาชน ได้เวลาอนาคตใหม่”  แต่ด้วยงานการเมืองของผมตอนนี้ ทำให้หาเวลาเขียนหนังสือแบบหนักๆ ไม่ได้เลย เคราะห์ดีที่ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ จาก 101 สนใจเรื่องเหล่านี้จึงมาสัมภาษณ์และเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่อง “กำเนิดอนาคตใหม่” แทน ผมเห็นด้วยและยินดีอย่างยิ่ง อย่างน้อยเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการนำทฤษฎีการเมือง   และปฏิบัติการทางการเมืองในพรรคการเมือง มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนบ้าง ให้เห็นว่าการสร้างพรรคการเมือง จำเป็นต้องมี “ทฤษฎีการเมืองชี้นำ” และการทำพรรค ก็คือ  “การปฏิบัติการทางการเมือง” เพื่อประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเมืองให้บังเกิดผล”     อ่านบทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ที่ https://www.the101.world/piyabutr-saengkanokkul-interview/?fbclid=IwAR1jcBu9fmzsxMsBsZAadyAJOAG7Gn1fL3IL7lc4Zfzaz9RpmkReuWYSV-E

ทุกวิกฤตคือโอกาสในการทำงานการเมือง

  “การทำงานการเมืองคือการทำงานทางความคิด  ท่านสามารถทำงานได้ทุกวัน และทุกวิกฤตคือโอกาสในการทำงานการเมือง  การเมืองคือการแสวงหาอำนาจที่จะทำให้ประชาชนมีความผาสุก มีคุณภาพชีวิตที่ดี การเมืองคือการทำให้ประชาชนที่เคยเป็นเพียงตัวเลขได้เปล่งเสียงออกมา นี่คือการเมืองแห่งอนาคตใหม่     หลายคนรู้สึกว่าเลือกตั้งแล้วก็เหมือนเดิม ได้นายกคนเดิมที่มาจากการรัฐประหาร เราเริ่มสิ้นหวัง แต่ความสิ้นหวังแบบนี้คืออาหารอันโอชะของเผด็จการ เราจะสิ้นหวังไม่ได้ เราจะทำงานกันทั้งในและนอกสภา เราจะทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรให้เป็นผู้แทนของราษฎรตัวจริงเสียงจริง     เพราะการเมืองคือความเป็นไปได้ เมื่อไรที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้เราจะแพ้ทันที หลายท่านมักพูดว่า “เวลาอยู่ข้างเรา” แต่ถ้าเรานั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย มันจะกลายเป็นแค่คำปลอบประโลมไปเรื่อยๆ เท่านั้น      แต่ถ้าเราเริ่ม ความเป็นไปได้ก็เกิดขึ้นได้ เหมือนที่พรรคอนาคตใหม่ได้ทำให้ความเป็นไปได้เกิดขึ้นแล้ว”

การต่อสู้ทางความคิด ช่วงชิงสถาปนาความหมายใหม่

  “โลกที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่มีชื่อ และเพื่อจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น ก็จำต้องใช้วิธีชี้เอา” จากวรรณกรรมที่ตีพิมพ์ในปี 1967 ของนักเขียนชาวโคลอมเบีย Gabriel García Márquez หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (One Hundred Years of Solitude) 1967   การเมืองไทย สังคมไทย ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ยังไม่มีชื่อเรียก การเมืองไทย สังคมไทย ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ถูกเรียกชื่อไปแล้ว แต่ก็อาจถูกเปลี่ยนได้ พื้นที่เหล่านี้ รอให้เราเข้าไปต่อสู้ทางความคิด เปิดโอกาสให้เราเข้าไปช่วงชิงสถาปนาความหมายใหม่ มนุษย์มีศักยภาพในการเข้าไปให้ชื่อแก่มันได้ มนุษย์มีศักยภาพในการสถาปนาความหมายใหม่ให้แก่มันได้ 

เหตุผลที่ยืนยันว่า พลเอกประยุทธ์ มีพฤติการณ์ที่มีลักษณะฝ่าฝืนระบอบการปกครอง

  นอกจากจะได้อภิปรายในรัฐสภา ก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าทำไมต้องไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 แล้ว ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ ยังได้โพสต์ส่วนหนึ่งของการอภิปรายดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กเพจของตนด้วย ดังนี้  … “ถ้าหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา 44 จะทำอะไรก็ได้ครับ ไม่มีข้อจำกัดเลย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น ห้วหน้า คสช. เพียงคนเดียว  เรื่องนี้สำคัญเพราะพวกเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พวกเราใช้อำนาจนิติบัญญัติ ในการตราพระราชบัญญัติ ลองเปรียบเทียบคำสั่งของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 กับพระราชบัญญัติดู  เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติไปแล้ว นายกฯ  จะเป็นคนทำหน้าที่ทูลเกล้าทูลกระหม่อมต่อพระมหากษัติรย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฏหมาย พวกเราซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนเข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญติ  แต่หัวหน้า คสช. คนเพียงหนึ่งคนที่มาจากการยึดอำนาจ ไม่ได้มาจากการเลือกของพี่น้องประชาชนเลย  กลับสามารถใช้อำนาจตาม ม. 44 แล้วออกคำสั่งให้มีผลเป็นพระราชบัญญัติก็ได้ เมื่อหัวหน้า คสช. ลงนามเมื่อไหร่มีผลเป็นกฏหมายทันที ไม่ต้องให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยก็ได้ นี่คือนัยยะสำคัญ”

ส.ส. อีกอย่างน้อย 30 คนมีปัญหาเรื่องการถือหุ้นสื่อ

  ต้นเดือนมิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของตนเอง ถึงสิ่งที่ได้แถลงข่าวไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 กรณี “หุ้นวี-ลัค” ของ  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง พรรคอนาคตใหม่ขอสงวนสิทธิ์ในการใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ ร้องขอให้มีการตรวจสอบสมาชิกภาพ ส.ส. ของพรรคอื่น อันเนื่องมาจากการถือหุ้นสื่อ เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน     4 มิถุนายน 2562 ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ จึงใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสมาชิกภาพของ ส.ส. เนื่องจาก “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ” รายชื่อ ส.ส. ที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นคำร้องตรวจสอบ ประกอบไปด้วย ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ 27 คน ส.ส.  พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 คน ส.ส.พรรคชาติพัฒนา 1 คน และส.ส.พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน กรณีนี้ หากประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบรายชื่อ ส.ส. ผู้เข้าชื่อครบจำนวน 1 ใน 10 ขึ้นไป ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่มีดุลพินิจอื่นใดนอกจากเสนอคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยปกติแล้ว ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น กรณีคำร้องดังกล่าวจะเป็นโอกาสพิสูจน์มาตรฐานการใช้กฎหมายขององค์กรของรัฐในประเทศไทย ในสองประเด็น     ประเด็นแรก มาตรฐานในการพิจารณาว่า ส.ส. เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ หรือไม่ ก่อนวันเลือกตั้ง ศาลฎีกาได้พิพากษาเพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งของนายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคอนาคตใหม่ และนายคมสันต์ ศรีวนิชย์ ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดอ่างทอง  พรรคประชาชาติ เพราะเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จึงมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) โดยทั้งสองกรณีนี้ ศาลพิจารณาจากหนังสือวัตถุประสงค์ของบริษัทที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า  มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ได้แก่ “ประกอบกิจการค้ากระดาษ เครื่องเขียน แบบเรียน แบบพิมพ์ หนังสือ อุปกรณ์การเรียน เครื่องคำนวณ เครื่องพิมพ์ อุปกรณ์การพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ตู้เก็บเอกสาร และเครื่องใช้สำนักงานทุกชนิด” “ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์” “ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและ โทรทัศน์ รับจัดทำสื่อโฆษณา สป็อตโฆษณา เผยแพร่ข้อมูล” หากใช้บรรทัดฐานจากกรณี นายภูเบศวร์ เห็นหลอด และนายคมสันต์ ศรีวนิชย์ จะพบว่ามี ส.ส. จำนวนมากที่ถือหุ้นหรือประกอบกิจการในบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด  ที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการประกอบกิจการสื่อ ถือว่ามีลักษณะต้องห้ามของการเป็น ส.ส. มีบุคคลไปยื่นคำร้องต่อ กกต.ให้ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ส.ส. เหล่านี้ แต่ยังไม่มีเรื่องใดที่ กกต.  ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญเลย เว้นกรณีเดียว คือ กรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ดังนั้นเพื่อให้ได้มาตรฐานที่เท่าเทียมกัน ในเมื่อ กกต. ไม่ส่งเรื่องของ ส.ส. คนอื่นๆ ไปศาลรัฐธรรมนูญเสียที  ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ก็ขอช่วยงาน กกต. อาสาเข้ามาเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร     ประเด็นที่สอง มาตรฐานในการสั่งรับคำร้องและสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. เป็นการชั่วคราว คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องกรณีธนาธร ต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562  และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องในวันที่ 23 พฤษภาคม พร้อมกับสั่งให้ธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.  ชั่วคราว โดยตามข่าว ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า “ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่านายธนาธร มีกรณีตามที่ถูกร้อง ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายธนาธร   อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายและการคัดค้านโต้แย้งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้” หากใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับกรณีธนาธร ศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะมีคำสั่งรับคำร้องภายใน 7 วัน และสั่งให้ ส.ส. 30 คนนี้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราวเช่นเดียวกัน ก็ในเมื่อกรณีธนาธรได้โอนหุ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562

Michel Serres

  มิเชล แซรส์ (Michel Serres) ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศส ได้จากไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2019 เวลา 19.00 น. ตามเวลาปารีส รวมอายุได้ 88 ปี มิเชล แซรส์  คือ ปรัชญาเมธีด้านญาณวิทยาและปรัชญาวิทยาศาสตร์ งานชิ้นเอกของเขา คือ Hermès รวม 5 เล่ม เป็นการนำเสนอ ผ่าน แอร์เมส เทพปรัมปรากรีก สัญลักษณ์แห่งการค้าและการสื่อสาร ในช่วงท้ายชีวิต แซรส์ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านประชาชนคนทั่วไป และเยาวชนคนรุ่นใหม่ เขาออกรายการวิทยุ โทรทัศน์ เป็นประจำ รับเชิญไปพูดตามงานเสวนาต่างๆ เมื่อเดือนมีนาคม 2561 แซรส์ บอกว่า “ประเด็นปัญหาเรื่องความรุนแรง คือ หัวใจในทุกสิ้งที่ผมได้ผลิตงานขึ้นกว่า 70 ชิ้น” ความข้อนี้ อาจพิสูจน์ได้จากเหตุการณ์ระเบิดที่ฮิโรชิมา  ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ แซรส์ ออกจากโรงเรียนเดินเรือ และมุ่งหน้าสู่ปรัชญา ในปี 2012 แซรส์ เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ Petite Poucette เพื่อสื่อสารไปถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เติบโตมากับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้คนรุ่นก่อนยอมรับความเปลี่ยนแปลง ทำความเข้าใจ และอยู่ร่วมกับมัน หนังสือเล่มนี้ขายในฝรั่งเศสได้ถึง 270,000 เล่ม โชคดีสำหรับคนไทย หนังสือเล่มนี้ได้แปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ “หนูนิ้วโป้ง” โดย อาจารย์สายพิณ ศุพุทธมงคล สำนักพิมพ์ Paragraph นักศึกษาที่เคยเรียนกับ แซรส์ ต่างคุ้นชินกับประโยคเปิดคลาสที่เขาใช้บ่อยๆ ว่า “สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี โปรดฟังให้ดี สิ่งที่พวกคุณจะได้ฟังต่อไปนี้จะเปลี่ยนชีวิตของคุณ…” แซรส์ ให้ความสำคัญกับการนำความรู้เผยแพร่ออกไปยังประชาชนคนทั่วไป ปรัชญาและความรู้ ไม่ควรถูกสงวนไว้กับคนไม่กี่คนในมหาวิทยาลัยหรือห้องเรียน  ปรัชญาไม่ควรถูกผูกขาดโดยปรัชญาเมธีไม่กี่คนเอาไว้อวดหรือแสดงภูมิใส่กัน ดังที่เขาเขียนไว้ใน Le sens de l’info ว่า “เมื่อคุณกลายเป็นศาสตราจารย์ทางปรัชญา คุณก็จะเจอแต่คนที่เกือบจะทั้งหมดเป็นคนที่ถูกคัดมาว่าหัวดี ฉลาด สุดยอด นี่คือสิ่งแรกที่กระทบความคิด  แต่มีสิ่งที่สองซึ่งผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ ช่วงเวลาที่คุณออกจากห้องเรียน ออกไปจากบรรดาชนชั้นนำ เพื่อที่จะหาทางสื่อสารโดยตรงต่อทุกคน นี่แหละ ผมถึงได้ทำเรื่องพวกนี้ผ่านสถานีวิทยุ France Info ตลอด 15 ปีนี้” แซรส์ ยังได้เล่าไว้อีกว่า “วันหนึ่ง ผมขึ้นแท็กซี่ เจอคนขับคนเซเนกัล ผมพูดกับเขาว่า ช่วยไปส่งผมที่นี่ทีครับ  โดยที่คนขับไม่ต้องหันกลับมามองหน้าผม เขาตอบทันทีว่า โอ้ ผมได้ยินเสียงของอาจารย์ปรัชญาทุกวันอาทิตย์ของผมแล้ว ชีวิตผมรอดแล้ว ชีวิตผมรอดแล้ว”  นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า การออกรายการวิทยุ ไม่เก็บเรื่องปรัชญาไว้อยู่บนหอคอยงาช้างของ แซรส์ ได้ผลอย่างแท้จริง     วันอาทิตย์ วันหยุดสุดสัปดาห์ อยากชวนให้อ่านหนังสือ “Petite Poucette – หนูนิ้วโป้ง” รับรองว่า อ่านไม่ยาก เข้าใจง่าย ได้ความรู้ในสไตล์ของ Michel Serres จริงๆ Bonne lecture

บรรยาย “ประชาธิปไตย (ไม่) สมบูรณ์”

  ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยกส่วนหนึ่งของการบรรยายหัวข้อ “ประชาธิปไตย (ไม่) สมบูรณ์” ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาโพสต์ในเฟซบุ๊กเพจ  ดังนี้ … เมื่อวันเสาร์ 18 พ.ค. ผมได้รับเชิญไปบรรยายหัวข้อ “ประชาธิปไตย (ไม่) สมบูรณ์” ระหว่างการจัดกิจกรรมสมัชชาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ณ ชุมชนน้ำแดงพัฒนา อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมบรรยายว่า ประชาธิปไตยเป็นโครงการทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด หลักใหญ่ใจความสำคัญที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนนั้น ประชาชนต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็น ถกเถียงกัน และตัดสินใจในเรื่องสาธารณะ ซึ่งการตัดสินใจนี้ต่อไปก็สามารถปรับเปลี่ยนได้แล้วแต่สถานการณ์ นี่คือประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ คือต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าไม่ปรับตัว อยู่นานวันเข้าก็จะกลายเป็นเผด็จการได้     ผมจึงขอยกตัวอย่าง 2 ตัวอย่าง เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นโครงการใหญ่ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องมีการปรับตัวขยับตัวอยู่ตลอดเวลา หนึ่งเรื่องรัฐสวัสดิการที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก ซึ่งมีที่มาจากระบบทุนนิยมที่มองแล้วว่าต้องแบ่งเรื่องนี้ให้กับอีกฝ่ายก่อนที่จะมีการลุกฮือขึ้นนั้น ตอนนี้เริ่มมีความคิดใหม่ที่ไปไกลกว่าเรื่องรัฐสวัสดิการแล้ว นั่นคือการประกันให้กับประชาชนทั้งหมด หมายความว่าเมื่อเกิดมาในฐานะเป็นพลเมืองของประเทศนี้ จะได้เงินเดือนขั้นต่ำทุกคน ระบบดังกล่าวนี้ก็มองกันว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนตั้งแต่ต้น เกิดมาแล้วได้เงินเดือน และได้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คืน สามารถที่จะตัดสินใจที่จะเลือกงานได้ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนการครองชีพ ได้ลองผิดลองถูก ลองเปลี่ยนงานไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบให้ดีที่สุด และในอนาคต ความคิดหรือนิยามของคำว่าการทำงานจะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แม่บ้านที่ต้องลาออกจากงานประจำมาอยู่บ้าน ดูแลลูก ดูแลบ้าน อย่างนี้ก็จะถูกนับว่าเป็นงานหรือไม่ หรืออย่างตนนั่งรถจากสนามบินมาถึงที่นี่ราว 3 ชั่วโมง นั่งคิดว่าจะต้องมาพูดอะไรบ้าง อย่างนี้เป็นงานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีงานจำนวนมากที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา แล้วไม่ถูกนับให้เป็นรายได้ มนุษย์ทุกคนทำงานทุกวัน     การปรับตัวตลอดเวลาอีกอย่างที่ทางตะวันตกเริ่มคิดขึ้นจากที่ถูกมองว่าการเลือกตั้งไม่เสมอภาค โดยมองว่าการเลือกตั้งนั้น สุดท้ายคนที่มีเงินมากกว่า มีสื่อในมือ ก็ชนะเลือกตั้งมากกว่าคนอื่น และสมาชิกสภาก็จะเป็นชนชั้นนำหน้าเดิมๆ คนไม่กี่คนสลับกันเข้าไปนั่งในสภา เป็นคณาธิปไตยแบบหนึ่ง ดังนั้นจึงมีการเสนอเรื่อง “สภาพลเมือง” ขึ้น ซึ่งถ้าเชื่อเรื่องคนเท่ากันจริง ก็สามารถจับสลากคนมาทำหน้าที่ได้ ยกตัวอย่างเช่น วุฒิสภาที่ทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ แทนที่จะใช้การแต่งตั้ง ลองมาใช้ระบบจับสลาก กำหนดมีวาระคนละ 2 ปี ใครต้องการทำหน้าที่นี้มาลงชื่อ ถึงเวลาก็จับสลากได้รายชื่อไปทำงาน อย่างนี้ก็จะทำให้ได้คนหน้าใหม่ๆ จากกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย จะได้ไม่ต้องถกเถียงกันเรื่องซื้อเสียง เรื่องอิทธิพล หรือในท้องถิ่น นอกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะมีผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่นแล้ว ก็อาจตั้งสภาพลเมือง ให้คนในท้องถิ่นลงทะเบียนไว้แล้วจับสลากกันเข้ามาเป็นสมาชิกสภาพลเมือง ทำหน้าที่ตรวจสอบและสะท้อนปัญหาให้ อปท. ถ้าเชื่อเรื่องคนเท่ากัน นี่คือความเสมอภาค จับสลากเวียนกันเป็น นี่คือความคิดใหม่ๆ ของประชาธิปไตยที่มนุษย์คิดค้นขึ้น  

6 ข้อสังเกตกรณีการตรวจสอบสมาชิกภาพ ส.ส. ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

  ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจ เมื่อวันที่ 22 พฤาภาคม 2562 ชี้แจงข้อสังเกตต่อกรณีตรวจสอบสมาชิกภาพ ส.ส. ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีรายละเอียดทั้งหมด 6 ข้อ ดังต่อไปนี้ …  ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติเสนอคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 และมีกระแสข่าวตามมาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ในวันที่ 23 พฤษภาคมนั้น ผมมีข้อสังเกต 6 ประการ มาให้พิจารณากัน   1. Timeline เหตุการณ์กรณีคำร้อง “วี-ลัค มีเดีย” 25 มีนาคม 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยาร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.ของนายธนาธร ต่อมา สำนักงานกกต.ได้สั่งรับไว้เป็นเรื่องร้องเรียน และที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติตั้งคณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวนเพื่อดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวน 22 เมษายน 2562 เวลา 13.45 น. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร ได้รับหนังสือโดยส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ EMS เลขที่ EU977112025TH กำหนดให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะกรรมการของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวน ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 10.30 นาฬิกา ส่วนนายธนาธร ไม่ได้รับหนังสือให้ไปชี้แจงแต่อย่างใด 23 เมษายน 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายธนาธร 30 เมษายน 2562 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เข้าชี้แจงกับคณะกรรมการไต่สวน กกต. พร้อมคำให้การและเอกสารพยานหลักฐานรวม 28 รายการ และคณะกรรมการไต่สวนให้นายธนาธรส่งเอกสารคำให้การเพิ่มเติมได้อีก 7 พฤษภาคม 2562 นายธนาธรยื่นคำให้การเพิ่มเติมแก่คณะกรรมการไต่สวน ในประเด็นเรื่อง การตั้งข้อกล่าวหาของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 8 พฤษภาคม 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคอนาคตใหม่ 50 คน โดยยังมีรายชื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นลำดับที่ 1 16 พฤษภาคม 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 (4) หรือไม่     ตาม Timeline นี้ หมายความว่า นับตั้งแต่มีบุคคลไปร้องเรียนต่อ กกต.จนถึงวันที่ กกต. เสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาเพียง 53 วัน !!! ในขณะที่กรณีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย ซึ่งเป็นเรื่องการตรวจสอบลักษณะต้องห้าม จากการถือหุ้นสื่อเช่นเดียวกันนั้น พบว่า มีบุคคลไปร้องต่อ กกต. ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 กกต. เสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 รวมแล้ว กกต.ใช้เวลาพิจารณาถึง 389 วัน !!! นับตั้งแต่ กกต.เรียกนายธนาธรไปไต่สวน จนถึงวันที่ กกต. เสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาเพียง 16 วัน !!! ทั้งๆ ที่นายธนาธรได้ยื่นพยานหลักฐานรวม 28 รายการ เอกสารหลายพันแผ่น และคณะกรรมการไต่สวนของ กกต.อนุญาตให้นายธนาธรทำคำให้การเพิ่มเติมได้อีก   2. การดำเนินการของ กกต. น่าจะขัดต่อหลักการฟังความสองฝ่ายและหลักความเสมอภาคระหว่างคู่กรณี การสืบสวนสอบสวนในกรณีนี้ มีข้อเท็จจริงจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า ดำเนินการโดยไม่เปิดโอกาสให้นายธนาธรได้ชี้แจงแสดงพยานหลักฐานอย่างเต็มที่จนน่าจะขัดกับหลักการฟังความสองฝ่ายและหลักความเสมอภาคระหว่างคู่กรณี ดังนี้ 1.) กกต.และคณะกรรมการช่วยตรวจสอบไม่เคยเรียกให้นายธนาธรได้เข้าไปชี้แจง แต่กลับตั้งข้อหานายธนาธร โดยพิจารณาจากเอกสารร้องเรียนของกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดรวบรวมมาจากข่าวที่นำเสนอโดยสำนักข่าวแห่งหนึ่ง 2.) คณะกรรมการช่วยตรวจสอบมีหนังสือแจ้งนางสมพร โดยได้รับหนังสือโดยส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ EMS

โอบรับความหลากหลายทางเพศ

  17 พฤษภาคม 2562 สอดรับกับหนึ่งในนโยบายเสาหลักของพรรคอนาคตใหม่ ‘โอบรับความหลากหลาย’  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจถึง วันสากลเพื่อยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ ดังมีรายละเอียดดังนี้ … องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปีเป็น วันสากลเพื่อยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ (International Day Against Homophobia, Biphobia and Transphobia) หรือเรียกสั้นๆ เป็นชื่อย่อจากภาษาอังกฤษว่าวัน #IDAHOT เพื่อสร้างความตระหนักถึงการละเมิดสิทธิและกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจประเด็นปัญหาของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผ่านการจัดงานเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ กิจกรรมรณรงค์ การแลกเปลี่ยนความรู้ และงานสร้างสรรค์มากมายในหลากหลายประเทศ     เหตุผลที่วันที่ 17 พฤษภาคม ถูกเลือกให้เป็นวัน IDAHOT ก็เนื่องมาจากว่าวันนี้เมื่อปี 1990 เป็นวันที่องค์การอนามัยโลกมีมติให้นำ การเบี่ยงเบนทางเพศ หรือ “การรักเพศเดียวกัน” ออกจาก “บัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ” เพื่อแก้ไขความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ในอดีตที่เข้าใจว่า การรักเพศเดียวกัน เป็นอาการทางจิต และคนเหล่านี้เป็น “ผู้ป่วย” เสียใหม่ แม้ว่าในปัจจุบันความรู้ความเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศกำเนิด เพศสภาพ และเพศวิถี จะพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างแพร่หลาย แต่อคติทางเพศ การเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็ยังคงมีอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกฏหมายในบางประเทศที่ยังคงกำหนดให้การรักเพศเดียวกันเป็นความผิดทางอาญา อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ความรุนแรงต่อ LGBT+ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันเด็ก เช่น การกลั่นแกล้งรังแกจากเหตุผลทางเพศสภาพในโรงเรียน การถูกเลือกปฏิบัติจากครอบครัว สถานศึกษา สถานที่ทำงาน การเข้ารับการรักษาพยาบาล กฏหมายที่จำกัดสิทธิการสมรส การตีตราจากสื่อมวลชน ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การกีดกัน และอคติทางเพศ เพียงเพราะคนที่พวกเขารักหรือการแสดงออกตัวตนของตัวเอง ผมภาคภูมิใจมากที่พรรคอนาคตใหม่มี ส.ส. ที่มีความหลากหลายทางเพศเดินหน้าเข้าสภาพร้อมกันถึง 4 ท่าน คือ – คุณณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ  – คุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ  – คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ  – คุณกวินนาถ ตาคีย์ ส.ส. เขต 7 จ.ชลบุรี นี่คือการสร้างบรรทัดฐานและประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทย การมี ส.ส. ผู้มีความหลากหลายเพศ เข้าสภาไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงสัญลักษณ์หรือการสร้างสถิติตัวเลขทางความหลากหลาย แต่คือการแสดงเจตจำนงค์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของทุกคนในสังคม รวมทั้งทำให้ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่มในสังคมอย่างแท้จริง วันนี้สภาไต้หวันได้ผ่านกฎหมายการสมรสของคนเพศเดียวกันได้สำเร็จเป็นชาติแรกในเอเซีย ผมขอแสดงความยินดีกับผู้มีความหลากหลายทางเพศชาวไต้หวันที่จะสามารถใช้สิทธิชั้นพื้นฐานในการแต่งงานกันคนรักของตนเองได้     เราอยากเห็นความเท่าเทียมกันในทางกฏหมายการสมรสเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยให้ได้ #พรรคอนาคตใหม่ พร้อมที่จะผลักดันนโยบายโอบรับความหลากหลายทางเพศ คือ การแต่งงานโดยแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 โดยยกเลิกการใช้คำว่า “ชาย” กับ “หญิง” และใช้คำว่า “บุคคล” แทน เพื่อให้ทุกคน ทุกเพศ สามารถใช้กฎหมายสมรสและได้รับสิทธิที่พึงได้จากการสมรสได้อย่างเท่าเทียมแท้จริง 2.ส่งเสริมการศึกษาเรื่องความเข้าใจอัตลักษณ์ทางเพศ เพศสภาพ เพศวิถี โครงสร้างความเหลื่อมล้ำเรื่องเพศ การเลือกปฏิบัติ การล้อเลียนรังแก ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย 3.แก้ไขและออกกฏหมายเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางเพศ ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน เพราะวิถีทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ แม้จะต้องใช้เวลา แต่การยุติความเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศและสร้างความเสมอภาคเป็นไปได้ ที่สำคัญที่สุดต้องอาศัยพลังความร่วมมือ แรงสนับสนุน และการรณรงค์ร่วมกันจากทุกคนในสังคม พลังของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเดียวไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นคนรักเพศตรงข้ามและสามารถพูดได้เต็มปากว่าผมสนับสนุนความเท่าเทียมกันของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และอยากเห็นความเสมอภาคทางเพศเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ในสังคมไทย

ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยสูตรปาร์ตี้ลิสต์

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงกรณีการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกรณีสูตรคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562   ดังรายละเอียดต่อไปนี้ …  สื่อสารมวลชนจำนวนมากเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อน ต่างพากันพาดหัวข่าวว่า “ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสูตรปาร์ตี้ลิสต์ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” ในความเป็นจริงแล้ว คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดเมื่อเช้านี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับสูตรการคำนวณจำนวน ส.ส.   ของแต่ละพรรค ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นเดียวว่า บทบัญญัติในมาตรา 128 ของ พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส. ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัด กรณีนี้ ในทางวิชาการ เราเรียกกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ในแบบนามธรรม หรือ abstract control ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยการนำมาตรา 128 มาใช้ แล้วขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในแบบรูปธรรม หรือ concrete control เมื่อศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัด มาตรา 128 ก็ยังคงดำรงอยู่ กกต.ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้ใช้และตีความมาตรา 128 ก็ต้องใช้และตีตวามมาตรานี้ออกมาเพื่อคำนวณจำนวน ส.ส.ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 กกต. จะนำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนี้ มาเป็น “หลังพิง” เพื่อคำนวณตามสูตร “27 พรรค” ไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยสูตรคำนวณ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงสูตร “27 พรรค” ศาลรัฐธรรมนูญเพียงแต่บอกว่า มาตรา 128 ไม่ขัดมาตรา 91 เท่านั้น กกต. ต้องคำนวณที่นั่ง ส.ส. ให้สอดคล้องกับมาตรา 91

1 2 3 4 5 6 13