fbpx

ปิยบุตร แสงกนกกุล

กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน กรณีให้ ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่

  ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กรณี 41 ส.ส.  พรรคฝ่ายรัฐบาลถือหุ้นสื่อ ที่ระบุว่าวิธีการประเมินของศาลรัฐธรรมนูญ ควรจะดูผลจากความเสียหายเป็นหลักว่าการหยุดหรือการไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะกระทบจนเกินเยียวยาภายหลังหรือไม่ ข้อนี้ปิยบุตรเห็นว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง แต่ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่า ที่ผ่านมากรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  มติของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ว่าหากปล่อยให้ธนาธรปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะต้องเข้าไปประชุมสภาในเรื่องสำคัญ และต่อมาจะมีปัญหาในการโต้แย้งคัดค้านในทางกฎหมาย หมายความว่าวิธีการประเมินคือถ้าปล่อยให้ธนาธรทำหน้าที่ ส.ส. จะเกิดความเสียหาย  ซึ่งนี่เป็นกรณีเพียงหนึ่งคน แล้วถามว่า ส.ส. 41 คน ถ้าปล่อยให้ทำหน้าที่ต่อไปจะไม่เสียหายกว่าหรือ? เพราะฉะนั้นอยากจะให้มาตรฐานในการใช้ดุลพินิจเหล่านี้เท่าเทียมกัน ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าคำร้องในเรื่องของ 41 ส.ส. นั้นมีน้ำหนักไม่พอ ขอให้ทุกท่านนำคำร้องที่ กกต. ยื่นฟ้องนายธนาธร มาเปรียบเทียบกับคำร้องที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นฟ้อง 41 ส.ส. ก็จะเห็นได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเอง กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ธนาธรขยายเวลาในการชี้แจงเพิ่มเติม คดีหุ้นวี-ลัค เราเคารพดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญคือมีเวลาอีกจนถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ธนาธรและทีมกฎหมายก็พร้อมที่จะยื่นเอกสารตามเวลาดังกล่าว โดยกระบวนการหลังจากนี้เมื่อสิ้นสุดวันที่ 8 กรกฎาคม แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการเรียกพยานบุคคลเข้ามาเสริมหรือไม่ ขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนในทางเอกสาร ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตว่าในคดีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย ศาลอนุญาตให้เลื่อนหลายครั้ง จึงขอเลื่อนดูบ้าง แต่ในเมื่อศาลไม่อนุญาต เราก็เคารพในดุลพินิจของท่าน ส่วนกรณีที่ ส.ส. 27 คนที่ถูกร้องกรณีถือหุ้นสื่อไปยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดไต่สวนว่าจากรับคำร้องหรือไม่ ตามกระบวนการแล้ว การรับคำร้องไม่จำเป็นต้องมีการไต่สวน สุดท้ายการไต่สวนจะเกิดขึ้นเมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจงอยู่แล้ว

อนาคตใหม่ @ อมก๋อย

  เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิยบุตร แสงกนกกุล และทีมงานอนาคตใหม่ อาทิ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ศิริกัญญา ตันสกุล นิติพล ผิวเหมาะ เดินทางไปรับฟังความเดือดร้อนของประชาชน รับทราบข้อมูลโครงการก่อสร้างเหมืองแร่ถ่านหิน ในพื้นที่ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่  โดยบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้เข้ามาสำรวจ พร้อมทั้งขอประทานบัตรไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2543 บนพื้นที่กว่า 284 ไร่ จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่     ที่ผ่านมามีการทำประชาคมหมู่บ้าน และรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  โดยคณะกรรมการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ เมื่อปี 2554  ซึ่งระบุหลักฐานการประชาคมหมู่บ้านว่า ประชาชนในพื้นที่ลงชื่อและลายนิ้วมือให้การเห็นชอบการทำเหมืองด้วย แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดประชาชนใน อำเภออมก๋อย  ลงชื่อคัดค้านโครงการดังกล่าวและได้รวมตัวกันก่อตั้งเครือข่ายยุติเหมืองแร่อมก๋อย     จากการไปดูพื้นที่พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์  มีประชาชนพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่มาหลายชั่วอายุคน ใช้เป็นพื้นที่ทำกิน ทำนา ปลูกผักต่างๆ  ขณะที่บริเวณลำห้วยเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ ชาวบ้านในหมู่บ้านกะเบอะดินบอกว่าแม้โครงการนี้จะมีมานานแล้ว  แต่พวกเขาแทบไม่ทราบเรื่องกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นและไม่ได้มีส่วนร่วมเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือการทำประชาคมหมู่บ้าน  มารู้ตัวอีกทีก็จากประกาศที่อำเภอว่าจะมีการทำเหมืองแร่ถ่านหินในพื้นที่นี้แล้ว จึงร่วมกันลงชื่อและคัดค้าน เพราะมีความกังวลว่าคนในชุมชนของตนเองอาจต้องย้ายที่อยู่และก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหนแล้ว  รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวอมก๋อยที่จะตามมาด้วย     สามารถติดตามความคืบหน้าและเรื่องราวของพี่น้องชาวอมก๋อยที่รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวได้ที่นี่ : เครือข่ายยุติเหมืองแร่อมก๋อย https://www.facebook.com/sirivatsir/ 

ในฐานะฝ่ายค้าน ส.ส. พรรคอนาคตใหม่จะเดินหน้า “จัดการมรดก คสช.” ต่อไป

  ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่มีนโยบายรณรงค์หาเสียงเรื่องหนึ่ง คือ “จัดการมรดก คสช.” เมื่อเลือกตั้งแล้วเสร็จ แม้พรรคไม่ได้เป็นรัฐบาล แม้เราไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แม้เรามี ส.ส. 81 คน แต่พรรคอนาคตใหม่ยังคงเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป ตามสภาพกำลังที่มีดังนี้ เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศ คำสั่ง คสช. หลายฉบับที่มีเนื้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน  ขัดหลักการนิติรัฐ-ประชาธิปไตย โดยพิจารณาร่วมกับข้อเสนอของกลุ่ม iLaw ส.ส. พรรคอนาคตใหม่จะเสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษา ผลกระทบอันเกิดจากประกาศ คำสั่ง คสช. ทั้งหมด ผลักดันให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 ทั้งหมดนี้ คือ การคืนความปกติให้กับสังคมไทย เริ่มต้นกำจัดสิ่งแปลกปลอมในระบบกฎหมาย ระบบการเมืองไทย

การแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี คือ ผลพวงของการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

  20 มิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจถึงจุดใหญ่ใจความสำคัญ ที่ทำให้การสืบทอดอำนาจ คสช. เกิดขึ้นจริง ว่า … ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราพบเห็นข่าวการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีใน 19 พรรคร่วมรัฐบาล กลุ่มพรรคที่มี ส.ส. 1 คนก็รวมกันเรียกร้องตำแหน่ง กลุ่มพรรคที่มี ส.ส. 2-3 คนก็รวมตัวกันเรียกร้องตำแหน่ง  กลุ่มพรรคขนาดกลาง ก็ต้องสู้รบปรบมือกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการดึงกระทรวงสำคัญไว้กับตนเอง ภายในกลุ่มพรรคขนาดกลางเอง ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนตำแหน่งให้แต่ละก้อนในพรรค ก้อนไหนไม่ได้ ก็ปรากฏเป็นข่าวแสดงความไม่พอใจขึ้น และพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องปวดหัวกับการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคตนเองที่มีอีกประมาณ 10 มุ้ง ทั้งหลายทั้งปวงนี้ สร้างความรู้สึกสิ้นหวัง ผิดหวัง อิดหนาระอาใจ ให้กับพี่น้องประชาชนมาก จนคนเริ่มคิดว่า นี่แหละการเมืองไทย นี่แหละเลือกตั้งมาแล้วก็มาแก่งแย่งตำแหน่งกัน เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับการเมืองไทยขึ้นอีก แน่นอนว่าการแบ่งสรรปันส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคร่วมรัฐบาล และภายในของแต่ละพรรคเองนั้น อยู่คู่กับการเมืองไทยมาช้านาน เป็นรูปแบบการเมืองแบบเก่าดั้งเดิม เมื่อมีแค่ 35 เก้าอี้ แต่คนอยากเป็นมีหลักร้อย ก็ต้องเกิดปัญหาเป็นธรรมดา พี่น้องประชาชนอาจรู้สึกเบื่อและไม่พอใจกับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่หากพิเคราะห์ให้ถ่องแท้แล้ว ปัญหาการแย่งเก้าอี้ครั้งนี้ที่หนักหนาสาหัสกว่าทุกครั้งในอดีต มิใช่เกิดจากนักการเมืองเท่านั้น แต่มันเป็นพิษร้ายโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ในการเลือกตั้งครั้งหลังๆ เมื่อผลการเลือกตั้งออก พรรคการเมืองอันดับที่ 1 จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร โดยเกินมาสัก 30-50 ที่ (หากจำนวน ส.ส. มี 500 คน  รวมเสียงได้สัก 280-300 ก็จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพแล้ว) แต่ครั้งนี้ พรรคการเมืองที่ได้อันดับสอง ชิงจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคร่วม 19 พรรค  และมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรมาเพียงเล็กน้อยที่ 254 เสียง กลายเป็น “รัฐบาลสหพรรค-ปริ่มน้ำ” การก่อรัฐบาล “สหพรรค-ปริ่มน้ำ” แบบนี้ได้ มิใช่เรื่องปกติแน่  ปัจจัยอะไรที่เป็นแรงผลักดันให้พรรคอันดับสองต้องชิงตั้งรัฐบาลให้ได้?  ปัจจัยอะไรที่ทำให้พรรคขนาดกลางยอมร่วมรัฐบาล “สหพรรค” และยอมผิดคำพูดกับประชาชน?  ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดพรรคเล็กๆ เป็นสิบพรรค?  ปัจจัยอะไรที่มีเสียงปริ่มน้ำ ชนิดที่เรียกว่า ส.ส. ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามไปเข้าห้องน้ำ ห้ามไปกินข้าว  ในการลงมติสำคัญ กลับดึงดันกันไปจนตั้งรัฐบาลได้? ปัจจัยนั้น คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. และมีอำนาจ เลือกหัวหน้า คสช. เลือก ส.ว. มา 250 คน แล้ว ส.ว. ทั้งหมดก็มาเลือกหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองอันดับสองที่เสนอชื่อหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ มี ส.ว. 250 คนซุกในกระเป๋าเป็นทุนแบบนี้ ก็ต้องดึงดันเป็นแกนตั้งรัฐบาล พรรคขนาดกลางที่ประกาศหาเสียงไว้ชัดเจนว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจ คสช. ยอม “พลิกลิ้น”  กลับมาร่วมสืบทอดอำนาจ คสช. ก็เพราะทราบดีว่า หากไปร่วมกับอีกฝ่าย ก็ยากที่จะได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่มีเสียง ส.ว. ช่วย พรรคขนาด 1 ที่ ได้ที่นั่งเพราะผลพวงจากการคำนวณสูตรของ กกต. และเสียง 1 ที่ของแต่ละพรรคกลายเป็นสิ่ง “มีค่า” มากสำหรับการตั้งรัฐบาล ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรา 272 หากไม่มี ส.ว. 250 คนที่หัวหน้า คสช. แต่งตั้ง หาก ส.ว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ พรรคการเมืองเหล่านี้จะตัดสินใจเช่นนี้หรือไม่? พรรคอันดับสอง คงต้องยกธงขาวยอมแพ้ ไม่ตั้งรัฐบาล พรรคขนาดกลาง คงมาร่วมกันหยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. ไม่ต้องผิดคำพูดกับประชาชนแบบนี้ ส่วนพรรคขนาดเล็ก ก็อาจไม่มีที่นั่งในสภาก็ได้ หรือถ้ามี จำนวนเสียง 1-3 เสียงของแต่ละพรรค ก็ไม่ส่งผลนัยสำคัญในการตั้งรัฐบาล ดังนั้น มาตรา 272 จึงเป็นบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดผลประหลาดต่อการจัดตั้งรัฐบาล บิดเบือนการตัดสินใจของแต่ละพรรค กำหนดพฤติกรรมและการตัดสินใจให้แต่ละพรรคเฉไฉไปจากที่ควรเป็น เมื่อก่อรัฐบาลด้วยความผิดปกติ การแบ่งสันปันส่วนตำแหน่งก็ย่อมผิดปกติตามมา การต่อรองก็ตามมา การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีก็ล่าช้าผิดปกติตามมา 

นายกฯ ที่ไม่มีคณะรัฐมนตรี – คณะรัฐมนตรีที่ไม่มีนายกฯ

  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ตนเองได้เป็นมาตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2557 ไปแล้ว โดยผลของพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 โดยปกติแล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง คณะรัฐมนตรีก็ต้องพ้นไปด้วยทั้งคณะ แต่ในกรณีนี้มีข้อยกเว้นในบทเฉพาะกาล มาตรา 264 ให้คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่  ดังนั้นคณะรัฐมนตรีชุดนี้ (ที่มี วิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ฯลฯ)  จึงยังคงมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินต่อไป เพียงแต่ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ไม่มีนายกรัฐมนตรีเสียแล้ว นายกฯ ที่ชื่อประยุทธ์ ที่นั่งหัวโต๊ะในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมาเกือบ 5 ปี ได้สิ้นสภาพความเป็นนายกฯ ไปแล้ว ครั้นจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ คนใหม่ มานั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ยังมีอำนาจอยู่ตามมาตรา 264 ก็ไม่ได้อีก เพราะตนเองไม่ได้เป็นนายกฯ ของคณะรัฐมนตรีชุดนี้แล้ว ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่สามารถเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีในเวลานี้ได้ ดังที่ผมอธิบายไปในเพจนี้เมื่อสองวันก่อน    ถ้าหากยังเข้าใจยากอยู่ ผมจะขอลองยกตัวอย่างให้ดู ดังนี้ สมมติว่าในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ได้มีมติเลือกให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  เป็นนายกรัฐมนตรี แต่บังเอิญว่า ธนาธรใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลนานมาก จนวันนี้ก็ยังตั้งไม่เสร็จ ในขณะที่คณะรัฐมนตรีชุดเดิมก็ยังบริหารราชการแผ่นดินต่อไปตามมาตรา 264 เพราะคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังไม่เข้ารับหน้าที่ ถามว่า ธนาธร เข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีและนั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเดิมได้หรือไม่? ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีและนั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเดิมได้หรือไม่? หรือจะให้ทั้ง ธนาธร และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ไปทั้งคู่?   ปัญหาทางกฎหมายอันไม่คาดคิดไว้ล่วงหน้านี้เป็นผลพวงจาก การตั้งรัฐบาล “สหพรรค-เสียงปริ่มน้ำ” ทำให้มีการต่อรองแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีกันสูง ทำให้ผ่านไปสองสัปดาห์แล้วยังตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไม่เสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ จะเอาทั้งขึ้นทั้งล่อง เป็นมันทุกตำแหน่ง จะเป็นทั้งหัวหน้า คสช.  จะเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีชุดที่บริหารอยู่ตามมาตรา 264 จะเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งในวันที่ 9 มิถุนายน 2562 ซึ่งไม่มีทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะมี 3 ร่างในคนคนเดียวได้   หากต้องการให้การบริหารราชการแผ่นดินราบรื่นไร้รอยตะเข็บ พล.อ.ประยุทธ์มีทางเลือกสองทางระหว่าง ทางแรก หารัฐมนตรีสักคนขึ้นมารักษาการเป็นประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  (ที่ยังบริหารประเทศอยู่ตามมาตรา 264) แทน หรือ ทางที่สอง รีบ “แบ่งเค้ก” เก้าอี้รัฐมนตรีให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ  เพื่อถวายสัตย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ จะได้เป็นนายกฯ คนใหม่ ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่   มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีตุรัดตุเหร่อยู่แบบนี้ เป็นนายกฯ ที่ไม่มีคณะรัฐมนตรี ในขณะที่คณะรัฐมนตรีที่บริหารอยู่ตามมาตรา 264 ก็ไม่มีนายกฯ 

พลเอกประยุทธ์ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีได้

  18 มิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของตน ถึงสถานะไม่ชัดเจนของนายกรัฐมนตรีไทย อันเป็นผลมาจาก รัฐธรรมนูญ 2560 ว่า  รัฐธรรมนูญพิสดารพันลึกได้กำหนดกลไกที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ คสช. ชนิดที่เรียกได้ว่า คนแบบ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถเป็นได้ทุกอย่าง ครองอำนาจอย่างต่อเนื่องแบบไร้รอยตะเข็บ ก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ มีสองร่าง ได้แก่ หัวหน้า คสช. ซึ่งเกิดจากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และนายกรัฐมนตรีซึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ยามใดอยากมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็หันไปสวมร่างหัวหน้า คสช. เพื่อใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยามใดอยากเข้าเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร นั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรี ก็หันไปสวมร่างนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามกฎหมายตามระบบปกติ วันที่ 9 มิถุนายน 2562 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ 2560 นับแต่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีร่างใหม่ขึ้นมา ณ ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ มีสองร่าง ร่างแรก หัวหน้า คสช. ซึ่งร่างนี้จะดับสูญลงเมื่อมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 265 ร่างที่สอง นายกรัฐมนตรี ตามกระบวนการได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 มาตรา 159 และมาตรา 172 ส่วนร่างเดิม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2557 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ครองไว้ตั้งแต่ 24  สิงหาคม 2557 นั้น ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถครองตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนเดิม และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้พร้อมๆ กัน พระบรมราชโองการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ได้ทับแทนที่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนหน้านั้นไปแล้ว หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และนั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ก็ต้องตั้งคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จ และนำรายชื่อ ครม.  ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง แล้วนำ ครม. ทั้งชุดไปถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ในขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะไปนั่งหัวโต๊ะในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ชุดที่มีนายวิษณุ เครืองาม  เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายดอน เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ฯลฯ อยู่เวลานี้ ที่ครองอำนาจอยู่เพราะผลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264  ที่ให้เป็นต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่) ก็ไม่ได้อีก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของ ครม. ชุดนี้แล้ว จะเป็นรักษาการนายกฯ ก็ไม่ได้ เพราะ ตอนนี้มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2562 ณ เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นนายกรัฐมนตรีที่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้เลย จะเป็นนายกฯ คนใหม่ได้ ก็ต้องตั้ง ครม. และถวายสัตย์ จะไปเป็นนายกฯ คนเก่า ตำแหน่งนี้ก็หายไปแล้ว แต่ปรากฏว่าในสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่  และในสัปดาห์นี้ก็ยังเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีอีก และดูทีท่าว่าจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34  (34th ASEAN Summit) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอีกด้วย การประชุมคณะรัฐมนตรีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าไปนั่งหัวโต๊ะ มติ ครม. จากการประชุม ตลอดจนการลงนามของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในเอกสาร คำสั่งต่างๆ ย่อมตกเป็นโมฆะ  ไม่มีผลทางกฎหมาย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ปราศจากอำนาจอย่างชัดแจ้ง ปัญหาการตั้งคณะรัฐมนตรีไม่ได้ แบ่งเค้กไม่เสร็จ จึงส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็น “นายกฯ ตุหรัดตุเหร่” เป็นนายกรัฐมนตรี

ฝันเฟื่องเมืองจันท์ : ปลดปล่อยศักยภาพด้วยการกระจายอำนาจ

  อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ร่วมด้วยอีกหนึ่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรค พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ 3 ส.ส. แบบแบ่งเขตของอนาคตใหม่ ที่มาจากการชนะเลือกตั้งยกจังหวัดจันทบุรี ร่วมกิจกรรมชื่อ “ฝันเฟื่องเมืองจันท์” ที่ศาลากระต่าย เทศบาลเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ปิยบุตร เปิดงานด้วยหัวข้ออภิปราย “ปลดปล่อยเมืองจันท์ ทำไมต้องยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์” กล่าวถึงอำนาจในท้องถิ่นซึ่งในความเป็นจริงเป็นของคนเมืองจันท์มาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งประเทศไทยประกาศใช้วิธีรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รัฐ  ตราบจนกระทั่งมีการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ 2540 แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงหวนกลับมาอีกครั้ง     องค์ประกอบสำคัญของการกระจายอำนาจคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งของคนในพื้นที่เท่านั้น  ไม่ใช่การแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง ถึงจะเรียกว่าเป็นรัฐที่กระจายอำนาจโดยแท้จริง ต้องมีภารกิจหรืองานให้องค์กรเหล่านี้ทำ มีอิสระในการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง งบประมาณของท้องถิ่น ซึ่งต้องได้มาจากภาษีท้องถิ่น  ไม่ใช่การเอาภาษีท้องถิ่นเข้าไปสู่ส่วนกลางแล้วทยอยกระจายกลับมาทีหลัง ความอิสระของบุคลากร นั่นคือการมีข้าราชการส่วนท้องถิ่นในการทำงานท้องถิ่นจริงๆ  ไม่ใช่การหยิบยืมบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ มาช่วยงาน อำนาจในการกำกับดูแลจากส่วนกลาง ซึ่งไม่ใช่การบังคับบัญชา เช่น  ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งทำได้เพียงกำกับดูแล ไม่จำเป็นที่ท้องถิ่นต้องขออนุญาตส่วนกลางหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคมีอำนาจแทรกแซงการทำงานของท้องถิ่นแบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้     ทุกวันนี้การปกครองท้องถิ่นถอยหลังเข้าคลองนับตั้งแต่ คสช. ครองอำนาจ เราไม่มีการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น อีกทั้ง คสช. ยังออกคำสั่งปลด-แขวนผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมาก มิหนำซ้ำในรัฐธรรมนูญ 2560 ยังเขียนเอาไว้ด้วยว่า  ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ อาจไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ ตลอด 5 ปีมานี้ ภารกิจ อำนาจ บุคลากร และงบประมาณของท้องถิ่นลดน้อยถอยลงไปทั้งในแง่ปริมาณและในแง่ความเป็นอิสระ  ราชการส่วนกลางและภูมิภาคมีอำนาจที่เกือบๆ จะเป็นการบังคับบัญชาท้องถิ่น     ต่อไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการเลือกตั้งจากคนในพื้นที่ อาจไม่มีอำนาจทำอะไรได้มากนัก  เพราะติดขัดกฎหมายจำนวนมากที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ ในส่วนของสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ที่ผ่านมาพรรคการเมืองไม่ค่อยส่งตัวแทนพรรคลงแข่งเท่าไรนัก  จะมีข้อยกเว้นก็เพียงการเลือกผู้ว่าฯ กรุงเทพ เนื่องจากพรรคการเมืองกลัวคนในพรรคขัดแย้งกันเอง แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่เชื่อเช่นนั้น  เราเชื่อว่าการขับเคลื่อนการเมืองท้องถิ่นในนามพรรคเป็นความท้าทายไม่ต่างกันกับการเมืองระดับชาติ

ทำไมต้องเริ่มต้นที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญสองมาตรา?

  เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ ได้ปราศรัยในงาน “Walk With Me Talk With Me” ตอนหนึ่งว่า ส.ส. พรรคอนาคตใหม่จะริเริ่มผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อ ส.ส. 100 คนขึ้นไป เพื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. … เพื่อยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 272 เรื่องอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี และมาตรา 279 เรื่องการรับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่ง การใช้อำนาจของ คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย … ทำไมพรรคอนาคตใหม่จึงเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญสองมาตรานี้ แล้วพรรคอนาคตใหม่จะผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่? ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่มีนโยบายข้อหนึ่ง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วย “การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” เข้าไป  เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จากนั้นนำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบ และประกาศใช้แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป ข้อเสนอนี้คล้ายคลึงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 เมื่อตอนปี 2538 เพื่อเพิ่มบทบัญญัติในหมวด “การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ซึ่งกระบวนการนี้ได้นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 พรรคอนาคตใหม่ยังคงยืนยันเสมอมาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาทางประชาธิปไตย ทั้งในเรื่องที่มา กระบวนการจัดทำ และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ ไม่อาจแก้ไขเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดได้  พรรคอนาคตใหม่ยังคงยืนยันความตั้งใจเดิมว่าเราจะเดินหน้าเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน     แล้วเหตุใดพรรคอนาคตใหม่จึงผลักดันให้มีการแก้ไขสองมาตราก่อน? คำตอบก็คือ 1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 นั้น หาฉันทามติจากสังคมและหาแนวร่วมจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้ง่าย ทุกพรรคการเมืองในตอนนี้  (อาจเว้นพรรคการเมืองที่หาเสียงรณรงค์สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีไม่กี่พรรค) ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายรัฐบาลสืบทอดอำนาจหรือฝ่ายค้าน ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. 250 คน มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีใน 5 ปีแรก ดังนั้นการยกเลิกมาตรา 272   จึงน่าจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองเกือบทั้งหมด ส่วนกรณียกเลิกมาตรา 279 นั้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบว่าประกาศ คสช. คำสั่ง คสช.  และการใช้อำนาจของ คสช. ทั้งหมด ถูกตรวจสอบได้ว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่  อันเป็นการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอย่างแท้จริง มิใช่ยกเว้นหรือให้สถานะพิเศษแก่ประกาศ คำสั่ง และการใช้อำนาจของ คสช. จนทำให้เกิดระบบกฎหมายสองระบบคู่ขนานกัน แม้ คสช. และอำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 จะสลายตัวไปในระยะอันใกล้นี้ก็ตาม แต่ คสช. ก็ทิ้ง “มรดกบาป” ไว้ให้แก่เราจำนวนมาก การยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 คือ ขั้นตอนเริ่มต้นของการจัดการมรดก คสช. 2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ  จำเป็นต้องสร้างฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมในระดับหนึ่ง ในระยะสั้นเฉพาะหน้าที่สุด  ระหว่างที่ยังไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ หากปล่อยเวลาไปเฉยๆ ก็เป็นที่น่าเสียดาย เราจึงเห็นว่าควรผลักดันให้มีการแก้ไขในประเด็นที่อยู่ในกระแส เข้าใจง่าย พรรคการเมืองและคนจำนวนมากเห็นร่วมกันก่อน 3. dารประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา  ได้สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจำนวนมาก หลายคนรู้สึกถูก “หักหลัง” หลายคนรู้สึกถูก “ปล้น”  หลายคนรู้สึกสิ้นหวัง พรรคการเมืองมีหน้าที่ในการนำความต้องการของประชาชนไปปรากฎตัวในสภา เมื่อเสียงไม่พอใจมีมากมายมหาศาลขนาดนี้ ส.ส.  พรรคอนาคตใหม่จึงมีหน้าที่ในการแปรเสียงเหล่านี้ให้ไปอยู่ในรัฐสภา เราเห็นว่าการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 คือ  วิธีการที่ยิงตรงเป้าที่สุดในการเปิดพื้นที่ในสภา เพื่อนำเสียงประชาชนเข้าไปอยู่ในกระบวนการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นทางการ 4. พรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับการต่อสู้ทางการเมืองในทุกพื้นที่และในทุกโอกาส เราเชื่อว่า  “ทุกวิกฤต คือ โอกาส” แน่นอนที่สุด การสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช. ทำได้สำเร็จโดยมีวุฒิสภาสนับสนุนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี คือ  ความน่าสลดหดหู่ของการเมืองไทย และอาจทำให้ผู้รักประชาธิปไตยเสียใจและสิ้นหวัง แต่นี่ก็คือโอกาสเช่นเดียวกัน มันคือโอกาสที่เราจะได้ชี้ชวนให้สังคมเห็นกระบวนการสืบทอดอำนาจ   ความผิดปกติในการกำหนดให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรี และผลักดันประเด็นนี้ให้อยู่ในกระแสสังคมอยู่ตลอดเวลา การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 นอกจากทำให้ ส.ส.

ความคิดชี้นำของพรรคอนาคตใหม่

  7 มิถุนายน 2562 บทสัมภาษณ์ ปิยบุตร แสงกนกกุล ถ่ายทอดโดย the101.world ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ผ่านสื่อโซเชียลของเว็บไซต์  ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ให้สัมภาษณ์ โพสต์ถึงบทสัมภาษณ์นั้นจากความคิด ความรู้สึก และฐานรากแห่งอุดมการณ์พรรค … “การกำเนิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่และทิศทางการดำเนินงานตลอดขวบปีที่ผ่านมา   มิได้เป็นไปแบบตามมีตามเกิด หรือเฝ้ารอโชคชะตา แต่มันถูกกำหนดด้วยความคิดชี้นำ อันประกอบด้วยทฤษฎีการเมืองจากหลายสำนัก และนำมาประยุกต์ใช้กับสภาพการณ์ในประเทศไทย หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ผมหันไปศึกษาทฤษฎีการเมืองมากขึ้น  โดยพิจารณาประกอบกับสภาพการณ์ในตะวันตก สภาพการณ์ในไทย เพื่อหา “หนทาง” ออกจาก “ทศวรรษที่สูญหาย” และบทสัมภาษณ์กับ 101 ชิ้นนี้ คือส่วนหนึ่งของฐานที่มาของการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องราวทั้งหมดเป็นหนังสือในชื่อ “ได้เวลาประชาชน ได้เวลาอนาคตใหม่”  แต่ด้วยงานการเมืองของผมตอนนี้ ทำให้หาเวลาเขียนหนังสือแบบหนักๆ ไม่ได้เลย เคราะห์ดีที่ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ จาก 101 สนใจเรื่องเหล่านี้จึงมาสัมภาษณ์และเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่อง “กำเนิดอนาคตใหม่” แทน ผมเห็นด้วยและยินดีอย่างยิ่ง อย่างน้อยเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการนำทฤษฎีการเมือง   และปฏิบัติการทางการเมืองในพรรคการเมือง มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนบ้าง ให้เห็นว่าการสร้างพรรคการเมือง จำเป็นต้องมี “ทฤษฎีการเมืองชี้นำ” และการทำพรรค ก็คือ  “การปฏิบัติการทางการเมือง” เพื่อประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเมืองให้บังเกิดผล”     อ่านบทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ที่ https://www.the101.world/piyabutr-saengkanokkul-interview/?fbclid=IwAR1jcBu9fmzsxMsBsZAadyAJOAG7Gn1fL3IL7lc4Zfzaz9RpmkReuWYSV-E

ทุกวิกฤตคือโอกาสในการทำงานการเมือง

  “การทำงานการเมืองคือการทำงานทางความคิด  ท่านสามารถทำงานได้ทุกวัน และทุกวิกฤตคือโอกาสในการทำงานการเมือง  การเมืองคือการแสวงหาอำนาจที่จะทำให้ประชาชนมีความผาสุก มีคุณภาพชีวิตที่ดี การเมืองคือการทำให้ประชาชนที่เคยเป็นเพียงตัวเลขได้เปล่งเสียงออกมา นี่คือการเมืองแห่งอนาคตใหม่     หลายคนรู้สึกว่าเลือกตั้งแล้วก็เหมือนเดิม ได้นายกคนเดิมที่มาจากการรัฐประหาร เราเริ่มสิ้นหวัง แต่ความสิ้นหวังแบบนี้คืออาหารอันโอชะของเผด็จการ เราจะสิ้นหวังไม่ได้ เราจะทำงานกันทั้งในและนอกสภา เราจะทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรให้เป็นผู้แทนของราษฎรตัวจริงเสียงจริง     เพราะการเมืองคือความเป็นไปได้ เมื่อไรที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้เราจะแพ้ทันที หลายท่านมักพูดว่า “เวลาอยู่ข้างเรา” แต่ถ้าเรานั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย มันจะกลายเป็นแค่คำปลอบประโลมไปเรื่อยๆ เท่านั้น      แต่ถ้าเราเริ่ม ความเป็นไปได้ก็เกิดขึ้นได้ เหมือนที่พรรคอนาคตใหม่ได้ทำให้ความเป็นไปได้เกิดขึ้นแล้ว”

1 2 3 4 5 12