fbpx

ปิยบุตร แสงกนกกุล

การแต่งกายกับการเข้าประชุมสภาฯ

  ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ สุทธิชัย ไลฟ์ (สัมภาษณ์สดผ่านโซเชียลมีเดีย ของ สุทธิชัย หยุ่น) ประเด็นการเมืองท้องถิ่นของพรรคอนาคตใหม่ ตอนหนึ่ง สุทธิชัย หยุ่น ถามถึงกรณีกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียถึงระเบียบการแต่งกายเข้าประชุมสภาฯ  ว่าพรรคอนาคตใหม่มีนโยบายให้ ส.ส. แต่งกายอย่างไร  … “เอาจริงๆ ไม่มีนโยบายอะไรครับ เป็นเสรีภาพของ ส.ส. ของเราแต่ละคน  เพียงแต่ว่าในข้อบังคับการประชุมบอกว่าให้ใส่ชุดสากล ชุดสุภาพ หรือชุดอื่นตามที่ประธานสภาฯ กำหนด  ทีนี้การตีความว่าชุดสุภาพ แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน เพราะมันคือการตีความ แล้วที่ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่หลายคนใส่เข้าไปประชุมสภาฯ เช่น คุณจุลพันธ์ ส.ส. ผู้พิการ  เขาก็ไปขออนุญาตท่านประธานใส่ขาสั้น เพราะขายาวเป็นอุปสรรคต่อขาเทียมของเขา นั่งประชุมครั้งหนึ่ง 10  ชั่วโมง ลำบากมาก ท่านประธานก็อนุญาต หรือ ส.ส. ชาติพันธ์ุม้งของเรา เขามีความภูมิใจ ใส่ชุดชาติพันธุ์ไปประชุม ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ต่างประเทศเขาก็ทำกัน  บางคนบอกนี่เป็นการแต่งตัวไม่เคารพสถานที่ การเคารพสถานที่สำหรับพรรคอนาคตใหม่คือการที่คุณมาเข้าประชุม และอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ไม่ตีรวน แต่ถ้าคุณลากเก้าอี้กันแบบเดิม ทะเลาะเบาะแว้งกันในสภา บีบคอ ส.ส. กันในสภา  เซ็นชื่อประชุมเสร็จแล้วไม่เข้า หายหมด ปล่อยเก้าอี้ว่าง อย่างนี้สิครับ ไม่เคารพสภาฯ อย่างนี้สิครับ ไม่เคารพสถานที่”   ชมบทสัมภาษณ์เต็มๆ : ก้าวต่อไปของพรรคอนาคตใหม่ “เขย่าการเมืองท้องถิ่น”  Suthichai live อนาคตใหม่กับแผนลุยเลือกตั้งท้องถิ่น! คุยกับคุณปิยบุตร แสงกนกกุล 由 Suthichai Yoon 发布于 2019年7月5日周五

ทนงศักดิ์ วันอยู่

  5 กรกฎาคม 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เขียนถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของพรรค นั่นคือการจากไปอย่างไม่คาดคิดของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 4 ทนงศักดิ์ วันอยู่ ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 4 กรกฎาคม … “ผมขอแสดงความเสียใจกับภรรยา ลูกวัยกำลังโตทั้ง 2 คน และครอบครัวของคุณทนงศักดิ์ที่ต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไปอย่างกะทันหัน จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ของคุณทนงศักดิ์น่าประทับใจมาก  คุณทนงศักดิ์เป็นชาวนาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่กำลังทำนาก็เปิดคลิปวิดีโอฟังไปเรื่อยๆ  จนได้ฟังคลิปสัมภาษณ์ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ช่วงกำลังเริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เมื่อได้ฟังคำสัมภาษณ์ คุณทนงศักดิ์ก็รู้สึกว่ามันตรงกับความเชื่อและอุดมการณ์ของเขา จึงตัดสินใจอาสาเข้ามาทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ทันที  คุณทนงศักดิ์ เป็นคนธรรมดา เป็นชาวนาตัวจริง ที่ประสบปัญหาเดียวกันกับพี่น้องชาวนาไทยทั่วประเทศ  คือทำนามาทั้งชีวิต แต่ยังคงมีหนี้สินเพิ่มขึ้นติดตัวเต็มไปหมด ขายข้าวได้ในราคาถูก ในขณะที่ต้นทุนทางการผลิตสูงลิบ ด้วยความมั่นใจว่าเข้าใจความลำบากและปัญหาของชาวนาอย่างแท้จริง บวกกับความเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตย อยากเห็นประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น  อยากพัฒนาอาชีพเกษตรกรให้ทันสมัยพ้นจากความยากจน จึงยื่นใบสมัครเป็นผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เพื่อเป็นตัวแทนของชาวนาไปแก้ไขปัญหาผ่านการทำงานในสภาฯ คุณทนงศักดิ์ส่งตัวเองเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต  และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการจัดการ สถาบันรัชต์ภาคย์  เขาเป็นคนอัธยาศัยดี ใครได้พบก็ประทับใจ ทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้ม และกำลังใจในการทำงานที่เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ คุณทนงศักดิ์เดินหน้าทำงานในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ภาคกลาง ช่วยก่อร่างสร้างพรรคอนาคตใหม่ และรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอย่างแข็งขัน ช่วงท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ผมและทีมยุทธศาสตร์พรรคเลือกให้ คุณทนงศักดิ์เป็นตัวแทนพี่น้องภาคกลาง เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวนาไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ก่อนเข้าคูหา พรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน อยากเห็นความเท่าเทียมทางสังคม และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวนาไทย หลังจากผลการเลือกตั้งออกมา แม้ว่าจะไม่ได้รับเลือกตั้ง คุณทนงศักดิ์ก็ยังเดินหน้าทำงานในพื้นที่กับพรรคต่ออย่างไม่ย่อท้อ และกำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ ดร.สุรชัย ศรีสารคาม  อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อีกด้วย ผม และพรรคอนาคตใหม่จะเดินหน้าสานต่อความเชื่อ อุดมการณ์ ความฝัน ความหวัง ของคุณทนงศักดิ์ต่อไป ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณทนงศักดิ์อีกครั้งครับ”   ทนงศักดิ์ วันอยู่ : ปราศรัยใหญ่พรรคอนาคตใหม่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา   Futurista Story : พี่ตู่ ทนงศักดิ์ วันอยู่

การเมืองแห่งความหวัง การเมืองแห่งอนาคตใหม่

ส่วนหนึ่งจากงานครบรอบ 1 ปีพรรคอนาคตใหม่ Walk With Me Talk With Me หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์8 มิถุนายน 2562โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล สวัสดีชาวอนาคตใหม่ทุกคนครับ มากันล้นหลามอีกเช่นเคยนะครับ วันนี้เราจัดงานครบรอบ 1 ปีของการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ถามกันตรงๆ ตรงนี้ครับว่า มีใครในหอประชุมแห่งนี้ได้เข้าไปร่วมประชุมกับเรา ได้เข้าไปเป็นสักขีพยานการประชุมใหญ่ครั้งแรกของเรา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมปีที่แล้วครับ ยกมือสูงๆ ให้ดูหน่อยครับ – – มีหลายคนนะฮะ ในห้องประชุมนี้ มีใครไปอยู่ในยิมเนซียมวันที่เราเปิดการปราศรัยใหญ่ วันที่ 22 มีนาคม และในหอประชุมแห่งนี้มีใครบ้างครับที่มาร่วมงานพรรคอนาคตใหม่ครั้งแรกครับ – – นี่ละครับ สิ่งนี้ละครับที่เราต้องการ คือเราต้องการคนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวอนาคตใหม่ทุกท่านครับ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมปีที่แล้ว ที่ยิมเนเซียมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พวกเราได้จัดประชุมใหญ่ขึ้น และผมก็เป็นคนปราศรัยหนึ่งคนในนั้น ถ้าท่านจำกันได้ การปราศรัยครั้งนั้น ผมได้ยกบางช่วงบางตอนของนวนิยาย ชื่อ เมืองที่มองไม่เห็น (แปลจาก Le Città Invisibili) เขียนโดย อิตาโล คัลวีโน (Italo Calvino) ท่อนนั้นขออนุญาตอ่านทบทวนให้ท่านได้ฟังกันอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ ท่อนนั้นบอกเอาไว้ว่า “นรกของคนเป็น หากมีสักขุม ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่อยู่ตรงนี้แล้ว เป็นนรกที่เราอาศัยอยู่ทุกวี่วัน เราสร้างมันขึ้นมาขณะอยู่ด้วยกัน มีหนทาง 2 หนทางที่จะไม่เป็นทุกข์เพราะมัน หนทางหนึ่งนั้นง่ายสำหรับคนทั่วไป คือยอมรับนรกและกลายเป็นส่วนหนึ่งของนรก จนมองมันไม่เห็นอีกต่อไป หนทางที่สอง เสี่ยงอันตราย ต้องตั้งใจและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา คือพยายามแยกให้ออกว่า ใครหรือสิ่งใดในใจกลางนรกที่ไม่ใช่นรก แล้วทำให้มันอยู่ยืนนาน และให้พื้นที่แก่มัน” ชาวอนาคตใหม่ทุกท่านครับ พวกเราชาวอนาคตใหม่ เราเลือกหนทางที่สอง หนทางที่สองคือหนทางที่เราตัดสินใจจะอยู่ในนรกแห่งนี้ต่อไป แต่เราจะไม่ยอมให้นรกกลืนกินพวกเรา และไม่ยอมถูกกลืนกินจนเป็นส่วนหนึ่งในนรก แต่เราจะเปลี่ยนแปลงมัน เราจะคัดแยกคัดสรรส่วนที่ไม่ใช่นรก แล้วผลักดันมันขึ้นมา ให้มันมาควบคุมนรกให้ได้ ทุกท่านครับ การที่เราตัดสินใจอยู่ในนรกแล้วหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงนรกนี้ให้ได้นั้น นี่คือการเมืองแห่งความหวัง นี่คือการเมืองแห่งอนาคต ด้วยความหวังทำให้เรามั่นใจว่าเราจะอยู่ในนรกแห่งนี้แล้วไม่ถูกมันกลืนกิน ด้วยความหวังทำให้เรามั่นใจว่าพวกเราชาวอนาคตใหม่มีศักยภาพที่จะกำหนดอนาคตใหม่ของเราด้วยตัวพวกเราเอง ทบทวนความทรงจำกันสักนิดหนึ่งครับ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น เติบโตขึ้นมา พร้อมๆ กับความคิดเห็น ความเชื่อของคนจำนวนมากว่า “เป็นไปไม่ได้” เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่จะสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาภายใต้ระบอบเผด็จการ คสช. ที่ยังครองเมืองอยู่ เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่คุณจะสร้างพรรคการเมืองในฝันที่เจ้าของทุกคนคือสมาชิกร่วมกัน ไม่ใช่กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มทุน หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นสมาชิกที่เป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่คุณจะสร้างพรรคการเมือง ที่ตั้งหน้าตั้งตารณรงค์หาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. โดยเป็นคนหน้าใหม่ทั้งหมด โดยเป็นคนที่ไม่ได้มาจากตระกูลการเมือง โดยเป็นคนที่ไม่เคยมีใครเป็นอดีต ส.ส. มาก่อน เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่คุณจะหาเสียงรณรงค์โดยใช้งบประมาณอย่างจำกัด โดยให้ผู้สมัครเดินหน้าเข้าหาประชาชน เคาะประตูบ้าน เข้าไปให้ถึงใจกลางหัวใจของประชาชนให้ได้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่คุณจะรณรงค์หาเสียงโดยไม่มีหัวคะแนนในมือ เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่คุณจะมี ส.ส. ได้โดยไม่ดึงอดีต ส.ส. เข้ามาในพรรคเลย เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่คุณจะทำพรรคการเมือง ออกแบบนโยบายมาโดยคิดถึงเรื่องโครงสร้างภาพใหญ่เป็นหลักมากกว่าการตลาดการเมือง แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนึ่งปีผ่านไป พรรคอนาคตใหม่ เราได้พิสูจน์แล้วว่า “เป็นไปได้” เป็นไปได้ตรงไหนครับ ณ ปัจจุบันนี้ เรามีสมาชิกพรรคครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ 54,112 คน แล้วดูท่าวันนี้จะเพิ่มอีก เพราะเมื่อกี้แอบไปสังเกตการณ์ดู มีคนต่อแถวสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นอีกแล้ว หนึ่งปีที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ตั้งสาขา 6 สาขา และมีตัวแทนประจำพรรค ตัวแทนประจำจังหวัด 71 แห่ง พูดง่ายๆ ก็คือใน 77 จังหวัด มีศูนย์ประสานงานของพรรคอนาคตใหม่ มีตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ที่บริหารพื้นที่ในแต่ละจังหวัดครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เราจัดกิจกรรมระดมทุนหลายครั้ง เราผลิตสินค้าออกมาขายเป็นของที่ระลึก ขายเพื่อระดมทุนเข้าพรรค 50 รายการแล้วตอนนี้ เราสร้างพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา 1 ปี อยู่กับความเป็นไปไม่ได้ แต่เราพิสูจน์แล้วว่า เป็นไปได้ 1 ปีผ่านไป ลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มีนา ปรากฏว่าได้มา 6,330,000 คะแนน คิดคำนวณเป็น ส.ส. สัดส่วนที่พึงมีอยู่ที่ 89 คน แต่บังเอิญสูตรคำนวณอันแสนประหลาดพิสดารขโมยของเราไปจนเหลือ 81 คน และท้ายที่สุดครับ

อนาคตใหม่ เตรียมเสนอ 5 ญัตติด่วนตั้ง กมธ.

  เช้าวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่  แถลงถึงการทำงานในสภาฯ ของวันที่ 3 และ 4 กรกฎาคม รายละเอียดดังนี้ …   พรรคอนาคตใหม่ยื่นญัตติด่วนซึ่งเป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายกรณี ได้แก่ ญัตติด่วนขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนักกิจกรรมทางการเมืองถูกทำร้ายร่างกาย ญัตติด่วนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาเรื่องระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (EEC) ซึ่งที่ผ่านมาพรรคได้ทำการศึกษาคู่ขนานว่า โครงการนี้มีผลกระทบกับประชาชนในภาคตะวันออกอย่างไร ญัตติด่วนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากรณีเหมืองแร่  ซึ่งที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่เดินทางไปหลายจังหวัด พบว่าพี่น้องประชาชนประสบปัญหาจากประทานบัตรเหมืองแร่หลายแห่ง อาทิ เหมืองแร่ถ่านหิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เหมืองแร่ดีบุก จังหวัดเชียงราย และเหมืองแร่โปแตช จังหวัดสกลนคร ญัตติด่วนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบจากการทวงคืนผืนป่าที่ทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีและติดคุกไปแล้วหลายคน ญัตติด่วนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต  เพื่อดูว่าเราจะมีวิธีการป้องกันอย่างไร     นอกจากเรื่องการทำงานในสภาฯ ประจำสัปดาห์ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ยังได้ชี้แจงระเบียบการส่งตัวแทนลงแข่งการเมืองท้องถิ่นในนามพรรคว่า  “ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่เดินทางไปหลายพื้นที่และได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้สนใจยังมีความสับสนว่าจะสมัครเป็นตัวแทนได้ที่ไหนบ้าง หรือมีใครเป็นตัวแทนในนามของพรรค ผมขอยืนยันตรงนี้ว่าตอนนี้ (3 กรกฎาคม 2562) ยังไม่มีใครเป็นตัวแทนในนามของพรรคอนาคตใหม่ทั้งสิ้น เพราะเรายังไม่มีการเปิดรับสมัคร ทั้งนี้ระเบียบการรับสมัครจะออกในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ ส่วนการเปิดรับสมัครในส่วนของนายก อบจ. และสภา อบจ. จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม ขอให้ผู้สนใจได้ศึกษาระเบียบของพรรคที่จะออกมาอย่างละเอียด”

ข้อเขียนของอาจารย์สถิตย์ ไพเราะ อดีตรองประธานศาลฎีกา

  “ปากกาอยู่ที่มัน” สถิตย์ ไพเราะ อดีตรองประธานศาลฎีกา   นักศึกษาหลายท่านมาถามผมเสมอๆ ว่า เหตุใดศาลจึงมีคำวินิจฉัยอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการวินิจฉัยสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน ข้อนี้ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่าเรื่องของความเห็นเป็นเรื่องยากที่จะชี้ลงไปได้ว่าใครถูกใครผิด ยิ่งคนธรรมไม่เสมอกันแล้วไม่มีทางจะเห็นตรงกันได้ เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลนั้นไม่ใช่เพิ่งมีในขณะนี้ มีมาแต่โบราณกาลแล้ว ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ ซึ่งเป็นตำราเรียนในสมัยก่อนเขียนวิจารณ์ศาลไว้ว่า “คดีที่มีคู่ (ความ) คือไก่หมูเจ้าสุภา เอาไก่เอาหมูมา (ให้) เจ้าสุภาก็ว่าดี ที่แพ้แก้ (ให้) ชนะไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดีไล่ด่าตีมีอาญา” และวิจารณ์พระภิกษุไว้ว่า “ภิกษุสมณะหรือก็ละพระสธรรม คาถาว่าลำนำไปเร่รำทำเฉโก” เมื่อครั้งผมเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  อาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนกฎหมายและวิธีพิจารณาในศาลยุ่งเหยิง ไม่มีมาตรฐาน เป็นเหตุให้ เซอร์ยอน เบาว์ริง (Sir John Bowring) ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษไม่ยอมรับอำนาจกฎหมายและศาลไทย และท่านได้เล่านิทานให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเจ๊กมาจากเมืองจีนถือหลักตามที่พระพุทธเจ้าสอนว่า อุตฐาตา วินธเต ธนัง แปลว่า ผู้หมั่นย่อมหาทรัพย์ได้ จึงทำงาน ๘ วันในหนึ่งสัปดาห์ แม้จะเคยมีเสื่อผืนหมอนใบ ต่อมาก็ร่ำรวยเป็นเจ้าสัวได้ ส่วนคน ไทยรำพึงว่า เช้าหนอ สายหนอ ร้อนหนอ บ่ายหนอ แล้วก็ไม่ทำงาน  และอ้างเหตุว่าพระสอนว่าคนเราเกิดมาตัวเปล่าตายก็เปล่า เอาทรัพย์อะไรไปไม่ได้ จะไปทำมาหาทรัพย์ไว้ทำไม นอกจากนั้นคนไทยยังมีคุณสมบัติ ๔ ข้อ คือ ขี้โม้ ขี้อิจฉา ขี้โกง และขี้เกียจ โดยเฉพาะคุณสมบัติข้อสุดท้าย ทำให้คนไทยยากจน แต่บังเอิญบ้านคนไทยปลูกติดอยู่กับบ้านเจ๊ก คนไทยขี้อิจฉาคนนั้นหมั่นไส้ว่าเจ๊กรวย วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) ก็ย่องเอาก้อนอิฐไปปาบ้านเจ๊ก เจ๊กจึงไปแจ้งความ  เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนแล้วก็ส่งเรื่องให้ขุนประเคนคดี พนักงานอัยการฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จจริงแล้ว พิพากษาว่า “ไทยปาเรือนเจ๊ก ไม่ถูกลูกเด็ก ท่านว่าไม่เป็นไร ให้ยกฟ้อง” เจ๊กกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังและรำพึงว่า เมื่อศาลไม่มีจะฟ้องร้องก็ต้องประลองฝีมือกัน วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) เจ๊กก็เอาก้อนอิฐไปปาบ้านไทย คนไทยก็ไปแจ้งความ และขุนประเคนคดี พนักงานอัยการ ก็นำคดีไปฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จริงแล้วพิพากษาว่า “เจ๊กปาเรือนไทย แม้ไม่ถูกใคร แต่ผีเรือนตกใจ ให้ไหมสามตำลึง” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีผีเรือนทำให้ชนะคดีได้ อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องประสบการณ์ในชีวิตของผมเอง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2513 ผมไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมา ผมประจำอยู่ที่บัลลังก์ 14 ซึ่งอยู่ทางปีกด้านตะวันออกของอาคารศาล จากห้องพักผู้พิพากษาต้องเดินผ่านระเบียงระยะทางประมาณ 30 – 40 เมตร วันหนึ่งผมมีสำนวนที่จะต้องพิจารณา 4-5 สำนวน ผมก็ออกไปที่บัลลังก์ 14 ตามปกติ คดีเรื่องแรกเป็นคดีแพ่ง ทนายโจทก์แถลงว่า เอกสารที่โจทก์ขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกไปยังธนาคาร  ธนาคารยังไม่ส่งมาให้ โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้เอกสารดังกล่าวถามพยานให้รับรองข้อความ ไม่อาจสืบพยานโจทก์ไปในวันนี้ได้ ขอเลื่อนศาลสอบจำเลยแล้วไม่ค้าน ศาลให้เลื่อนไปได้ คดีที่สองเป็นคดีอาญา โจทก์แถลงว่า พยานมาศาลหนึ่งปากพร้อมจะสืบได้ จำเลยแถลงคัดค้านว่า พยานที่มาศาลวันนี้เป็นพยานคู่กับพยานที่ไม่มาศาล หากสืบไม่พร้อมกันจำเลยจะเสียเปรียบเพราะไม่ได้ถามค้านพยานในวันเดียวกัน ขอให้เลื่อนไปเพื่อสืบพยานคู่ดังกล่าวในวันเดียวกัน ศาลสอบโจทก์แล้วไม่ค้าน ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีไป คดีที่เหลือก็ต้องเลื่อนไปด้วยเหตุต่างๆ จนหมด เมื่อผมจดรายงานกระบวนพิจารณาเลื่อนคดีไปหมดแล้ว  ก็ลงจากบัลลังก์เดินไปตามระเบียงเพื่อจะกลับห้องพัก ก็ปรากฎว่าเดินไปเกือบจะทันคู่ความคดีแรก ห่างกันพอได้ยินคำสนทนา ตัวความถามทนายว่า “คุณทนายคดีของผมนี่จะแพ้หรือชนะ” ทนายความตอบว่า “ผมไม่ทราบหรอกเพราะปากกาอยู่ที่มัน” คำว่ามันตามคำพูดของทนายความ หมายถึง ผม ผมได้ยินดังนั้นก็เดินช้าลงเพื่อไม่ให้ทนายท่านนั้นทราบว่าผมได้ยินคำพูดของท่าน และเพื่อไม่ให้เสียความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย คำตอบของทนายความท่านนั้นยังก้องอยู่ในหูผมจนถึงทุกวันนี้  เวลาผมจะเขียนคำพิพากษาไม่ว่าอยู่ในศาลใด ผมคำนึงถึงคำพูดของทนายท่านนั้นอยู่เสมอ  และหากผมจะใช้คำตอบของทนายความตอบนักศึกษา คงทำให้นักศึกษาเข้าใจมากกว่าคำตอบทางวิชาการ

นักเคลื่อนไหวถูกทำร้ายร่างกาย 2 ครั้งในเวลาไม่ถึง 1 เดือน

  เช้าวันที่ 28 มิถุนายน 2562 สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย ถูกทำร้ายร่างกายเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาห่างกันไม่ถึง 1 เดือน ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไว้ในเฟซบุ๊กเพจ ดังนี้ … การหาตัวคนกระทำผิดมาลงโทษ ทั้งกรณีการทำร้ายจ่านิวครั้งก่อนและผู้เห็นต่างคนอื่นๆ ยังไม่คืบหน้าไปไหน ผมขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อนักกิจกรรมและผู้เห็นต่างทางการเมืองอีกครั้ง คำถามเดิมๆ ยังคงอยู่ซ้ำๆ อย่างไม่ได้รับคำตอบ เหตุใดการกระทำลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งได้โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ?  ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้? แต่ซ้ำร้ายผู้ที่ถูกคุกคามทำร้ายเพราะความเห็นต่างทางการเมืองกลับโดนคดีซ้ำอีก เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกเขาแสดงออกทางการเมือง ผมขอยกข้อคิดจาก Spinoza มาให้ทุกท่านได้อ่าน เพราะดูจะตรงกับสถานการณ์ในช่วงนี้เป็นอย่างยิ่ง   “จุดมุ่งหมายสุดท้ายของรัฐมิใช่การครอบงำมนุษย์หรือเหนี่ยวรั้งมนุษย์ไว้ด้วยความกลัว   แต่คือการปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความกลัว ทำให้เขามีชีวิตอันอิสระที่จะปฏิบัติได้อย่างมั่นใจ โดยไม่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น จุดหมายปลายทางของรัฐมิใช่การเปลี่ยนมนุษย์ที่มีเหตุผลให้กลายเป็นเครื่องจักร  แต่รัฐต้องอำนวยให้ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย และชักนำให้มนุษย์มีเหตุผล และใช้เหตุผลอย่างอิสระ เพื่อที่ว่ามนุษย์จะไม่สูญเสียพลังไปกับความเกลียดชัง ความโกรธ ความหลอกลวง และการปฏิบัติอย่างอยุติธรรมต่อกัน ดังนั้น จุดหมายสุดท้ายของรัฐ คือ เสรีภาพ”   Spinoza, Tractatus Theologico-Politicus, XX, 3,1670

แผนปฏิรูปประเทศปัจจุบัน สร้างอุตสาหกรรมปฏิรูป ทำให้ ส.ว. อยู่เหนือ ส.ส.

ปิยบุตร : อภิปรายแผนปฏิรูปประเทศไม่เห็นหัวประชาชน [ แผนปฏิรูปประเทศปัจจุบัน สร้างอุตสาหกรรมปฏิรูป ทำให้ ส.ว. อยู่เหนือ ส.ส. ]ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายรายงานผลการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ที่ให้ ครม. แจ้งความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบทุก 3 เดือน “ทุกวันนี้ ส.ส. กำลังถูกลิดรอนอำนาจ เราถูกดูถูก ถูกกล่าวหาตลอดเวลาว่าไม่ดี จนทำให้เกิดการยึดอำนาจโดยอ้างว่าต้องเข้ามาปฏิรูปประเทศ ผมอยากวิงวอนกับ ส.ส. ทุกท่านว่าเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราต้องผนึกกำลังป้องกันไม่ให้องค์กรแปลกปลอมพวกนี้เข้ามาริดรอนอำนาจของเราที่มาจากประชาชน มิใช่คอยเปิดประตูให้เขาเข้ามาขยับแดนอำนาจแทรกแซงอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่นล่าสุดผมเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ท่านประธานไม่บรรจุญัติเรื่องการตรวจสอบที่มา ของ ส.ว. เราจะมีโอกาสได้ไปตรวจสอบการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ท่านประธานตีญัติตกไป”ปิยบุตร ระบุว่า 3 หน่วยงานหลักๆ ที่ไม่ถูกพูดถึงในการปฏิรูปทั้งๆ ที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากจากประชาชน คือ 1. กองทัพ ที่ออกมาทำรัฐประหารบ่อยครั้ง ต้องปฏิรูปว่าทำอย่างไรให้กองทัพสอดคล้องกับประชาธิปไตย เคารพหลักสิทธิมนุษยชน 2.ศาล ถูกตั้งคำถามตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีการปฏิรูป 3. หัวหน้า คสช. เป็นบุคคลที่ควรถูกปฏิรูปมากที่สุดการปฏิรูปประเทศในประเทศไทย แยกไม่ออกจากการรัฐประหาร การปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 การรัฐประหารทุกครั้งไม่มีความชอบธรรม จึงต้องมีการหาข้ออ้างสร้างความชอบธรรม ซึ่งทุกครั้งก็คือ นักการเมืองไม่ดี มีความขัดแย้ง คณะรัฐประหารจำเป็นต้องมาปฏิรูป คำว่าปฏิรูปของไทยไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่ารีฟอร์ม (Reform) แต่เป็นเพียงข้ออ้างของการรัฐประหาร คำว่าปฏิรูปเป็นเพียงข้ออ้างในการครองอำนาจของคณะรัฐประหาร เป็นกลไกการสืบทอดอำนาจ และที่สำคัญคือเป็นการนำเอาระบอบรัฐประหารมาฝังตัวในรัฐธรรรมนูญฉบับนี้ ทำให้การรัฐประหารถูกต้องตามรัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน นี่คือการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในยุค คสช."การปฏิรูปที่ไม่เห็นหัวประชาชน เวียนวนกับคนไม่กี่คนซ้ำๆ เดิมๆ เทคโนแครตเจ้าประจำ ข้าราชการประจำ นักวิชาการหน้าเดิม ส.ว. ตลอดชีพที่แต่งตั้งวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาตลอด ซึ่งถ้าลองไล่เรียงดูตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ก็จะเห็นแต่คนเหล่านี้เดินชนกันในห้องประชุมตลอด การปฏิรูปนี้เองส่งผลให้เกิดซูเปอร์รัฐบาล ทำให้ระบอบราชการอยู่เหนือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เกิดรัฐซ้อนรัฐ ให้วุฒิสภามีอำนาจขี่คอสภาผู้แทนราษฎร”ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ #พรรคอนาคตใหม่ ประชุมสภา 27 มิ.ย. 2562#อนาคตใหม่ #ปิยบุตร #ประชุมสภา #แผนปฏิรูป #คสช 由 Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2019年6月27日周四   ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายรายงานผลการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ที่ให้ ครม. แจ้งความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบทุก 3 เดือน    “ทุกวันนี้ ส.ส. กำลังถูกลิดรอนอำนาจ เราถูกดูถูก ถูกกล่าวหาตลอดเวลาว่าไม่ดี  จนทำให้เกิดการยึดอำนาจโดยอ้างว่าต้องเข้ามาปฏิรูปประเทศ ผมอยากวิงวอนกับ ส.ส. ทุกท่านว่าเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราต้องผนึกกำลังป้องกันไม่ให้องค์กรแปลกปลอมพวกนี้เข้ามาลิดรอนอำนาจของเราที่มาจากประชาชน  มิใช่คอยเปิดประตูให้เขาเข้ามาขยับแดนอำนาจแทรกแซงอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่นล่าสุดผมเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ท่านประธานไม่บรรจุญัติเรื่องการตรวจสอบที่มา ของ ส.ว. เราจะมีโอกาสได้ไปตรวจสอบการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ท่านประธานตีญัติตกไป”   ปิยบุตร ระบุว่า 3 หน่วยงานหลักๆ ที่ไม่ถูกพูดถึงในการปฏิรูปทั้งๆ ที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากจากประชาชน คือ 1. กองทัพ ที่ออกมาทำรัฐประหารบ่อยครั้ง ต้องปฏิรูปว่าทำอย่างไรให้กองทัพสอดคล้องกับประชาธิปไตย เคารพหลักสิทธิมนุษยชน 2. ศาล ถูกตั้งคำถามตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีการปฏิรูป 3. หัวหน้า คสช. เป็นบุคคลที่ควรถูกปฏิรูปมากที่สุด การปฏิรูปประเทศในประเทศไทย แยกไม่ออกจากการรัฐประหาร การปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 การรัฐประหารทุกครั้งไม่มีความชอบธรรม จึงต้องมีการหาข้ออ้างสร้างความชอบธรรม ซึ่งทุกครั้งก็คือ  นักการเมืองไม่ดี มีความขัดแย้ง คณะรัฐประหารจำเป็นต้องมาปฏิรูป  คำว่าปฏิรูปของไทยไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่ารีฟอร์ม (Reform) แต่เป็นเพียงข้ออ้างของการรัฐประหาร คำว่าปฏิรูปเป็นเพียงข้ออ้างในการครองอำนาจของคณะรัฐประหาร เป็นกลไกการสืบทอดอำนาจ และที่สำคัญคือเป็นการนำเอาระบอบรัฐประหารมาฝังตัวในรัฐธรรรมนูญฉบับนี้ ทำให้การรัฐประหารถูกต้องตามรัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน นี่คือการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในยุค คสช.   “การปฏิรูปที่ไม่เห็นหัวประชาชน เวียนวนกับคนไม่กี่คนซ้ำๆ เดิมๆ เทคโนแครตเจ้าประจำ ข้าราชการประจำ นักวิชาการหน้าเดิม ส.ว. ตลอดชีพที่แต่งตั้งวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาตลอด ซึ่งถ้าลองไล่เรียงดูตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ก็จะเห็นแต่คนเหล่านี้เดินชนกันในห้องประชุมตลอด การปฏิรูปนี้เองส่งผลให้เกิดซูเปอร์รัฐบาล ทำให้ระบอบราชการอยู่เหนือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เกิดรัฐซ้อนรัฐ ให้วุฒิสภามีอำนาจขี่คอสภาผู้แทนราษฎร”

พบค่าใช้จ่ายประชุมเพิ่ม 172 ล้านบาท ออกระเบียบ “เบี้ยประชุม” ผู้พิพากษา

ปิยบุตร : อภิปรายงบการเงินศาลยุติธรรม ประชุมสภาฯ 26 มิ.ย. 62 [ พบค่าใช้จ่ายประชุมเพิ่ม 172 ล้านบาท ออกระเบียบ "เบี้ยประชุม" ผู้พิพากษา จี้ถามความเหมาะสม ! ]"ทุกวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารถูกตุลาการตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่ตุลาการไม่มีระบบตรวจสอบใด ๆ เลย ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรอิสระ แถมยังมีอำนาจปกป้องศาลจากการดูหมิ่นด้วย เสนอระบบการตรวจสอบถ่วงดุลศาล เข้าใจว่าต้องมีอิสระในการตัดสิน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรอดจากการตัดสินทุกรูปแบบ แล้วใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ? ต่างประเทศมีระบบถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน เรียกว่า OMBUDSMAN ผู้ตรวจการ เพื่อตรวจสอบกองทัพก็ดี ศาลก็ดีฝากไปถึงคณะกรรมาธิการศาลยุติธรรมนะครับ ว่าช่วยยกเลิกการให้เบี้ยประชุมในที่ประชุมใหญ๋ศาลฎีการและศาลชั้นอุทธรณ์ ถ้ายกเลิกได้จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งต่อแผ่นดินนี้ ที่เราจะได้ประหยัดงบประมาณไปถึง 207 ล้านบาทต่อปี และเกิดความเสมอภาคระหว่างทุกส่วนราชการครับ ขอบคุณครับ"ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ #พรรคอนาคตใหม่ กล่าว ระหว่างการอภิปรายเรื่องงบการเงินศาลยุติธรรม จากรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2561 —-ปิยบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ยืนยันเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ว่าทั้ง 3 ฝ่ายไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งสิ้น เราเพียงตรวจสอบถ่วงดุลกันและกัน ประเด็นที่ 1 ผู้สอบบัญชี คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ทำรายงานผู้สอบบัญชีเสนอต่อประธานศาลฎีกา เป็นความเห็นอย่างมีเงื่อนไข หมายความว่า รายงานการเงินศาลยุติธรรมถูกต้องตามมาตรฐาน เว้นแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนนี้จากการสุ่มตรวจพบว่ามีปัญหา 3 ข้อ 1. เกี่ยวกับรายการที่มียอดคงเหลือตามบัญชีต่ำกว่ารายละเอียด คือ เงินสดหายไปจากบัญชี 162 ล้านบาท 2.คุรุภัณฑ์ประเมินแล้วมูลค่าหายไป 40 ล้านบาท 3.เงินฝากศาลจังหวัดนนทบุรี 6 บัญชี มีการบันทึกไม่ตรงกับเช็คที่มีการสั่งจ่าย ซึ่งจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัญชี เห็นว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องทางบัญชีที่ค่อนข้างร้ายแรง เรื่องเหล่านี้หากเป็น บริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้นอาจเรียกร้องความรับผิดชอบจากคณะกรรมการบริหารได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นองค์กรบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกรณีนี้หัวหน้า คสช. ก็เคยใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยุติการทำหน้าที่มาแล้ว จึงอยากทราบว่า ระบบตรวจสอบการรับผิดชอบนี้ ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีการรับผิดชอบอย่างไรในเรื่องที่เกิดขึ้นประเด็นที่ 2 งบการเงินแสดงผลการเงินส่วนค่าใช้สอย เพิ่มจากปี 2560 สูงถึง 330 ล้านบาท ขณะที่รายการอื่นไม่เพิ่มหรือเพิ่มเล็กน้อย พอไล่ดูทีละรายการค่าใช้สอยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายในการประชุม ซึ่งในปี 2560 อยู่ที่ 24 ล้านบาท ขณะที่ 2561 เพิ่มเป็น 196 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 172 ล้านบาท หมายความว่าค่าใช้จ่ายการประชุม คือ เบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ผ่านมา 1 ปี ค่าใช้จ่ายในการประชุมเพิ่ม 172 ล้าน ตอนนี้มีกฎหมายรองรับแล้ว แต่ของตั้งคำถาม เรื่องความเหมาะสม ซึ่งระเบียบที่ประชุมกำหนดเบี้ยประชุมให้ครอบคลุมที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 ซึ่งที่ประชุมใหญ่ของศาลรวมแล้ว 12 ที่ประชุมใหญ่ที่จะได้เบี้ยประชุมนี้ รวมแล้วผู้พิพากษา 1,101 คน โดยระดับประธานศาลจะได้ 10,000 บาท ผู้พิพากษาที่เป็นองค์ประชุมได้ 8,000 ผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมขั้น 4 ได้ 8,000 บาท ผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมชั้น 3 ได้ 6,000 บาท ทั้งหมดนี้สำนักงบประมาณทำตัวเลขประมาณการไว้ใช้จ่าย ราว 207 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 17.2 ล้านบาทต่อเดือน ประเด็นดังกล่าวนี้ถือว่ามีปัญหาเรื่องความเหมาะสม ตรงที่ผู้พิพากษาแต่ละท่านมีเงินประจำตำแหน่ง มีรถประจำตำแหน่ง มีบ้านพัก เดือนๆ หนึ่งคิดเป็นจำนวนเงินแสนกว่าบาท แต่ในการมาปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ยังได้เบี้ยประชุมอีก ปิยบุตรเห็นว่าทั้งหมดนี้น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีเบี้ยประชุมอีก จึงขอเรียนถามไปถึงเลขาธิการศาลยุติธรรมว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพิจารณาต่อไปช่วยยกเลิกระเบียบการกำหนดเบี้ยประชุมศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ #อนาคตใหม่ #ปิยบุตร #ประชุมสภา #ศาลยุติธรรม #งบการเงิน 由 Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2019年6月26日周三

ผู้ที่ต้องข้อหากรณีคำร้องหุ้นสื่อทั้งหมดไม่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่

  ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แสดงความคิดเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊กตนเอง ต่อกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับคำร้องหุ้นสื่อ 41 ส.ส. ซึ่งมีการไม่รับคำร้อง 9 กรณี รวมทั้งไม่มีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใดเลย ว่า … สิ่งที่น่าสนใจคือในเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุถึงมาตรา 98 (3)  ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อ ศาลอธิบายไว้ว่า มิใช่ให้ดูแต่เพียงเจตนาหรือความประสงค์จะทำกิจการดังกล่าวเท่านั้น  ถึงแม้จะมีการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีวัตถุประสงค์จะประกอบธุรกิจ พอที่จะใช้เป็นเหตุในการยื่นคำร้องต่อศาลได้ ถ้อยคำนี้เองที่เป็นเหตุให้เมื่ออ่านแล้ว สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างไปจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ที่พิจารณาเพียงแต่ดูจากหนังสือบริคณห์สนธิ ที่มีวัตถุประสงค์เรียงข้อ   ถ้ามีวงเล็บใดวงเล็บหนึ่งเป็นเรื่องทำสื่อเมื่อไหร่ก็ถือว่าประกอบกิจการสื่อ ถือหุ้นสื่อ และตัดสิทธิ์ทันทีอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว 2 ราย คือ นายภูเบศร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนคร พรรคอนาคตใหม่ และนายคมสัน ศรีวนิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชาติ จังหวัดอ่างทอง  ซึ่งไม่แน่ใจว่าสุดท้ายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญใช้เกณฑ์ที่แตกต่างจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตัดสินกรณีนี้ นั่นแปลว่าผู้สมัครสองรายที่ถูกตัดสิทธิ์ไป   จะเป็นเพียงสองรายเท่านั้นที่ถูกใช้เกณฑ์การดูวัตถุประสงค์ในหนังสือบริคณห์สนธิมาตัดสิทธิ์ การที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณารับคำร้องไว้ 32 ราย และมีมติไม่ต้องให้หยุดการปฎิบัติหน้าที่  โดยให้เหตุผลไว้ว่า กรณีของ ส.ส. 41 รายที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นไป เป็นการยื่นโดย ส.ส. เข้าชื่อ  ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ในขณะที่คดีของธนาธรนั้นผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มานั้น ผมต้องเรียนชี้แจงว่ากรณีของ ธนาธร แม้จะผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้งมา   แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง จนคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติออกมา  แต่ทุกท่านก็ทราบกันดีว่าการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นมีปัญหาเรื่องมาตรฐาน  การไม่ได้ให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาอย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น เปิดโอกาสให้ธนาธรไปชี้แจงเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น เรียกนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ  มารดาของธนาธรมาสอบสวน แต่เรียกมาสอบสวนตอนเช้าหนังสือส่งมาถึงตอนบ่าย ทำให้ไปชี้แจงไม่ทัน และที่สำคัญเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมา ยังไต่สวนไม่เสร็จเลย  ยังมีหนังสือเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงอยู่ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสนอคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว อีกประเด็นหนึ่ง กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งว่า 32 รายนี้ไม่ต้องหยุดการปฎิบัติหน้าที่ เป็นการให้เกณฑ์เพิ่มเติมมาว่าจะดูจากแบบ บอจ. อย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องดูแบบ สสช.1 หรือแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมทั้งแบบนำส่งงบการเงินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทด้วย ว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการใด พร้อมให้เหตุผลว่ากรณีของธนาธรนั้น กกต. ได้ส่งแบบ สสช.1 และแบบงบการเงินแนบเข้ามาด้วย ดังนั้นกรณีที่ร้อง 41 ส.ส. ที่ไม่ได้ส่ง สสช.1 และแบบงบการเงินมา  จึงยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องจริง เลยไม่สั่งให้หยุดการปฎิบัติหน้าที่ ตรงนี้ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีความปรารถนาดีในยามที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมาตรฐานเท่าเทียมกันหรือไม่ จึงแถมประเด็นในย่อหน้าสุดท้ายของคำแถลงออกมาให้ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในคำร้องเลย นี่คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญช่วยทำความกระจ่างให้ นี่จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าในมติศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทุกท่านย้อนกลับไปดู ซึ่งปรากฏอยู่ในข่าวสำนักงานเลขที่ 10/2562  ศาลรัฐธรรมนูญท่านไม่ได้พูดถึงเลยว่ากรณีธนาธรนั้นมีเหตุควรเชื่อได้ว่าจริง เพราะมีแบบ สสช. มีแบบงบการเงิน มีแบบ บอจ. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญท่านพูดเอาไว้ในครั้งที่แล้ว  เราก็จะได้รู้ว่าท่านจะเอามาตรฐานตามเกณฑ์นี้ ครั้งนี้เราจะได้เตรียมแบบ สสช. ไว้ด้วย เราก็เลยเพิ่งทราบจากศาลรัฐธรรมนูญ ก็เอาเป็นว่าวันนี้เราได้มาตรฐานแน่นอนแล้ว ถ้าท่านเข้าชื่อกันศาลท่านก็จะบอกว่าไม่มีการไต่สวน ดังนั้นช่องทางที่ผ่านและเหมือนจะมีการไต่สวนมาแล้วหนึ่งขั้น ก็คือการร้องที่ กกต. อ่านข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกรณี 41 ส.ส. ได้ที่ : http://www.constitutionalcourt.or.th/…/article_201906261831… อ่านข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกรณี ธนาธร ได้ที่ : http://www.constitutionalcourt.or.th/…/article_201905231759…

เสวนา “อนาคตใหม่ท้องถิ่นลำพูน” แจงกรอบส่งลงเลือกตั้งท้องถิ่น

  เสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย ส.ส. แกนนำพรรคอีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรค เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารพรรคสัดส่วนภูมิภาคภาคเหนือ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ดูแลนโยบายด้านการเกษตร และนิติพล ผิวเหมาะ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เดินทางไปที่ จังหวัดลำพูน เพื่อร่วมงานเสวนา “อนาคตใหม่ท้องถิ่นลำพูน” ปิยบุตร กล่าวว่า ในการเลือกตั้งระดับประเทศที่ผ่านมา  การกระจายอำนาจเป็นนโยบายสำคัญของแทบทุกพรรคการเมือง แต่อยากให้ลองติดตามดูกันว่า ในวันที่พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาลมีอำนาจแล้ว จะยอมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจริงหรือเปล่า     สำหรับพรรคอนาคตใหม่เองมีนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเรื่องยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์  ที่ต้องการจะให้อำนาจคืนกลับไปอยู่ที่ท้องถิ่นจริงๆ ด้วยหลักการพื้นฐานของการกระจายอำนาจที่ว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง ท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารจัดการบริการสาธารณะในพื้นที่ มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณ  มีบุคคลากรท้องถิ่นเป็นของตัวเอง และ  ราชการส่วนกลางทำหน้าที่กำกับดูแลไม่ใช่การบังคับบัญชา     สำหรับพรรคอนาคตใหม่ที่สนใจเรื่องการเมืองท้องถิ่น เพราะเราต้องการเปลี่ยนแปลงหรือที่ใช้คำว่า   “เขย่าท้องถิ่น” ไม่ให้การเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพล มาเฟีย หรือหัวคะแนนแบบเก่าๆ ซึ่งพรรคได้พิสูจน์ในการเลือกตั้งระดับชาติมาแล้ว และจะขอพิสูจน์กับการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นอีกครั้ง อย่างที่ทราบกันดีว่าที่ผ่านมา การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่นในนามพรรคการเมืองนั้น  น่าจะมีอยู่ที่เดียวคือกรุงเทพมหานคร ส่วนที่อื่นๆ จะไม่มีการเปิดตัวว่าพรรคส่งลงแข่งขัน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มการเมืองมากกว่า ในวันที่พรรคอนาคตใหม่ตัดสินใจว่าจะส่งคนลงแข่งขันในนามพรรค  มีเสียงทักท้วงตักเตือนต่างๆ ว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง อาจทำให้พรรคแตกได้ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้พรรคอื่นๆ ไม่เคยส่ง     เรื่องนี้เราได้ชั่งใจและคิดกันว่า เหตุหนึ่งที่ไม่อาจยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ได้ เหตุที่ทำให้ไม่อาจทำให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นได้จริง นั่นเพราะความคิดซึ่งฝังหัวผู้คนในสังคมไปแล้วว่า การกระจายอำนาจเท่ากับกระจายคอร์รัปชั่น เท่ากับเอาอำนาจไปให้ผู้มีอิทธิพล เอาไปให้กับมาเฟีย  ซึ่งนี่คือมายาคติเพราะคนไม่เชื่อมั่นว่าการเมืองท้องถิ่นจะไม่ใช่การเมืองของผู้มีอิทธิพล เพราะคนไม่เชื่อมั่นว่าการเมืองท้องถิ่นจะไม่ใช่การเมืองของมาเฟีย ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะทำการเมืองท้องถิ่นด้วย เพื่อทำลายมายาคตินี้  และเพื่อเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่นใหม่ การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเลื่อนไปเป็นต้นปีหน้า สำหรับวิธีคิดของพรรคอนาคตใหม่ในการส่งผู้สมัคร พรรคอนาคตใหม่จะไม่ส่งคนลงสมัครแบบยิงลูกโดด หรือ 2-3 คน เพราะถ้าได้รับเลือกเข้าไปได้ก็จะไม่มีผลงาน ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นได้แน่นอน เราจะส่งผู้สมัครเป็นทีม การส่งผู้สมัครลงพื้นที่ใด จะต้องประเมินในทางยุทธศาสตร์ของพื้นที่ ทีมผู้สมัคร รวมถึงดูว่าทีมผู้สมัครนั้นมีนโยบายที่สอดคล้องกับพรรคหรือไม่  การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรคอนาคตใหม่นั้น เราตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองท้องถิ่น ดังนั้นจึงไม่ใช่การส่งเพื่อให้สมาชิกมีตำแหน่ง ไม่ใช่เอาตำแหน่งนั้นมากระจายให้คนในพรรค  ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องปลอบใจของคนที่พลาดการเมืองระดับชาติ แต่เราต้องการส่งเพื่อที่จะเปลี่ยนท้องถิ่นจริงๆ ต้องการส่งเพื่อกระจายอำนาจให้เกิดขึ้นจริง ต้องการยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ให้ได้     จนถึงขณะเวลาที่ได้แถลงเรื่องนี้ที่ลำพูน พรรคอนาคตใหม่ยืนยันกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า   พรรคยังไม่มีผู้สมัครหรือทีมผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ ยังไม่มีการเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจจะลงเลือกตั้งท้องถิ่นที่สาขาพรรค  หรือศูนย์ประสานงานพรรคไหนในจังหวัดไหนๆ ทั้งสิ้น และยังอยู่ในช่วงของการสำรวจพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการส่งผู้สมัคร โดยได้ให้กรอบเบื้องต้นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และหากจะมีการรับสมัครทีมที่จะเป็นตัวแทนลงเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคจะให้ส่งแบบฟอร์มในระบบออนไลน์ไปที่ส่วนกลางของพรรคช่องทางเดียวเท่านั้น ซึ่งจะแจ้งให้ทราบทั่วประเทศพร้อมกัน

1 2 3 4 12