fbpx

ปิยบุตร แสงกนกกุล

สร้างการเมืองแบบใหม่ กระจายอำนาจให้จังหวัดจัดการเอง

  18 พฤศจิกายน 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจถึงการสร้างประชาธิปไตยภายในพรรค รายละเอียดมีดังนี้ …  เก็บภาพบรรยากาศการเดินทางไป อำเภอหล่มสัก และศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อบ่ายวานนี้มาให้ได้ชมกันครับ ขณะนี้จังหวัดเพชรบูรณ์ มีผู้สมัครเข้าแข่งขันไพรมารีโหวต เพื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.ในนามของพรรคอนาคตใหม่ครบทุกเขตแล้ว ซึ่งบางเขตก็มีผู้สมัคร 2 คน แต่อย่างไรก็ตาม ทางคณะทำงานจังหวัดมั่นใจว่า บรรยากาศการแข่งขันจะเป็นไปอย่างมีไมตรีจิต มิตรภาพแน่นอน สำหรับการเดินประชาสัมพันธ์รับสมัครสมาชิกพรรค ถือว่าค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดี หลายๆ  คนมีความตื่นตัวทางการเมือง อยากเลือกตั้ง นั่นอาจเป็นเพราะสภาพความไม่เป็นประชาธิปไตย ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทำให้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี พ่อค้าแม่ขาย ประชาชนทั่วไปต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันหมด     นอกจากนี้ผมยังมีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับ คุณวิศัลย์ โฆษิตานนท์ อดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เคยทำการเมืองในระดับชาติ แต่สุดท้ายก็กลับบ้านมาทำงานท้องถิ่น โดยเฉพาะงานด้านวัฒนธรรม เพราะอยากเห็นการพัฒนาในจังหวัด และเป็นคนที่สนับสนุนในเรื่องของการกระจายอำนาจ ที่สำคัญ คุณวิศัลย์ยังเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ผมเองได้เล่าถึงแนวทางการทำงานแบบพรรคอนาคตใหม่ให้ฟัง ซึ่งคุณวิศัลย์เองก็บอกว่าติดตาม และทราบข้อมูลเกี่ยวกับเราเยอะ อีกทั้งยังได้ให้กำลังใจ ให้เรายืนหยัดสร้างการเมืองแบบใหม่อย่างนี้ต่อไปให้สำเร็จ อย่าเร่งร้อน และอย่าเพิ่งถอดใจ     ผมอยากเชิญสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ทุกท่าน มาร่วมกันลงคะแนนเสียงเลือกหัวหน้าคณะทำงานจังหวัด 71 จังหวัด และหัวหน้าคณะทำงานสาขาพรรค ทั้ง 6 สาขา ที่ www.futureforwardparty.org สำหรับ จังหวัดพชรบูรณ์ มีผู้สมัครหัวหน้าคณะทำงานจังหวัดเพียงคนเดียว จึงไม่มีการแข่งขัน ซึ่งก็คือ คุณอณัศยา เจนจบธรรม ผู้หญิงเก่ง คนรุ่นใหม่ มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานจังหวัด อีกทั้งทีมงานในสัดส่วนความหลากหลายมีผู้สนใจสมัครเข้ามามีทั้ง กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง กลุ่มเกษตรกร กลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งอนาคตจะได้เข้ามาเป็นทีมงานทำงานร่วมกัน     การให้สมาชิกเลือกกรรมการในจังหวัดด้วยตัวเองแบบนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยภายในพรรค” ให้สมาชิกได้ร่วมกำหนดอนาคตของพรรคอนาคตใหม่ไปด้วยกัน เรากระจายอำนาจให้จังหวัดจัดการเอง เป็นการสร้างการเมืองแบบใหม่ และนับเป็นครั้งแรกของพรรคการเมืองไทย    

ครูยุคใหม่กับสังคมประชาธิปไตย

  15 พฤศจิกายน 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล ลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงการอภิปรายที่ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วนวังจันทร์ รายละเอียดมีดังนี้ … ในงานเสวนาหัวข้อ “บทบาทครูยุคใหม่กับการสร้างสังคมประชาธิปไตย” ที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วนวังจันทร์ ผมอภิปรายว่าวัฒนธรรมอำนาจนิยมในระบบการศึกษาเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย และแทบจะเป็นประสบการณ์ร่วมของทุกคน ว่าต้องผ่านอะไรที่เลวร้ายในโรงเรียน เช่น ถูกครูตี ซึ่งเป็นเรื่องอำนาจอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ยังมีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่ซ่อนอยู่ในหลักสูตร แบบเรียน พจนานุกรม หรือ แม้แต่ดิกชันนารี มองการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณายาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยในแง่ลบอยู่เยอะมาก     แบบเรียนของไทยเชิดชูระบบอำนาจนิยม ขณะที่เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่าง 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แทบไม่มีการพูดถึง เราใช้อำนาจนิยมนี้ในโรงเรียน หล่อหลอมให้คนเป็นเหมือนกันหมด ทั้งชุดนักศึกษา ทรงผม หรือแม้พิธีกรรมต่างๆ  สังคมไทยทำให้คนเชื่อฟังโดยการใช้อำนาจ ไม่ค่อยได้ใช้เหตุผล ระบบวัฒนธรรมอำนาจนิยม คนที่อยู่ในระบบมักไม่ค่อยกล้าต่อต้าน เพราะมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ นักเรียนที่ตั้งคำถามกับครู ถูกมองว่าดื้อ ไม่เชื่อฟัง คะแนนจิตพิสัยอาจจะถูกหัก เป็นต้น แต่สำหรับผม ราคาที่ต้องจ่ายในการต่อต้านนี้คือสิ่งที่เป็นคุณค่าพื้นฐานสำคัญของชีวิต     ถ้าในโลกนี้ทุกคนพูดคำว่า “ใช่” เหมือนกันทั้งหมด ศิลปวิทยาการความก้าวหน้าต่างๆ คงไม่เกิด โลกนี้ก้าวหน้าได้เพราะมีคนกล้าพูดคำว่า “ไม่” เช่น กาลิเลโอ ที่ท้าทายศาสนจักรที่มีอำนาจอย่างมากในตอนนั้น เขากล้าบอกว่า โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือกรณีการแบ่งแยกสีผิว แบ่งฝั่งคนนั่งรถเมล์ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อก่อน ผู้หญิงผิวสีคนหนึ่งไปนั่งฝั่งคนขาว แล้วถูกโวยวายไล่ให้ลุก แต่เธอบอกว่า “ไม่” เรื่องนี้จึงเป็นประเด็น และที่สุดความเท่าเทียมจึงเกิดขึ้น ผมยืนยันว่าในวัยรุ่นคนหนุ่มสาว เราต้องหล่อเลี้ยงความเป็นขบถ ซึ่งความเป็นขบถนี้ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ทำให้สังคมก้าวหน้า ถ้าเราไม่เริ่มต้นตั้งคำถามกับระบบ ทุกอย่างก็จะยังคงอยู่แบบเดิมต่อไป

พรรคการเมืองกับท้องถิ่นไทยในอนาคต

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ถึงเนื้อหาสำคัญที่ได้สื่อสารออกไปในวงเสวนาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายละเอียดมีดังนี้ … วันนี้ผมไปร่วมเสวนา ในหัวข้อ “พรรคการเมืองกับท้องถิ่นไทยในอนาคต” ที่ห้องประชุมใหญ่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมอภิปรายว่าการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองในประเทศไทยเป็นเรื่องกลับหัวกลับหาง ไม่เป็นตามหลักสากล เพราะเป็นระบบที่ต้องขอนุมัติ ขออนุญาต ซึ่งมีระเบียบที่วุ่นวายมาก คนที่มีแนวคิดอุดมการณ์ร่วมกันจะก่อตั้งพรรคทำได้ยาก     พรรคอนาคตใหม่ต้องใช้เวลาถึง 97 วัน กว่าจะได้รับการอนุมัติเป็นพรรค มีการตรวจสอบรายชื่อบุคคล ส่งไปหน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบอีก 10 กว่าหน่วยงาน สาเหตุหนึ่งที่ตั้งยาก คิดว่าเป็นเพราะกลัวคนที่มีอุดมการณ์ที่รัฐมองว่าร้ายแรง ไม่เป็นอย่างที่รัฐอยากเห็นทำการรวมตัวกัน     ขณะที่หลักสากลนั้นการก่อตั้งพรรคตั้งง่าย แต่ยุบยาก ของเราตั้งยากแต่ยุบง่าย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของประเทศไทย เปรียบเหมือนตำรวจพรรคการเมือง คอยสอดส่อง จับผิด อยู่ตลอดเวลา ยิ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบัน พรป.พรรคการเมือง ขณะนี้มีข้อกำหนดให้พรรคการเมืองต่างๆ ทำเยอะมาก เช่น การต้องมีจำนวนสมาชิกจังหวัดละ 100 คน เป็นอย่างน้อยถึงจะส่งผู้สมัครครบทุกเขตได้ ต้องมีจำนวนสาขาพรรคอย่างน้อย 4 สาขา ซึ่งจังหวัดที่จะตั้งสาขาได้ต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 500 คน ต้องทำไพรมารีโหวต เป็นต้น     ขณะเดียวกันก็ยังติดคำสั่งของ คสช. ที่ทำให้พรรคการเมืองแทบทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย ถามว่ากฎหมายที่ออกมาแบบนี้ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง หรือทำให้พรรคการเมืองทำไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วต้องยุบสลายหายไปเอง เปิดโอกาสให้กับสิ่งอื่นที่ไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามายึดอำนาจจัดการ     นอกจากนี้ผมยังได้พูดถึงการกระจายอำนาจว่า นโยบายการกระจายอำนาจถือเป็นนโยบายหลักของพรรคอนาคตใหม่  เราเชื่อว่าการปลดปล่อยศักยภาพท้องถิ่น เท่ากับประเทศปลดปล่อยศักยภาพของประเทศ แต่ปัจจุบันการกระจายอำนาจถดถอยลงไปเรื่อยๆ เรื่องนี้จำเป็นต้องแก้ที่โครงสร้างใหญ่ก่อน วันนี้เรามาไกลและคิดว่าคงไม่กลับไปสู่การแต่งตั้ง อปท. แล้ว คงต้องเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวจะไม่ตอบอะไรเลยในเรื่องการกระจายอำนาจ จำเป็นต้องมีงาน มีการถ่ายโอนภารกิจต่างๆ ให้ท้องถิ่นด้วย อย่างทุกวันนี้ มี พ.ร.บ. ต่างๆ เต็มไปหมดที่ฝากไว้กับส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งที่เรื่องนั้นเกิดในท้องถิ่น เช่น ป่าไม้จังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด กฎหมายเหล่านี้มีเป็นร้อยเรื่อง ซึ่งเรื่องที่อยู่ในท้องถิ่น แต่อำนาจให้ส่วนกลางอย่างนี้ จำเป็นต้องมีการปรับ     นอกจากนี้เรื่องเงิน เรื่องภาษีก็ต้องมีการปรับ ต้องแบ่งสัดส่วนใหม่ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม เขาบริโภคที่นี่ภาษีก็ควรที่จะต้องอยู่ที่นี่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเช่นกัน ถ้าเกิดขึ้นที่ท้องถิ่นไหนก็ควรได้สิทธิ ขณะเดียวกับ อปท.ก็ควรมีโอกาสในการหารายได้ตัวใหม่ๆ ได้ด้วย เป็นรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อุปสรรคเรื่องการกระจายอำนาจตอนนี้ คือความเชื่อ ความรับรู้ของผู้คน ที่มองว่ากระจายเสร็จก็จะทำให้เกิดการโกงมากขึ้น ยืนยันว่านี่คือความรับรู้ เป็นความเชื่อ ต้องทำลายให้ได้ ทุกวันนี้ผมเดินทางไปพื้นที่ไหน เจอความสำเร็จของท้องถิ่นก็พยายามนำเสนอออกมาพื่อลบล้างความเชื่อนี้ เช่น โรงเรียน อบจ. กระบี่ ซึ่งคุณภาพแซงหน้าโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว จำเป็นต้องนำเสนอให้เห็นว่า กระจายอำนาจไม่เท่ากับคอร์รัปชั่น กระจายอำนาจกลับจะทำให้คอร์รัปชั่นลดลง และทำให้ศักยภาพท้องถิ่นเปล่งออกมา     ผมมองว่ากระจายอำนาจ ถ้าจะเกิดขึ้นในอนาคคต อาจทำได้ใน 2 ลักษณะ คือค่อยๆ ขยับ ตรงไหนพร้อมไปก่อน และอีกอย่างคือแบบ ‘บิ๊กแบง’ ทำครั้งเดียวไปเลยครั้งเดียว เขียนไว้ให้ชัดในรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนตัวแล้วผมอยากเห็นแบบหลัง

เสรีภาพ วัฒนธรรม การเมือง

เสรีภาพในการแสดงออก คำอภิปรายในงาน Future Festival วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล ในวรรณกรรมเรื่อง Das Liebeskonzil ของ Oskar Panizza ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สมมติในปี 1495 ณ เมืองนาโปลี ศาสนจักรคาทอลิกเน่าเฟะมาก โป๊ปอเล็กซานเดอร์ที่ 6 และเหล่าคาร์ดินัลทั้งหลาย หมกมุ่นอยู่กับเรื่องงานรื่นเริงและกามกิจ จนมีสายขึ้นไปรายงานพระเจ้าถึงเหตุการณ์ที่เมืองนาโปลี พระเจ้าหารือกับเมียและลูกแล้ว เห็นตรงกันว่าต้องคิดหาวิธีการสั่งสอนพวกมนุษย์ จึงไปตามตัวซาตานมา โดยมอบหมายให้ซาตานไปคิดหาวิธีการใดมาก็ได้ ที่จะทำให้พวกมนุษย์โง่เขลาเหล่านี้ได้รับบทเรียนเจ็บปวดอันเนื่องมาจากการร่วมเพศ ซาตานคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายจึงสร้างเชื้อซิฟิลิสขึ้นมา และประกาศหาอาสาสมัครจากเหล่านางทั้งหลายบนสวรรค์และนรก รับอาสาพาเชื้อซิฟิลิสติดไปกับตัว แล้วลงไปโลกมนุษย์ ยั่วยวน-ร่วมรัก กับเหล่ามนุษย์มากตัณหา สุดท้าย โป๊ป คาร์ดินัล บาทหลวง ผู้คนทั่วไป ก็ติดซิฟิลิสกันหมด ชื่อเรื่อง Le Concile d’amour หรือ Das Liebeskonzil แปลตามตัวได้ว่า การปรึกษาหารือด้วยความรัก พระเจ้า-มารี-เยซู มีและใช้ “ความรัก” ในการควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ (รวมทั้งโป๊ปด้วย เพราะโป๊ปก็คือมนุษย์) เอาคำว่า “ความรัก” ไปตัดสินคนนั้นคนนี้ ไปปิดปากคนนั้นคนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มบุคคลที่นิยมการครอบงำผู้อื่น โดยอาศัยคุณค่าบางประการในนามของ “ความดีงาม ความรัก ศีลธรรมจรรยา” และแม้นจะอ้างเรื่องความรัก (ที่ทำให้พระเจ้าหน้ามืดตามัว คิดเรื่องอัปรีย์แบบนี้ขึ้นมา) แต่พระเจ้าคงลืมคิดไปว่า ถ้าเอาเชื้อซิฟิลิสลงไปติดคนทั้งโลกจนคนสูญพันธุ์ แล้วพระเจ้าจะเหลือมนุษย์หน้าไหนให้อภิบาล ซาตานขอข้อแลกเปลี่ยนตอบแทนจากการที่ซาตานต้องไปคิดแผนสั่งสอนมนุษย์ ซาตานขอควบคุมเสรีภาพในการเผยแพร่ความคิด เพราะ “การที่ใครบางคนคิด และไม่มีสิทธิในการเผยแพร่ความคิดของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้ นั่นแหละ… เป็นความสยดสยองที่สุดในบรรดาวิธีการทรมานทั้งปวง” ใช่ครับ… การที่มนุษย์คิดได้แต่ไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตนคิดออกมา นี่คือ การทรมาน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต การคิดเป็นเสรีภาพอันสัมบูรณ์ของมนุษย์ ที่อำนาจรัฐไม่มีวันจำกัดได้ อำนาจรัฐจึงทำได้เพียงสร้างกลไกมาบีบคั้นไม่ให้มนุษย์ได้แสดงออกซึ่งความคิดเท่านั้น แต่ห้ามมิให้มนุษย์คิดไม่ได้ กลไกรัฐที่ห้ามแสดงออกซึ่งความคิด นานวันเข้าก็แนบเนียนขึ้น จนกลายเป็นการห้ามคิด เมื่อคนถูกห้ามแสดงออกซึ่งความคิดมากขึ้น ในท้ายที่สุด คนก็จะเลิกคิดไปโดยไม่รู้ตัว   Michel Foucault กล่าวไว้ว่า “การห้าม” แสดงออกได้ตั้งแต่ การที่เราไม่มีสิทธิที่จะพูดได้ทั้งหมด การที่เราไม่สามารถพูดทุกสิ่งทุกอย่างได้ในทุกสถานการณ์ และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถพูดถึงเรื่องอะไรก็ได้ ในสังคมของเรานี้ จึงมี 1.เรื่องต้องห้ามที่ห้ามพูดถึง 2.สถานการณ์ที่ห้ามพูด 3.สิทธิพิเศษหรือเรื่องบางเรื่องที่สงวนไว้ให้แก่บางคนเท่านั้นที่พูดได้ วิธีการห้ามปรากฏได้ในสองรูปแบบใหญ่ๆ รูปแบบแรก การห้ามผ่านระบบกฎหมาย รูปแบบที่สอง การห้ามผ่านอุดมการณ์ ความคิด วัฒนธรรม ในรูปแบบแรก ได้แก่ การตรากฎหมายห้าม กำหนดบทลงโทษ ใช้กลไกรัฐเข้าจับกุมปราบปราม ตำรวจ ทหาร ศาล นอกจากการตรากฎหมายห้ามแล้ว ยังมีการใช้กฎหมายแบบไม่แน่นอนชัดเจน จนคนไม่แน่ใจ จึงเลือกเซ็นเซอร์ตนเอง ในวรรณกรรมเรื่อง “คดีความ” ของฟรานซ์ คาฟคา K ตื่นขึ้นมาพร้อมกับการถูกจับกุมโดยชาย 2 คน โดยไม่รู้ว่าตนทำความผิดอะไร นับแต่นั้น K ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีเสรีภาพแบบชั่วคราว เขายังคงมีเสรีภาพไปไหนมาไหนได้ตามปกติ เพียงแต่ว่ามันเป็นเสรีภาพภายใต้คดีความ K ต้องเผชิญหน้ากับกระบวนพิจารณาคดีที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ต้องพบเจอผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ ทนายความ พระ คนเขียนภาพ ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเขา ในโลกอันแสนวิปริตวิปลาสของ K เขาต้องประสบกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่องค์กรเหล่านั้นใช้บังคับกับเขาโดยไม่รับประกันความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย ในท้ายที่สุด ความไม่มั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมายนั้นเองนำพา K ไปสู่โศกนาฏกรรม การห้ามในรูปแบบที่สอง ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจและสังคม ระเบียบโลกแบบทุนนิยมถึงขีดสุด ลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่กระตุ้นให้คนสนใจแต่การบริโภคโดยไม่คิดถึงอะไร สภาพเช่นนี้ส่งผลให้คนจำนวนมากสนใจแต่เพียงการหารายได้ สร้างความมั่งคั่ง เพื่อนำมาบริโภค จนไม่สนใจเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ไม่สนใจต่อต้านกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม มุ่งเพียงแต่ “อยู่เป็น” ไปเรื่อยๆ ในแง่ของอุดมการณ์หรือวัฒนธรรมก็เช่นกัน มนุษย์อาจถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ที่อำนาจนำที่ยึดครองรัฐสร้างขึ้นครอบเอาไว้ เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังถูกละเมิดเสรีภาพ เราคิดว่าเรามีเสรีภาพ เราเชื่อว่าเราตัดสินใจเลือกกระทำอย่างหนึ่งหรือไม่กระทำอย่างหนึ่งอย่างอิสระ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราถูกอุดมการณ์-วัฒนธรรมครอบงำอยู่ เราหลงระเริงว่าเรามีเสรีภาพ สนุกกับการใช้เสรีภาพ แต่เสรีภาพที่ว่าพาเราไปสู่การจำนน การห้ามในรูปแบบที่สองนี้แนบเนียนและยั่งยืนกว่ารูปแบบแรก รูปแบบแรก คนยอมเพราะเห็นว่ากฎหมายห้าม คนเชื่อฟังเพราะกลัวถูกลงโทษ อำนาจรัฐปรากฏให้เห็นชัด ความรุนแรงแปลงสภาพเป็นกฎหมายเพื่อใช้ปราบปราม แต่รูปแบบที่สองนั้น มาแบบซึมลึกเข้าไปในสมอง เข้าไปในจิตสำนึก เมื่อไรก็ตามที่รัฐไม่จำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมาย ศาล ตำรวจ ทหาร เข้าปราบปรามผู้คนเลย แต่ผู้คนกลับสยบยอมเพราะถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมหรือความคิด นั่นแสดงว่า การสถาปนาอำนาจนำผ่านกลไกทางอุดมการณ์กระทำได้สำเร็จ แต่ถ้ารัฐต้องหันมาใช้กลไกการปราบปรามมากขึ้น

เหตุใดเผด็จการจึงมีแนวร่วม ?

  9 พฤศจิกายน 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงเหตุผลของการที่มีคนร่วมสนับสนุนเผด็จการ โดยยกตัวอย่างแนวคิดของนักปรัชญาและนักทฤษฎีทางการเมืองชาวเยอรมัน-อเมริกัน  รายละเอียดมีดังนี้ …  หากใครสนใจว่าเผด็จการเบ็ดเสร็จเกิดขึ้นได้อย่างไร เผด็จการทำงานอย่างไร ทำไมคนจึงสนับสนุนเผด็จการ ผมขอแนะนำให้อ่านงานของ Hannah Arendt “Vita Activa การรื้อฟื้น “มนุษย์สภาวะ” ของฮันนาห์ อาเรนท์” คือ หนังสือภาษาไทยที่เกี่ยวกับความคิดของ Hannah Arendt ที่ดีที่สุด เขียนโดย พิศาล มุขดารัศมี ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Illuminations … กรณีที่เจ้าหน้าที่หรือคนสนับสนุนเผด็จการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทางอำนาจ เพื่อความสบาย นั้น เราสามารถวิเคราะห์คนเหล่านี้ได้ง่าย เราสามารถจัดการเจ้าหน้าที่หรือคนลักษณะนี้ได้ไม่ยาก และเราอาจโน้มน้าวดึงคนเหล่านี้ให้ออกจากเผด็จการ ทำสงครามทางความคิดดึงพวกเขากลับมา เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจใหม่ให้พวกเขากลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่คนหรือเจ้าหน้าที่แปลงร่างกายเป็นกลไกหรือฟันเฟืองของรัฐ เป็นเครื่องจักรสังหาร ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงโดยไม่ได้รู้สึกว่าทำอะไรผิด แต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ หรือที่ Arendt เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Banality of evil แล้วละก็ แสดงว่าระบอบเผด็จการดำเนินไปแบบเบ็ดเสร็จแล้ว ผมไม่สนับสนุนเผด็จการ ผมไม่มีวันเห็นด้วยกับผู้สนับสนุนเผด็จการ ผมได้แสดงความเห็นบ่อยครั้งเกี่ยวกับนักกฎหมายที่ไปรับใช้เผด็จการและพยายามปลูกฝังให้นักศึกษาต้องไม่เดินตามเส้นทางนี้ การที่นักกฎหมายไปรับใช้เผด็จการ คือ ความน่ารังเกียจ ขยะแขยง ไม่ใช่เรื่องเท่ รัฐประหารโดยนายพลไม่กี่คนไม่มีวันสำเร็จได้หากปราศจากนักกฎหมายไปช่วย คนที่สนับสนุนเผด็จการมีหลายระดับ ความเข้มข้นต่างกันไป เราวิจารณ์ได้ ประณามได้ แต่เราก็ต้องพยายามทำงานทางความคิด หาวิธีเปลี่ยนความคิดวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ครอบงำอยู่ เพื่อดึงคนกลับมาในทางที่ถูกต้อง ไม่ให้ระบอบเผด็จการดำเนินการและฝังรากลึกลงได้ ดังนั้น การสืบค้นวิเคราะห์การทำงานของเผด็จการ การค้นหาสาเหตุของการสนับสนุนเผด็จการ จึงจำเป็นไม่แพ้กัน งานของ Arendt นี้เอง ช่วยทำให้เรารู้ว่า ระบอบเผด็จการทำงานอย่างไร และทำไมคนจึงไปรับใช้เผด็จการ … “เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ได้เป็นอะไรอื่นอีกนอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นคนที่อันตรายอย่างแท้จริง” Hannah Arendt ให้สัมภาษณ์กับ Joachim Fest กรณี Eichmann 9 พฤศจิกายน 1964 “วิชารัฐศาสตร์และวิชาสังคมศาสตร์ต้องศึกษาให้รู้ว่าเหตุใดลักษณะการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จหรือลักษณะของ bureaucrate สามารถเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลายเป็นเครื่องจักรของการปกครอง และถูกถอดความเป็นมนุษย์ออกไป”   (Hannah Arendt, Eichmann à Jérusalem)

เก็บตกเสวนา “ประเทศไม่ตรงปก”: วงจรอุบาทว์แท้จริงแล้วเริ่มจากการรัฐประหาร

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 ถึงเรื่องของวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย รายละเอียดมีดังนี้ …  เมื่อวานนี้เมื่อ 71 ปีที่แล้ว คือวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 มีการรัฐประหารยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ นำโดย จอมพลผิน ชุณหะวัณ ถือว่าเป็นการปิดฉากคณะราษฎร และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทหารแทรกแซงการเมือง และนับจากนั้นวงจรอุบาทว์ก็เริ่มต้นขึ้น คือ ฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง แล้วก็มีวิกฤตนำมาสู่การรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ วนเวียนอย่างนี้ จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่  เรามักบอกว่าสาเหตุที่เกิดวงจรอุบาทว์นี้ มาจากนักการเมืองขี้โกง มาจากความแตกแยก เหล่านี้คือชุดเหตุผลที่ถูกนำมาอธิบาย จนราวกับว่า รัฐประหาร ที่เป็นเรื่องผิดปกติ กลับกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย  แต่แท้จริงแล้ว ถามว่าวงจรอุบาทว์นี้ เกิดจากนักการเมือง หรือเกิดจากการแทรกแซงอำนาจของทหารกันแน่ ที่ทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ประชาธิปไตยค่อยๆ พัฒนาไป แต่จู่ๆ ทหารก็เข้ามาตัดตอน ล้มทิ้ง แล้วพอมีอำนาจแล้วติดใจ อยากอยู่ต่อ โดยที่ไม่มีประสบการณ์ ก็ทำการดึง ดูด นักการเมืองมาเต็มไปหมด เป็นอย่างนี้มากี่ครั้งแล้ว ทั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร, พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันนท์ หรือแม้แต่การยึดอำนาจของ รสช. ปี 2534 ทหารยึดอำนาจแล้วก็มาตั้งพรรคการเมืองเช่นกัน ล่าสุด รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชน กำลังพัฒนาไป กำลังจะเข้ารูปรอย แน่นอนอาจจะมีปัญหาเรื่องเสียงข้างมาก ก็ถก ก็แก้ ว่ากันไป แต่ไม่ควรแก้ด้วยการยึดอำนาจอย่างที่ทำในปี 2549 แล้วก็มามีรัฐประหารซ่อมในปี 2557 อีก ก็จะกลับไปสู่แบบเดิม คือทหารยึดอำนาจแล้ว ตั้งพรรคการเมืองแบบเดิม  การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แน่นอนว่ามีปัญหาบ้าง เพราะเป็นระบอบที่ประกันเสรีภาพในการแสดงออก คนจำนวนมากเห็นไม่ตรงกัน ก็มีปัญหาอยู่แล้ว จะทำให้ทุกคนเห็นเหมือนกันเป็นไปไม่ได้ ปัญหาจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งวิธีการแก้ก็คือเพิ่มประชาธิปไตยเข้าไปอีก ไม่ใช่การยึดอำนาจ ปัญหานักการเมืองซื้อเสียง หรือประชาชนไม่มีส่วนร่วม ก็ต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช่หันไปหาการยึดอำนาจ ประชาธิปไตยมีปัญหา วิธีแก้ไขคือต้องเติมประชาธิปไตยให้เข้มขึ้น ไม่ใช่ไปหาเผด็จการทหาร

เสรีภาพในการแสดงออก

  คำอภิปรายของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการรรคอนาคตใหม่ ในงานวัฒนธรรมของพรรค Future Fest  จัดขึ้นที่ Jam Factory คลองสาน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 รายละเอียดมีดังนี้ … ในวรรณกรรมเรื่อง Das Liebeskonzil ของ Oskar Panizza ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สมมติในปี 1495 ณ เมืองนาโปลี ศาสนจักรคาทอลิกเน่าเฟะมาก โป๊ปอเล็กซานเดอร์ที่ 6 และเหล่าคาร์ดินัลทั้งหลาย หมกมุ่นอยู่กับเรื่องงานรื่นเริงและกามกิจ จนมีสายขึ้นไปรายงานพระเจ้าถึงเหตุการณ์ที่เมืองนาโปลี  พระเจ้าหารือกับเมียและลูกแล้ว เห็นตรงกันว่าต้องคิดหาวิธีการสั่งสอนพวกมนุษย์ จึงไปตามตัวซาตานมา โดยมอบหมายให้ซาตานไปคิดหาวิธีการใดมาก็ได้ ที่จะทำให้พวกมนุษย์โง่เขลาเหล่านี้ได้รับบทเรียนเจ็บปวดอันเนื่องมาจากการร่วมเพศ ซาตานคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายจึงสร้างเชื้อซิฟิลิสขึ้นมา และประกาศหาอาสาสมัครจากเหล่านางทั้งหลายบนสวรรค์และนรก รับอาสาพาเชื้อซิฟิลิสติดไปกับตัว แล้วลงไปโลกมนุษย์ ยั่วยวน-ร่วมรัก กับเหล่ามนุษย์มากตัณหา สุดท้าย โป๊ป คาร์ดินัล บาทหลวง ผู้คนทั่วไป ก็ติดซิฟิลิสกันหมด ชื่อเรื่อง Le Concile d’amour หรือ Das Liebeskonzil แปลตามตัวได้ว่า การปรึกษาหารือด้วยความรัก พระเจ้า-มารี-เยซู มีและใช้ “ความรัก” ในการควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ (รวมทั้งโป๊ปด้วย เพราะโป๊ปก็คือมนุษย์) เอาคำว่า “ความรัก” ไปตัดสินคนนั้นคนนี้ ไปปิดปากคนนั้นคนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มบุคคลที่นิยมการครอบงำผู้อื่น โดยอาศัยคุณค่าบางประการในนามของ “ความดีงาม ความรัก ศีลธรรมจรรยา” และแม้นจะอ้างเรื่องความรัก (ที่ทำให้พระเจ้าหน้ามืดตามัว คิดเรื่องอัปรีย์แบบนี้ขึ้นมา) แต่พระเจ้าคงลืมคิดไปว่า ถ้าเอาเชื้อซิฟิลิสลงไปติดคนทั้งโลกจนคนสูญพันธุ์ แล้วพระเจ้าจะเหลือมนุษย์หน้าไหนให้อภิบาล ซาตานขอข้อแลกเปลี่ยนตอบแทนจากการที่ซาตานต้องไปคิดแผนสั่งสอนมนุษย์ ซาตานขอควบคุมเสรีภาพในการเผยแพร่ความคิด เพราะ “การที่ใครบางคนคิด และไม่มีสิทธิในการเผยแพร่ความคิดของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้ นั่นแหละ… เป็นความสยดสยองที่สุดในบรรดาวิธีการทรมานทั้งปวง” ใช่ครับ… การที่มนุษย์คิดได้ แต่ไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตนคิดออกมา นี่คือ การทรมาน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต การคิดเป็นเสรีภาพอันสัมบูรณ์ของมนุษย์ ที่อำนาจรัฐไม่มีวันจำกัดได้ อำนาจรัฐจึงทำได้เพียงสร้างกลไกมาบีบคั้นไม่ให้มนุษย์ได้แสดงออกซึ่งความคิดเท่านั้น แต่ห้ามมิให้มนุษย์คิดไม่ได้ กลไกรัฐที่ห้ามแสดงออกซึ่งความคิด นานวันเข้าก็แนบเนียนขึ้น จนกลายเป็นการห้ามคิด เมื่อคนถูกห้ามแสดงออกซึ่งความคิดมากขึ้น ในท้ายที่สุด คนก็จะเลิกคิดไปโดยไม่รู้ตัว Michel Foucault กล่าวไว้ว่า “การห้าม” แสดงออกได้ตั้งแต่ การที่เราไม่มีสิทธิที่จะพูดได้ทั้งหมด การที่เราไม่สามารถพูดทุกสิ่งทุกอย่างได้ในทุกสถานการณ์ และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถพูดถึงเรื่องอะไรก็ได้ ในสังคมของเรานี้ จึงมี  1.เรื่องต้องห้ามที่ห้ามพูดถึง  2.สถานการณ์ที่ห้ามพูด  3.สิทธิพิเศษหรือเรื่องบางเรื่องที่สงวนไว้ให้แก่บางคนเท่านั้นที่พูดได้ วิธีการห้ามปรากฏได้ในสองรูปแบบใหญ่ๆ รูปแบบแรก การห้ามผ่านระบบกฎหมาย รูปแบบที่สอง การห้ามผ่านอุดมการณ์ ความคิด วัฒนธรรม ในรูปแบบแรก ได้แก่ การตรากฎหมายห้าม กำหนดบทลงโทษ ใช้กลไกรัฐเข้าจับกุมปราบปราม ตำรวจ ทหาร ศาล นอกจากการตรากฎหมายห้ามแล้ว ยังมีการใช้กฎหมายแบบไม่แน่นอนชัดเจน จนคนไม่แน่ใจ จึงเลือกเซ็นเซอร์ตนเอง ในวรรณกรรมเรื่อง “คดีความ” ของฟรานซ์ คาฟคา K ตื่นขึ้นมาพร้อมกับการถูกจับกุมโดยชาย 2 คน โดยไม่รู้ว่าตนทำความผิดอะไร นับแต่นั้น K ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีเสรีภาพแบบชั่วคราว เขายังคงมีเสรีภาพไปไหนมาไหนได้ตามปกติ เพียงแต่ว่ามันเป็นเสรีภาพภายใต้คดีความ K ต้องเผชิญหน้ากับกระบวนพิจารณาคดีที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ต้องพบเจอผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ ทนายความ พระ คนเขียนภาพ ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเขา ในโลกอันแสนวิปริตวิปลาสของ K เขาต้องประสบกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่องค์กรเหล่านั้นใช้บังคับกับเขาโดยไม่รับประกันความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย ในท้ายที่สุด ความไม่มั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมายนั้นเองนำพา K ไปสู่โศกนาฏกรรม การห้ามในรูปแบบที่สอง ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจและสังคม ระเบียบโลกแบบทุนนิยมถึงขีดสุด ลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่กระตุ้นให้คนสนใจแต่การบริโภคโดยไม่คิดถึงอะไร สภาพเช่นนี้ส่งผลให้คนจำนวนมากสนใจแต่เพียงการหารายได้ สร้างความมั่งคั่ง เพื่อนำมาบริโภค จนไม่สนใจเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ไม่สนใจต่อต้านกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม มุ่งเพียงแต่ “อยู่เป็น” ไปเรื่อยๆ ในแง่ของอุดมการณ์หรือวัฒนธรรมก็เช่นกัน มนุษย์อาจถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ที่อำนาจนำที่ยึดครองรัฐสร้างขึ้นครอบเอาไว้ เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังถูกละเมิดเสรีภาพ เราคิดว่าเรามีเสรีภาพ เราเชื่อว่าเราตัดสินใจเลือกกระทำอย่างหนึ่งหรือไม่กระทำอย่างหนึ่งอย่างอิสระ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราถูกอุดมการณ์-วัฒนธรรมครอบงำอยู่ เราหลงระเริงว่าเรามีเสรีภาพ สนุกกับการใช้เสรีภาพ แต่เสรีภาพที่เราคิดว่ามีและใช้อยู่นั้นกลับพาเราไปสู่การจำนน การห้ามในรูปแบบที่สองนี้แนบเนียนและยั่งยืนกว่ารูปแบบแรก รูปแบบแรก คนยอมเพราะเห็นว่ากฎหมายห้าม คนเชื่อฟังเพราะกลัวถูกลงโทษ อำนาจรัฐปรากฏให้เห็นชัด ความรุนแรงแปลงสภาพเป็นกฎหมายเพื่อใช้ปราบปราม แต่รูปแบบที่สองนั้น มาแบบซึมลึกเข้าไปในสมอง เข้าไปในจิตสำนึก

“ความสุขสมอันขมขื่นจะบังเกิด แลกด้วยความเหนื่อยล้าประดามี”

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์บทกวีของกวีชาวฝรั่งเศสผู้มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 19 พร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย รายละเอียดมีดังนี้ …   « Le monde ne marche que par le malentendu. C’est par le malentendu universel que tout le monde s’accorde. Car si, par malheur, on se comprenait, on ne pourrait jamais s’accorder. L’homme d’esprit, celui qui ne s’accordera jamais avec personne, doit s’appliquer à aimer la conversation des imbéciles et la lecture des mauvais livres. Il en tirera des jouissances amères qui compenseront largement sa fatigue »   “โลกดำเนินอยู่ได้ก็ด้วยความเข้าใจผิด ความเข้าใจผิดสากลที่ทุกคนยอมรับ ความเข้าใจผิด ที่หากเราโชคร้าย ไปเข้าใจมันเข้า เราจะไม่มีวันยอมรับมันเป็นอันขาด คนฉลาด ผู้ไม่มีทางยอมใคร กลับจำต้องรู้จักรักในการสนทนากับคนปัญญาอ่อน กลับจำต้องรู้จักพิสมัยการอ่านหนังสือห่วยแตก ความสุขสมอันขมขื่นจะบังเกิด แลกด้วยความเหนื่อยล้าประดามี” (Charles Baudelaire, Mon coeur mis à nu, 1864)

เก็บตกบรรยากาศ “อีสานใต้”

              30 ตุลาคม 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เล่าจุดประสงค์และสิ่งที่ได้พบเจอจากการเดินทางไปพื้นที่อีสานใต้  รายละเอียดมีดังนี้ … “ผมเดินทางไปพื้นที่อีสานใต้ เมื่อวันที่ 22 – 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเหนื่อยแต่สนุกมากๆ ครับ ได้รับฟังปัญหาหลากหลายจากพ่อแม่พี่น้อง ได้พบปะคนที่สนใจมาสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ได้พูดคุยและทำความเข้าใจกับผู้สนใจสมัครเป็นคณะทำงานจังหวัด รวมถึงผู้สนใจสมัครลงแข่งขันไพรมารี เป็นตัวแทน ส.ส.ในนามของพรรคด้วย     ผมเริ่มต้นทริปนี้ที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นจังหวัดน้องใหม่ ที่เราเพิ่งได้มาทำการเปิดศูนย์ประสานงานพรรค วันต่อมาเดินทางไป จังหวัดสุรินทร์ คนเยอะมากจนที่นั่งในห้องประชุมของสวนป่ารีสอร์ทที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ ก่อนกลับเพิ่งได้ทราบว่า เจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่อย่างเต็มที่เหมือนกัน     เหนืออื่นใด สิ่งที่ประทับใจมาก ตอนอยู่ จังหวัดสุรินทร์ ผมได้ไปเห็น “อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ของคณะราษฎร ในช่วงนั้นมีการก่อสร้างอนุสาวรีย์หลายแห่ง โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีความตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยอย่างมาก ใช่เพียงแต่มีอนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ หากยังมีการจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติ (ขณะนั้นคือวันที่ 24 มิถุนายน) มีการตกแต่งบ้านเรือน ร้านค้า สถานที่ราชการต่างๆ มีงานบุญ งานวัด สนุกสนานครื้นเครง     น่าเสียดาย วันนี้บรรยากาศแบบนั้นไม่มีแล้ว ส่วนอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง เพราะ “การเมืองของการทำให้ลืม” ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังที่นักวิชาการท่านหนึ่ง ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวของสถาปัตยกรรมคณะราษฎร เคยบอกไว้ว่า “การรื้อ”  โดยที่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับคณะราษฎรแล้วจึงรื้อนั้น ซื่อและตรงไป ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าคือ “การรื้อโดยไม่รู้” นี่แสดงถึงความสำเร็จของ “การเมืองของการทำให้ลืม” จนกระทั่ง “ทำลายโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำลาย เป็นปฏิบัติการทางการเมือง โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองปฏิบัติการทางการเมือง”     จาก จังหวัดสุรินทร์ ผมไปต่อที่ จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานี ทั้ง 2 แห่งนี้ มีโอกาสได้กลับไปซึมซับบรรยากาศเก่าๆ นั่นคือ การสอนหนังสือ การบรรยายงานวิชาการให้นักศึกษาได้ฟัง ต้องขอบคุณ วิทยาลัยกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ให้เกียรติเชิญครับ     ทั้งนี้ที่ จังหวัดอุบลราชธานี อย่างที่ได้เคยบอกไปแล้ว บรรยากาศตอนเดินแจกโบรชัวร์แนะนำพรรค และเชิญชวนประชาชนมาสมัครสมาชิก เรายืนยันว่าประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง คสช.   ต้องปลดล็อกทางการเมือง ให้ทุกพรรคสามารถจัดกิจกรรมได้อย่างเสรี ไม่ใช่ปล่อยให้มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ มาติดตามถ่ายรูปเราขณะเดินพบปะพี่น้องประชาชนอย่างที่เกิดขึ้น     สำหรับจังหวัดสุดท้ายที่ผมไปในทริปนี้คือ จังหวัดอำนาจเจริญ แม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่การต้อนรับก็อบอุ่น หลายคนร่วมนำเสนอปัญหา แสดงความคิดเห็น เป็นบรรยากาศแห่งการมีส่วนร่วม เป็นบรรยากาศแห่งประชาธิปไตย ที่เราอยากเห็นจริงๆ ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคน ขอบคุณคณะทำงานที่มีส่วนร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ  ผมจะพยายามเดินทางไปให้ครบทุกจังหวัด ด้วยจุดประสงค์ 1.รับสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ 2.รับสมัครคณะทำงานจังหวัด และ 3.รับสมัครผู้ประสงค์ลงแข่งขันไพรมารีโหวต เพื่อเป็นตัวแทนลงสมัคร ส.ส.ของพรรค จังหวัดไหนอยากให้ผมไปเยือน แจ้งข่าวคราวกันเข้ามาได้ ยินดีมากๆ ครับ  

พรรคอนาคตใหม่เปิดกว้างให้ทุกคนเสนอตัวเป็นผู้ลงสมัคร ส.ส.ของพรรค

27 ตุลาคม 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ด้วยการรับสมัครผู้ประสงค์จะลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ในนามพรรค โดยต้องผ่านการทำไพรมารีโหวตโดยสมาชิกพรรคให้ได้เสียก่อน รายละเอียดมีดังนี้ … “วันนี้ผมร่วมแถลงพร้อมกับ คุณรณวิต หล่อเลิศสุนทร รองห้วหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่งานเปิดบ้านรับผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ที่สำนักงานพรรคอนาคตใหม่ ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า จนถึงวันนี้ ผม คุณธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยตอบตกลงว่าใครจะได้เป็นผู้ลงสมัคร ส.ส. ของพรรค พรรคอนาคตใหม่ยินดีเปิดรับผู้สมัครทุกคนเพื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อแข่งขันการเลือกตั้งไพรมารี เรายืนยันว่าการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ ยึดหลักการเปิดกว้างให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม คัดเลือกบุคคลผู้มีอุดมการณ์ แนวคิด พฤติกรรม สอดคล้องกับพรรค และให้สมาชิกพรรคในแต่ละพื้นที่ได้เลือกผู้สมัครในเขตของตน     แม้ว่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. และการทำไพรมารีโหวตของพรรคอนาคตใหม่จะใช้เวลานาน หลายคนบอกว่าเป็นความเสียเปรียบ เพราะเราจะมีผู้สมัคร ส.ส. ชัดเจน ช้ากว่าพรรคอื่น แต่ผมเห็นว่าเป็นข้อได้เปรียบ เพราะถึงแม้จะเสียเวลา แต่คุ้มค่ากับการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ ที่ทุกคนสามารถก้าวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้     คุณไม่จำเป็นต้องเป็นลูกเศรษฐี ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการ ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูง ไม่จำเป็นต้องมียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลการเมือง ก็สามารถเป็นผู้ลงสมัคร ส.ส. ได้ และทำให้การตัดสินใจในพรรคไม่ถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่คน”

1 9 10 11 12 13