fbpx

ปิยบุตร แสงกนกกุล

ข้อกังวลเรื่องรูปถ่ายบนป้ายหาเสียง ตอบข้อข้องใจกรณีไพรมารีโหวต

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจเมื่อวันที่ 19 ธีนวาคม 2561 ย้ำถึงสิทธิเสรีภาพที่พึงมีเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง และชี้แจงอีกครั้งถึงเรื่องการหยั่งเสียงภายในพรรคอนาคตใหม่ เพื่อหาผู้สมัครลงแข่งขันการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนถัดจากนั้น  รายละเอียดมีดังนี้ … เช้านี้ผมเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าหารือประเด็นข้อกฎหมายการใช้ป้ายหาเสียง พรรคอนาคตใหม่ มีข้อกังวลจากกฎการติดตั้งป้ายหาเสียงที่ กกต. เสนอให้ติดรูปเฉพาะหัวหน้าพรรค ส่วนภาพของผู้สมัครบัญชีรายชื่อจะสามารถติดตั้งได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ถือว่าไม่ครอบคลุม ผมมองว่าการติดป้ายหาเสียงเป็นเสรีภาพทางการเมือง เมื่อเปิดให้มีการแข่งขันแล้ว กกต.  ควรตีความกฎหมายให้เสรีภาพเป็นเรื่องหลักแก่พรรคการเมือง เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือก     นอกจากนี้การซื้อสื่อโซเชียลมีเดียก็เป็นเรื่องน่ากังวล ควรมีการเปิดให้ซื้อสื่อในโซเชียลมีเดีย  เพราะหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง อาจจะซื้อโฆษณาโซเชียลมีเดียไม่ได้ แต่ซื้อสื่ออื่นได้โดยใช้งบประมาณรวมกันในการหาเสียง     ผู้สื่อข่าวได้ถามผมถึงข่าวปัญหาการทำไพรมารีโหวตของพรรคอนาคตใหม่ ผมจึงได้ยืนยันอีกครั้งว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการประชาธิปไตย เป็นกระบวนการในการกระจายอำนาจ ถือเป็นวิธีการคัดกรองแบบใหม่ในการเมืองไทย พรรคเปิดให้คนมีส่วนร่วมมากที่สุด  ซึ่งยอมรับว่ามีคนเจตนาไม่ดีแฝงตัวเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคและเสนอตัวเป็น ส.ส. แต่มีแนวคิดอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ส่วนที่มีปัญหานั้นเป็นกระบวนการคัดเลือกบุคคลจากคณะกรรมการสรรหา ที่คัดจาก 700 คน เหลือ 400 คน แน่นอนว่ามี 300 คนที่อาจไม่พอใจ และให้ข้อมูลกับสื่อ  แต่พรรคต้องการตัวแทนที่มีทัศนคติสอดคล้อง โดยตรวจสอบประวัติ ทัศนคติ สัมภาษณ์ ทำแบบทดสอบ ซึ่งทางพรรคเก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด  

(คลิป) กระจายอำนาจ ยุติระบบราชการรวมศูนย์

ยุติระบบราชการรวมศูนย์: กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ [ กระจายอำนาจ ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ]พรรคอนาคตใหม่ มีนโยบายที่จะผลักดัน แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบประเทศไทยเริ่มต้นการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เมื่อเริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 โดยหลังจากนั้นในปี 2542 ก็มี พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมา หากแต่ต้องมาสะดุดหยุดลงเพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสุดท้ายอำนาจที่กระจายไปสู่ท้องถิ่นก็ถูกดึงถอยกลับไปรวมศูนย์อยู่กับส่วนกลาง ภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557หลักการกระจายอำนาจ 5 ข้อ ต่อไปนี้จึงไม่เกิดขึ้น คือ 1. องค์กรท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 2.อำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะในท้องถิ่น 3.งบประมาณ รายได้ และความมีอิสระในการบริหารงบประมาณ 4.บุคลากรและการบริหารที่มีความอิสระ และ 5.การกำกับดูแลโดยราชการส่วนกลาง มีอำนาจให้การทำงานท้องถิ่นเป็นไปตามกฎหมายถึงวันนี้ท้องถิ่นไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปีแล้ว รายได้ก็มีไม่เพียงพอ บุคลากรก็น้อยมากเมื่อเทียบกับราชการส่วนกลาง อำนาจหรือความเป็นอิสระในพื้นที่ตนเองก็ยังพบว่าถูกราชการส่วนกลางและภูมิภาคแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาเรื่องของระบบราชการรวมศูนย์ในประเทศไทยพรรคอนาคตใหม่มีนโยบายยุติระบบราชการรวมศูนย์ผ่าน 8 มาตรการต่อไปนี้ 1.จัดการกฎหมายของ คสช. ที่ขัดขวางการกระจายอำนาย 2.การรับรองหลักการพื้นฐานเรื่องการกระจายอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ 3.การเลือกตั้งท้องถิ่น 4.แก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างราชการส่วนภูมิภาคกับราชการส่วนท้องถิ่น 5.เพิ่มเงินและคนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6.การผลักดันให้จังหวัดที่มีความพร้อมยกระดับขึ้นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 7.การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8.เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามรายละเอียดได้ในคลิปนี้จากงานแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ครับ #พรรคอนาคตใหม่ #คนเท่าเทียมกัน #ไทยเท่าทันโลก 由 Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2018年12月18日周二   หลังจากพรรคอนาคตใหม่ได้แถลงนโยบายพรรคในงาน ‘เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต’ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้โพสต์ถึงหนึ่งในนโยบายเพื่อเน้นความสำคัญอีกครั้ง เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561  รายละเอียดมีดังนี้ … พรรคอนาคตใหม่ มีนโยบายที่จะผลักดัน แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ ประเทศไทยเริ่มต้นการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เมื่อเริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 โดยหลังจากนั้นในปี 2542 ก็มี พรบ.  กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามมา หากแต่ต้องมาสะดุดหยุดลงเพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสุดท้ายอำนาจที่กระจายไปสู่ท้องถิ่นก็ถูกดึงถอยกลับไปรวมศูนย์อยู่กับส่วนกลาง ภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 หลักการกระจายอำนาจ 5 ข้อ ต่อไปนี้จึงไม่เกิดขึ้น คือ 1. องค์กรท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 2.อำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะในท้องถิ่น 3.งบประมาณ รายได้ และความมีอิสระในการบริหารงบประมาณ 4.บุคลากรและการบริหารที่มีความอิสระ และ 5.การกำกับดูแลโดยราชการส่วนกลาง มีอำนาจให้การทำงานท้องถิ่นเป็นไปตามกฎหมาย ถึงวันนี้ท้องถิ่นไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปีแล้ว รายได้ก็มีไม่เพียงพอ บุคลากรก็น้อยมากเมื่อเทียบกับราชการส่วนกลาง อำนาจหรือความเป็นอิสระในพื้นที่ตนเองก็ยังพบว่าถูกราชการส่วนกลางและภูมิภาคแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาเรื่องของระบบราชการรวมศูนย์ในประเทศไทย พรรคอนาคตใหม่มีนโยบายยุติระบบราชการรวมศูนย์ผ่าน 8 มาตรการต่อไปนี้ 1.จัดการกฎหมายของ คสช.  ที่ขัดขวางการกระจายอำนาย 2.การรับรองหลักการพื้นฐานเรื่องการกระจายอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ 3.การเลือกตั้งท้องถิ่น 4.แก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างราชการส่วนภูมิภาคกับราชการส่วนท้องถิ่น 5.เพิ่มเงินและคนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6.การผลักดันให้จังหวัดที่มีความพร้อมยกระดับขึ้นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 7.การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8.เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามรายละเอียดได้ในคลิปนี้จากงานแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ครับ

(คลิป) ชี้แจงความสงสัยกรณีไม่มีชื่อปรากฏในการหยั่งเสียงภายในพรรคอนาคตใหม่

ไพรมารีโหวต จาก #คืนวันศุกร์ให้ประชาชน 14 ธ.ค. จากกรณีที่ผู้เสนอตัวและแสดงความประสงค์เป็นผู้ลงสมัคร ส.ส. ในนามของ #พรรคอนาคตใหม่ ไม่มีรายชื่อในการหยั่งเสียงภายในหรือไพรมารีโหวต แล้วไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองไม่มีรายชื่อผมได้ชี้แจงถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในรายการ #คืนวันศุกร์ให้ประชาชน คืนนี้ว่าพรรคอนาคตใหม่ใช้ 3 หลักการร่วมกันในการพิจารณา คือ 1.การเปิดกว้าง ให้สมาชิกทุกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย มีสิทธิ์เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครได้ 2. อุดมการณ์แนวคิด คุณค่าพื้นฐานเดียวกัน ซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ ตรวจสอบประวัติ ทัศนคติ บุคลิก รวมถึงลักษณะที่เหมาะสมในการที่จะเป็น ส.ส. 3. การมีส่วนร่วมจากสมาชิกพรรค ซึ่งนั่นก็คือไพรมารีโหวตโดย ทั้ง 3 กติกานี้ได้เคยชี้แจงให้สมาชิกทุกคน ให้ผู้เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครได้ทราบตั้งแต่เราเปิดรับสมัครเมื่อเดือนตุลาคม จากนั้นก็ได้มีคนเสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครทั้งหมด 700 คนซึ่งคณะกรรมการสรรหา ตามที่ประชุมใหญ่ของพรรคเลือกมาจำนวน 11 คน มีหน้าที่คัดกรองเบื้องต้น ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดกรองอยู่ที่ 417 คน และนี่คือจำนวนผู้ที่ได้เข้าไปแข่งขันไพรมารีโหวตผ่านระบบออนไลน์ของพรรค ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้อย่างไรก็ตามเมื่อได้ผลไพรมารีแล้ว จะต้องนำไปรับความฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด สมาชิกพรรค แล้วเอาความเห็นกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรคคัดเลือกว่า ใครจะได้เป็น ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค นี่คือขั้นตอนของเราที่ผสมผสานกัน โดยสรุปก็คือ เปิดโอกาส คัดกรอง และหยั่งเสียงรับฟังสมาชิกผ่านการไพรมารีโหวตทั้งนี้สำหรับผู้เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัคร แล้วไม่ได้ผ่านการคัดกรองตามกระบวนการ ไม่มีรายชื่อในการไพรมารีโหวตนั้น ต้องขอชี้แจ้งให้ทราบว่า นี่เป็นกระบวนการของพรรคที่เราออกแบบมา ซึ่งผมเองหรือคุณธนาธร ก็เคยชี้แจงเรื่องกระบวนการทั้งหมดนี้ ตั้งแต่มีการเปิดรับสมัคร และชี้แจงอยู่เรื่อยๆ ทั้งภายใน หรือแม้กระทั่งการแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนรายการ #คืนวันศุกร์ให้ประชาชน วันที่ 14 ธันวาคม (แบบเต็ม) : https://goo.gl/B7S7rGโพสของผมถึงการประกาศรายชื่อผู้เข้ารับการหยั่งเสียงเบื้องต้นภายในพรรค (ไพรมารีโหวต) วันที่ 12 ธันวาคม : https://goo.gl/mqvu5iวิดิโอจากงานแถลงข่าวเรื่องการเปิดรับผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ : https://goo.gl/7TX6RLวิดิโออธิบายกระบวนการ ขั้นตอนการคัดกรอง และทำไพรมารีโหวต ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ (ฉบับเต็ม) : https://goo.gl/THSdnj 由 Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2018年12月14日周五   ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เพื่ออธิบายกรณีผู้สมัครลงไพรมารีโหวต แต่ไม่มีรายชื่อในการแข่งขันดังกล่าว รายละเอียดมีดังนี้ … จากกรณีที่ผู้เสนอตัวและแสดงความประสงค์เป็นผู้ลงสมัคร ส.ส. ในนามของ พรรคอนาคตใหม่  ไม่มีรายชื่อในการหยั่งเสียงภายในหรือไพรมารีโหวต แล้วไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองไม่มีรายชื่อ ผมได้ชี้แจงถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในรายการคืนวันศุกร์ให้ประชาชนคืนนี้ว่า  พรรคอนาคตใหม่ใช้ 3 หลักการร่วมกันในการพิจารณา คือ 1.การเปิดกว้าง ให้สมาชิกทุกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย มีสิทธิ์เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครได้ 2.  อุดมการณ์แนวคิด คุณค่าพื้นฐานเดียวกัน ซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ ตรวจสอบประวัติ ทัศนคติ บุคลิก รวมถึงลักษณะที่เหมาะสมในการที่จะเป็น ส.ส. 3. การมีส่วนร่วมจากสมาชิกพรรค ซึ่งนั่นก็คือไพรมารีโหวต โดย ทั้ง 3 กติกานี้ได้เคยชี้แจงให้สมาชิกทุกคน ให้ผู้เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครได้ทราบตั้งแต่เราเปิดรับสมัครเมื่อเดือนตุลาคม จากนั้นก็ได้มีคนเสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครทั้งหมด 700 คน ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ตามที่ประชุมใหญ่ของพรรคเลือกมาจำนวน 11 คน มีหน้าที่คัดกรองเบื้องต้น ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดกรองอยู่ที่ 417 คน และนี่คือจำนวนผู้ที่ได้เข้าไปแข่งขันไพรมารีโหวตผ่านระบบออนไลน์ของพรรค ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อได้ผลไพรมารีแล้ว จะต้องนำไปรับความฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด สมาชิกพรรค แล้วเอาความเห็นกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรคคัดเลือกว่า ใครจะได้เป็น ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค นี่คือขั้นตอนของเราที่ผสมผสานกัน โดยสรุปก็คือ เปิดโอกาส คัดกรอง และหยั่งเสียงรับฟังสมาชิกผ่านการไพรมารีโหวต ทั้งนี้สำหรับผู้เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์ลงสมัคร แล้วไม่ได้ผ่านการคัดกรองตามกระบวนการ ไม่มีรายชื่อในการไพรมารีโหวตนั้น ต้องขอชี้แจงให้ทราบว่า นี่เป็นกระบวนการของพรรคที่เราออกแบบมา ซึ่งผมเองหรือคุณธนาธร ก็เคยชี้แจงเรื่องกระบวนการทั้งหมดนี้ ตั้งแต่มีการเปิดรับสมัคร และชี้แจงอยู่เรื่อยๆ ทั้งภายใน หรือแม้กระทั่งการแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชน   รายการ คืนวันศุกร์ให้ประชาชน วันที่ 14 ธันวาคม (แบบเต็ม) :  คืนวันศุกร์ให้ประชาชน 14 ธันวาคม 2561 #คืนวันศุกร์ให้ประชาชน คืนนี้ คุยเรื่องเด่นประเด็นร้อนประจำสัปดาห์กลางเดือนธันวาคม กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เตรียมการโหวตไพรมารี วันที่ 21 ธ.ค. นี้ ประกาศรายชื่อ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่

  12 ธันวาคม 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจถึงผู้ประสงค์จะลงสมัครแข่งขันไพรมารีโหวตหรือการหยั่งเสียงเบื้องต้นภายในพรรค เพื่อลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป ด้วยการทำการเมืองแบบใหม่ รายละเอียดมีดังนี้ …  ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง เราอาจเห็นข่าวการย้ายพรรค การดูด ส.ส. เราอาจเห็นภาพ อดีต ส.ส. อดีตนักการเมือง ไปสมัครสมาชิกพรรค แล้วมีแกนนำพรรคมาต้อนรับใส่เสื้อคลุมให้ แต่กลับไม่มีข่าวเหล่านี้มาจากพรรคอนาคตใหม่เลย สื่อมวลชนถามกันเข้ามามากว่าผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่มีใครบ้าง มี “บิ๊กเนม” บ้างหรือไม่ มีอดีต ส.ส.หรือไม่ พรรคอนาคตใหม่กำลังดำเนินการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. อยู่ครับ แต่เราเลือกด้วยวิธีการแตกต่างจากเดิม นับตั้งแต่เปิดรับสมัครในวันที่ 18 ตุลาคม มีสมาชิกพรรคที่สนใจเสนอตัวเข้าคัดเลือกเป็นผู้สมัคร ส.ส.เกือบ 700 คน และเกือบทั้งหมด เป็น “คนหน้าใหม่” หรือ newcomer ในการเมืองไทย หลายคนไม่ได้เป็นคอการเมือง หลายคนไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะลงสมัคร ส.ส. แต่เมื่อพรรคอนาคตใหม่กำเนิดขึ้น ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน คณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินการคัดเลือกผู้สมัครเกือบ 700 คน โดยพิจารณาจากการสัมภาษณ์ การทำแบบทดสอบ การตรวจสอบประวัติ บุคลิก พฤติกรรม ทัศนคติ แนวคิดในการทำงาน ประกอบกับการคำนึงถึงยุทธศาสตร์ของพรรคในแต่ละพื้นที่ด้วย จนเราได้บุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้เข้ารับการหยั่งเสียงเบื้องต้นภายในพรรค หรือ Primary Vote รวมทั้งสิ้น 417 คน โดยมีเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้เข้ารับการหยั่งเสียง จำนวน 34 เขต เขตเลือกตั้งที่มีผู้เข้ารับการหยั่งเสียงคนเดียว จำนวน 230 เขต และเขตเลือกตั้งที่มีผู้เข้ารับการหยั่งเสียงเกิน 1 คน มีจำนวน 86 เขต ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ขั้นตอนการไพรมารีโหวต โดยสมาชิกพรรคมีสิทธิลงคะแนนหยั่งเสียงผ่านระบบออนไลน์บนเว็บไซต์ของพรรคได้ในวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้ เมื่อได้ทราบผลการหยั่งเสียง เราจะนำรายชื่อจากแต่ละเขต ไปรับฟังความเห็นจากคณะกรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เพื่อให้คณะกรรมการบริหารพรรคนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าใครคือผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเราคาดหมายว่าวันที่ 21 ธันวาคมนี้ พรรคอนาคตใหม่จะสามารถประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคได้ทั้งหมด   การคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ยึดหลักการ 3 ข้อ ข้อแรก การเปิดกว้าง สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ทุกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายมีสิทธิเสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องเคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตระกูลการเมือง ไม่จำเป็นต้องมีฐานคะแนนในพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาสูง ไม่จำเป็นต้องร่ำรวย ทุกคนมีสิทธิเสนอตัวเข้าสมัครได้ด้วยกันทั้งหมด ข้อสอง อุดมการณ์และแนวทางของพรรค ผู้สมัครต้องมีอุดมการณ์สอดคล้องกับพรรค มีแนวทางการทำงานสอดคล้องกับพรรค มีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามคุณค่าพื้นฐานของพรรค ข้อสาม การมีส่วนร่วมของสมาชิก การตัดสินใจคัดเลือกใครเป็นผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคอนาคตใหม่ จะต้องคำนึงถึงเสียงของสมาชิกด้วย โดยสมาชิกมีสิทธิออกเสียงในการหยั่งเสียงเบื้องต้นภายในพรรคหรือไพรมารีโหวต พรรคอนาคตใหม่ต้องการนำวิธีการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. แบบใหม่มาใช้ในการเมืองไทย เราต้องการเปิดโอกาสให้กับคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง คนที่อยากกำหนด “อนาคตใหม่” ไปด้วยกัน พร้อมๆกับคัดเลือกคนที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของพรรค มีอุดมการณ์ แนวทางการทำงานที่สอดคล้องกับพรรค โดยให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้นภายในพรรค วิธีการเช่นนี้จะช่วยปรับภูมิทัศน์การเมืองไทยให้พ้นไปจากการเมืองแบบเดิม การเมืองต้องเป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่ผูกขาดโดยตระกูลการเมือง การเมืองต้องร้อยรัดกันด้วยอุดมการณ์ แนวคิด แนวทางการทำงาน ไม่ใช่เชื่อมโยงกันด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือเครือข่ายอุปถัมภ์

ปลดล็อกที่ไม่ปลดล็อก

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 อธิบายถึงอำนาจคำสั่ง คสช. ที่ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อยกเลิกประกาศคำสั่ง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ … แม้ยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. บางฉบับไปแล้ว พรรคการเมืองอาจได้ “ปลดล็อก”  แต่ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย กลับยังคงถูกล็อกด้วย “โซ่ตรวน” ในนามของ “คดีความ” ต่อไป ประชาชนเหล่านี้ คือ ผู้รักประชาธิปไตย ออกไปใช้เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นเสรีภาพของมนุษย์ทุกคน ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด เพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทหาร แต่กลับต้องแบกรับคดีความเอาไว้ ราวกับพวกเขาเป็นอาชญากร ทั้งๆ ที่ คสช.  ต่างหากที่ละเมิดกฎหมายสูงสุดของประเทศ ฉีกรัฐธรรมนูญด้วยกำลังทหาร มีความผิดฐานกบฏตาม ป. อาญา มาตรา 113 แต่ตั้งตนเป็น “กฎหมาย” นิรโทษกรรมตนเอง  ในคำสั่งหัวหน้า คสช. ล่าสุด เมื่อยกเลิกประกาศ คำสั่ง คสช. ที่กำหนดความผิดและโทษไปแล้ว ตามหลักกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญ เมื่อกฎหมายที่กำหนดฐานความผิดและโทษถูกยกเลิกไป การดำเนินคดีต่างๆ ตามกฎหมายนั้นก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย ซึ่งนักกฎหมาย คสช. ย่อมทราบดี จึงจงใจเขียนยกเว้นไว้ว่า คดีใดที่ดำเนินอยู่ก็ให้ดำเนินคดีต่อไป การเขียนยกเว้นไว้เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติมองประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.  เป็นฝ่ายตรงข้าม ต้องดำเนินคดีให้หลาบจำ เรายืนยันว่า ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ที่ถูกดำเนิน “คดีการเมือง” ในยุคสมัยของ คสช.  ต้องได้รับความยุติธรรม ต้องไม่ถูกดำเนินคดีต่อไป พวกเขาคือผู้บริสุทธิ์ ต้องทำให้ประกาศ คำสั่ง คสช. ที่อยุติธรรมเหล่านี้เป็นโมฆะ คืนความเป็นธรรมให้แก่ “เหยื่อ” ที่ถูกดำเนินคดีจากการต่อต้าน คสช.  การเลือกตั้ง 24 ก.พ. 62 คสช. ไม่ใช่ “คนกลาง” แต่เป็นคู่ขัดแย้ง  เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในการเมืองไทย การกำหนดให้ดำเนินคดีกับประชาชนต่อ เป็นประจักษ์พยานชั้นดี ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ เดิมพันสำคัญ คือ เราต้องยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช. ให้จงได้

ข้อคิดเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

  10 ธันวาคม 2561 วันรัฐธรรมนูญ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงวันสำคัญนี้ … ทำไมประเทศไทยจึงมีรัฐธรรมนูญจำนวนมากติดอันดับโลก?  ทำไมประเทศไทยจึงมีรัฐประหารทำลายรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง? เราอธิบายปรากฏการณ์เรื่องนี้ได้ 3 ประการ ดังนี้ … ประการแรก เรายังไม่จัดการปัญหาเรื่อง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ให้กระจ่างชัด อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของใครกันแน่? อำนาจในการตัดสินใจกำหนดรูปแบบการเมืองการปกครองที่ตนปรารถนานั้น เป็นของประชาชนหรือไม่? เราท่องจำต่อๆกันว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เราเชื่อต่อๆกันมาว่าการปฏิรูปการเมืองต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เราไม่มีจิตสำนึกว่ารัฐธรรมนูญเป็น “ผลผลิต” ของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบ เพื่อให้ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตัวจริงได้แสดงศักยภาพของตนผ่านการตัดสินใจฝ่ายเดียวเพื่อกำหนดรูปแบบทางการเมืองที่ตนปรารถนา  เราไม่เคยพิจารณาว่า รัฐธรรมนูญเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อแตกหักทางประวัติศาสตร์กับชีวิตรัฐแบบเก่าเพื่อเข้าสู่ชีวิตรัฐแบบใหม่ ในขณะที่มีปัญหาความไม่ชัดเจนว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” เป็นของใครกันแน่? แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ประเด็นปัญหาพื้นฐานนี้ก็ถูกละเลย แล้วหันไปสนใจ “นำเข้า” องค์กรตรวจสอบแบบตะวันตก (ซึ่งตะวันตกสร้างความชัดเจนมานานแล้วว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ) เข้ามาใช้ “ตกแต่ง” ให้หน้าตาของระบอบการเมืองไทยแลดูเป็นสากล แลดูเป็นเสรีประชาธิปไตย  นักยกร่างรัฐธรรมนูญทุ่มเทพลังไปกับการถกเถียงเรื่องโครงสร้างทางการเมือง จะมีกี่สภา ที่มาของสภามาจากไหน เลือกตั้งในระบบใด รัฐภากับรัฐบาลจะสัมพันธ์กันอย่างไร จะขจัดนักการเมืองโกงอย่างไร จะสร้างองค์กรอิสระใหม่ๆเข้ามาตรวจสอบนักการเมืองอย่างไร ส่วนปัญหาพื้นฐานเรื่องผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่เคยถูกทำให้กระจ่าง บ้างก็ว่าปัญหานี้จบไปแล้ว หรือบ้างก็ไม่เห็นว่าปัญหานี้สำคัญแต่อย่างใด เมื่อมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญจึงถูกลดทอนคุณค่ากลายเป็นเพียง “เครื่องมือ” หรือ “วัสดุอุปกรณ์” เมื่อใช้รัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ เกิดเสีย ก็ต้องซ่อม เมื่อซ่อมกันเองไม่ได้ ก็ต้องตามช่างพิเศษอย่างคณะรัฐประหารเข้ามา ความหวงแหนใน “รัฐธรรมนูญ” จึงมีน้อย  ข้อความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผ่านการปฏิวัติสยาม จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยยกระดับขึ้นไปถึงประเด็นปัญหาอันเป็น “หัวใจ” สำคัญ คือ อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvoir constituant originaire)  การกลับไปค้นหาอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvoir constituant originaire) และผู้ทรงอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญตัวจริง จึงเป็นประเด็นปัญหาสำคัญแห่งยุคสมัย … ประการที่สอง ระบบรัฐธรรมนูญไทย ระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันต่างๆที่ใช้อำนาจรัฐนั้น ถูกจัดวางไว้อย่างไม่ได้ดุลยภาพอย่างยิ่ง หากเรายึดถือ “ทฤษฎีความเป็นจริงแห่งการตีความกฎหมาย” ของ Michel Troper แล้ว “รัฐธรรมนูญ” ไม่ได้เป็นกฎหมายสูงสุด ต่อให้อยากให้มันเป็น มันก็ไม่มีวันที่มีทางเป็นได้ ต่อให้ออกแบบองค์กรพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้อย่างไร มันก็ไม่มีทางเป็นได้ เพราะ สุดท้ายแล้ว “ตัวบท” หรือ text ที่บรรจุอยู่ในเอกสารที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญนั้น จะมีผลจริงก็ต่อเมื่อมีองค์กรผู้มีอำนาจ “ตีความ” และนำมันไปใช้ และการตีความ ก็ไม่ได้ขึ้นกับนิติวิธีอะไร แต่เป็นเจตจำนงของผู้มีอำนาจตีความ องค์กรทั้งหลายที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ก็จะนำ text ในรัฐธรรมนูญมาใช้และตีความต่อสู้ตอบโต้กันไปมา องค์กรหนึ่งตีความ ใช้อำนาจ อีกองค์กรหนึ่งอาจเห็นว่าล้ำแดนอำนาจของตน ก็ตีความ ใช้อำนาจ ตอบโต้กลับไป แล้วทำไมองค์กรหนึ่งถึงตีความแบบหนึ่ง ไม่ตีความไปอีกแบบหนึ่ง อะไรที่เป็นเหตุปัจจัยมาจำกัดดุลพินิจขององค์กรต่างๆในการตีความ เหตุปัจจัยนี้ คือ เหตุปัจจัยบังคับยับยั้งในทางกฎหมาย ตัวอย่างที่ Michel Troper ยกมาเสมอ คือ ในระบบรัฐธรรมนูญอังกฤษ กษัตริย์ต้องลงนามประกาศใช้กฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้น ไม่มีอะไรห้ามมิให้กษัตริย์ไม่ลงนาม จะไม่ลงนาม แล้วปล่อยให้กฎหมายตกไปก็ได้ แต่ทำไมกษัตริย์อังกฤษจึงลงนามทุกฉบับ? อะไรเป็นเหตุบังคับยับยั้งการใช้อำนาจไม่ลงนามของกษัตริย์อังกฤษ? คำตอบ ก็คือ องค์กรผู้ใช้อำนาจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐสภา หรือ รัฐบาล พร้อมที่จะตอบโต้การใช้อำนาจของกษัตริย์อังกฤษ หากกษัตริย์อังกฤษไม่ยอมลงนามในกฎหมาย และเมื่อวันนั้นมาถึง สถาบันกษัตริย์อาจปลาสนาการไปก็ได้ ในทางกลับกัน ระบบรัฐธรรมนูญไทย หรือความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของสถาบันต่างๆที่ใช้อำนาจการเมืองนั้น ไม่มีความสมดุลกันเลย ตราบใดที่ระบบยังไม่ได้ดุลยภาพเช่นนี้ ระบบรัฐธรรมนูญไทยก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้เรื่อยไป … ประการที่สาม ประเทศไทยไม่มีบรรยากาศในการทำรัฐธรรมนูญ “ร่วมกัน”  คำว่า “pouvoir constituant” ในภาษาฝรั่งเศส หรือ “constituent power” ในภาษาอังกฤษ ประกอบด้วยคำสองคำ ได้แก่ “pouvoir” หรือ “power” ที่แปลว่า “อำนาจ” และ คำกริยา “constituer” หรือ “constitute” ที่แปลว่า “ก่อตั้ง” โดยผันรูปคำกริยานี้ให้กลายเป็นคำขยายให้แก่คำนาม จึงกลายเป็น “constituant” หรือ “constituent” เพื่อให้หมายความว่า อำนาจชนิดนี้เป็นอำนาจที่ก่อตั้งสิ่งอื่นๆขึ้นมา คำกริยา “constituer” ในภาษาฝรั่งเศส หรือ “to constitute”

แก้รัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยพลังกดดันจากประชาชน

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจถึงรัฐธรรมนูญ 2560 และความมุ่งมั่นสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมาจากประชาชน รายละเอียดมีดังนี้ … วันนี้ผมมาร่วมเวทีเสวนาวันรัฐธรรมนูญ หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญ 2560” ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐธรรมนูญ 2560 คือลูกหลานของรัฐธรรมนูญ 2557 เป็นผลพวงของการรัฐประหารปี 57  อีกทั้งเกิดขึ้นจากประชามติภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง มีการรณรงต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีเพียงด้านเดียว ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังถูกดำเนินคดีจากการวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้นอยู่เลย ดังนั้นการอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 60 มาจากการประชามติเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ ที่จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชอบธรรม     ผมยังอภิปรายอีกว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะพิเศษ เพราะมีทั้งเรี่องการเมืองและเรื่องกฏหมายอยู่ด้วยกัน เหมือนเหรียญสองด้าน เอาเข้าจริงแล้วคือการเมืองที่มาเขียนให้เป็นกฏหมาย เป็นเรี่องความสัมพันธ์ทางอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ไม่ว่าจะพยายามเขียนถึง สิทธิ เสรีภาพ หรือเรี่องต่างๆ มากเท่าไหร่ แต่หัวใจของรัฐธรรมนูญ 60 แท้จริงแล้ว มีอยู่สองเรี่องหลัก คือ 1. ต้องการสร้างระบบรัฐธรรมนูญคู่ขนาน 2. รับรองรัฐประหารให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไว้หมด ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต นี่คือการยึดอำนาจแบบใหม่ ไม่ใช่แค่การเอารถถังออกมายึดอำนาจเท่านั้น     การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ต้องมีพลังกดดันข้างนอกเสริมเข้าไปด้วย จะอาศัยเสียงในสภาอย่างเดียวไม่ได้ ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญปี 40 ตอนนั้น นักการเมืองในสภาจำนวนมากไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายเกิดกระแสธงเขียวในสังคม กดดันจนนักการเมืองทุกคนต้องยกมือผ่าน การแก้รัฐธรรมนูญต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม กระแสพลังจากสังคมกดดันด้วย จึงจำเป็นต้องรณรงค์ทุกวัน มีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญเมื่อไหร่แก้ทันที

รัฐประหาร 2 ธันวาคม 1851 กับรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

  4 ธันวาคม 2561 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจ เปรียบเทียบสิ่งที่เกิดในประวัติศาสตร์โลก กับสิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย รวมทั้งยืนยันคำมั่นว่าพรรคอนาคตใหม่จะเดินหน้าทันทีหลังเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รายละเอียดมีดังนี้ … หลุยส์ นโปเลียน ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1848 ระบอบสาธารณรัฐที่ 2 สร้างความหวังให้แก่ผู้นิยมสาธารณรัฐและเสรีภาพ แต่แล้ว เพียง 3 ปี หลุยส์ นโปเลียน ก็ก่อรัฐประหาร ล้มระบอบสาธารณรัฐที่ 2 ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นจักรวรรดิที่ 2 มูลเหตุเริ่มมาจาก รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐที่ 2 กลัวว่าจะมีคนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปยาวๆ จึงกำหนดให้เป็นได้เพียงวาระเดียว 3 ปี เมื่อใกล้จะครบวาระ หลุยส์ นโปเลียน หาทางแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่สำเร็จ   สุดท้าย เขาจึงเลือกวิธี “รัฐประหาร”   เขาประกาศกฎอัยการศึก ออกมาตรการจำกัดเสรีภาพมากมาย คุมสื่อ ห้ามชุมนุม จากนั้น ก็แก้ไขกติกาการเลือกตั้ง ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ฐานเสียงของเขา   จากนั้น ก็จัด “ประชามติ” ปลอม ใช้กลไกรัฐเข้าช่วย สร้างความชอบธรรมให้ตนเองว่า คนฝรั่งเศสเห็นด้วยให้เขาเป็นประธานาธิบดีตลอดชีพ เห็นด้วยให้ยกเลิกสาธารณรัฐที่ 2 และเริ่มต้นจักรวรรดิที่ 2 โดยให้เขาเป็นจักรพรรดิในชื่อ นโปเลียนที่ 3 ในวันที่ 2 ธันวาคม 1851 รัฐประหาร 2 ธันวาคม 1851 คือการฉายหนังซ้ำม้วนเดียวกันกับรัฐประหาร 18 Brumaire ทำนองเดียวกันกับรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 คือ รัฐประหาร “ซ่อม” จากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐประหาร 2 ธันวาคม 1851 ได้แรงสนับสนุนจากประชาชนฝรั่งเศสที่ “อ่อนล้า” กับความขัดแย้งทางความคิดของ 3 ระบอบ ที่สะสมมาตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศส ทำนองเดียวกันกับรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557  ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยข้ออ้างความขัดแย้งทางการเมืองตลอดทศวรรษ … รัฐธรรมนูญจักรวรรดิที่ 2 ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งด้วย โดยมีสองแบบ ได้แก่ แบบแรก ประชามติแบบ Plebiscite จักรพรรดิเรียกให้ทำประชามติได้ทุกเรื่องทุกเวลา ซึ่งหลุยส์ นโปเลียน เอามาใช้สร้างความชอบธรรมให้ตนเองเสมอ แบบที่สอง คือ การเลือกตั้ง ส.ส. นโปเลียนที่ 3 ปกครองแบบ “Démocratie césarienne” คือ ตนเองเป็นผู้เผด็จการ แล้วใช้เทคนิควิธี “การเลือกตั้ง” มาฉาบหน้าสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง กฎหมายการเลือกตั้งจึงเป็น “เครื่องมือ” สำคัญในการก่อรูปของระบอบนี้ จะออกแบบกติกาอย่างไรให้ นโปเลียนที่ 3 ไม่มีวันแพ้เลือกตั้ง ตั้งแต่ ขยายคนมีสิทธิเลือกตั้งไปที่ฐานเสียงของตนเอง แบ่งเขตเลือกตั้งให้ตนเองได้เปรียบ ใช้กลไกรัฐเข้าช่วย ออกแบบบัตรเลือกตั้งพิสดาร ชี้นำประชาชนให้เลือกพวกของนโปเลียนที่ 3 เท่านั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการระดมเสียงให้ โดยถือว่านี่คือภารกิจของชาติ ทั้งหมดนี้มาในนามของ “กฎหมาย” ดังนั้น คะแนนเสียงของนโปเลียนที่ 3 ในช่วงสิบปีแรกจึงมากมายมหาศาล ชนะขาดตลอด ขณะที่ฝ่ายต่อต้าน ก็ใช้วิธีบอยคอต การล้มสาธารณรัฐที่ 2 คือ รัฐประหาร ส่วนรัฐธรรมนูญ 1851 คือ รัฐประหารถาวร หรือ Coup d’Etat en Permanence นั่นคือ เมื่อรัฐประหารล้มระบอบลง จะทำอย่างไรให้ระบอบเผด็จการที่ก่อตั้งขึ้นใหม่นั้นมีความสถาพรนิรันดรและชอบด้วยรัฐธรรมนูญตลอดกาล เช่นกัน รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 คือ รัฐประหาร ส่วนรัฐธรรมนูญ 57 และ 60 คือ รัฐประหารถาวร เพราะ ได้ติดตั้งเอาระบอบรัฐประหารเข้าไปในรัฐธรรมนูญ และปิดประตูล็อกตายไม่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ การออกจากรัฐประหารถาวรนี้ได้ จำเป็นต้องสร้าง

ปัญหาของประชาธิปไตย ต้องแก้ไขด้วยการเพิ่มความเป็นประชาธิปไตย

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงความคิดเห็นหลังได้ชมภาพยนตร์สารคดีว่าด้วยการเมืองสหรัฐอเมริกา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี Fahrenheit 11/9  มีรายละเอียดดังนี้  … เพิ่งดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Fahrenheit 11/9 ของ Michael Moore จบไปครับ แนะนำให้ไปชมกันครับ ต้องขอบคุณทาง Documentary Club ที่สรรหาหนังสารคดีดีๆ มาให้คนไทยได้ดูกัน ผมเห็นตรงกับหนังเรื่องนี้ว่า ต้องเพิ่มประชาธิปไตยเข้าไป เพิ่มอำนาจประชาชนเข้าไป ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ในการร่วมเสวนาหลายเวที และสัมภาษณ์สื่อหลายครั้ง ผมได้พูดถึงแนวโน้มความไม่เชื่อมั่นในประชาธิปไตย และการหันกลับไปหาเผด็จการอำนาจนิยม ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ผมยืนยันว่า ปัญหาของประชาธิปไตย ต้องแก้ไขด้วยการเพิ่มอัดฉีดความเป็นประชาธิปไตยเข้าไปอีก มิใช่หันกลับไปหาเผด็จการอำนาจนิยม การฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อประชาธิปไตย ต้อง “ฟื้นคืน” ประชาชนให้กลับมาเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด มีบทบาท มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ต้อง “คืนความเป็นการเมือง” กลับมา มิใช่ “ถอดความเป็นการเมือง” ออกไป แล้วปล่อยให้ชนชั้นนำทางการเมืองไม่กี่กลุ่ม กลุ่มทุนผูกขาด เทคโนแครต หรือระบบราชการ-ทหาร จัดการกันเอง เข้าคริสต์ศตวรรษที่ 21 มาได้เกือบ 20 ปี โลกหันหน้าเข้าหาเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยแสดงแฝงกายมาในรูปลักษณ์ต่างกันไป     โลกตะวันตก เผด็จการแฝงเข้าไปในทุนนิยม-นีโอลิเบอราลอำนาจไปผูกขาดอยู่ที่บรรษัท ชนชั้นนำทางการเมืองไม่กี่คน เทคโนแครต โดยแสดงผ่านสถาบัน เช่น สภาฯ คณะกรรมาธิการยุโรป สื่อ โลกตะวันออก เผด็จการอาจปรากฏให้เห็นตรงไปตรงมาในหลายประเทศ ในรูปของเผด็จการทหาร เผด็จการคณะพรรค หรือซ่อนรูปผ่านเข้ามาในสถาบันการเมือง-รัฐธรรมนูญ-ศาล-องค์กรอิสระ-กองทัพ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการที่แสดงออกในรูปแบบใดก็ตาม ต่างก็มีลักษณะร่วมกัน คือ อำนาจผูกขาดอยู่ที่คนไม่กี่คน การตัดสินใจโดยคนไม่กี่คน “ประชาชน” ผู้ทรงอำนาจสูงสุด ได้หายไปจากพื้นที่ทางการเมือง “ประชาชน” ไม่ได้เป็นผู้ทรงอำนาจในการตัดสินใจอย่างแท้จริง เมื่อโลกเผชิญวิกฤต ก็อาจ “หลงทาง” หันไปหาเผด็จการมากขึ้น การออกจากวิกฤต โดยไม่หันไปหาเผด็จการ มีแต่ต้องกลับไปหา “ประชาชน” ฟื้นชีวิตให้ “ประชาชน”   สร้าง “ประชาชน”  สมาน “ประชาชน” เพื่อให้ “ประชาชน” กลับมาเป็นผู้ทรงอำนาจทางการเมืองในการตัดสินใจอีกครั้ง

“ออกกฎหมายให้จับมือกับ EU ได้ แต่อยู่บนความเสียหายของพี่น้องชาวประมงไทย”

  ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ถึงกรณีความลำบากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวประมงที่ได้ไปพบเจอ รายละเอียดมีดังนี้ … เมื่อวานนี้ผมเดินทางไป จังหวัดตราด ได้เข้าร่วมเวทีรับฟังปัญหาชาวตราด ที่วัดหนองบัว จังหวัดตราด และวันนี้มีโอกาสมาเยี่ยมสมาคมประมงปากน้ำประแสร์ และสมาคมประมงสุนทรภู่ จังหวัดระยอง  เพื่อร่วมการเสวนาแนวทางการแก้ไขปัญหาประมงในประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแก้ปัญหาของ คสช. เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ ที่เรียกโดยย่อว่า “ไอยูยู” (IUU : Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) ของสหภาพยุโรป ผมรู้สึกเศร้าใจมากที่ได้ฟังเรี่องของไต๋คนหนึ่ง  ไต๋เล่าให้ผมฟังว่าเขาเดินเรือเกินไมล์ทะเลที่กฏหมายซึ่งรัฐบาล คสช. เร่งออกมาเพี่อแก้ใบเหลืองไอยูยู ด้วยความไม่รู้ ปรากฏว่าโดนจับ โดนค่าปรับ 1 ล้านกว่าบาท กลายเป็นว่าทั้งชีวิตของตนเอง และครอบครัวต้องเดือดร้อนดิ้นรนหาเงินมาจ่าย จนไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายแล้ว  เพราะกฏหมายกำหนดมาแบบนับหัวจำนวนคนในเรือ แล้วปรับรายคน รวมกันเป็นล้านบาท ไม่ได้คิดค่าปรับตามเรือแต่ละลำ ซึ่งการแก้ปัญหาแบบนี้ผิดตั้งแต่การกำหนดโทษแล้ว     ปัญหาคือกฏหมายเหล่านี้มีการกำหนดโทษที่สูงเกินไป พี่น้องชาวประมงต้องเดือดร้อนมาก เจตนาการออกกฏหมายไม่ได้ออกมาเพื่อเตือนคนทำผิด  แต่เป็นการกำหนดโทษประหนึ่งว่าจะให้พี่น้องชาวประมงล้มละลาย จนต้องเลิกธุรกิจ ล้มเลิกการทำประมงกันไปเลย รัฐบาลไทยเร่งยอมรับมาตรฐานไอยูยูมาใช้ โดยไม่ฟังเสียงชาวประมง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายก่อน เมื่อรัฐบาลเป็นทหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่มีความชอบธรรมในสายตาต่างชาติ พอจะแก้ไขปัญหาไอยูยูจึงไม่มีความสามารถในการเจรจาต่อรอง รับกรอบมาตรฐานไอยูยูของสหภาพยุโรปมาออกมาตรการภายใน ออกกฏหมายแบบลุกลี้ลุกลน เพื่อให้พ้นใบเหลือง     รัฐบาลเลือกใช้วิธีคิดแบบอำนาจนิยม คือสั่งให้ชาวประมงทำตามเลย ถ้าไม่ทำ ก็ไล่ตามจับให้หมด แนวทางการแก้ไขปัญหาประมงมี 3 ข้อ คือ 1.ต้องยกเลิกกฏหมายประมงที่ออกโดยรัฐบาล คสช. ทั้งหมด และต้องออกมาตรการภายในให้สอดคล้องกับไอยูยูใหม่ โดยพี่น้องชาวประมงต้องมีส่วนร่วมหารือด้วย 2. ต้องยุติการดำเนินคดีความต่างๆ ที่พี่น้องชาวประมงต้องประสบอยู่ให้หมด หากภาระทางกฏหมายยังอยู่ จะไม่สามารถหารือกันได้ 3. ต้องให้ระยะเวลาพี่น้องชาวประมงขยับขยาย ให้เวลาพวกเขาปรับตัวจนสามารถทำตามข้อกำหนดต่างๆ ให้เข้ากับไอยูยูได้ นอกจากนี้รัฐจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือชาวประมงในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้ชาวประมงมีศักยภาพทำตามมาตรฐานไอยูยู แต่ที่ผ่านมารัฐไม่ช่วยเหลืออะไรเลย มีแต่ไปตามจับ   นอกจากนี้ ผมเองก็เคยพูดเรื่องประมงไว้ก่อนหน้านี้แล้วเมื่อเดือนกันยายน สามารรับชมได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ

1 8 9 10 11 12 13