fbpx

เชตวัน เตือประโคน

ตะลุยถิ่นกำเนิด “ปลาช่อนแม่ลา” ชมความสำเร็จ “ป.แดน เกษตรฟาร์ม” ณ เมืองสิงห์บุรี

หลงเข้าใจผิดมาตั้งนานว่า ชื่อ “แม่ลาปลาเผา” นั้นแยกเป็น “แม่ลา” คือชื่อของคนที่ถูกนำมาทำเป็นแบรนด์สินค้าหรือบริการ (คล้ายๆ น้ำพริก ‘แม่ประนอม’) ส่วน “ปลาเผา” นั้นคือเมนูเด็ดขึ้นชื่อของ จ.สิงห์บุรี ซึ่งแน่นอนว่าทุกวันนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ จนกระทั่ง มีโอกาสได้เดินทางไปเยือน จ.สิงห์บุรี ความรู้ใหม่ๆ จึงบังเกิด และก็พบด้วยว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องปลาน้อยมากๆ ตะลุยถิ่นกำเนิด “ปลาช่อนแม่ลา” “แม่ลา” คือ ชื่อของลำน้ำสายหนึ่งซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำทั้งสองในเขต ต.แม่ลา อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี  ที่นี่ เป็นต้นกำเนิดของ “ปลาช่อนแม่ลา” ซึ่งมีรสชาติไม่เหมือนที่ใด เนื่องจากระบบนิเวศน์ของลำน้ำนั้นมีความพิเศษ โดยเฉพาะดิน ซึ่งเป็นดินโคลนอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหารของปลา ว่ากันว่าดินบางช่วง เท้าเหยียบลงไปในน้ำ โคลนจมจนเกือบท่วมหัวเข่า ปัจจุบัน ปลาช่อนแม่ลาในลำน้ำตามธรรมชาติลดน้อยลงไปแล้ว ตามสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงมีปลาช่อนจากแหล่งอื่นถูกนำมาปล่อยปะปนอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนทำลายพันธุ์แท้ดั้งเดิม แต่กระนั้น พันธุ์ปลาแห่งลำน้ำสายนี้ก็ได้รับการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ไว้ โดยเฉพาะจากฝีมือของปลัดหนุ่มเจ้าของ “ป.แดน เกษตรฟาร์ม” ศุภสัณห์ ช่วยบุญ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยชัน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เจ้าของฟาร์ม ใช้เวลาว่างจากราชการ ทำบ่อปลาช่อนแม่ลาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากเห็นว่าปลาช่อนจากลำน้ำธรรมชาติกำลังจะหมดไป โดยเขาต้องการจะรักษาไว้ ให้คนทั่วไปได้กินปลาช่อนแม่ลาแท้ๆ “ต้นกำเนิดของปลาช่อนแม่ลา ต้องที่ ต.แม่ลา อ.บางระจัน วันนี้ ที่เห็นโฆษณาตามร้านอาหารส่วนใหญ่ มักจะเป็นปลาที่นำเข้ามาจากกัมพูชา หาปลาช่อนแม่ลาแท้ๆ ได้น้อยมาก ซึ่งถ้าลองกินเปรียบเทียบดู จะพบว่ารสชาติต่างกัน”  ถามถึงความแตกต่างระหว่างปลาช่อนแม่ลากับปลาช่อนแหล่งอื่น ปลัดหนุ่มอธิบายว่า ปลาช่อนแม่ลา ตัวปลาจะใสสีขุ่นๆ ลักษณะหัวหลิม หางกลมแบบตาลปัตรพระ และลักษณะเด่นคือครีบสีชมพู หลังหูสีชมพู  ขณะที่รสชาตินั้น เนื้อปลาจะนุ่ม แน่น และหนึบ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของการเลี้ยงด้วย ความสำเร็จและเป้าหมายต่อไป “ป.แดน เกษตรฟาร์ม” จุดเริ่มต้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ด้วยต้องการอนุรักษ์พันธุ์ปลาช่อนแม่ลาขนานแท้เอาไว้ ทำให้เกิด “ป.แดนเกษตรฟาร์ม” ศุภสันห์ เริ่มต้นจากการเสาะหาพันธุ์ปลาช่อนแม่ลาขนานแท้ ทั้งจากลำนำ้แม่ลา และจากการปรึกษากับศูนย์วิจัยประมง จ.สิงห์บุรี ปลัดหนุ่มใช้ท้องนาในเขตลุ่มน้ำแม่ลา ขุดบ่อขึ้นมา นำปลามาผสมพันธุ์  เมื่อออกเป็นไข่แล้วนำไปพักไว้ในบ่อไม่เกิน 5 วันก็ฟักเป็นตัว ก่อนที่จะนำลงอนุบาลในบ่อดินประมาณ 1 เดือนก็จะเริ่มจำหน่ายเป็นพันธุ์ปลาได้ ปัจจุบัน ปลาขนาด 3 นิ้ว ขายอยู่ที่ราคา 3 บาท สำหรับผู้ที่ซื้อนำไปเลี้ยงต่อ อีกราว 5 เดือนก็สามารถจับขายได้ นอกจากนี้ที่ “ป.แดนเกษตรฟาร์ม” มีจำหน่ายทั้งพันธุ์ปลาช่อนแม่ลา ปลาช่อนแม่ลาสด และแพ็คแช่แข็งปลาช่อนแดดเดียว ที่สามารถเก็บได้นาน 3 เดือน ช่วงเริ่มต้น ศุภสันห์เล่าให้ฟังถึงอุปสรรคที่เจอว่า ด้วยความที่ยังไม่มีชื่อเสียง เมื่อเลี้ยงได้ปลาขนาดพอเหมาะ ก็นำไปเร่ขายแบบเซลล์ให้แม่ค้าในตลาด ทั้งในตลาดสิงห์บุรี อ่างทอง รวมถึงตลาดไทรังสิต แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแม่ค้ามองว่าเขาขายในราคาที่สูงกว่าปลาช่อนทั่วไป ตัดสินใจไม่ขาย ที่สุดก็นำมาสู่การแปรรูปเป็นปลาช่อนแดดเดียว ซึ่งทำให้ได้ราคาสูงขึ้น  พร้อมกันนี้ก็เริ่มเปิดช่องทางการตลาดในโซเชียลโดยเฉพาะเฟซบุ๊ก จนทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น และปัจุบันเริ่มมีตัวแทนจำหน่ายมารับไปขายต่อแล้วในทุกรูปแบบผลิตภัณฑ์ ความสำเร็จของ “ป.แดนเกษตรฟาร์ม” ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะตัวเอง  ปลัดหนุ่มได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรด้วยกันเป็น “กลุ่มปลาช่อนแม่ลาเพื่อคนสิงห์และคนทั้งประเทศ” ปัจจุบันสมาชิก 23 คน มีการประชุมพูดคุย ปรึกษาหารือเรื่องปัญหาวิธีการเลี้ยงปลาช่อนแม่ลาขนานแท้ เรื่องการตลาด การแปรรูปต่างๆ ฯลฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ฟาร์มในกลุ่มตั้งเป้าไปสู่การเป็น 1.ฟาร์มระบบปลอดภัย  2.ฟาร์ม GAP หรือมาตรฐานอาหารปลอดภัย 3.ฟาร์มจำหน่ายอาหารปลา และเวชภัณฑ์ปลา 4.ฟาร์มที่เป็นแหล่งทำท่องเที่ยวและศูนย์เรียนรู้ ทั้งหมดต้องได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ เพื่อให้คนทั่วไปได้รู้จักปลาช่อนแม่ลา รวมทั้งได้กินปลาช่อนแม่ลาขนานแท้ 100 % นั่นเอง

เสียงตะโกนจาก “แร็ปเปอร์สลัม” ธนายุทธ ณ อยุธยา “ประเทศนี้ไม่ลงทุนกับคน”

“วันที่ฟ้าเปิด เหมือนกำหนดอนาคตใหม่ ทำให้เห็นชัดเจน ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ มีสิ่งหนึ่งที่คนลงทุนแล้วได้ผลเกินคาด คือลงทุนกับเยาวชนอนาคตของชาติ พัฒนาการศึกษา ให้ก้าวไกล ไม่ได้แค่ทำอย่างเดียวแต่ที่สำคัญต้องใส่ใจ เรื่องบางเรื่องก็ง่าย แต่ดูเหมือนทางชัน เรื่องไปสร้างรถไฟฟ้า แต่การศึกษายังคงตัน” 

ความฝัน “แรงงานนอกระบบ” สวัสดิการแห่งรัฐที่อยากเห็นของคนจนเมืองผู้ “กลับไม่ได้ – ไปไม่ถึง”

“เราเป็นคนจนเมือง ที่บางคนอาจจะคิดว่าเป็นภาระ แต่เราคิดว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ ควรจะได้รับความคุ้มครอง ควรจะได้รับสวัสดิการ ที่รัฐบาลจัดให้ เพราะร่วมพัฒนาเศรษฐกิจมากับเขาส่วนหนึ่ง เป็นห่วงโซ่การผลิตเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้”