ไทยเท่าเทียม – วรรณวิภา ไม้สน

 

ไทยเท่าเทียม

วรรณวิภา ไม้สน

ส่วนหนึ่งจากงานแถลงนโยบายพรรคอนาคตใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต 16 ธันวาคม 2561 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ทุกท่านคะ

เคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมเราเกิดมาไม่มีเท่าคนอื่น ทำไมยิ่งเราทำงานหนักมากขึ้นแต่เรากลับยิ่งจนลง และต่อให้เราพยายามมากขึ้นเท่าไหร่ ทำไมชีวิตเราถึงไม่ดีขึ้นซะที

บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร ความทรงจำเดียวเกี่ยวกับที่นั่นคือพ่อแม่แยกทางกัน จากนั้นน้าสาวรับมาอยู่ด้วยที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่บ้านของน้าประกอบอาชีพทำนาและเป็นคนส่งเสียมดให้ได้เรียนหนังสือกับน้องอีกสองคน ตอนนั้นตัวเรารู้ดีแล้วว่าเราคงไม่สามารถเรียนไปได้สูงมากกว่านี้ และคงไม่มีเงินทุนที่จะไปทำธุรกิจอะไรได้ พอจบมัธยมต้นจึงได้ตัดสินใจเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ด้วยความหวังเดียวที่ว่าจะสามารถหาโอกาส สร้างความหวังให้กับชีวิตตัวเองได้ ตอนนั้นได้รับค่าจ้างวันละ 162 บาท จึงชวนเพื่อนๆ มาอาศัยเช่าห้องอยู่ด้วยกัน เพราะคิดว่าถ้าเราทำงานเยอะๆ และประหยัด เราจะมีเงินเก็บ และเปลี่ยนแปลงสถานะตัวเองให้ดีขึ้นได้

แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อที่ทำงานไม่มีโอทีให้ทำ รายรับเริ่มไม่พอกับรายจ่าย จึงจำเป็นต้องตัดสินใจย้ายที่ทำงานใหม่

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ทุกท่านเชื่อไหมคะ มดยังคงเป็นลูกจ้างรายวันที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ตลอดระยะเวลาในการทำงานมา 20 ปี ชีวิตยังคงย่ำอยู่กับที่ หลายครั้งเรามานั่งถามตัวเองว่าอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้เราทำตามความฝันของตัวเองไม่ได้สักที

ความฝันที่ง่ายๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แค่อยากมีชีวิตที่พอกิน และเลี้ยงดูคนที่เรารักให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้

เรื่องแค่นี้ ต่อให้เราทำงานมาทั้งชีวิต ก็ไม่รู้จะแลกมาได้หรือเปล่า เพราะเราเกิดมามีไม่เท่าคนอื่น และเมื่อเรามีลูก ลูกของเราก็คงมีชีวิตที่ไม่ต่างจากเราเพราะเกิดมาในฐานะของลูกผู้ใช้แรงงาน

คนวัยทำงานวัยใกล้ 40 ต้องแบกภาระเลี้ยงดูพ่อแม่ที่กำลังแก่ และลูกที่กำลังโตเข้าสู่วัยเรียน หลายคนไม่มีทางเลือกจนต้องเป็นหนี้มากขึ้น บางคนทำงานมาทั้งชีวิตแต่กลับต้องมาล้มป่วย ต้องหมดเงินไปกับการรักษาตัวเอง

ทุกท่านคะ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ แล้วคนอีกหลายล้านคนล่ะ?

จริงอยู่ที่เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เราคือคนส่วนใหญ่ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ที่รัฐควรจะต้อง ‘ดูแล’ ไม่ใช่ ‘ช่วยเหลือ’

เราต้องการสวัสดิการที่เป็น ‘สิทธิ์’ ไม่ใช่การ ‘สงเคราะห์’

และให้เราต้องไปดิ้นรนแสวงหาอย่างไม่มีวันจบสิ้น

เราต้องการสวัสดิการ ที่จะทำให้เราไม่ต้องย้อนกลับไปสู่สังคมที่ขาดประชาธิปไตย

พรรคอนาคตใหม่จะคืนสิ่งเหล่านี้ที่เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่ควรได้รับมาอย่างช้านาน เราจะสร้างชีวิตใหม่ให้กับประชาชนทุกคน ชีวิตที่มีความเสมอภาค และมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน สิ่งที่เราจะทำคือรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าและครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่แจกเศษเงินเล็กน้อยก่อนเทศกาลปีใหม่

ครบวงจรแบบไหน ก็คือตั้งแต่เราตั้งครรภ์ จนเราแก่ เจ็บป่วย เมื่อเราตั้งครรภ์ วันลาคลอดจะต้องเพิ่มเป็น 180 วัน และเมื่อลูกหลานเราเกิดมา อายุ 0-6 ขวบ เราจะต้องมีเงินเลี้ยงดูบุตร 1,200 บาท / เดือน พอลูกหลานเราเข้าสู่วัยเรียน เด็กๆ จะต้องได้รับการเรียนฟรีที่มีคุณภาพ และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เราจะมีเงินสนับสนุนเยาวชน อายุ 18-22 ปี จำนวน 2,000 บาท / เดือน

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ เราจะผลักดันระบบประกันสังคมให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้คนที่ตรากตรำทำงานมาอย่างหนัก ได้มีชีวิตในวัยเกษียณที่มีบำนาญที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ 600 บาทตอนอายุหกสิบ

และเมื่อเราแก่ชรา เบี้ยคนชราจะเพิ่มเป็นสามเท่า คือ 1,800 บาท / เดือน
ในยามเจ็บป่วย เราจะเพิ่มงบบัตรทองเป็น 4,000 บาท

และนี่คือรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่ครบวงจร ไม่ใช่สำหรับคนจน ไม่ใช่สำหรับคนรวย ไม่ใช่สำหรับข้าราชการหรือประกันสังคม แต่สำหรับประชาชนทุกคน

รัฐสวัสดิการทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณ 650,000 ล้านบาท ทุกท่านกำลังสงสัยใช่ไหมคะว่ารัฐจะนำงบมาจากไหน และถ้าเราสร้างรัฐสวัสดิการแบบนี้ ประเทศจะเป็นหนี้หรือไม่

ในงบเดิม 280,000 ล้านบาท เราต้องหาเพิ่ม 370,000 ล้านบาท
ลองมาดูกัน

จากงบเดิมที่มีอยู่แล้ว เราลดงบกลาโหมลง 50,000 ล้านบาท
กองทุนสวัสดิการแห่งรัฐอีก 40,000 ล้านบาท
ลดสิทธิประโยชน์ BOI ลง 30,000 ล้านบาท
ลดสิทธิการลดหย่อนภาษีบางส่วน 58,000 ล้านบาท
ลดงบประจำและงบกลาง 110,000 ล้านบาท
ขึ้นภาษีที่ดิน 40,000 ล้านบาท
และเอาหวยขึ้นมาไว้บนดินอีก 42,000 ล้านบาท
เห็นมั้ยคะ 370,000 ล้าน โดยที่ไม่ต้องกู้เลย แม้แต่บาทเดียว

มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไม่มีเงิน เรามีทรัพยากรมากพอ แต่อยู่ที่ว่ารัฐจะกล้าคืนสิ่งเหล่านี้ให้กับประชาชนหรือเปล่า

นี่เป็นเพียงขั้นแรกของ รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า พรรคอนาคตใหม่จะผลักดันสวัสดิการเหล่านี้ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคต
จากนี้ไป ประชาธิปไตยจะไม่ใช่แค่คำสวยๆ อีกต่อไป แต่จะเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ เราจะร่วมกันลงมืออย่างแข็งขัน เพื่อนำไปสู่รัฐสวัสดิการที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

รัฐสวัสดิการไม่อาจได้มาด้วยการร้องขอ
แต่ได้มาด้วยการต่อสู้ของประชาชน

ขอบคุณมากค่ะ