fbpx

ปฏิวัติการศึกษา – กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

ปฏิวัติการศึกษา

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

ส่วนหนึ่งจากงานแถลงนโยบายพรรคอนาคตใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต 16 ธันวาคม 2561 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ทุกท่านคะ

เราคิดว่าเราจะใช้เงินเพื่อซื้อการศึกษาและซื้ออนาคตให้ลูกหลานของเรา คำถามคือทำไมมันต้องเป็นเช่นนั้น และทุกคนสมหวังในการทำเช่นนี้จริงหรือเปล่า

ขอยกตัวอย่างสถิติอย่างนี้นะคะ

ท่านทราบหรือเปล่าว่า ไอคิวของเด็กเมืองกรุงมีค่าสูงกว่าระดับมาตรฐาน แต่ไอคิวของเด็กชนบทกลับมีค่าต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ผลสอบวัดระดับทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ แสดงผลแบบเดียวกัน นอกจากนี้ถ้าความฝันของท่านคือการส่งลูกเข้าไปเรียนในระดับปริญญาตรี สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือถ้าลูกท่านเป็นเด็กเมืองกรุง โอกาสของลูกท่านคือ 66% แต่ถ้าลูกท่านเป็นเด็กชนบท โอกาสจะเหลือเพียง 4%

4% ที่กำลังกล่าวถึงคือ 4% ที่หยุดนิ่งมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และเรากำลังพูดถึง 16 เท่าของความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในการศึกษา

รากฐานของความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย คือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

อนาคตใหม่ขอเสนอ 4 ภารกิจ ‘ปฏิวัติการศึกษา’ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้กับคนไทยทุกคน

ภารกิจแรกของเรา คือ ภารกิจ เมกะโปรเจ็กต์ ที่จะยกระดับสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาทั้งหมดให้กับลูกหลานของเรา

สิ่งที่เราจะทำ เริ่มตั้งแต่ศูนย์เลี้ยงเด็ก

เราจำเป็นเหลือเกินค่ะที่จะต้องมีศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ครอบครัวไทยจำนวนมาก ไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ และลูก นี่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ศูนย์เลี้ยงเด็กได้รับการพัฒนาและยกระดับ มีอุปกรณ์ที่จำเป็นพร้อมสำหรับช่วงวัยของเด็กๆ มีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่า วัยเด็กเป็นวัยที่วางรากฐานทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำให้วัยเด็กเป็นวัยที่มีคุณภาพมากที่สุด เรากำลังพูดถึงศูนย์เลี้ยงเด็กจำนวน 20,000 โรงทั่วประเทศไทย

เมื่อวัยเด็กผ่านพ้นไป ลูกหลานของเราต้องเข้าโรงเรียน

ลูกหลานของท่านเข้าโรงเรียนอาจเจอภาพดังต่อไปนี้นะคะ  ห้องเรียนไม่มีคุณภาพ อุปกรณ์การเรียนไม่พร้อม จำนวนโต๊ะอาจจะไม่พอ ถ้าลูกหลานอยากใช้เวลาที่นอกเหนือจากเวลาเรียนไปอยู่ในห้องสมุด ห้องสมุดอาจจะไม่มีหนังสือเลยด้วยซ้ำ หรือถ้ามีหนังสือ มันกลับกลายเป็นหนังสืองานศพหรือหนังสือบริจาค นักเรียนจำนวนมากจะต้องอยู่กับหนังสือที่ไม่มีคุณภาพ

พวกเราต้องการยกระดับทั้งห้องเรียน ทั้งสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน ไว-ไฟ ที่ใช้ได้จริง และห้องสมุด

เราจะทำกับโรงเรียนทั้งหมด 17,000 โรงทั่วประเทศไทย

เรื่องสุดท้ายค่ะ

เมื่อทุกท่านฝากความหวังไว้กับภาคอาชีวะ ทุกท่านทราบไหมคะว่า เด็กอาชีวะของเราจะต้องใช้อุปกรณ์เพื่อฝึกพัฒนาฝีมือของเขา ที่เก่าและไม่ทันสมัย หลายครั้งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับบริจาคมาจากโรงงานอื่นๆ หรือเป็นอุปกรณ์ที่มีอายุกว่า 10 ปีหรือ 20 ปีแล้ว

คำถามคือลูกหลานของท่านจะพัฒนาทักษะให้เท่าทันปัจจุบัน อย่าว่าแต่โลกอนาคตเลย ได้อย่างไร?

ดังนั้นสถาบันฝึกอาชีวะจำนวน 900 โรงทั่วประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องได้รับการยกระดับและพัฒนา ทั้งหมดนี้ เราจะใช้เงินจำนวน 1 แสนล้านบาทตลอดระยะเวลาทั้งหมด 3 ปี

เงินนี้คืองบลงทุน น่าแปลกใจนะคะที่ประเทศไทยมีงบลงทุนทางการศึกษาไม่มากพอ แต่ถ้าเราบริหารจัดการให้ดีพอ เราจะได้งบก้อนนี้มา เพื่อนำมาลงทุนกับอนาคตของชาติของเราทุกคน

หลายท่านอาจจะตั้งคำถามต่อไปอีกว่า เราจะมีหลักการอย่างไรในการบริหารจัดการงบก้อนนี้

วิธีการจัดการงบก้อนนี้ก็คือ เราจะต้องใช้เงินไปกับโรงเรียนที่ขาดแคลนที่สุดก่อนเป็นสำตัญ เมื่อเราได้สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพแล้ว นักเรียนได้อยู่ในโรงเรียนที่ดี นักเรียนได้ใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพแล้ว

สิ่งต่อไปที่เราต้องพัฒนาก็คือโครงสร้างและระบบการทำงานของกระทรวงศึกษาทั้งระบบค่ะ

ทุกท่านคะ สงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าทำไมกว่าเงินจะเดินทางมาถึงมือลูกหลานของท่านมันต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมายขนาดนี้ ระหว่างทางนั้นเงินอาจจะไหลออกไปทางซ้ายที ทางขวาที และเหลือมาถึงมือลูกหลานของเราเพียงน้อยนิด

เราขอเสนอให้ยุบโครงสร้างของกระทรวงศึกษาที่ไม่จำเป็นทิ้ง และยุบโครงการที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทิ้ง สิ่งที่เราจะได้มาคือเวลาที่ทำให้บุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทยสามารถใช้ไปกับการพัฒนาและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระบบการศึกษาทั้งหมด

นอกจากนั้นสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่เราจะได้คืนมาอีกอย่างหนึ่งคือ เงิน เราจะได้งบประจำเพื่อนำมาเป็นงบให้กับค่าอาหาร และค่าเดินทางหรือค่ารถโรงเรียนที่ได้มาตรฐานคุณภาพ ให้กับนักเรียนไทยอย่างเท่าเทียมกัน

ขอยกตัวอย่างเรื่องอาหารกลางวันแบบนี้นะคะ เงินก้อนนี้สามารถนำมาเพิ่มค่ารายหัวให้อาหารกลางวันที่เคยอยู่แค่ระดับประถม เพิ่มจากระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยม นอกจากนั้นเราไม่ได้มองว่าของฟรีอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ควรมอบให้ประชาชน แต่เราคิดว่าอาหารที่ฟรีและมีคุณภาพ เป็นพื้นฐานอย่างแรกที่ประชาชนทุกคนควรได้รับ เราจะเพิ่มนักโภชนาการ 1 คน / 1 เขตการศึกษา เพื่อช่วยเหลือให้โรงเรียนสามารถปรุงอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการให้กับโรงเรียนทุกโรงเรียนได้อย่างเท่าเทียมกัน

ถ้าเราทำเรื่องอาหารที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดไม่ได้ ถ้าเราทำให้เด็กท้องอิ่มอย่างเท่าเทียมกันไม่ได้ เราคงไม่สามารถพูดเรื่องความเท่าเทียมเรื่องอื่นในการศึกษาได้อีกค่ะ

แต่ทั้งนี้ยังมีคำถามอีกคำถามหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องตอบ งบประมาณที่ยิงตรงลงมาโรงเรียนจะมีใครกันเป็นผู้ที่จัดการและดูแล เราเชื่อว่าคนที่จะดูแลบริหารจัดการทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน คือคนที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุด

เราขอเสนอคณะกรรมการโรงเรียนหรือบอร์ดโรงเรียนที่ประกอบไปด้วยตัวแทน 8 กลุ่มคนที่อยู่ใกล้นักเรียนที่สุดค่ะ

  1. นักเรียน
  2. ครู
  3. ผู้อำนายการโรงเรียน
  4. นักการศึกษา
  5. ตัวแทนจากชุมชน
  6. ตัวแทนจากผู้ประกอบการในชุมชนนั้น
  7. ผู้ปกครอง
  8. ตัวแทนจากองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น

ทั้ง 8 คนนี้จะช่วยดูแลนักเรียนและโรงเรียนที่เขารักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เราจะไม่หยุดเท่านี้ เราจะบังคับให้ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโรงเรียน เป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อการตรวจสอบถ่วงดุล

ตอนนี้เราได้โรงเรียนที่มีคุณภาพแล้วนะคะ เราได้โครงสร้างการทำงานที่มีคุณภาพมากขึ้นแล้วเช่นกัน เรื่องต่อไปที่เราต้องพัฒนาและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ เรื่องหลักสูตร

หลักสูตรของไทย น่าเศร้านะคะ เป็นหลักสูตรที่เน้นการท่องจำ ในโลกอนาคตการท่องจำเป็นสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

เราขอเสนอให้ลดเนื้อหาการท่องจำลง เพิ่มทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้นักเรียนของเรา หลักสูตรที่ว่าควรจะมีวิชาหลักที่มีปริมาณน้อยลง แต่มีวิชาเลือกที่มีปริมาณมากขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง แม้กระทั่งนักเรียนเอง ได้สามารถออกแบบหลักสูตรที่เป็นไปตามความต้องการของเขาได้

ที่สำคัญเราจะสนับสนุนให้เกิดการฝึกงานในสถานประกอบการจริงตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และการฝึกงานนี้ควรได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรมสำหรับนักเรียนทุกคน ดังนั้นศูนย์ที่จะจับคู่ระหว่างสถานประกอบการและสถานศึกษาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดกระบวนการนี้ขึ้น เราจะพัฒนาทั้งระบบสามัญและระบบอาชีวะให้สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนของเราพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน และโลกอนาคต

ทุกท่านคะ

เราปฏิรูปการศึกษามานับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรามองไม่เห็นว่าคุณภาพของการศึกษาอยู่ตรงไหน เหตุผลหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงนั้นเดินทางไปไม่ถึงห้องเรียน การปฏิวัติการศึกษาที่จะทำได้จริงต้องเกิดขึ้นที่ห้องเรียน ดังนั้นเรามีคนคนหนึ่งค่ะ ผู้เป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดในห้องเรียน เราเสนอว่า คุณครูไทยต้องได้ทำงานสอนนักเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สถานการณ์ของครูไทยตอนนี้คือ ถ้ามีเวลาทำงาน 200 วัน พวกเขาได้อยู่กับนักเรียนจริงๆ แค่ 116 วันเท่านั้น ด้วยโครงสร้างการจัดการใหม่ของเราจะทำให้ภาระธุรการ ภาระเอกสารทั้งหมดลดลง เพื่อที่จะทำให้ครูสามารถตั้งใจทำงานเพื่อนักเรียนทุกคนของเราได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราขอนำเสนอก็คือ เรามีความหวังในระบบการศึกษาไทยนะคะ ครูจำนวนมากกำลังจะเกษียณอายุไป และเรากำลังจะได้ครูรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ครูที่เกษียณอายุเหล่านั้น นี่ถือเป็นโอกาสทองอย่างยิ่งค่ะ ที่เราจะต้องดูแลครูรุ่นใหม่เหล่านี้ให้พวกเขาสามารถอยู่ในระบบการศึกษาและสามารถพลิกโฉมห้องเรียน ให้เป็นห้องเรียนที่มีคุณภาพ สร้างเด็กนักเรียนที่สนุกคิด และมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้

อนาคตใหม่ขอเสนอว่าเส้นทางสำหรับอาชีพครูจะต้องมีหลากหลายมากขึ้น เราต้องสนับสนุนครูด้วยการสร้างครูต้นแบบที่เป็นครูมืออาชีพ ครูต้นแบบที่สามารถพลิก เปลี่ยนห้องเรียนของเขาได้แล้ว เขาควรจะสามารถช่วยเพื่อนครูด้วยกัน ให้เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนที่มีคุณภาพมากขึ้นได้

ลองจินตนาการแบบนี้นะคะ

ถ้าเรามีครูต้นแบบหนึ่งคนในโรงเรียน 30,000 โรงทั่วประเทศไทย ครูเหล่านั้นช่วยเหลือเพื่อนครูด้วยกัน อีกอย่างน้อยคนละหนึ่งคนเท่านั้น เราจะได้ครูที่มีคุณภาพมากขึ้นทั้งหมด 60,000 คน

ทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นเรื่องที่เราจำเป็นที่จะต้องทำไปพร้อมๆ  กัน และไม่สามารถทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ประจักษ์ได้

การศึกษาเป็นเรื่องของเราทุกคน การศึกษาคือการสร้างสังคม

ถ้าเราต้องการสร้างสังคมแบบไหน เราต้องสร้างห้องเรียนแบบนั้น

ทุกอย่างเริ่มจากห้องเรียนค่ะ

ความฝันของอนาคตใหม่เรียบง่ายมากค่ะ
เราฝันอยากเห็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ โรงเรียนที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถฝากอนาคตของลูกหลานของเขาไว้ในโรงเรียนนั้นได้ และเป็นโรงเรียนที่สามารถทำให้ลูกหลานของเขาทุกคนพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ด้วยสองมือของเขาค่ะ