fbpx

ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน – สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

ส่วนหนึ่งจากงานแถลงนโยบายพรรคอนาคตใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต 16 ธันวาคม 2561 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


วันนี้ใครเดินทางมาที่นี่ด้วยรถเมล์บ้างครับ?
แล้วรถไฟฟ้าล่ะ?
แล้วใครนั่งแท็กซี่หรือว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างมาบ้าง?
นี่ขนาดเรามีรถไฟฟ้าอยู่ใกล้ๆ แค่นี้นะครับ แล้วในบางพื้นที่ล่ะ ในหลายๆ พื้นที่ที่เขาไม่มีแม้กระทั่งรถเมล์ หรือในหลายๆ พื้นที่ที่มีรถเมล์ แต่ก็แน่น หรือบางคนที่ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วรู้สึกว่าทำไมมันแพงจัง ทำให้การเดินทางของคนในหลายๆ กรณีเราคิดว่า รถ มันเหมือนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เราต้องใช้มัน แล้วเราก็ต้องไปพยายามหารถ

ผมอยากให้คุณคิดว่าในชีวิตนี้มันมีรายจ่ายใหญ่ๆ อะไรบ้าง หลายๆ คนรู้สึกเหมือนมี 2 สิ่ง คือบ้านกับรถ ซึ่งเราเคยเรียนมาตั้งแต่เด็กว่าปัจจัยสี่มันมีอะไรบ้าง บ้านเป็นหนึ่งในนั้นเป็นการลงทุน

แต่รถล่ะ? มันเป็นเสมือนสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่นั่นเป็นเพราะอะไร?

มีเหตุผลหลักอยู่ด้วยกัน 2 ข้อ

ข้อที่ 1 รัฐใช้เงินภาษีของพวกเราจำนวนมากในการสร้างและซ่อมถนนให้ฟรี แล้วก็ไม่เหลือเงินที่จะไปพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะหรืออะไรต่างๆ ให้คนที่เขาไม่มีกำลังจะซื้อรถไปใช้ได้

ข้อที่ 2 สำหรับคนที่มีรถเอง เรามักจะลืม เวลาสตาร์ทรถออกจากบ้านเราคิดแค่ค่าน้ำมัน ค่าเสียเวลาหรือต้องมีค่าทางด่วนมั้ย เราลืมว่าเราต้องจ่ายเงินร่วมล้านในการเป็นเจ้าของรถ เราต้องจ่ายค่าประกัน ต่าซ่อมบำรุง หรือถ้าโชคไม่ดีเกิดอุบัติเหตุ เสียชีวิตหรือพิการ

นั่นคือต้นทุนชีวิตมหาศาล

อย่างไรก็ตามคนที่มีรถ เราโชคดีกว่าคนอีกจำนวนมากซึ่งเขาไม่สามารถซื้อรถได้ เขาขาดโอกาสในชีวิต เขามีต้นทุนที่มากกว่า เขาต้องเสียเวลามากกว่า อย่างที่คุณได้ดูวิดีทัศน์เมื่อกี้

ก่อนที่ผมจะแถลงนโยบายในวันนี้ ผมขอให้ทุกคนถอดหมวกออกก่อน ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร คุณมีรถหรือไม่ คุณจะได้ประโยชน์จากการใช้เงินของรัฐในการสร้างถนนให้ฟรี ซ่อมถนนให้ฟรีหรือไม่ ผมอยากให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าอะไรดีต่อประเทศชาติในภาพรวม

เมื่อคุณถอดหมวกออกแล้ว เราลองมาดูกันว่าประเทศของเรามีปัญหาใหญ่ๆ เหล่านี้มั้ย

ประเทศไทยสูญเสียเท่าไหร่ครับ กับการที่มีรถติดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ค่าสูญเสียโอกาส เวลาในการเดินทาง อยู่ที่ประมาณ 120 บาท / คน / ชั่วโมง
เราเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากเป็นอันดับ 9 ของโลก
เราต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 640,000 ล้านบาท / ปี

นี่ยังไม่นับปัญหาใหญ่ๆ อื่นๆ อีกนะครับ เรามีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรามีปัญหาเรื่องมลพิษ เรามีปัญหาเรื่องการกระจายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง เมืองโตแนวราบแทนที่จะโตแนวดิ่ง ขาดประสิทธิภาพ

และที่สำคัญ มันเป็นเรื่องของความเท่าเทียม
คนจนขาดโอกาสในการเดินทาง มีต้นทางในการเดินทางที่สูง

ผมอยากให้ทุกคนคิดว่า ทำไมรัฐทำให้รถเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต การเดินทางและการขนส่งเป็นสิ่งจำเป็นนะครับ ไม่ใช่รถ ไม่ใช่ถนน แต่เพราะการพัฒนาของรัฐไทยที่เน้นการสร้างถนนให้ฟรี ซ่อมถนนให้ฟรี โดยปล่อยปละละเลยระบบขนส่งสาธารณะมานาน มันทำให้เรารู้สึกเสมือนว่ารถเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่ถ้าเราลองดูจากสถิติ เราลองเอาคนมายืนเรียงกัน สมมุติว่าเราเอาคนทั้งประเทศมายืนเรียงกัน คนตรงกลางมีรายได้เฉลี่ยอยู่เพียง 6,500 บาท / เดือน คุณคิดว่าเขาจะสามารถเป็นเจ้าของรถได้มั้ยครับ แล้วเราจะพยายามไปบีบให้เขาต้องกู้หนี้ยืมสิน ยิ่งพยายามยิ่งจน เพื่อมีโอกาสเหมือนคนอื่นบ้าง ทุกคนฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถ

มันถูกแล้วหรือครับกับการใช้เงินภาษีในลักษณะนั้น ส่วนชนชั้นกลางหลายคนในห้องนี้ที่มีรถ ก็ต้องรู้สึกจนเพราะค่าใช้จ่ายในการใช้รถ

คำถามสำคัญคือด้วยเงินภาษีที่มีอยู่อย่างจำกัดนี่ เราควรใช้อย่างไร? เราควรสนับสนุนการเดินทางในรูปแบบไหน?

ผมขอนำเสนอกรณีตัวอย่าง เส้นทาง กรุงเทพฯ - โคราช ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญและเราไม่เถียงเลยว่าเป็นเส้นทางที่ต้องพัฒนา สำคัญ แต่เรามาดูกันว่ารัฐกำลังจะทำอะไร

เรามีถนนมิตรภาพอยู่แล้ว ซึ่งเป็นถนนใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศไทย ยิ่งเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศในยุโรปนี่ใหญ่มาก แต่เรามีรางแค่ทางเดี่ยว รถต้องจอดรอสับรางกัน ทำให้ไม่ตรงต่อเวลาและใช้เวลาในการเดินทางมาก

สิ่งที่รัฐกำลังจะทำก็คือ ทางเดี่ยวกลายเป็นทางคู่ อันนี้ทางพรรคเราก็เห็นด้วย ใช้เงิน 25,000 ล้านบาท

แต่เท่านั้นยังไม่พอ

รัฐจะสร้างรถไฟความเร็วสูงไปพร้อมๆ กัน ใช้เงิน 180,000 ล้านบาท ในเส้นทางเดียวกัน พูดง่ายๆ เราจะทำจากหนึ่งรางไปเป็น 4 ราง ไม่ใช่จากหนึ่งเป็นสอง

เท่านั้นยังไม่พอ รัฐยังสร้างมอเตอร์เวย์ไปแข่ง ตัดดีมานด์กันเอง ไม่ให้คนไปใช้ระบบราง

เราทุ่มเงินไปมหาศาลกับเส้นทางนี้ ถามว่าเส้นทางอื่นไม่สำคัญหรือครับ ปัญหาเรื่องอื่นไม่สำคัญหรือครับ มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำไปซะทุกอย่าง

สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ รัฐกำลังจะพยายามทำอย่างนี้กับอีก 4 เส้นทางหลัก จะขยายไปถึงหนองคาย จะต่อไปเชียงใหม่ และลงใต้ไปสิงคโปร์ รวมถึงจะไประยอง

เราจึงขอเสนอนโยบายด้านคมนาคม

เราต้องการจะสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่คุณภาพดี ราคาถูก เข้าถึงได้ง่าย โดยเราจะพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในทุกหัวเมือง หากเส้นทางใดที่มีผู้ใช้บริการมากพอ เราจะนำระบบรางเข้าไปใส่

เพราะระบบรางใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 9 เท่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 3 เท่า ใช้พื้นที่น้อยกว่า 20 เท่า

แน่นอนครับเราต้องมีรถเมล์ มีเรือ ตลดจนแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อมาเป็นโครงข่ายรองตามความเหมาะสมของแต่ละสภาพพื้นที่

เราจะเอาเงินจากการลดโครงการที่ซ้ำซ้อน เพื่อจะนำเงินที่ประหยัดได้เอาไปเพิ่ม เสริม และสร้าง โครงข่ายคมนาคมอย่าง ทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยเป้าหมายหลักก็คือ เราจะทำให้เกิดการ mode shift หรือแปลเป็นไทยได้ว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง เราจะเพิ่มรถเมล์ รถไฟ เรือโดยสารทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ เราจะเสริมประสิทธิภาพของโครงข่ายเดิมที่มีอยู่แล้ว ด้วยการเพิ่ม ปรับปรุงสัญญาณไฟจราจร ลดอุบัติเหตุทางถนน รวมถึง การแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นต้น

เราจะสร้างรางให้เป็นแกนหลักสำหรับการเดินทางและขนส่งภายในประเทศ เราจะเอาถนนมาเสริม ไม่ใช่มาแข่ง

เราจะสร้างระบบขนส่งสาธารณะในเมืองภูมิภาค ด้วยการกระจายเม็ดเงิน อำนาจ สู่ท้องถิ่น

เราจะสร้างทางเชื่อมแบบหัวไม่ต้องเปียก

เราจะสร้างทางเท้าให้น่าเดิน ไม่เจอกับระเบิด ไม่เดินชนต้นไม้

เราจะสร้างทางจักรยานให้น่าปั่น รวมถึงการเอาสายไฟลงดินและปรับภูมิทัศน์ให้เมืองน่าอยู่

เราต้องการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน เพราะเราอยากให้คนเดินทางได้โดยไม่ต้องใช้รถ

ส่วนคนที่ยังใช้รถอยู่ก็จะได้ประโยชน์ด้วยเพราะถนนจะโล่งขึ้น เราต้องวการทำอย่างนี้เพื่อทุกคน

และเนื่องจากประเทศของเรายังขาดรางอยู่มาก เราจึงจะถือโอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นในประเทศ ทดแทนการนำเข้าไม่ใช่เอาแต่ซื้อของนอก

เราจะสร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมรถไฟ

เราจะสร้างงาน 150,000 ตำแหน่ง เราจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน 540,000 ล้านบาท / ปี

ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟในประเทศ ภาคอีสานคือภาคที่เราวางแผนไว้จะให้เป็นศูนย์กลางของการสร้างอุตสาหกรรมรถไฟ เพราะภาตอีสานจนที่สุด เราต้องหยิบยื่นโอกาสไปให้พวกเขา เราจะให้ชาวบ้านได้มีงานดีๆ ทำ ให้นักธุรกิจโดยเฉพาะรายย่อยได้มีตลาดใหม่ ซึ่งก็คือซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน หรือกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เกิดสินค้า) และธุรกิจต่อเนื่อง จากการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตรถไฟ เราจะให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรได้มีโจทย์ที่จะฝึกปรือแล้วก็ใช้งานจริง เราจะให้ประเทศได้มีงานวิจัยและพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริง

ก่อนที่ทุกท่านจะใส่หมวกกลับเพื่อไปใช้ชีวิตตามปกติของท่าน ผมฝากข้อคิดไว้ว่า

“ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่คนจนมีรถ แต่เป็นประเทศที่คนรวยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ”