fbpx

“มานพ” วอน ให้ความเป็นธรรมคดี “บิลลี่” – เดินหน้า พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย

 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่พรรคอนาคตใหม่ จากกรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในกรณีที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการบังคับให้ให้ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ สูญหาย นั้น มานพ คีรีภูวดล ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปะกาเกอญอ) กล่าวว่า กรณีที่อัยการไม่ส่งฟ้องถือว่าเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะเป็นคดีที่สังคมไทยให้ความสำคัญ

บิลลี่เป็นบุคคลที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน เป็นตัวแทนพี่น้องกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่ออกมายืนหยัดต่อสู้ในสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน เป็นคนออกมายืนยันว่าปู่คออี้และชาวบ้านที่ถูกหน่วยงานราชการไล่รื้ออพยพ ใช้กำลังบังคับไล่ที่ เผายุ้งฉาง โยกย้ายชาวบ้านออกมาจากหมู่บ้าน “ใจแผ่นดิน” เป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่ จากเอกสารหลักฐานไม่ว่าจะเป็นแผนที่ทหาร 1:50,000 ที่เขียนยืนยันชัดเจนว่าบ้านใจแผ่นดินเป็นราษฎรบนพื้นที่สูงของประเทศไทย กรมประชาสงเคราะห์ในขณะนั้นก็สำรวจและถือเป็นหมู่บ้านเป้าหมายในการทำงาน บิลลี่เป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้นำชุมชน ออกมาต่อสู้เรียกร้องให้กับปู่คออี้และคนในชุมชน ประเด็นสำคัญก็คือก่อนที่บิลลี่จะถูกอุ้มหาย ศาลปกครองได้ตัดสินแล้วว่าปู่คออี้อยู่อย่างชอบด้วยกฎหมาย อุทยานต้องชดเชยค่าเสียหาย แต่หลังจากนั้นวันที่ 17 สิงหาคมปี 2557 บิลลี่ก็สูญหายไป

 

 

“คดีนี้มีการต่อสู้หลายระดับ ทั้งในขั้นตอนตำรวจและหน่วยงานราชการปกติ สุดท้ายก็ไม่มีความคืบหน้าใดเกิดขึ้น ทางภรรยาของบิลลี่ คือ มุนอ ก็ได้ยื่นเรื่องไปที่ดีเอสไอ กระบวนการสืบสวนผ่านมาปีกว่าๆก็พบหลักฐานชิ้นสำคัญ คือชิ้นส่วนกะโหลดศรีษะมนุษย์อยู่ในถัง 200 ลิตร ในอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน ซึ่งในทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ยืนยันแล้วว่าเป็นกะโหลกของบิลลี่ เพราะฉะนั้น การที่อัยการไม่ส่งฟ้อง ผมคิดว่าหน่วยงานที่เป็นต้นเรื่องคือดีเอสไอ จะต้องมีกระบวนการในการท้วงติงหรือสอบถามว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ไม่ส่งฟ้อง อย่างไรเมื่อดีเอสไอได้เจอหลักฐาน ได้ประกาศกับพี่น้องประชาชนแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการสูญหายธรรมดาแต่เป็นการฆาตกรรมอย่างมีการวางแผนเตรียมตัวมาอย่างดี ดีเอสไอมีสิทธิที่จะไปยื่นที่อัยการสูงสุดก็ได้ ผมเข้าใจว่าประชาชนกำลังรอดีเอสไออยู่ และทุกคนก็ยังให้กำลังใจดีเอสไอที่จะทำเรื่องนี้”

 

มานพกล่าวถึง กรณีปัญหาข้อพิพาทของชุมชนบ้านโป่งลึก-บางกลอยที่ยังคงไม่คลี่คลายจนถึงตอนนี้ โดยระบุว่ารัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถที่จะคลี่คลายปัญหาโดยบังคับใช้มติ ครม.3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูคุ้มครองวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและชาวเลมาใช้ได้เลย มติ ครม.นี้ผ่านมาสิบกว่าปีแล้วยังคงไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งก็ติดอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ควรจะต้องหยิบยกกฎหมายเดิมที่มีการยกร่างขึ้นมาแล้ว คือ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาพิจารณาให้ผ่านเป็นกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยทุกคนได้รับผลกระทบในแง่ของอำนาจรัฐ และการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมไม่ถูกต้อง ควรจะมีกฎหมายตรงนี้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว

ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในป่าแก่งกระจานที่สำคัญมาก คือ กรณีที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีความเห็นชอบเสนอไปที่องค์กรยูเนสโกให้พิจารณาอุทบานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกโลกอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีการเสนอมาสองถึงสามครั้งและถูกปฏิเสธมา ในการนี้ตนเห็นว่าการประชุมครั้งที่ 43 ที่กรุงบากู ประเทศอาร์เซอร์ไบจานที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการท้วงติงรัฐบาลไปอย่างน้อยสามเรื่อง หนึ่ง ปัญหาชายแดนระหว่างไทย-เมียนมามีความชัดเจนหรือไม่ เพราะเวลาประกาศเขตมรดกโลกจะต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน สอง ให้ส่งรายละเอียดว่าพื้นที่ๆมีความพิเศษในเชิงอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศ มีความพิเศษอย่างไร หรือมีกลุ่มชุมชนดั้งเดิมมีอยู่หรือไม่ และประเด็นที่สาม ที่มีความสำคัญมากและเกี่ยวข้องกับกลุ่มพี่น้องที่อยู่ในป่าแก่งกระจาน คือเรื่องที่คณะกรรมการที่ดูแลเรื่องมรดกโลก ระบุว่าถ้ารัฐบาลไทยจะเสนอไปอีกรอบหนึ่ง ให้คลี่คลายประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองก่อน

 

 

“เพราะฉะนั้น เรื่องนี้รัฐบาลจะต้องคลี่คลายให้มันเห็นว่าความขัดแย้งอย่างกรณีของบิลลี่จะไม่เกิดขึ้นที่อื่นอีก เพราะฉะนั้นกรณีจะเสนอผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ผมคิดว่าสามประเด็นนี้จะต้องคลี่คลายก่อน ไม่เช่นนั้นผมเชื่อว่าจะมีหน่วยงานองค์กรในระดับสากลมาท้วงติงมาคัดค้าน สุดท้ายเรื่องจะตกไป เสียเวลา เสียโอกาส”

 

มานพเผยว่า สุดท้าย ตนคิดว่าในฐานะที่ตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นคนชาติพันธุ์ และเป็นคนพรรคอนาคตใหม่ จะคอยติดตามเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆทีเกี่ยวข้องกับพี่น้องชาติพันธุ์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน เรื่องสัญชาติ เรื่องสภาชนเผ่า เรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ แต่กรณีผลกระทบในเรื่องของการละเมิดสิทธิพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่า เป็นเรื่องที่ตนจะติดตามอย่างไม่ลดละต่อไป รวมทั้งในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการประทุษร้ายประชาชน ตนก็จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพูดคุยในชั้นกรรมาธิการต่อไปด้วย