fbpx

ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำวินิจฉัยคดีวีลัคของศาลรัฐธรรมนูญ โดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

 

จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกภาพของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ้นสุดลง โดยอ้างว่า นายธนาธรยังมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ในขณะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) นั้น

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 14/2562 เรื่องพิจารณาตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง โดยมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ผู้ถูกร้องใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (3) ทำให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)

ผมมีข้อสังเกตต่อเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น ทั้งประเด็นทางเทคนิค เช่น อำนาจในการยื่นคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดี คือนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ในขณะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือไม่ โดยจะขอแถลงเป็นรายประเด็นไปตามลำดับ คือ (1) อำนาจยื่นคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และอำนาจพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ (2) เจตนารมณ์ของลักษณะต้องห้ามการ “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ” (3) ข้อสังเกตเกี่ยวกับการพิสูจน์หักล้างพยานหลักฐานที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย (4) ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลรัฐธรรมนูญ และ (5) บทสรุป

 

  1. อำนาจยื่นคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และอำนาจพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติในการประชุมครั้งที่ 63/2562 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 วินิจฉัยว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (3) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่ผมยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบวรรคสี่ นั้น

ผมขอเรียนว่า เมื่อพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 แล้ว ย่อมเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้แยกการตรวจสอบ “คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” และการตรวจสอบ “คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ออกจากกัน ทั้งนี้ การตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นก่อนบุคคลมีสมาชิกภาพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากบุคคลนั้นมีสมาชิกภาพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ ไว้ โดยจำแนกเป็นกรณีของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ “แบบแบ่งเขต” และผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ “แบบบัญชีรายชื่อ” สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ แบบบัญชีรายชื่อ อันเป็นกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีบัญญัติอยู่ในมาตรา 61 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย

ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 82 กล่าวโดยสรุปคือ หากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดมีเหตุสิ้นสุดลงเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย (มาตรา 82 วรรคหนึ่งและวรรคสี่) ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (5) และ (6) กำหนดให้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ ตามมาตรา 97 และมาตรา 98 เป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งถ้าตรวจพบว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ย่อมมีผลทำให้สมาชิกภาพของผู้นั้นสิ้นสุดลง กล่าวโดยเฉพาะข้อที่เป็นประเด็นแห่งคดีคือ ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ซึ่งเกี่ยวกับการห้าม “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ”

คดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง ได้เสนอคำร้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 82 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากผู้ร้องเห็นว่า “ผู้ถูกร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3)” และศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นกรณีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (5) จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา

ผมเห็นว่า แม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะบัญญัติให้นำลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งฯ มากำหนดเป็นลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพ (มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)) ด้วยก็ตาม แต่เมื่อกรณีตามคำร้องเป็นการตรวจสอบ “ลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ข้อเท็จจริงที่จะถูกตรวจสอบตามข้อกฎหมายดังกล่าว จึงต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 100 ผู้ถูกร้องย่อมมีสมาชิกภาพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562 อันเป็นวันเลือกตั้งเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ร้องอ้างเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพจากข้อเท็จจริงที่ว่า “ผู้ถูกร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ” ซึ่งได้แก่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 เท่ากับอ้างว่าข้อเท็จจริงเกิดขึ้นก่อนวันที่ 24 มีนาคม 2562 อันเป็นวันที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีตามคำร้องจึงมิใช่การตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 82 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ได้ และศาลรัฐธรรมนูญชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้พิจารณา จึงเป็นการนำการตรวจสอบ “คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” และการตรวจสอบ “คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” มาปะปนกัน กลายเป็นการขยายความบทบัญญัติมาตรา 101 (6) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เสียใหม่ให้กลายเป็นว่า การมีลักษณะต้องห้ามในฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ นั้นเป็นลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงได้ สมควรกล่าวด้วยว่า การตีความของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ย่อมมีผลเท่ากับศาลได้ขยายเขตอำนาจของตนออกไปให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติไว้ให้อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดต่อ “หลักการมีเขตอำนาจจำกัดของศาลรัฐธรรมนูญ” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 210 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7

 

  1. เจตนารมณ์ของลักษณะต้องห้ามการ “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ”

ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำอธิบายถึงเจตนารมณ์ของการบัญญัติเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามกรณีนี้ไว้ ความว่า “เพื่อมิให้ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ อาศัยความได้เปรียบจากการเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง และเพื่อเป็นการป้องกันการใช้อำนาจครอบงำสื่อมวลชนอันจะทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง”

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือเป็นสื่อมวลชนนับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2559 โดยได้เลิกผลิตนิตยสาร Who ? ยุบกองบรรณาธิการและเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดของบริษัทตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 และจดแจ้งการหยุดกิจการชั่วคราวต่อสำนักงานประกันสังคมเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562 และไม่ได้กลับมาผลิตอีกเลย (ส่วนการผลิตนิตยสารรายเดือน JIBjib Magazine นั้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้ผลิตให้บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด สำหรับใช้เผยแพร่บนเครื่องบินของสายการบินดังกล่าว ซึ่งต้องผลิตตามสัญญาถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 อย่างไรก็ตาม บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ไม่ได้เป็นเจ้าของนิตยสาร JIBjib Magazine โดยผู้เป็นเจ้าของนิตยสาร JIBjib Magazine คือบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด) แสดงให้เห็นว่า ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง เห็นว่าผู้ถูกร้องมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (3) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ “ประกอบกิจการออกหนังสือพิมพ์…” (ข้อ 23) และ “ประกอบกิจการโฆษณาด้วยสื่อการโฆษณาทุกอย่าง…” (ข้อ 25) นั้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ดี ต่อกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้แจ้งยกเลิกเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของกิจการ ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มาตรา 18 ก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ แม้จะอ้างว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้หยุดกิจการโดยยุติการผลิตนิตยสารและเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 รวมทั้งได้แจ้งการหยุดกิจการชั่วคราวต่อสำนักงานประกันสังคมเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562 ก็ตาม แต่บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ก็ยังสามารถประกอบกิจการเมื่อใดก็ได้ ตราบที่ยังมิได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและแจ้งยกเลิกเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการหรือเจ้าของกิจการ ดังนั้น จึงยังถือเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562

ผมมีข้อสังเกตว่า ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาตรวจสอบในขณะที่บุคคลนั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งหากพบว่าบุคคลใดมีลักษณะต้องห้ามก็ไม่อาจลงสมัครรับเลือกตั้งฯ ได้ และเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว การเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนที่จะถือเป็นลักษณะต้องห้าม ต้องเป็นกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจใช้สื่อดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบทางการเมืองแก่ตนเองหรือสร้างความเสียเปรียบทางการเมืองแก่ฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อสื่อเช่นว่านั้นยังคงประกอบกิจการอยู่เท่านั้น การตีความดังข้างต้นย่อมสอดคล้องกับสถานะของมาตรา 98 (3) เองที่เป็นบทตัดสิทธิของบุคคลในการลงสมัครรับเลือกตั้งอันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ซึ่งบทบัญญัติอันมีผลร้ายโดยจำกัดตัดสิทธิของบุคคลเช่นนี้ย่อมต้องตีความอย่างเคร่งครัด

เมื่อปรากฏว่าในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้หยุดประกอบกิจการ โดยเลิกผลิตนิตยสาร เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด และแจ้งการหยุดกิจการต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว กรณีย่อมไม่อาจถือได้ว่า ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นบริษัทที่ประกอบ “กิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน” ที่หากปรากฏข้อเท็จจริงว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวในวันที่ลงสมัครรับเลือกตั้งฯ แล้ว จะทำให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (3) แต่อย่างใด

 

  1. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการพิสูจน์หักล้างพยานหลักฐานที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย

การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเรียกพยานสำคัญของผู้ถูกร้องเกือบทั้งหมดมาไต่สวนในฐานะ “พยานของศาล” นอกจากจะทำให้เส้นแบ่งของสถานะทางพยานหลักฐานมีความคลุมเครือลงว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ถูกร้องหรือของศาล และพยานหลักฐานต่าง ๆ แต่ละชิ้นจะถูกนำมาใช้พิสูจน์ต่อหรือหักล้างซึ่งกันและกันเองหรือไม่ ยังก่อให้เกิดข้อสังเกตต่อมาว่าการนำพยานหลักฐานต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะในสถานะพยานหลักฐานของผู้ถูกร้องหรือพยานหลักฐานของศาล มาใช้พิสูจน์หักล้างกับพยานหลักฐานชิ้นสำคัญซึ่งได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีความถูกต้อง เช่น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น จะกระทำได้หรือไม่ เพียงใด

ในเบื้องต้น ผมจะหยิบยกพยานเอกสารชิ้นสำคัญที่ฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องต่างยกขึ้นอ้างเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของฝ่ายตนเสียก่อนที่จะพิจารณาพยานหลักฐานอื่นเป็นรายประเด็นไป เนื่องจากโดยเนื้อแท้ของการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้ เห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายล้วนยึดถือพยานเอกสารที่จะกล่าวถึงเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญของฝ่ายตน ส่วนพยานหลักฐานอื่นล้วนแล้วแต่เป็นการไต่สวนเพื่อสนับสนุนหรือหักล้างพยานเอกสารของแต่ละฝ่ายเท่านั้น พยานเอกสารของฝ่ายผู้ร้องคือ “สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น” (แบบ บอจ. 5) ส่วนพยานเอกสารของฝ่ายผู้ถูกร้องคือ “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด” (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น”)

ผมมีข้อสังเกตว่า สถานะทางพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่พยานเอกสารของแต่ละฝ่ายมุ่งพิสูจน์มีความแตกต่างกัน โดยจะขอกล่าวถึง “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” ซึ่งเป็นพยานเอกสารของฝ่ายผู้ถูกร้องก่อน โดยผู้ถูกร้องอ้างว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ผู้ถูกร้องได้โอนหุ้นขายหุ้นจำนวน 675,000 หุ้น ให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาผู้ถูกร้อง เป็นเงิน 6,750,000 บาท โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่อรับรอง และมีการชำระค่าหุ้นด้วยเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เสร็จแล้วจึงจดแจ้งการโอนหุ้นดังกล่าวลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น กล่าวโดยสรุป ในประเด็นเกี่ยวกับการโอนหุ้นนี้ ผู้ถูกร้องอ้างพยานเอกสารที่เกี่ยวแก่ประเด็นโดยตรง 3 ชิ้น ได้แก่ หนังสือโอนหุ้น ต้นขั้วเช็คที่สั่งจ่ายชำระค่าหุ้น และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น

“หนังสือโอนหุ้น” เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสองและวรรคสาม ที่บัญญัติว่า “การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย… การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น” ส่วน “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 ที่บัญญัติว่า “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องในข้อกระทงความบรรดาที่กฎหมายบังคับ หรือให้อำนาจให้เอาลงในทะเบียนนั้น” ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า พยานเอกสารทั้งสองชิ้นนี้ นอกจากจะเป็นพยานหลักฐานโดยตรงที่มุ่งพิสูจน์ว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 นายธนาธรโอนขายหุ้นจำนวน 675,000 หุ้น ให้แก่นางสมพร ในราคา 6,750,000 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” ยังเป็นพยานหลักฐานที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย (Legal Presumption) ว่ามีข้อความถูกต้องแท้จริงอีกด้วย

ในคดีทั่วไป หากพยานหลักฐานชิ้นใดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายแล้ว มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างว่าข้อเท็จจริงที่พยานหลักฐานนั้นมุ่งพิสูจน์ไม่ถูกต้อง คู่ความฝ่ายนั้นต้องเป็นฝ่ายรับภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วข้อความจริงไม่ได้เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย แต่เป็นไปตามพยานหลักฐานของฝ่ายที่รับภาระการพิสูจน์นั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นต้องเป็นฝ่ายรับภาระการพิสูจน์เพื่อ “หักล้าง” พยานหลักฐานที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายของอีกฝ่ายหนึ่ง มิเช่นนั้นแล้วก็ต้องรับฟังข้อเท็จจริงไปตามที่ปรากฏในพยานหลักฐานที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายนั้น หลักการดังกล่าวนี้ ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1

เมื่อหลักการทั่วไปเป็นไปตามที่กล่าว จึงเห็นสมควรพิจารณาถึงพยานเอกสารชิ้นสำคัญของฝ่ายผู้ร้องที่ผมเกริ่นทิ้งไว้ตอนต้น คือสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “แบบ บอจ. 5”) ซึ่งเป็นพยานหลักฐานชิ้นเดียวที่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้ตั้งรูปคดีนำความมาฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และยังคงเป็นพยานหลักฐานของผู้ร้องชิ้นเดียวที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกมาใช้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักหักล้างกับพยานหลักฐานเกี่ยวกับการโอนหุ้นของฝ่ายผู้ถูกร้อง สิ่งที่สมควรกล่าวถึงประการแรกเกี่ยวกับแบบ บอจ. 5 คือเอกสารฉบับนี้คืออะไร และประการต่อมาคือเอกสารฉบับนี้นำมาใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอันใดบ้าง

ต่อปัญหาทั้งสองประการนั้น แบบ บอจ. 5 คือสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1139 วรรคสอง บัญญัติว่า “ให้เป็นหน้าที่ของกรรมการที่จะส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ที่ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในเวลาที่ประชุม และรายชื่อผู้ที่ขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้นจำเดิมแต่วันประชุมสามัญครั้งที่แล้วมานั้น ไปยังนายทะเบียนอย่างน้อยปีละครั้ง และมิให้ช้ากว่าวันที่สิบสี่นับแต่การประชุมสามัญ…” อันหมายถึง สำเนาเอกสารที่บริษัทจัดทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า ในการประชุมสามัญครั้งผ่านมามีผู้ใดยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่บ้าง และภายหลังจากนั้นมีผู้ใดออกจากการเป็นผู้หุ้น โดยกฎหมายกำหนดให้กรรมการบริษัทส่งแบบ บอจ. 5 ต่อกระทรวงพาณิชย์ ปีละ 1 ครั้ง แต่ไม่ให้ช้ากว่า 14 วัน นับแต่วันที่มีการประชุมสามัญของบริษัท (กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องประชุมสามัญ ปีละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย) แสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทจะโอนหุ้นกี่ครั้งหรือมีจำนวนเท่าใด และจะจดแจ้งการโอนหุ้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเมื่อใดนั้น เป็นไปตามเสรีภาพในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาที่โอนหุ้นกัน โดยบริษัทมีหน้าที่ส่งแบบ บอจ. 5 ต่อกระทรวงพาณิชย์ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อแสดงว่าในขณะส่งแบบ บอจ. 5 นั้น มีผู้ใดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทบ้าง ดังนั้น แบบ บอจ. 5 จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการโอนหุ้นตามกฎหมาย แต่เป็นหลักฐานที่แสดงว่า ณ วันที่มีการจดแจ้งแบบ บอจ. 5 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ นั้น ผู้ถือหุ้นของบริษัทที่เป็นปัจจุบันมีผู้ใดบ้าง แต่ละคนถือหุ้นเลขที่หุ้นใดเป็นจำนวนเท่าใด โดยไม่สามารถนำมาใช้พิสูจน์ว่าผู้ถือหุ้นตามที่ปรากฏชื่อในแบบ บอจ. 5 ฉบับที่จดแจ้งครั้งก่อน เพิ่งจะโอนหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใหม่ในวันที่มีการจดแจ้งครั้งปัจจุบันได้เลย กล่าวโดยสรุป หากจะใช้แบบ บอจ. 5 เป็นพยานหลักฐานในคดี ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่มุ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ในวันที่มีการจดแจ้งนั้น มีผู้ใดเป็นผู้ถือหุ้นอยู่บ้าง แต่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าการโอนหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนปัจจุบันเพิ่งจะกระทำในวันดังกล่าว ดังนั้น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งอ้างว่า แบบ บอจ. 5 ของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ฉบับที่จดแจ้งวันที่ 21 มีนาคม 2562 เพิ่งจะไม่ปรากฏชื่อของนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้น จึงเชื่อว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวในขณะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 มกราคม 2562 จึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีฐานแห่งกฎหมายรองรับ เพราะในเมื่อแบบ บอจ. 5 ไม่ใช่พยานหลักฐานที่สามารถใช้มุ่งพิสูจน์ถึงวันที่โอนหุ้นกันเสียแล้ว ย่อมไม่ใช่พยานหลักฐานที่สามารถนำมาใช้หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” ของฝ่ายผู้ถูกร้องได้

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ระบบไต่สวน แตกต่างจากการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหาเช่นคดีทั่วไป กล่าวคือ นอกจากคู่ความแต่ละฝ่ายจะมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างตามคำคู่ความของศาลตนแล้ว ศาลยังมีบทบาทในการไต่สวนเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงด้วย หลักการดังกล่าวถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 แม้กระนั้น วิธีพิจารณาคดีในระบบไต่สวนมิใช่วิธีพิจารณาที่ยกเว้นหลักการเรื่องภาระการพิสูจน์หรือข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่พยานหลักฐานลงอย่างสิ้นเชิง เพราะภาระการพิสูจน์ย่อมมีอยู่โดยธรรมชาติของการดำเนินคดีในวิธีพิจารณาทุกระบบ ในชั้นนี้ จึงสรุปได้ว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องซึ่งมีเพียง แบบ บอจ. 5 มาแสดงนั้น ยังไม่สามารถใช้รับฟังได้ว่า นายธนาธรยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในขณะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของฝ่ายผู้ถูกร้องได้

ข้อสังเกตต่อไปจึงมีว่า หากพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ร้องยังไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามคำร้องและหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่พยานหลักฐานของผู้ถูกร้องแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้อำนาจในวิธีพิจารณาคดีในระบบไต่สวน เรียกพยานหลักฐานมาสืบในฐานะพยานหลักฐานของศาล มีพยานหลักฐานใดที่น่าจะสามารถนำมาใช้พิสูจน์หักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ถูกร้องได้หรือไม่ เพียงใด

 

  1. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลรัฐธรรมนูญ

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานมาสืบในฐานะพยานหลักฐานของศาล ซึ่งในคำวินิจฉัยในประเด็นการโอนหุ้นของนายธนาธรให้แก่นางสมพรนั้น ได้อาศัยคำเบิกความของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ นางสาวลาวัลย์ จันทร์เกษม นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และพยานเอกสารต่าง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาประกอบการวินิจฉัย ซึ่งผมมีข้อสังเกตบางประการดังนี้

(ก) ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกแบบ บอจ. 5 ที่บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เคยส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ย้อนหลังไปถึงปี 2552 แล้วสรุปว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในอดีต บริษัทฯ จะส่งแบบ บอจ. 5 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ทันทีหลังการประชุมวิสามัญ แตกต่างจากการโอนครั้งนี้ที่ทอดระยะเป็นเวลานานกว่าจะมีการส่งแบบ บอจ. 5 จึงเป็นพิรุธว่า นายธนาธรมิได้โอนหุ้นให้แก่นางสมพร ในวันที่ 8 มกราคม 2562 ตามที่อ้าง

ดังได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า แบบ บอจ. 5 ไม่ใช่หลักฐานแห่งการโอนหุ้นตามกฎหมาย และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1139 วรรคสอง เพียงกำหนดให้กรรมการบริษัทส่งแบบ บอจ. 5 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น การนำระยะเวลาในการส่งแบบ บอจ. 5 มาใช้เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของผู้ถูกร้องมีพิรุธ จึงเป็นการให้เหตุผลที่เพิ่มภาระแก่ผู้ถูกร้องเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งยังมีว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ความจำเป็นใด ๆ ในการส่งแบบ บอจ. 5 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จึงไม่มีอีกต่อไป การที่ศาลรัฐธรรมนูญนำสถิติการส่งแบบ บอจ. 5 ครั้งก่อน ๆ ที่บริษัทฯ ยังดำเนินกิจการปกติ มาเปรียบเทียบแล้ววินิจฉัยว่าข้ออ้างของผู้ถูกร้องมีพิรุธ จึงเป็นการให้เหตุผลที่น่ากังขาอย่างยิ่ง

(ข) ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกคำเบิกความของนางลาวัลย์ จันทร์เกษม เจ้าหน้าที่ของบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจ) มาวินิจฉัยว่า พยานเบิกความว่า หากมีคนสั่งให้ทำ (ส่งแบบ บอจ. 5) ตนก็สามารถทำได้ และทางปฏิบัติสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นส่งแบบ บอจ. 5 แทนได้ ข้ออ้างของผู้ถูกร้องจึงฟังเป็นพิรุธ

คำวินิจฉัยเช่นนี้เท่ากับว่า หากกรรมการบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด ไม่สั่งให้ลูกจ้างของบริษัทอื่นไปดำเนินการส่งแบบ บอจ. 5 ทันทีภายหลังจากที่มีการโอนหุ้น หรือมอบอำนาจให้บุคคลใดไปดำเนินการแทนแล้ว ถือเป็นการกระทำอันส่อถึงพิรุธ ซึ่งเป็นการให้เหตุผลที่แปลกประหลาดอย่างมาก อีกทั้งยังขัดกับหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องส่งเพียงปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น ตามที่กล่าวมาแล้ว

(ค) ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกหลักฐานการนำเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงิน มาวินิจฉัยว่า เช็คฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2562 ที่นางสมพรสั่งจ่ายชำระค่าหุ้นให้แก่นายธนาธร เป็นเงิน 6,750,000 บาท เป็นเช็คที่ออกในเมืองเดียวกันกับเมืองที่ธนาคารตามเช็คที่มีหน้าที่จ่ายเงินตั้งอยู่ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 กำหนดให้ต้องยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกเช็ค ดังนั้น นายธนาธรจึงมี “หน้าที่” นำเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงินภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกเช็ค แต่ปรากฏว่านายธนาธรนำเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงินเป็นเวลา 128 วัน นับแต่วันออกเช็ค ข้ออ้างของผู้ถูกร้องจึงเป็นพิรุธ

ผมมีความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 คลาดเคลื่อนอย่างมาก กล่าวคือกรอบเวลาหนึ่งเดือนตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ใช่ “หน้าที่” ของผู้ทรงที่ต้องนำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารให้ใช้เงินแต่อย่างใด การที่ผู้ทรงไม่นำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เพียงทำให้ผู้ทรงเสียสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้ไม่มีการสลักหลังเช็คแต่อย่างใด อีกทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 (2) ให้สิทธิแก่ธนาคารที่จะปฏิเสธการใช้เงินเมื่อพ้นเวลา 6 เดือน นับแต่วันออกเช็ค ดังนั้น ผู้ทรงจึงมี “หน้าที่” นำเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงิน ภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันออกเช็ค หาใช่ 1 เดือน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ โดยมิพักต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปในสังคมว่า ไม่มีธนาคารพาณิชย์ใดตั้งกฎเกณฑ์ให้ผู้เคยค้าต้องนำเช็คมายื่นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันออกเช็ค มิเช่นนั้นจะปฏิเสธการใช้เงินแต่อย่างใด

(ง) ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกหลักฐานการเรียกเก็บเงินตามเช็คย้อนหลัง 3 ปี ก่อนเกิดเหตุ มาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของผู้ถูกร้องเป็นพิรุธ โดยให้เหตุผลว่า เช็คฉบับก่อน ๆ ไม่มีครั้งใดที่ยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินเป็นเวลา 128 วัน นับแต่วันออกเช็ค มีเพียงฉบับที่เป็นปัญหานี้เท่านั้น

ผมมีข้อสังเกตว่า เช็คทุกฉบับที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาวินิจฉัย ล้วนนำไปยื่นแก่ธนาคารภายหลัง 1 เดือน นับแต่วันออกเช็คทั้งสิ้น กล่าวคือ นับเป็นเวลา 42 วัน 45 วัน และ 98 วัน ซึ่งหากยึดบรรทัดฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ตอนต้นว่า ผู้ทรงมี “หน้าที่” ต้องนำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารภายใน 1 เดือน แล้ว ย่อมต้องถือว่าที่ผ่านมา ผู้ร้องก็ไม่เคยปฏิบัติตามบรรทัดฐานดังกล่าวแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ยังหามีกฎหมายใดบังคับให้ผู้ทรงนำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารภายในกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่งอย่างเคร่งครัดไม่ การที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลในคำวินิจฉัยเช่นนี้ จึงเป็นการให้เหตุผลที่ขัดต่อแนวปฏิบัติอันชอบด้วยกฎหมาย

(จ) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่นางสมพรเบิกความอ้างว่า ภายหลังที่ได้รับโอนหุ้นจากผู้ถูกร้องแล้ว เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2562 ได้โอนหุ้นดังกล่าวให้แก่นายทวี จรุงสถิตพงศ์ และต่อมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 นายทวีได้โอนหุ้นดังกล่าวคืนแก่นางสมพรนั้น มีพิรุธ เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะมีการโอนกันเพื่อให้นายทวีตรวจสอบสภาพกิจการและสิทธิเรียกร้องที่บริษัทฯ มีอยู่เหนือลูกหนี้ทั้งหลาย

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นที่นางสมพรโอนหุ้นให้แก่นายทวี แท้จริงแล้วเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อยเท่านั้น โดยนางสมพรเบิกความอธิบายว่า ภายหลังจากที่ตนรับโอนหุ้นมาจากนายธนาธรแล้ว ตนได้โอนหุ้นต่อและรับหุ้นกลับคืนมาอย่างไรบ้าง จึงไม่ใช่ประเด็นโดยตรงที่จะนำข้อเท็จจริงมาใช้พิสูจน์ว่านายธนาธรโอนหุ้นให้แก่นางสมพรเมื่อใด และนายธนาธรยังเป็นผู้ถือหุ้นหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ในขณะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ อีกทั้งการที่นางสมพรจะโอนหุ้นให้แก่นายทวีโดยมีมูลเหตุจูงใจใด การโอนดังกล่าวจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ หรือนายทวีตรวจสอบสภาพกิจการและสิทธิเรียกร้องของบริษัทแล้ว เหตุใดจึงโอนหุ้นคืนนางสมพรภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะหยั่งรู้ได้ว่าเป็นความจริงหรือเท็จโดยไม่จำต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นมาพิสูจน์หักล้าง การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ตามที่นางสมพรเบิกความยังมีความน่าสงสัยจึงเป็นพิรุธ ทั้งที่ปราศจากพยานหลักฐานในสำนวนไม่ว่าจะในฐานะพยานของศาลหรือพยานของผู้ถูกร้อง แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงเสมือนการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงไปโดยอาศัยความรู้เห็นหรือประสบการณ์ชีวิตของศาลมาชี้ขาดตัดสินคดี ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องตามหลักการรับฟังพยานหลักฐาน

จากข้อสังเกตหลายประการข้างต้น ผมมีความเห็นว่า พยานหลักฐานในสำนวน ไม่ว่าจะในฐานะพยานหลักฐานของศาล หรือพยานหลักฐานของผู้ร้อง ล้วนไม่ปรากฏมีชิ้นใดสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีได้โดยตรงว่า นายธนาธรโอนหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้แก่นางสมพร ภายหลังจากวันสมัครรับเลือกตั้งฯ เมื่อใด

 

  1. บทสรุป

นอกจากประเด็นทางเทคนิคเรื่องอำนาจยื่นคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยผมตั้งข้อสังเกตว่า พยานหลักฐานของฝ่ายผู้ถูกร้องล้วนเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีโดยตรง กล่าวคือ เป็นหลักฐานการโอนหุ้นตามที่กฎหมายกำหนด และได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีข้อความถูกต้อง ดังนั้น หากจะรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น แม้เป็นวิธีพิจารณาคดีในระบบไต่สวน ก็ต้องปรากฏพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ว่าจะในฐานะพยานหลักฐานของศาลหรือพยานหลักฐานของผู้ร้อง ที่มีน้ำหนักยิ่งกว่าและสามารถนำมาใช้พิสูจน์ต่อพยานหลักฐานของผู้ถูกร้อง ลำพังเพียงแต่การวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานแวดล้อมชิ้นอื่น ๆ ของผู้ถูกร้องมีพิรุธอย่างไร โดยปราศจากหลักฐานอื่นที่สามารถนำมาใช้พิสูจน์ต่อพยานหลักฐานที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย และเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวแก่ประเด็นแห่งคดีโดยตรง นั้น ไม่น่าจะเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องตามหลักการรับฟังพยานหลักฐาน

ยิ่งไปกว่านั้น เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาใช้วินิจฉัยว่า ข้ออ้างของผู้ถูกร้องเป็นพิรุธ เกือบทุกข้อล้วนเป็นเหตุผลที่ไม่สอดคล้องหรือถึงกับขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นำเอาการปฏิบัติต่าง ๆ ที่สอดคล้องถูกต้องตามครรลองกฎหมายอยู่แล้ว มาใช้วินิจฉัยว่าเป็นข้อพิรุธ ซึ่งย่อมก่อให้สาธารณชนเกิดความสับสนในความมั่นคงแน่นอนของระบบกฎหมายอย่างยิ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลชั้นที่สุด กล่าวคือไม่อาจมีการอุทธรณ์หรือฎีกาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อีก ประกอบกับยังเป็นศาลที่มีเขตอำนาจชี้ขาดตัดสินคดีทางการเมือง ดังนั้น ประชาชนจึงย่อมมีความคาดหวังต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินกระบวนพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโดยให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน อันเป็นสิทธิที่พลเมืองทุกคนได้รับการพิทักษ์ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นนิติรัฐ ทั้งนี้ การรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานถือเป็นกระบวนการสำคัญที่นำไปสู่การวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีพันธะหน้าที่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย สอดคล้องกับมาตรฐานความยุติธรรมในระดับสากล เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความที่มีอรรถคดี เพื่อพิทักษ์สิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนอันได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ และเพื่อจรรโลงความเป็นนิติรัฐตามมาตรฐานสากลให้ยั่งยืนสืบไป.