สังคมที่จะรุ่งเรืองคือสังคมที่มอบโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม

โดย อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์

ผมเคยเห็นการ์ตูนเรื่องหนึ่งซึ่งเปรียบเทียบระหว่างชีวิตผู้ชายสองคน คนหนึ่งหน้าตาท่าทางดูดี ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน เก็บหอมรอมริบก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วก็สร้างครอบครัวให้มั่นคงก่อนจะมีลูก ปรากฎว่ากว่าจะพยายามมีลูกก็อายุเยอะแล้ว และหัวใจวายเสียชีวิต จึงไม่มีทายาทสักคนเดียว ในขณะที่อีกคนหนึ่งชอบซิ่งมอเตอร์ไซค์และใช้ชีวิตเสเพล ทำผู้หญิงท้อง เรียนหนังสือไม่จบ ไม่คุมกำเนิดจนมีลูกหลายคน ลูกก็เสเพลจนมีหลานตั้งแต่อายุยังน้อย สุดท้ายแล้วมีทายาทสิบสี่คน แต่ไม่มีสักคนที่ได้รับการศึกษาหรือมีการงานดี

ด้านล่างของการ์ตูนเขียนเอาไว้ว่า “ยินดีต้อนรับสู่สังคมมนุษย์ลิง”

การ์ตูนนี้อาจจะดูเป็นตลกร้าย แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความจริงแฝงอยู่ นั่นคือบุคคลที่มีโอกาสทางการศึกษาและการงานก็มักจะมีช่องทางสร้างความพัฒนาให้สังคมได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงหวังให้ผู้ซึ่งมีการศึกษาและการงานดีมีลูกมากขึ้น และให้ผู้ซึ่งไม่มีการศึกษาหรือการงานที่ดีมีลูกน้อยลง ด้วยความเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ประชากรในอนาคตมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ต้องเป็น “สังคมมนุษย์ลิง” อย่างที่การ์ตูนพยากรณ์ไว้

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นความหวังเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง คนซึ่งมีการศึกษาและการงานที่ดีนั้นไม่มีทางมีลูกมากกว่าได้ ลักษณะต่างๆ ของคนกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาเรียนหนังสือนานขึ้น การที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น โอกาสเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัว และการทุ่มเทเวลาและความสนใจให้หน้าที่การงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้คนในกลุ่มนี้เริ่มมีลูกช้าลงและมีลูกน้อยลง นี่เป็นแนวโน้มทางประชากรศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จนถึงวันนี้ยังไม่มีประเทศไหนประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้มีลูกมากขึ้น แนวโน้มในอนาคตยังคงเป็นการที่คนกลุ่มนี้จะมีลูกน้อยลงเรื่อย ๆ และแน่นอนว่าน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาและการงาน

ด้วยเหตุนี้บางคนจึงคิดจะแก้ไขโดยหาทางทำให้คนที่ไม่มีโอกาสมีลูกน้อยลง แต่การกระทำเช่นนี้นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วยังจะสร้างปัญหาในระยะยาวมากกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะสถานการณ์ประชากรไทยนั้นเข้าใกล้ภาวะวิกฤติเต็มทีแล้ว อัตราเจริญพันธุ์ (จำนวนเฉลี่ยของการคลอดบุตรต่อผู้หญิงหนึ่งคน) ของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่แค่ที่เด็ก 1.5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ในขณะที่อัตราทดแทนคือประมาณ 2.1 หรือสูงกว่านั้นเล็กน้อย นั่นหมายความว่าประชากรเกิดใหม่ไม่เพียงพอต่อการทดแทน ผลคือวัยแรงงานที่เป็นกำลังหลักในการสร้างผลิตภาพให้ประเทศกำลังหดตัวลงเรื่อย ๆ และสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้น ถ้าอัตราเจริญพันธุ์ต่ำลงไปกว่านี้อีกก็จะยิ่งทำให้วิกฤติเกิดเร็วขึ้น

ดังนั้นจริง ๆ แล้วเด็กที่เกิดมานี้จึงเป็นทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ พวกเขาเป็นเหมือนแร่ดิบที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน และวิธีแก้ไขสถานการณ์ข้างต้นอยู่ที่การสร้างโครงสร้างบางอย่างขึ้นมาในสังคมเพื่อช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเอง ให้เขาได้รับโอกาสที่เขาไม่เคยมี ให้เขาสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม นี่คือวิธีการสร้างสังคมที่รุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

สวัสดิการสังคมเพื่อการพัฒนา

โครงสร้างที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าสวัสดิการสังคมเพื่อการพัฒนา (developmental social welfare) ซึ่งหมายถึงสวัสดิการที่จัดให้กับประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรากฐานในชีวิตให้แต่ละคนสามารถพัฒนาตัวเองต่อได้ สวัสดิการเหล่านี้มีได้หลากหลายประเภท โดยมีตัวอย่างที่สำคัญเช่น

  • การศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม
  • ระบบสาธารณสุขที่ทุกคนเข้าถึงได้
  • การคมนาคมและระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและครอบคลุม
  • ความมั่นคงด้านอาหาร
  • โอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน
  • โอกาสในการได้รับคำปรึกษาและความคุ้มครองทางกฎหมาย

จะเห็นได้ว่าสวัสดิการเหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะของการนำเงินไปแจกจ่ายแบบเปล่าๆ แต่เป็นการปูพื้นให้ทุกคนมีโอกาสและความพร้อมใกล้เคียงกัน แล้วให้แต่ละคนใช้ความพยายามเพื่อต่อยอดและสร้างความก้าวหน้า นี่คือการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเปิดโอกาสให้มีการเลื่อนชั้นทางสังคม (social mobility) จากชนชั้นล่างมาเป็นชนชั้นกลางที่มีคุณภาพและผลิตภาพ


การศึกษาเป็นตัวอย่างที่ดีในการเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพประชาชนและพลิกฟื้นประเทศให้รุ่งเรือง สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันนั้นเรียกได้ว่าย่ำแย่ ความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษานั้นสูงมากเมื่อเทียบระหว่างเมืองใหญ่กับตำบลหรืออำเภอเล็กๆ และแม้แต่ในเมืองเดียวกันก็ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงเมื่อเทียบระหว่างโรงเรียนชื่อดังกับโรงเรียนอื่นๆ โอกาสในการได้เข้าโรงเรียนดีๆ นั้นมักจะผูกอยู่กับเศรษฐฐานะของครอบครัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือชีวิตของเด็กเหมือนถูกกำหนดมาแต่เกิด ใครเกิดมาในเมืองใหญ่และมีฐานะดีก็จะได้เรียนโรงเรียนที่คุณภาพสูงและมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต ใครเกิดมาในพื้นที่ห่างไกลหรือมีฐานะยากจนก็จะอยู่ในสภาวะด้อยโอกาสไปตลอดชีวิต

ประเทศที่เคยเหมือนกับประเทศไทยในตอนนี้ แต่สามารถพลิกฟื้นระบบการศึกษาจนสามารถรุ่งเรืองได้ในปัจจุบันก็คือประเทศที่เป็นตัวอย่างด้านการศึกษาของโลก ฟินแลนด์

การศึกษาของประเทศฟินแลนด์

ในช่วงทศวรรษ 1970 นั้นกลุ่มคนในฟินแลนด์แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ นั่นคือคนในเมืองและคนในชนบท ซึ่งคนในเมืองก็จะมีโอกาสทางการศึกษามากกว่า ทำงานที่สร้างรายได้สูงกว่า คนในชนบทก็จะไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนหนังสือ และงานที่ทำก็มักจะวนเวียนอยู่กับเกษตรกรรมพื้นฐาน ผลิตสินค้าขายได้ราคาถูกๆ คนคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาประสบความสำเร็จเพียงใดก็อยู่ที่เขาเกิดที่ไหนและพ่อแม่เป็นใคร ส่วนความฝัน ความพยายาม และความตั้งใจนั้นไม่ได้มีความหมายสักเท่าไหร่ ชีวิตคนไม่ต่างกับการซื้อล็อตเตอรี่ว่าจะได้เกิดในครอบครัวไหน ใครถูกรางวัลชีวิตก็สบายไป แต่ถ้าใครไม่ถูก ชีวิตก็แทบจะไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก

แต่ฟินแลนด์ไม่ได้คิดว่าคนในชนบทเป็นมนุษย์ที่ไร้อนาคต กลับกันฟินแลนด์มองว่านี่คือวิกฤติที่สังคมต้องร่วมกันแก้ไขโดยการให้โอกาสพัฒนาตัวเองอย่างเพียงพอแก่ทุกคน จึงได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการศึกษาโดยพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงจนโรงเรียนของเมืองเล็กๆ ในชนบทมีคุณภาพไม่ต่างกับในเมืองใหญ่ ทำให้โอกาสในการศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเศรษฐฐานะ นักเรียนที่มีปัญหาครอบครัวก็จะได้รับความช่วยเหลือมากมายเพื่อให้พวกเขาเรียนหนังสือต่อไปได้ และโรงเรียนก็จะจัดเตรียมอาหารอย่างดีไว้ให้เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนทุกคนได้รับสารอาหารเพียงพอ

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Finland’s social climbers: How they’re fighting inequality with education, and winning)

ปัจจุบันระบบการศึกษาของฟินแลนด์กลายเป็นฝันที่ประเทศไหนๆ ก็อยากได้ ผู้คนประมาณร้อยละหกสิบมีระดับการศึกษาสูงกว่าพ่อแม่ของตนเอง (OECD 2012) ที่สำคัญกว่านั้นคือผลต่อการเลื่อนชั้นทางสังคม หากเราแบ่งประชากรฟินแลนด์ออกเป็นห้ากลุ่มตามระดับของรายได้ คนที่มีพ่อแม่อยู่ในช่วงล่างสุดจะถีบตัวขึ้นมาสร้างรายได้ในขั้นสูงกว่านั้นได้ถึงร้อยละเจ็ดสิบสี่ (http://ftp.iza.org/dp1938.pdf) นั่นแปลว่าจากเด็กสี่คนซึ่งมีพ่อแม่อยู่ในสถานะที่ยากจนที่สุด จะมีเพียงคนเดียวที่ติดอยู่ในระดับเดิม ส่วนอีกสามคนจะมีฐานะดีขึ้นกว่าเดิม นี่คือการเลื่อนชั้นทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ที่ฟินแลนด์คนด้อยโอกาสไม่ใช่มนุษย์ลิง แต่เป็นมนุษย์จริงที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีคุณภาพได้ด้วยโอกาสที่สังคมมอบให้

การพัฒนาเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในสังคมที่เหลื่อมล้ำและอยู่แบบตัวใครตัวมัน สังคมที่จะรุ่งเรืองคือสังคมที่เปิดโอกาสให้แม้กับคนที่ไร้โอกาสที่สุดด้วยการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้างระบบสวัสดิการสังคมเพื่อการพัฒนา

เราจะเห็นภาพคล้ายๆ กันในสวัสดิการประเภทอื่นๆ สุขภาพที่ไม่ดีย่อมลดผลิตภาพของบุคคล การคมนาคมที่ไม่สะดวกย่อมทำให้ผู้คนขาดช่องทางในการหาโอกาสในชีวิต การขาดสารอาหารหมายถึงการพัฒนาที่บกพร่องทั้งร่างกายและสมอง การเข้าไม่ถึงแหล่งทุนย่อมหมายความว่าโอกาสทางธุรกิจขึ้นอยู่กับพ่อแม่มีทุนเริ่มต้นให้หรือไม่ และการขาดโอกาสทางกฎหมายก็ทำให้เกิดความเสียเปรียบในกิจการทุกอย่างไปตลอดชีวิต สวัสดิการเหล่านี้ปิดช่องว่างที่เกิดขึ้นจากเศรษฐฐานะและทำให้ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น

ดังนั้นปัญหาเรื่องประชากรของประเทศไทยจึงไม่อาจแก้ไขด้วยการผลักดันให้คนบางกลุ่มมีลูกมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ด้วยการสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงด้วยสวัสดิการสังคมเพื่อการพัฒนา ซึ่งไม่ใช่การเอาเงินไปยื่นให้ใครแบบเปล่า ๆ ทว่าเป็นการปูพื้นฐานอย่างเท่าเทียมให้ทุกคนได้ใช้หนึ่งสมองและสองมือในการผลักดันตัวเอง และสร้างความรุ่งเรืองให้สังคมต่อไป