fbpx

อ่านเถอะ มีประโยชน์ต่อทุกคน : ศิริกัญญาชี้รัฐบาลสอบตกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวประเมินการทำงานของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจในรอบสองเดือนที่ผ่านมา พร้อมเสนอทางออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสภาวะปัจจุบัน

โดยศิริกัญญาระบุว่า มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาเม็ดเงินยังน้อยเกินไป ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืน สามารถทำได้เพียงพยุงเศรษฐกิจแต่ยังไม่สามารถกระตุ้นได้ มาตรการส่วนใหญ่มีความผิดฝาผิดตัว มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านเงินโอนมีตัวคูณทางการคลังค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ประมาณ 0.4

 

“มาตรการที่ออกมาเป็นการกระตุ้นในระยะสั้นมากๆ อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่ระยะสั้นอีกต่อไป ต้องใช้เวลาพลิกฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค มาตรการต้องใหญ่กว่านี้และขยายระยะเวลาออกไป”

 

สำหรับมาตรการสามตัวที่ออกมาแล้ว ได้แก่แพคเกจ 3.16 แสนล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นชิมช้อปใช้, การช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, และการช่วยเหลือ SME แต่มีแค่ 1 แสนล้านบาทที่โอนเงินโดยตรง ที่พอจะหวังพึ่งได้ ที่เหลือเป็นวงเงินกู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะมีการปล่อยกู้ได้ตามวงเงินหรือไม่

ทั้งนี้มาตรการ “ชิมช้อปใช้” ก็มีลักษณะของการยิงกราด เม็ดเงินแค่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท เอาทั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะคนที่เข้ามา 10 ล้านรายแรกก็จะได้รับหมด

ส่วนมาตรการ “กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” ประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่ประชาสัมพันธ์ว่าไม่เคยมีมาก่อน แต่ถ้าไปดูในรายละเอียด มีตลาดประชารัฐ, สินเชื่อ SME ภาคเกษตร, สินเชื่อธุรกิจ, วิสาหกิจชุมชน ถ้าย้อนกลับไปดูช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีอะไรใหม่ เคยใช้มาแล้วซึ่งถ้าได้ผลก็คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ จึงอยากให้มีการทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับมาตรการ “ประกันรายได้เกษตรกร” ตอนนี้ครอบคลุม 3 พืช ได้แก่ ข้าว, ยางพารา และปาล์มน้ำมัน มีงบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ถือว่ายังน้อยเกินไปที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้เหมาะสมและทันท่วงที แต่ก็เข้าใจว่าการใช้จ่ายขณะนี้มีปัญหา เนื่องจากกำลังจะหมดงบประมาณประจำปี 2562 แต่ยังไม่สามารถผ่านงบปี 2563 ให้ได้ทันเวลา ดังจะเห็นได้ว่ามีการขุดงบกลางตั้งแต่ปี 2561-2562 มาใช้

ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าเศรษฐกิจไทยมีความน่ากังวลกว่าที่คิดเยอะ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็จะเริ่มชะลอตัว มีทั้งสงครามทางการค้า และมีสัญญาณวิกฤตเศรษกิจโลกก็เริ่มตามมา มีการส่งสัญญาณว่าน่าจะมีภาวะการถดถอยที่รุนแรงตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า

นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษกิจเกือบทุกประเทศลงหมด ผู้ว่าการธนาคารกลางหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป หรือญี่ปุ่น ออกมาประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยกันหมดแล้ว พร้อมใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจพยุงตัวไปได้

ในส่วนของประเทศไทยเอง เมื่อต้นปีเจอภัยแล้ง กลางปีเจอน้ำท่วม รายได้เกษตรที่เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยที่เคยคิดว่าน่าจะทรงตัวก็มีแนวโน้มขาลง รายได้นอกภาคเกษตรเริ่มส่งสัญญาณหดตัวลงแล้ว

ที่น่าห่วงคือรายได้นอกภาคเกษตร ดังเช่นภาคแรงงาน มีรายงานว่าจำนวนชั่วโมง OT ถูกตัดแล้ว 8% ธุรกิจปิดตัวเพิ่มขึ้น 10% ในเดือนสิงหาคม

ข่าวเลย์ออฟถี่ขึ้น ยอดผู้รับประกันว่างงานสูงกว่าปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่มีวิกฤติเศรษฐกิจโลกไปแล้ว ถึง 24% (ปี 2552 = 152,751 คน ส่วนปี 2562 ตั้งแต่เดือน มกราคม-กรกฎาคม = 190,002 คน) โดยที่โครงสร้างตลาดแรงงานไม่เปลี่ยนแปลง คือเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นไม่มาก

 

“ที่ผ่านมาหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพูดย้ำๆ ว่าทุกวันนี้คนค้าขายไม่ได้เพราะทุกคนไปช้อปออนไลน์กันหมด เป็นการท่องคาถาซ้ำๆ แต่วันนี้ท่านพูดแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะแม้แต่คนค้าขายออนไลน์ก็เริ่มบ่นถึงความฝืดเคืองกันแล้ว”

 

ศิริกัญญากล่าวถึงการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐที่ควรจะเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจก็ทำไม่ได้ตามเป้า โดยเฉพาะงบลงทุนกระทรวงใหญ่ใหญ่ที่ได้งบลงทุนเกินหมื่นล้าน มีการเบิกจ่ายล่าช้ามาก มีการเบิกจ่าย 11 เดือนที่ผ่านมา เบิกจ่ายเฉพาะงบลงทุน โดยเฉลี่ยแค่ 55% เท่านั้นเอง เช่น กระทรวงคมนาคมเบิกจ่ายงบลงทุนไปเพียง 63% ทั้งที่มีงบลงทุนถึง 1.6 แสนล้านบาท ส่วนกระทรวงที่เบิกจ่ายงบน้อยที่สุด ได้แก่ กระทรวงกลาโหมเบิกจ่ายเพียง 42% มหาดไทย 47% สาธารณสุข 51%

การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าจะส่งผลต่ออย่างแน่นอนในไตรมาสสุดท้าย กว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ก็คงจะเป็นหลังผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ซึ่งจะยังไม่ได้ผ่านเข้าสู่ระบบจนกว่าจะถึงต้นเดือนมกราคมปีหน้า งบลงทุนทุกอย่างจะโดนแช่แข็งไว้หมด เม็ดเงินที่ควรลงกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจก็จะแห้งเหือดต่อไป

ดังนั้น เราเสนอว่ารัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่และแรงกว่านี้ ซึ่งยังพอมีช่องว่างให้ทำได้ ขอเสนอให้ออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. กู้เงินเพื่อใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาหลายๆ รัฐบาลก็มีการทำกันเป็นเรื่องปกติ เช่น ไทยเข้มแข็ง, อนาคตไทย 2020

ถ้าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่เราเห็นด้วย แต่ต้องออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อให้สภาตรวจสอบ เสนอว่าจะต้องมีลักษณะ 3T อย่างที่นายธนาธนเคยเสนอไว้ คือ Targetted – มีเป้าหมายที่ชัดเจน, Timely – มีระยะเวลาที่เหมาะสม, Temporary – เกิดขึ้นชั่วคราว

ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่จึงขอเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 ข้อ ให้รัฐบาลออกในลักษณะ พ.ร.บ. เงินกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อันประกอบไปด้วย

  1. ปรับโครงสร้างหนี้ภาคเกษตรโดยด่วน โดยให้งบประมาณลงไปที่ ธกส. เป็นหลัก ทุกวันนี้อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ใช่สินเชื่อนนโยบายสำหรับลูกหนี้ชั้นดีของ ธกส. ยังค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับลูกหนี้ชั้นดีในธุรกิจอื่นๆ เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ชั้นดีควรได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าลูกหนี้รายอื่นๆ ส่วนลูกหนี้ที่หมดศักยภาพจ่ายหนี้แล้ว เช่นผู้ป่วยทุพลภาพ ก็ควรมีการยกหนี้ให้
  2. โครงการลงทุนเพื่อปรับปรุงภาครัฐให้ทันสมัยมากขึ้น (Modernize Public Sector) ให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตคน เช่นการบริหารจัดการน้ำ ที่ยังด้อยประสิทธิภาพ จากที่เราไปศึกษามาหลายพื้นที่ไม่ต้องใช้เม็ดเงินเยอะ และถ้ากระจายได้ทุกที่จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วย, การลงทุนในโรงเรียนรัฐบาล, โครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตรที่รัฐจัดหา เช่นไซโลหรือห้องเย็นเก็บสินค้าเกษตรสำหรับองค์การคลังสินค้า, งบปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยว เช่นด้านการขนส่งสาธารณะ ที่ผ่านมาเราปรับปรุงแต่อุปสงค์ผ่าน ททท.ที่โปรโมทการท่องเที่ยว แต่ไม่ได้ปรับปรุงอุปทานเช่น โครงสร้างพื้นฐานในด้านการท่องเที่ยวเลย
  3. รัฐต้องทำหน้าที่เป็น kick-starter ช่วยซื้อสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้เพราะไม่มีออเดอร์หรือออเดอร์น้อยเกินไป เช่นรถเมล์เล็กและรถเมล์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา เช่นหมอนหรือเตียงนอนยางพารา ที่สามารถนำไปใช้ในสถานที่ราชการอย่างโรงพยาบาลของรัฐได้
  4. มาตรการที่ไม่ใช่มาตรการด้านการคลังอื่นๆ กระตุ้นเศรษฐกิจในฐานราก เช่นการปลดล็อคสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ ให้ชาวบ้านได้มีสิทธิในการผลิตสุราพื้นบ้าน สุราชุมชน และการระงับโควต้านำเข้าพืชผักผลไม้เกษตรเป็นการชั่วคราวไปก่อน เป็น safeguard measure ที่เราทำมาตลอด เช่นอุตสาหกรรมผ้าทอหรือเหล็ก แต่สินค้าเกษตรไม่เคยได้รับความคุ้มครองเช่นนี้เลย เนื่องจากที่ผ่านมามีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศมาตีราคา ต้องคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้เกษตรกรปรับตัวได้ ลืมตาอ้าปากได้
  5. ชะลอการใช้เงินลงทุนที่ไม่ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ เช่นการซื้ออาวุธ อย่างรถเกราะล้อยาง M1126 Stryker ราคา 2,480 ล้านบาท, เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ AH6i 12,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศไทย และมีสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศหรือโลคอลคอนเทนท์ก็ต่ำมากหรือไม่มีเลย ดังนั้นถ้าเราใช้เม็ดเงินลงทุนไปกับของประเภอนี้ เท่ากับเรากำลังการกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ในประเทศอื่น ต้องชะลอการลงทุนในประเภทนี้ออกไปก่อน

 

“ทีนี้ถ้าถามว่ากู้เงินแล้วประเทศจะล่มจมหรือไม่ จริงๆแล้วตอนนี้สถานะทางการคลังยังพอไหว สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อยู่บ้าง คนส่วนมากจะดูที่ยอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งก็ยังอยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลัง แต่ที่สำคัญกว่าคือภาระหนี้ต่อรายได้ เหมือนกับเวลาเราไปกู้เงินธนาคาร จะดูว่าเราเงินเดือนท่าไหร่ ผ่อนค่างวดไหวหรือไม่ ซึ่งถ้าดูภาระหนี้ต่อรายได้ของไทย ตอนนี้อยู่ที่ 8-9% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วงและกู้เพิ่มได้”

 

ศิริกัญญายังกล่าวต่อว่า ถ้ารัฐบาลจะออกเป็น พ.ร.บ. กู้เงิน ควรต้องมีการกำหนดวงเงินสำหรับทำการติดตามประเมินผลนโยบายไว้ด้วย เนื่องจากผลการดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีการประเมินผลทำให้การดำเนินโยบายไม่สำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้

นอกจากนี้ ศิริกัญญายังตอบคำถามของผู้สื่อข่าวถึงการใช้งบกลางของรัฐบาลว่า แท้จริงแล้วงบกลางฯ ไม่ได้มีมากมายนัก แต่อยากก็วิงวอนให้รัฐบาลมีวินัยในการใช้งบกลางฯ ให้ถูกเป้าหมาย ถูกวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลนำไปใช้ในโครงการอะไรก็ได้ เพราะทุกวันนี้ดูเหมือนว่าเราใช้งบกลางฯ ไปกับอะไรที่ไม่ได้ด่วน จำเป็น ฉุกเฉิน อยู่เรื่อยๆ และทางพรรคอนาคตใหม่เองก็จะจับตาและตรวจสอบย้อนหลังว่ารัฐบาลนำงบกลางไปทำอะไร ถูกต้องตามจุดประสงค์ที่แท้จริงหรือไม่

 

ชมคลิปเต็มการแถลงข่าวได้ที่นี่