fbpx

พบค่าใช้จ่ายประชุมเพิ่ม 172 ล้านบาท ออกระเบียบ “เบี้ยประชุม” ผู้พิพากษา

ปิยบุตร : อภิปรายงบการเงินศาลยุติธรรม ประชุมสภาฯ 26 มิ.ย. 62

[ พบค่าใช้จ่ายประชุมเพิ่ม 172 ล้านบาท ออกระเบียบ "เบี้ยประชุม" ผู้พิพากษา จี้ถามความเหมาะสม ! ]"ทุกวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารถูกตุลาการตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่ตุลาการไม่มีระบบตรวจสอบใด ๆ เลย ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรอิสระ แถมยังมีอำนาจปกป้องศาลจากการดูหมิ่นด้วย เสนอระบบการตรวจสอบถ่วงดุลศาล เข้าใจว่าต้องมีอิสระในการตัดสิน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรอดจากการตัดสินทุกรูปแบบ แล้วใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ? ต่างประเทศมีระบบถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน เรียกว่า OMBUDSMAN ผู้ตรวจการ เพื่อตรวจสอบกองทัพก็ดี ศาลก็ดีฝากไปถึงคณะกรรมาธิการศาลยุติธรรมนะครับ ว่าช่วยยกเลิกการให้เบี้ยประชุมในที่ประชุมใหญ๋ศาลฎีการและศาลชั้นอุทธรณ์ ถ้ายกเลิกได้จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งต่อแผ่นดินนี้ ที่เราจะได้ประหยัดงบประมาณไปถึง 207 ล้านบาทต่อปี และเกิดความเสมอภาคระหว่างทุกส่วนราชการครับ ขอบคุณครับ"ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ #พรรคอนาคตใหม่ กล่าว ระหว่างการอภิปรายเรื่องงบการเงินศาลยุติธรรม จากรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2561 —-ปิยบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ยืนยันเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ว่าทั้ง 3 ฝ่ายไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งสิ้น เราเพียงตรวจสอบถ่วงดุลกันและกัน ประเด็นที่ 1 ผู้สอบบัญชี คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ทำรายงานผู้สอบบัญชีเสนอต่อประธานศาลฎีกา เป็นความเห็นอย่างมีเงื่อนไข หมายความว่า รายงานการเงินศาลยุติธรรมถูกต้องตามมาตรฐาน เว้นแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนนี้จากการสุ่มตรวจพบว่ามีปัญหา 3 ข้อ 1. เกี่ยวกับรายการที่มียอดคงเหลือตามบัญชีต่ำกว่ารายละเอียด คือ เงินสดหายไปจากบัญชี 162 ล้านบาท 2.คุรุภัณฑ์ประเมินแล้วมูลค่าหายไป 40 ล้านบาท 3.เงินฝากศาลจังหวัดนนทบุรี 6 บัญชี มีการบันทึกไม่ตรงกับเช็คที่มีการสั่งจ่าย ซึ่งจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัญชี เห็นว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องทางบัญชีที่ค่อนข้างร้ายแรง เรื่องเหล่านี้หากเป็น บริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้นอาจเรียกร้องความรับผิดชอบจากคณะกรรมการบริหารได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นองค์กรบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกรณีนี้หัวหน้า คสช. ก็เคยใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยุติการทำหน้าที่มาแล้ว จึงอยากทราบว่า ระบบตรวจสอบการรับผิดชอบนี้ ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีการรับผิดชอบอย่างไรในเรื่องที่เกิดขึ้นประเด็นที่ 2 งบการเงินแสดงผลการเงินส่วนค่าใช้สอย เพิ่มจากปี 2560 สูงถึง 330 ล้านบาท ขณะที่รายการอื่นไม่เพิ่มหรือเพิ่มเล็กน้อย พอไล่ดูทีละรายการค่าใช้สอยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายในการประชุม ซึ่งในปี 2560 อยู่ที่ 24 ล้านบาท ขณะที่ 2561 เพิ่มเป็น 196 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 172 ล้านบาท หมายความว่าค่าใช้จ่ายการประชุม คือ เบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ผ่านมา 1 ปี ค่าใช้จ่ายในการประชุมเพิ่ม 172 ล้าน ตอนนี้มีกฎหมายรองรับแล้ว แต่ของตั้งคำถาม เรื่องความเหมาะสม ซึ่งระเบียบที่ประชุมกำหนดเบี้ยประชุมให้ครอบคลุมที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 ซึ่งที่ประชุมใหญ่ของศาลรวมแล้ว 12 ที่ประชุมใหญ่ที่จะได้เบี้ยประชุมนี้ รวมแล้วผู้พิพากษา 1,101 คน โดยระดับประธานศาลจะได้ 10,000 บาท ผู้พิพากษาที่เป็นองค์ประชุมได้ 8,000 ผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมขั้น 4 ได้ 8,000 บาท ผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมชั้น 3 ได้ 6,000 บาท ทั้งหมดนี้สำนักงบประมาณทำตัวเลขประมาณการไว้ใช้จ่าย ราว 207 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 17.2 ล้านบาทต่อเดือน ประเด็นดังกล่าวนี้ถือว่ามีปัญหาเรื่องความเหมาะสม ตรงที่ผู้พิพากษาแต่ละท่านมีเงินประจำตำแหน่ง มีรถประจำตำแหน่ง มีบ้านพัก เดือนๆ หนึ่งคิดเป็นจำนวนเงินแสนกว่าบาท แต่ในการมาปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ยังได้เบี้ยประชุมอีก ปิยบุตรเห็นว่าทั้งหมดนี้น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีเบี้ยประชุมอีก จึงขอเรียนถามไปถึงเลขาธิการศาลยุติธรรมว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพิจารณาต่อไปช่วยยกเลิกระเบียบการกำหนดเบี้ยประชุมศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ #อนาคตใหม่ #ปิยบุตร #ประชุมสภา #ศาลยุติธรรม #งบการเงิน

Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2019年6月26日周三

 

“ทุกวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร ถูกตุลาการตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่ตุลาการเองไม่มีระบบตรวจสอบใดๆ  เลย ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรอิสระ แถมยังมีอำนาจปกป้องศาลจากการดูหมิ่นด้วย พรรคอนาคตใหม่ขอเสนอระบบการตรวจสอบถ่วงดุลศาล ซึ่งเข้าใจว่าต้องมีอิสระในการตัดสิน  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรอดจากการตัดสินทุกรูปแบบ 

แล้วใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ?  

ต่างประเทศมีระบบถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน เรียกว่า Ombudsman ผู้ตรวจการ เพื่อตรวจสอบกองทัพก็ดี ศาลก็ดี

ฝากไปถึงคณะกรรมาธิการศาลยุติธรรมนะครับ  ว่าช่วยยกเลิกการให้เบี้ยประชุมในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และศาลชั้นอุทธรณ์ ถ้ายกเลิกได้จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งต่อแผ่นดินนี้ ที่เราจะได้ประหยัดงบประมาณไปถึง 207 ล้านบาทต่อปี และเกิดความเสมอภาคระหว่างทุกส่วนราชการครับ ขอบคุณครับ”

(ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าว ระหว่างการอภิปรายเรื่องงบการเงินศาลยุติธรรม จากรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำนักงานศาลยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2561)


 

ปิยบุตร ยืนยันเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ว่าทั้ง 3 ฝ่ายไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งสิ้น เราเพียงตรวจสอบถ่วงดุลกันและกัน 

ประเด็นที่ 1 ผู้สอบบัญชี คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.   ทำรายงานผู้สอบบัญชีเสนอต่อประธานศาลฎีกา เป็นความเห็นอย่างมีเงื่อนไข หมายความว่า  รายงานการเงินศาลยุติธรรมถูกต้องตามมาตรฐาน เว้นแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนนี้จากการสุ่มตรวจพบว่ามีปัญหา 3 ข้อ 

  1. เกี่ยวกับรายการที่มียอดคงเหลือตามบัญชีต่ำกว่ารายละเอียด คือ เงินสดหายไปจากบัญชี 162 ล้านบาท 
  2. คุรุภัณฑ์ประเมินแล้วมูลค่าหายไป 40 ล้านบาท 
  3. เงินฝากศาลจังหวัดนนทบุรี 6 บัญชี มีการบันทึกไม่ตรงกับเช็คที่มีการสั่งจ่าย   ซึ่งจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัญชี เห็นว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องทางบัญชีที่ค่อนข้างร้ายแรง   เรื่องเหล่านี้หากเป็น บริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้นอาจเรียกร้องความรับผิดชอบจากคณะกรรมการบริหารได้ 

เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นองค์กรบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกรณีนี้หัวหน้า คสช. ก็เคยใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยุติการทำหน้าที่มาแล้ว จึงอยากทราบว่า ระบบตรวจสอบการรับผิดชอบนี้ ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีการรับผิดชอบอย่างไรในเรื่องที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่ 2 งบการเงินแสดงผลการเงินส่วนค่าใช้สอย เพิ่มจากปี 2560 สูงถึง 330 ล้านบาท ขณะที่รายการอื่นไม่เพิ่มหรือเพิ่มเล็กน้อย 

ค่าใช้สอยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายในการประชุม ซึ่งในปี 2560 อยู่ที่ 24 ล้านบาท ขณะที่ 2561 เพิ่มเป็น 196 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 172 ล้านบาท หมายความว่าค่าใช้จ่ายการประชุม คือ เบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ 

ผ่านมา 1 ปี ค่าใช้จ่ายในการประชุมเพิ่ม 172 ล้าน ตอนนี้มีกฎหมายรองรับแล้ว แต่ขอตั้งคำถาม เรื่องความเหมาะสม  ซึ่งระเบียบที่ประชุมกำหนดเบี้ยประชุมให้ครอบคลุมที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 ซึ่งที่ประชุมใหญ่ของศาลรวมแล้ว 12 ที่ประชุมใหญ่ที่จะได้เบี้ยประชุมนี้ รวมผู้พิพากษา 1,101 คน โดยระดับประธานศาลจะได้ 10,000 บาท ผู้พิพากษาที่เป็นองค์ประชุมได้ 8,000 บาท   ผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมชั้น 4 ได้ 8,000 บาท ผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมชั้น 3 ได้ 6,000 บาท 

ทั้งหมดนี้สำนักงบประมาณทำตัวเลขประมาณการไว้ใช้จ่าย ราว 207 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 17.2  ล้านบาทต่อเดือน ประเด็นดังกล่าวนี้ถือว่ามีปัญหาเรื่องความเหมาะสม ตรงที่ผู้พิพากษาแต่ละท่านมีเงินประจำตำแหน่ง มีรถประจำตำแหน่ง มีบ้านพัก เดือนๆ   หนึ่งคิดเป็นจำนวนเงินแสนกว่าบาท แต่ในการมาปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ยังได้เบี้ยประชุมอีก 

ปิยบุตร เห็นว่าทั้งหมดนี้น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีเบี้ยประชุมอีก  จึงขอถามไปถึงเลขาธิการศาลยุติธรรมว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ต่อไปจะพิจารณายกเลิกระเบียบการกำหนดเบี้ยประชุมศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์