fbpx

กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน กรณีให้ ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่

 

ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กรณี 41 ส.ส.  พรรคฝ่ายรัฐบาลถือหุ้นสื่อ ที่ระบุว่าวิธีการประเมินของศาลรัฐธรรมนูญ ควรจะดูผลจากความเสียหายเป็นหลักว่าการหยุดหรือการไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะกระทบจนเกินเยียวยาภายหลังหรือไม่ ข้อนี้ปิยบุตรเห็นว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง

แต่ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่า ที่ผ่านมากรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  มติของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ว่าหากปล่อยให้ธนาธรปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะต้องเข้าไปประชุมสภาในเรื่องสำคัญ และต่อมาจะมีปัญหาในการโต้แย้งคัดค้านในทางกฎหมาย หมายความว่าวิธีการประเมินคือถ้าปล่อยให้ธนาธรทำหน้าที่ ส.ส. จะเกิดความเสียหาย  ซึ่งนี่เป็นกรณีเพียงหนึ่งคน แล้วถามว่า ส.ส. 41 คน ถ้าปล่อยให้ทำหน้าที่ต่อไปจะไม่เสียหายกว่าหรือ? เพราะฉะนั้นอยากจะให้มาตรฐานในการใช้ดุลพินิจเหล่านี้เท่าเทียมกัน

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าคำร้องในเรื่องของ 41 ส.ส. นั้นมีน้ำหนักไม่พอ ขอให้ทุกท่านนำคำร้องที่ กกต. ยื่นฟ้องนายธนาธร มาเปรียบเทียบกับคำร้องที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นฟ้อง 41 ส.ส. ก็จะเห็นได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเอง

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ธนาธรขยายเวลาในการชี้แจงเพิ่มเติม คดีหุ้นวี-ลัค เราเคารพดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญคือมีเวลาอีกจนถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ธนาธรและทีมกฎหมายก็พร้อมที่จะยื่นเอกสารตามเวลาดังกล่าว โดยกระบวนการหลังจากนี้เมื่อสิ้นสุดวันที่ 8 กรกฎาคม แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการเรียกพยานบุคคลเข้ามาเสริมหรือไม่ ขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนในทางเอกสาร ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตว่าในคดีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย ศาลอนุญาตให้เลื่อนหลายครั้ง จึงขอเลื่อนดูบ้าง แต่ในเมื่อศาลไม่อนุญาต เราก็เคารพในดุลพินิจของท่าน

ส่วนกรณีที่ ส.ส. 27 คนที่ถูกร้องกรณีถือหุ้นสื่อไปยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดไต่สวนว่าจากรับคำร้องหรือไม่ ตามกระบวนการแล้ว การรับคำร้องไม่จำเป็นต้องมีการไต่สวน สุดท้ายการไต่สวนจะเกิดขึ้นเมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจงอยู่แล้ว