fbpx

การแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี คือ ผลพวงของการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

 

20 มิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจถึงจุดใหญ่ใจความสำคัญ ที่ทำให้การสืบทอดอำนาจ คสช. เกิดขึ้นจริง ว่า

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราพบเห็นข่าวการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีใน 19 พรรคร่วมรัฐบาล กลุ่มพรรคที่มี ส.ส. 1 คนก็รวมกันเรียกร้องตำแหน่ง กลุ่มพรรคที่มี ส.ส. 2-3 คนก็รวมตัวกันเรียกร้องตำแหน่ง 

กลุ่มพรรคขนาดกลาง ก็ต้องสู้รบปรบมือกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการดึงกระทรวงสำคัญไว้กับตนเอง ภายในกลุ่มพรรคขนาดกลางเอง ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนตำแหน่งให้แต่ละก้อนในพรรค ก้อนไหนไม่ได้ ก็ปรากฏเป็นข่าวแสดงความไม่พอใจขึ้น และพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องปวดหัวกับการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคตนเองที่มีอีกประมาณ 10 มุ้ง

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ สร้างความรู้สึกสิ้นหวัง ผิดหวัง อิดหนาระอาใจ ให้กับพี่น้องประชาชนมาก จนคนเริ่มคิดว่า นี่แหละการเมืองไทย นี่แหละเลือกตั้งมาแล้วก็มาแก่งแย่งตำแหน่งกัน เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับการเมืองไทยขึ้นอีก

แน่นอนว่าการแบ่งสรรปันส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคร่วมรัฐบาล และภายในของแต่ละพรรคเองนั้น อยู่คู่กับการเมืองไทยมาช้านาน เป็นรูปแบบการเมืองแบบเก่าดั้งเดิม เมื่อมีแค่ 35 เก้าอี้ แต่คนอยากเป็นมีหลักร้อย ก็ต้องเกิดปัญหาเป็นธรรมดา

พี่น้องประชาชนอาจรู้สึกเบื่อและไม่พอใจกับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่หากพิเคราะห์ให้ถ่องแท้แล้ว ปัญหาการแย่งเก้าอี้ครั้งนี้ที่หนักหนาสาหัสกว่าทุกครั้งในอดีต มิใช่เกิดจากนักการเมืองเท่านั้น แต่มันเป็นพิษร้ายโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ 2560

ในการเลือกตั้งครั้งหลังๆ เมื่อผลการเลือกตั้งออก พรรคการเมืองอันดับที่ 1 จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร โดยเกินมาสัก 30-50 ที่ (หากจำนวน ส.ส. มี 500 คน  รวมเสียงได้สัก 280-300 ก็จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพแล้ว)

แต่ครั้งนี้ พรรคการเมืองที่ได้อันดับสอง ชิงจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคร่วม 19 พรรค  และมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรมาเพียงเล็กน้อยที่ 254 เสียง กลายเป็น “รัฐบาลสหพรรค-ปริ่มน้ำ”

การก่อรัฐบาล “สหพรรค-ปริ่มน้ำ” แบบนี้ได้ มิใช่เรื่องปกติแน่ 

ปัจจัยอะไรที่เป็นแรงผลักดันให้พรรคอันดับสองต้องชิงตั้งรัฐบาลให้ได้? 

ปัจจัยอะไรที่ทำให้พรรคขนาดกลางยอมร่วมรัฐบาล “สหพรรค” และยอมผิดคำพูดกับประชาชน? 

ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดพรรคเล็กๆ เป็นสิบพรรค? 

ปัจจัยอะไรที่มีเสียงปริ่มน้ำ ชนิดที่เรียกว่า ส.ส. ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามไปเข้าห้องน้ำ ห้ามไปกินข้าว  ในการลงมติสำคัญ กลับดึงดันกันไปจนตั้งรัฐบาลได้?

ปัจจัยนั้น คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. และมีอำนาจ เลือกหัวหน้า คสช. เลือก ส.ว. มา 250 คน แล้ว ส.ว. ทั้งหมดก็มาเลือกหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

พรรคการเมืองอันดับสองที่เสนอชื่อหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ มี ส.ว. 250 คนซุกในกระเป๋าเป็นทุนแบบนี้ ก็ต้องดึงดันเป็นแกนตั้งรัฐบาล

พรรคขนาดกลางที่ประกาศหาเสียงไว้ชัดเจนว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจ คสช. ยอม “พลิกลิ้น”  กลับมาร่วมสืบทอดอำนาจ คสช. ก็เพราะทราบดีว่า หากไปร่วมกับอีกฝ่าย ก็ยากที่จะได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่มีเสียง ส.ว. ช่วย

พรรคขนาด 1 ที่ ได้ที่นั่งเพราะผลพวงจากการคำนวณสูตรของ กกต. และเสียง 1 ที่ของแต่ละพรรคกลายเป็นสิ่ง “มีค่า” มากสำหรับการตั้งรัฐบาล

ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรา 272 หากไม่มี ส.ว. 250 คนที่หัวหน้า คสช. แต่งตั้ง หาก ส.ว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ พรรคการเมืองเหล่านี้จะตัดสินใจเช่นนี้หรือไม่?

พรรคอันดับสอง คงต้องยกธงขาวยอมแพ้ ไม่ตั้งรัฐบาล

พรรคขนาดกลาง คงมาร่วมกันหยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. ไม่ต้องผิดคำพูดกับประชาชนแบบนี้

ส่วนพรรคขนาดเล็ก ก็อาจไม่มีที่นั่งในสภาก็ได้ หรือถ้ามี จำนวนเสียง 1-3 เสียงของแต่ละพรรค ก็ไม่ส่งผลนัยสำคัญในการตั้งรัฐบาล

ดังนั้น มาตรา 272 จึงเป็นบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดผลประหลาดต่อการจัดตั้งรัฐบาล บิดเบือนการตัดสินใจของแต่ละพรรค กำหนดพฤติกรรมและการตัดสินใจให้แต่ละพรรคเฉไฉไปจากที่ควรเป็น

เมื่อก่อรัฐบาลด้วยความผิดปกติ การแบ่งสันปันส่วนตำแหน่งก็ย่อมผิดปกติตามมา การต่อรองก็ตามมา การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีก็ล่าช้าผิดปกติตามมา 

ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุด เป็นเจ้าของประเทศ และเป็นผู้จ่ายภาษี ต้องถูกบังคับให้พบเห็นการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีและการตั้งคณะรัฐมนตรีที่ล่าช้าแบบนี้ 

เราจำเป็นต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่า การเมืองที่ไม่ดีไม่ใช่เกิดจากนักการเมืองเท่านั้น  เราถูกปลูกฝังมาโดยตลอดจนเชื่อว่าการเมืองห่วย เพราะนักการเมืองห่วย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตรงกันข้าม  การเมืองที่ไม่ดี ประชาธิปไตยที่กระท่อนกระแท่น มลพิษของประชาธิปไตย เกิดขึ้นได้เพราะระบอบรัฐประหารต่างหาก

รัฐประหารทำลายพัฒนาการประชาธิปไตย และเมื่อคณะรัฐประหารต้องการสืบทอดอำนาจต่อ พวกเขาจึงจำเป็นต้องกำหนดโครงสร้างการเมืองบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนเข้าไปในรัฐธรรมนูญเพื่อประกันการสืบทอดอำนาจ การเมืองแบบอัปลักษณ์ก็เกิดขึ้นมา เสร็จแล้ว พวกเขาก็มาชี้หน้าตำหนินักการเมืองจากการเลือกตั้ง ตำหนิประชาชนว่า ไม่ได้เรื่อง ได้เลือกตั้งแล้ว  ได้ประชาธิปไตยแล้ว ก็มัวแต่ทะเลาะขัดแย้งกัน แล้วก็เป็นพวกเขาอีกนั่นแหละที่เข้ามายึดอำนาจ พร้อมทวงบุญคุณต่อไปอีกว่า นี่ไง เห็นหรือไม่ ได้ประชาธิปไตยไปแล้วก็เกิดวิกฤตอีก ทำให้พวกเขาเหนื่อย ต้องมายึดอำนาจ และแก้ไขปัญหาให้ แล้วก็วนเวียนอยู่เช่นนี้ร่ำไป ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ต้นตอของปัญหานี้ คือ ระบอบรัฐประหาร 

หากประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดต้องการไปให้พ้นจากสภาพการณ์นี้ 

หากนักการเมืองจากการเลือกตั้งต้องการไปให้พ้นจากการเป็น “นั่งร้าน” ให้กับระบอบรัฐประหาร (แถมยังถูกเขาด่า ถูกเขาทวงบุญคุณอีก) 

เราต้องเริ่มต้นร่วมมือกันจัดการรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเอาสิ่งผิดปกติอย่าง “ระบอบรัฐประหาร” ออกไป และนำคืนความปกติให้กับการเมืองไทย