fbpx

ทำไมต้องเริ่มต้นที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญสองมาตรา?

 

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ ได้ปราศรัยในงาน “Walk With Me Talk With Me” ตอนหนึ่งว่า ส.ส. พรรคอนาคตใหม่จะริเริ่มผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อ ส.ส. 100 คนขึ้นไป เพื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. … เพื่อยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 272 เรื่องอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี และมาตรา 279 เรื่องการรับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่ง การใช้อำนาจของ คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ทำไมพรรคอนาคตใหม่จึงเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญสองมาตรานี้ แล้วพรรคอนาคตใหม่จะผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่?

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่มีนโยบายข้อหนึ่ง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วย “การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” เข้าไป  เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จากนั้นนำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบ และประกาศใช้แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป

ข้อเสนอนี้คล้ายคลึงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 เมื่อตอนปี 2538 เพื่อเพิ่มบทบัญญัติในหมวด “การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ซึ่งกระบวนการนี้ได้นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540

พรรคอนาคตใหม่ยังคงยืนยันเสมอมาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาทางประชาธิปไตย ทั้งในเรื่องที่มา กระบวนการจัดทำ และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ ไม่อาจแก้ไขเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดได้  พรรคอนาคตใหม่ยังคงยืนยันความตั้งใจเดิมว่าเราจะเดินหน้าเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน

 

 

แล้วเหตุใดพรรคอนาคตใหม่จึงผลักดันให้มีการแก้ไขสองมาตราก่อน?

คำตอบก็คือ

1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 นั้น หาฉันทามติจากสังคมและหาแนวร่วมจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้ง่าย ทุกพรรคการเมืองในตอนนี้  (อาจเว้นพรรคการเมืองที่หาเสียงรณรงค์สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีไม่กี่พรรค) ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายรัฐบาลสืบทอดอำนาจหรือฝ่ายค้าน ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. 250 คน มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีใน 5 ปีแรก ดังนั้นการยกเลิกมาตรา 272   จึงน่าจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองเกือบทั้งหมด

ส่วนกรณียกเลิกมาตรา 279 นั้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบว่าประกาศ คสช. คำสั่ง คสช.  และการใช้อำนาจของ คสช. ทั้งหมด ถูกตรวจสอบได้ว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่  อันเป็นการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอย่างแท้จริง มิใช่ยกเว้นหรือให้สถานะพิเศษแก่ประกาศ คำสั่ง และการใช้อำนาจของ คสช. จนทำให้เกิดระบบกฎหมายสองระบบคู่ขนานกัน

แม้ คสช. และอำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 จะสลายตัวไปในระยะอันใกล้นี้ก็ตาม แต่ คสช. ก็ทิ้ง “มรดกบาป” ไว้ให้แก่เราจำนวนมาก การยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 คือ ขั้นตอนเริ่มต้นของการจัดการมรดก คสช.

2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ  จำเป็นต้องสร้างฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมในระดับหนึ่ง ในระยะสั้นเฉพาะหน้าที่สุด  ระหว่างที่ยังไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ หากปล่อยเวลาไปเฉยๆ ก็เป็นที่น่าเสียดาย เราจึงเห็นว่าควรผลักดันให้มีการแก้ไขในประเด็นที่อยู่ในกระแส เข้าใจง่าย พรรคการเมืองและคนจำนวนมากเห็นร่วมกันก่อน

3. dารประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา  ได้สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจำนวนมาก หลายคนรู้สึกถูก “หักหลัง” หลายคนรู้สึกถูก “ปล้น”  หลายคนรู้สึกสิ้นหวัง พรรคการเมืองมีหน้าที่ในการนำความต้องการของประชาชนไปปรากฎตัวในสภา เมื่อเสียงไม่พอใจมีมากมายมหาศาลขนาดนี้ ส.ส.  พรรคอนาคตใหม่จึงมีหน้าที่ในการแปรเสียงเหล่านี้ให้ไปอยู่ในรัฐสภา เราเห็นว่าการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 คือ  วิธีการที่ยิงตรงเป้าที่สุดในการเปิดพื้นที่ในสภา เพื่อนำเสียงประชาชนเข้าไปอยู่ในกระบวนการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นทางการ

4. พรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับการต่อสู้ทางการเมืองในทุกพื้นที่และในทุกโอกาส เราเชื่อว่า  “ทุกวิกฤต คือ โอกาส” แน่นอนที่สุด การสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช. ทำได้สำเร็จโดยมีวุฒิสภาสนับสนุนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี คือ  ความน่าสลดหดหู่ของการเมืองไทย และอาจทำให้ผู้รักประชาธิปไตยเสียใจและสิ้นหวัง แต่นี่ก็คือโอกาสเช่นเดียวกัน มันคือโอกาสที่เราจะได้ชี้ชวนให้สังคมเห็นกระบวนการสืบทอดอำนาจ   ความผิดปกติในการกำหนดให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรี และผลักดันประเด็นนี้ให้อยู่ในกระแสสังคมอยู่ตลอดเวลา การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา 272 และมาตรา 279 นอกจากทำให้ ส.ส. มีโอกาสได้นำประเด็นเหล่านี้ไปอภิปรายในสภาแล้ว  ยังช่วยเปิดหน้ากลุ่มบุคคลที่พยายามขัดขวางการแก้ไขในเรื่องดังกล่าวอีกด้วย

ทุกคนต่างทราบดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำได้ยากมาก หรืออาจทำไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ  ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับวุฒิสภา ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์หรือการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ  ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ ต่างก็ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในมาตรา 256 ซึ่งทำได้ยากอย่างยิ่ง  เพราะต้องอาศัยทั้งเสียงของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งเสียงของ ส.ว. ด้วย อาจต้องผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญ และบางกรณีก็ต้องจบลงที่ประชามติ

 

 

เช่นนี้แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเรื่องใด จะเป็นไปได้จริงหรือ?

พรรคอนาคตใหม่เชื่อมั่นเสมอมาว่า การเมือง คือ ความเป็นไปได้ เราจะพยายามผลักดันในทุกช่องทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่ในสภาเท่านั้น  แต่ต้องสร้างกระแสและความรับรู้ของสังคมเพื่อทำให้สังคมเกิดฉันทามติร่วมกันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 คือ วิกฤตและทางตัน จำเป็นต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเลือกมา

สมัยสภาชุดก่อน มีเสียงข้างมากที่เพียงพอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ไขได้  เพราะติดขัดที่ศาลรัฐธรรมนูญ และถูกฝ่ายตรงข้ามประท้วงกดดัน เช่นเดียวกัน นักการเมืองจำนวนมากต่างไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2540  แต่ด้วยแรงกดดันจากสังคมและฉันทามติของสังคมที่ต้องการ “ปฏิรูปการเมือง” ทำให้สมาชิกรัฐสภาในเวลานั้นพร้อมใจกันให้ความเห็นชอบ

นี่คือกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการทำงานทั้งในสภาและนอกสภา

ดังนั้น ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ จะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามกระบวนการในรัฐสภา พร้อมๆ  กับรณรงค์กับพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างฉันทามติให้มีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยผ่านโครงการ “สภาร่างรัฐธรรมนูญประชาชน” ต่อไป