fbpx

ศาลศาสนาที่มอลต้า

 

14 เมษายน 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอเมื่อไปเยือนพิพิธภัณฑ์ที่ทำการศาลศาสนา อันเป็นหลักฐานพยานถึงการลงโทษผู้มีความคิดต่างซึ่งปิดตัวลงไปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 

มีรายละเอียดดังนี้

…  

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนที่มอลต้า นอกจากทะเล ท้องฟ้า อาหาร เครื่องดื่ม ตามแบบเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ผมยังได้ไปชมพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่ง ที่หนึ่งที่ผมได้ไปและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง คือ Inquisitor’s Palace หรือที่ทำการศาลศาสนา เมือง Birgu ซึ่งเป็นที่ทำการศาลศาสนาไม่กี่แห่งที่ยังคงเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมให้เราได้ชมกัน

Inquisitor’s Palace ก่อตั้งขึ้นในปี 1574 และปิดทำการลงในปี 1798 เมื่อ นโปเลยง โบนาปาร์ต บุกมายึดครองมอลต้า และสั่งให้ยกเลิกศาลศาสนา

ตุลาการศาลศาสนาที่นี่ได้กลายเป็นพระสันตะปาปาในเวลาต่อมาถึง 3 คน

ภายใน Inquisitor’s Palace ประกอบไปด้วย ห้องนอนของตุลาการศาลศาสนา โรงครัว บัลลังก์ศาล ห้องลับทรมานนักโทษ คุก

พิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงระบบการดำเนินคดีของศาลศาสนาไว้ให้ชมหลายห้อง

 

 

ฐานความผิดที่ต้องถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลศาสนา ได้แก่ ละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา, ครอบครองหนังสือต้องห้าม, อาบัติ, มีชู้, มีทัศนคติหรือความคิดที่ขัดกับหลักศาสนา, แม่มด, ใช้เวทมนตร์คาถาอาคม, เปลี่ยนศาสนา, พยานเท็จ, ดูหมิ่นศาสนา, ละเมิดอำนาจศาลศาสนา

โดยโบสถ์จะออกประกาศเตือนบ่อยๆ ว่า ให้ระวังอย่ากระทำความผิด และหากใครพบเห็นผู้ใดที่กระทำความผิด ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้จับกุม

ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษได้หลายวิธี ตั้งแต่ จำกัดอาหารให้เหลือเพียงขนมปังและน้ำ, เฆี่ยน, บังคับให้จาริกแสวงบุญ, บังคับให้สารภาพบาปและแสดงความศรัทธาต่อศาสนา, จำคุก, ทำงานสาธารณะ, ประจานหรือทำให้อับอายในที่สาธารณะ, เนรเทศ, บัพพาชนียกรรม, ประหารชีวิต

 

 

ในพิพิธภัณฑ์ ได้บรรยายถึงคดีที่น่าสนใจ ในหลายคดีมีการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีกัน เพียงเพราะไม่ชอบขี้หน้า เป็นอริกันจากเรื่องอื่น ก็ยัด “ข้อหา” ต่างๆ ให้

ในหลายคดี คนที่ถูกจับกุมและลงโทษ เป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์

ในหลายคดี จำเลยกลายเป็น “เหยื่อ” ของการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองและแย่งชิงอำนาจกัน

ในหลายคดี เอาปัญญาชน นักคิด นักเขียน ผู้สามารถสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองมาลงโทษ เพียงเพราะ คิดไม่เหมือนหลักการศาสนาและผู้มีอำนาจทางศาสนา

 

 

การพิจารณาคดี ก็คล้ายๆ สมัย “จารีตนครบาล” ของเรา เมื่อพยานหรือจำเลยมาให้การ ต้องผ่านการทรมาน หากรอดไปได้ แสดงว่าพูดจริง หรือไม่ก็ต้องสารภาพผิดเสีย

วิธีการทรมาน ก็เช่น จับแขวนคอด้วยเชือก แล้วกระตุกเชือก, นั่งคร่อมบนแท่นสามเหลี่ยมแหลม แล้วใช้ความแหลมคมนั้นทิ่มไปที่เป้า ก้น อวัยวะเพศ

 

 

ในยุคสมัยหนึ่ง โลกของเรา จับกุม กล่าวหา ทรมาน และลงโทษมนุษย์ด้วยกัน ด้วยข้อหามีทัศนคติที่ไม่ตรงกับความเชื่อทางศาสนา

ปัจจุบัน โลกอยู่ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์ผู้มีเหตุมีผล มนุษย์ผู้เป็นองค์ประธานแห่งสิทธิ จึงไม่ควรมีการลงโทษมนุษย์ด้วยกันเพียงเพราะความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ทว่า เรายังคงพบเห็นวิธีคิดแบบศาลศาสนาอยู่ ทั้งฐานความผิด วิธีการกล่าวหาดำเนินคดี การลงโทษทางสังคมและทางกฎหมาย