fbpx

โลกพัฒนาได้เพราะมนุษย์ไม่ยอมจำนน : อำนาจคนรุ่นใหม่ เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย

 

หลักประชาธิปไตยต้องมาพร้อมกับหลักสิทธิและเสรีภาพเสมอ  เพื่อให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุดมีโอกาสได้รับฟัง ถกเถียง และตัดสินใจที่จะเลือกผู้แทนราษฏร  และประชาชนยังมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงผู้แทนราษฎรอีกด้วย นี่คือหลักประชาธิปไตยสากล

แต่หากประชาชนยังมีหนี้สิน เกิดปัญหาทางรายได้ ก็จะเริ่มไม่มีเวลาที่จะใช้เสรีภาพของตัวเองได้เต็มที่  ต้องเอาเวลาไปหาเลี้ยงปากท้องของตัวเองเพื่อให้มีชีวิตรอด ดังนั้นถ้าผู้ปกครองไม่อยากให้ประชาชนในประเทศฉลาดและมีเสรีภาพในการที่จะคิด ผู้ปกครองก็ยับยั้งการพัฒนารายได้และคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ เมื่อคนในประเทศต้องหาเลี้ยงชีวิตของตัวเอง ประชาชนก็ไม่มีเวลาที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ปกครอง นี่คือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ เพราะมนุษย์คิดได้และต้องการจะพัฒนาตัวเอง เพื่อให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่คำถามคือ ทำไมเมื่อมนุษย์มีเสรีภาพถึงกลับยอมแพ้เผด็จการ? ทำไมมนุษย์จึงใช้เสรีภาพเพื่อกดทับเสรีภาพของคนอื่น? ทำไมคนไทยที่มีอำนาจของตัวเองกลับยอมยกให้ คสช. ปกครอง?

นั่นเพราะมนุษย์ยอมเป็นทาสโดยสมัครใจจากความเคยชิน ลองนึกถึงม้า ถูกใส่เกือก มีอานอยู่บนหลัง ตอนแรกจะพยศ อึดอัด แต่สักพักม้าก็จะเคยชินแล้วก็ปรับตัวอยู่กับเกือก อาน และยอมให้มนุษย์บังคับ ทั้งที่เมื่อก่อนมีเสรีภาพในการวิ่งไปไหนก็ได้ นี่คือภาพแทนของประเทศไทยในตอนนี้ คนไทยถูกทำให้คุ้นชินกับเผด็จการมาอย่างยาวนาน จากความกลัวในการใช้ความรุนแรงของทหาร คนไทยจึงไม่ใช้เสรีภาพเพื่อปลดปล่อยตัวเอง ความกลัวจึงเป็นศัตรูของเสรีภาพ

โลกหมุนและพัฒนาด้วยแนวคิดขบถ เราต้องเอาชนะความกลัวของตัวเอง  โลกพัฒนาได้เพราะมนุษย์ไม่ยอมจำนน และกล้าที่จะพูดว่าไม่ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คนรุ่นใหม่จะไม่ยอมจำนนอีกต่อไป พวกคุณคือวัยที่มีพลังมากที่สุด

 

 

คำถามคือ อนาคตของคุณ คุณจะเลือกทางไหน? จะยอมให้สังคมไทยเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ  หรือจะพูดคำว่า “ไม่” เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เราจะไม่ยอมจำนนให้คนที่จะไม่ได้อยู่ยืนยาวถึงอนาคตมากำหนดประเทศไทย พวกเรามีความชอบธรรมที่จะบอกกับพวกเขาว่า ” ไม่”   พอกันทีกับการให้คนที่จะไม่อยู่ในอนาคตมากำหนดชีวิตของพวกเรา

ตอนหนึ่งจากการกล่าวเปิดเวทีเสวนา “พลังอีสานกับการเมืองไทย” คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล