fbpx

“ยุบพรรค” ไม่ใช่ทางออก

 

13 กุมภาพันธ์ 2562 ท่ามกลางกระแสสะพัดของข่าวความเป็นไปได้ในการยุบพรรคการเมืองหนึ่ง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้เขียนถึงประวัติศาสตร์การยุบพรรคการเมือง รวมทั้งชวนให้ทุกฝ่ายไตร่ตรองเหตุและผลโดยไร้อคติ  และได้โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กเพจของตนเอง

ดังรายละเอียดต่อไปนี้

… 

พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย  บุคคลมีเสรีภาพในการรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว การยุบพรรคกลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปราม-กวาดล้างศัตรูทางการเมือง 

 

ยุบพรรค ภาค 1

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 ยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง และตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญใหม่เข้าทำหน้าที่แทน  ส่วนบรรดาคดีที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนรัฐประหาร ก็ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ ซึ่งคดีสำคัญคดีหนึ่งที่ค้างอยู่ในกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และได้โอนมาเป็นของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คือ คดียุบพรรคไทยรักไทย 

วันที่ 30 พฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 3-5/2550  ยุบพรรคไทยรักไทยและนำประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 มาใช้ย้อนหลังเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 111 คนเป็นเวลา 5 ปี ด้วยเหตุที่ว่า  พรรคไทยรักไทยกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญอธิบายว่า  “การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยการเลือกตั้งที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นไปโดยไม่สุจริต ย่อมถือได้ว่า เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น  การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงมิได้หมายความถึง การได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยการปฏิวัติรัฐประหารหรือยึดอำนาจการปกครองด้วยกำลังเท่านั้น”

กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 2 คนไปจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 เมษายน  2549 ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยที่กรรมการบริหารพรรค 2 คนนั้นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในพรรค เป็นรัฐมนตรี และการกระทำนั้นทำให้พรรคได้ประโยชน์  ดังนั้นการกระทำความผิดของกรรมการบริหารพรรค 2 คนดังกล่าวก็ย่อมผูกพันพรรคด้วย เมื่อพรรคไทยรักไทยกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเช่นนี้ จึงถือได้ว่าพรรคไทยรักไทยกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญยังได้วินิจฉัยด้วยว่า พรรคไทยรักไทยกระทำการเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะพรรคไทยรักไทย  “เข้าแทรกแซงบิดผันกระบวนการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่ามีการแข่งขันกันตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่โดยเนื้อแท้มิได้เป็นเช่นนั้น ย่อมส่งผลให้ประชาธิปไตยสั่นคลอน ไม่มั่นคง ทำให้ประชาชนที่รู้ข้อเท็จจริง เสื่อมศรัทธาต่อระบบการเมือง  อาจนำไปสู่การต่อต้านการใช้อำนาจปกครองโดยไม่ชอบธรรมของพรรคการเมือง”

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญยังนำประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3  มาใช้บังคับเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่กรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบเป็นเวลา 5 ปี ทั้งๆ ที่ประกาศ คปค.  ฉบับที่ 27 ออกมาภายหลังจากมีการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรค โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า “หลักการห้ามออกกฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้น   มีที่มาจากหลักการที่ว่า ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ แต่หลักการดังกล่าวใช้บังคับกับการกระทำอันเป็นความผิดอาญาเท่านั้น” แต่ “การเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งมิใช่โทษทางอาญา  เป็นเพียงมาตรการทางกฎหมายที่เกิดจากผลของกฎหมายที่ให้อำนาจยุบพรรคการเมือง” ย่อมมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

คำวินิจฉัยในคดีนี้ ได้สร้างบรรทัดฐาน ดังนี้ 

  1. การทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 
  2. กรรมการบริหารพรรคแม้เพียงคนเดียวกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง การกระทำนั้นย่อมผูกพันพรรค และอาจเป็นเหตุให้พรรคนั้นถูกยุบได้ 
  3. นอกจากพรรคการเมืองจะถูกยุบไปแล้ว กรรมการบริหารพรรคทุกคน ซึ่งแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใดๆ ก็ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี 

ต่อมา บรรทัดฐานของคำวินิจฉัยนี้ถูกนำมาบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237  ซึ่งบทบัญญัติในมาตรานี้เอง กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาใช้ยุบพรรคการเมือง ภาค 2 

 

ยุบพรรค ภาค 2

ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปได้คะแนนสูงสุด  พรรคพลังประชาชนและพรรคอื่นๆ ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี 

รัฐบาลสมัครถูกทำลายความชอบธรรมด้วยประเด็นอ่อนไหวอย่างกรณีปราสาทพระวิหาร  จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 12-13/2551 ปลด สมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม  พรรคร่วมรัฐบาลยังเกาะกลุ่มจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเหนียวแน่น โดยเลือก สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ในขณะที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอยู่ต่อไป  โดยยกระดับการชุมนุมด้วยการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาล 

ในท้ายที่สุด วันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 18/2551, 19/2551/, 20/2551 ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทย และพรรคพลังประชาชน  และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งสามรวม 109 คน โดยอ้างว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือแจก “ใบแดง” แก่กรรมการบริหาร 3 คนของพรรคการเมืองทั้งสาม เพราะ กระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็จำเป็นต้องยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 

คำวินิจฉัยนี้ส่งให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย กลุ่ม เนวิน ชิดชอบ  และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเปลี่ยนมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล โดยมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม 

ตลอด 13 ปีของความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ วิญญูชนผู้มีจิตใจเป็นธรรมย่อมเห็นได้ว่า การยุบพรรคในปี 2550 และ 2551 มิใช่การยุบพรรคเพื่อรักษาระบอบการปกครอง แต่เป็นการยุบพรรคเพื่อปราบศัตรูทางการเมือง 

การยุบพรรคในลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้ช่วยรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่กลับทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยต่อการใช้อำนาจขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ 

นอกจากจะรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ไม่ได้แล้ว หนำซ้ำยังทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นและเสื่อมศรัทธากับระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จนทำให้ประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดที่ไม่อาจหา The Final Say ได้ 

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ปกครองที่ยึดกุมอำนาจต้องทบทวนไตร่ตรองให้จงหนักว่าจะเลือกใช้วิธีการแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหรือ? 

การยุบพรรคไม่สามารแก้ไขปัญหาวิกฤตการเมืองไทยได้ ตรงกันข้าม มันกลับตอกลิ่มความขัดแย้งลงไปอย่างร้าวลึกอีก หากการยุบพรรคแก้ไขปัญหาได้จริง  เหตุใดการยุบพรรคทั้งสองครั้งในปี 2550 และ 2551 จึงไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้? ทำไมความขัดแย้งถึงขยายตัวจนยากแก่การแก้ไข?

ใน “Theory of Justice” หรือ “ทฤษฎีความยุติธรรม” John Rawls ปรัชญาเมธีชาวอเมริกัน ได้สมมติจินตภาพขึ้นมาอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “Veil of Ignorance” 

หากเราต้องการทราบว่าความยุติธรรมคืออะไร ก็ให้สมมตินำมนุษย์เข้าไปอยู่ใน Veil of Ignorance เมื่อเข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว มนุษย์ก็จะไม่ทราบว่าตนเองดำรงตำแหน่งสถานะใด ไม่รู้ถึงความสามารถ ไม่รู้ถึงคุณงามความดี ไม่รู้ถึงยุคสมัยที่ตนเองสังกัดอยู่ มนุษย์รู้เพียงแต่ว่า ตนดำรงอยู่ภายใต้ Circumstance of Justice 

ในสภาวะนี้เอง มนุษย์จะตอบได้ว่า ความยุติธรรมที่ Faireness คืออะไร เพราะ มนุษย์เป็นอิสระอย่างแท้จริง ปลอดซึ่งค่านิยม คุณค่า สถานะ ความคิดเห็นต่างๆ เมื่อมนุษย์ต้องตอบว่าอะไรคือความยุติธรรม เขาก็จะประเมินอย่างระมัดระวัง รอบคอบ เพื่อให้ “ความยุติธรรม” ที่จะเกิดขึ้นนั้นสามารถเอื้อให้เขาดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสำเร็จ ไม่ว่าวันนี้ วันหน้า วันไหน เขาจะดำรงตำแหน่งสถานะใด เขาจะรวย เขาจะจน เขาจะเป็นเจ้า เขาจะเป็นไพร่ เขาก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ผมอยากให้พรรคการเมือง นักการเมือง ผู้สนับสนุนพรรคการเมือง สื่อมวลชน กรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตำรวจ ทหาร คสช. รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และคนทุกคน ลองสมมติตนเองเข้าไปอยู่ใน Veil of Ignorance แล้วพิจารณาดูว่า กรณี “8 กุมภาพันธ์ 2562” ส่งผลให้ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกยุบได้จริงหรือ? 

เมื่อทุกคนเป็นอิสระ ปราศจากความกลัว ความกังวล อคติ แล้ว ยังเห็นอีกหรือว่าพรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบได้ในข้อหา “เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข?”

การเมืองแบบชิงไหวชิงพริบ ลับ-ลวง-พราง ช่วงชิงความได้เปรียบ พลาดเมื่อไร ขย้ำให้ตาย ตลอดจนการตกลงเจรจาลับๆ โดยไม่กี่คน ทั้งหมดนี้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการเมืองไทยได้ 

การเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้แล้ว 

พรรคไทยรักษาชาติ ไม่ควรถูกยุบ

พรรคการเมืองไหนๆ ก็ไม่ควรถูกยุบ 

ปล่อยให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดเป็นผู้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด 

ต้องใช้การเลือกตั้งครั้งนี้ ยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช. และเป็น “ประตูบานแรก” ในการกลับคืนสู่สภาวะปกติ เพื่อสร้างฉันทามติในการออกแบบรัฐธรรมนูญและระบบการปกครองที่ทุกคนพอจะยอมรับกันได้