fbpx

(ฉบับเต็ม) การอภิปรายเรื่อง “ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ” โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

การประชุมสภาวันที่ 18 กันยายน 2562

ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

 

“วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพราะเป็นวันแรกที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 152 คือ การขอเสนอญัตติเพื่อขอเปิดการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมเองได้เป็นผู้ที่หยิบยกประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาอภิปราย เพราะผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่สำคัญและส่งผลต่อความสมบูรณ์ของการถวายสัตย์ปฏิญาณ อันอาจจะทำให้คณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้ 

ผมยกประเด็นนี้เข้ามาหารือเพื่อจะหาทางแก้ไขให้กับพลเอกประยุทธ์และคณะรัฐมนตรี แต่ผมไม่ได้รับโอกาสให้อภิปรายชี้แจงเพียงพอ มีเพื่อนสมาชิกประท้วง และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ตอบให้กระจ่างชัด 

ท่านประธานสภาได้เตือนสติผมในที่ประชุม ท่านบอกไว้ว่า ‘ยังไม่เห็นคลิป ยังไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ แต่ผู้พูดต้องรับผิดชอบ เพราะมีการถ่ายทอด เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง ผู้พูดต้องรับผิดชอบ’

ผมเองในฐานะผู้อภิปรายเปิดประเด็นในวันนั้น ผมพร้อมรับผิดชอบแน่นอน แต่ผมไม่มั่นใจว่าตัวนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ ซึ่งเป็นผู้กล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กล้าที่จะรับผิดชอบในการกระทำของตนเองบ้างหรือไม่ 

หากวันนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของตนนั้น ไม่ครบถ้วน ปัญหาต่างๆ ก็จะทุเลาเบาบางลงกว่านี้ เราจะไม่เกิดปัญหาที่ยากแก่การแก้ไขที่ยุ่งอิรุงตุงนังไปหมด เราสามารถหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที

 

ยกตัวอย่างเช่น ท่านอาจจะหยุดการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ก่อนไหม และหาทางทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตขอเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็กลับมาแถลงนโยบาย แล้วคณะรัฐมนตรีของท่านก็จะได้เข้ารับหน้าที่อย่างสมบูรณ์ 

แต่ในเมื่อนายกรัฐมนตรีนิ่งเงียบ ไม่ชี้แจง ผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงเริ่มออกมายอมรับอย่างชัดแจ้ง มีปัญหาทางกฎหมายต่างๆ พัวพันอิรุงตุงนังไปหมด คณะรัฐมนตรีชุดของท่านได้เข้ารับหน้าที่แล้ว มีการประชุมกันทุกวันอังคารไปแล้วหลายครั้ง มีการออกมติคณะรัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งมากมายเต็มไปหมด มีการอนุมัติงบประมาณต่างๆ เต็มไปหมด ก็ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องตามมา

 

สื่อมวลชนถามผมว่า ตัวผมเองนี้ ไปรู้ได้อย่างไรว่า ท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ สื่อมวลชนตั้งคำถามว่า มีหนอนบ่อนไส้อยู่ในรัฐบาลหรือเปล่า แอบเอาเรื่องนี้มาบอกผม มีคนส่งข้อมูลมาให้ผมอภิปรายไหม 

ผมก็ยืนยันกับสื่อมวลชนไปว่า รัฐบาลชุดนี้ของท่านไม่มีหนอนบ่อนไส้แน่นอน แต่ผมรู้ด้วยตนเอง เพราะว่าปกติแล้วผมจะเป็นคนที่ติดตามข่าวในพระราชสำนักอยู่เสมอ โดยเฉพาะข่าวที่กรณีบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ไปเข้าเฝ้า เพราะผมต้องการรับทราบถึงพระราชดำรัสและพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

 

วันที่ 16 กรกฎาคม ผมตั้งใจดูคลิปข่าวนี้ นายกรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีทั้งคณะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ปรากฏว่า เมื่อคลิปข่าวออกอากาศ เสียงของท่านนายกรัฐมนตรีออกมา ผมก็รู้ทันทีว่า ท่านกล่าวถวายสัตย์ไม่ครบ สาเหตุก็เนื่องจากผมศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญมาค่อนชีวิต ประกอบอาชีพบรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญในคณะนิติศาสตร์ แล้วก็เรียนมา ประกอบอาชีพนี้มา ผมทราบดีว่าทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายต้องมีการถวายสัตย์ และถ้อยคำในการถวายสัตย์ทุกครั้งจะมีประโยคนี้เหมือนกันหมดคือคำว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” 

เมื่อผมทราบข้อนี้เข้า ผมก็พยายามตรวจสอบข้อมูลอีกหลายทาง เพราะสงสัยจริงๆ ว่าเหตุใดท่านนายกรัฐมนตรีจึงกล่าวไม่ครบ ท่านคิดอะไรอยู่ในใจ ทำไมท่านถึงพูดแบบนั้น เช็คแล้วเช็คอีก ท่านโดนวางยาหรือเปล่า

 

แต่สุดท้ายผมก็เก็บความสงสัยไว้แล้วตั้งใจจะมาถามท่านในที่ประชุม วันแถลงนโยบายในวันที่ 25 กรกฎาคม ว่าท่านผิดพลาดบกพร่องเพราะอะไร เราจะได้เข้ามาหาทางแก้ไขปัญหาด้วยกัน 

ในวันที่ 25 ที่ผ่านมา ผมมีเจตนาเพียงเท่านี้เอง ไม่ได้คิดจะล้มรัฐบาล แต่น่าเสียดายที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ชี้แจงให้กระจ่างชัด หลบเลี่ยงไปมา ผมพยายามตั้งกระทู้ถามสดถึง 2 ครั้ง ทางประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ประสานไปถึงท่าน ท่านอ้างว่าท่านติดภารกิจ ผมเลยจำเป็นต้องถอนกระทู้สดออกเพื่อมิให้เสียโควต้ากระทู้เพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ สื่อสัมภาษณ์หลายครั้ง ท่านก็บ่ายเบี่ยงไป

ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี้ จึงนำมาสู่การที่พวกเราสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค จำเป็นต้องเข้าชื่อกัน เพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตาม มาตรา 152 ในวันนี้

 

การอภิปรายของผมในวันนี้ จำเป็นต้องขอใช้เวลาของสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างมาก แต่ให้ทุกท่านวางใจได้เลยว่า การอภิปรายนี้จะเป็นประโยชน์ และขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกอดทนฟัง อย่าประท้วง รับรองว่าได้ประโยชน์แน่นอน ต่อทั้งคณะรัฐมนตรี ต่อเพื่อนสมาชิก ต่อประชาชน ได้ความรู้ทางวิชาการ และเนื้อหาที่ผมจะอภิปรายต่อไปทั้งหมดนี้ ไม่มีส่วนใดที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนหรือกระทบกับความมั่นคงจนต้องขอปิดประชุมลับ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะอภิปรายเป็นหลักกฎหมาย เป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสิ้น

 

การอภิปรายของผมคือการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร ผู้แทนของประชาชน มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามหลักประชาธิปไตย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะพูดต่อจากนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ หากทำให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีท่านใดขุ่นเคืองใจ ก็ขอความกรุณาอย่าถือโทษโกรธเคืองกัน เราต่างทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน

ผมจะขออภิปรายทั้งสิ้น 4 ประเด็น จากนั้นจะซักถามข้อเท็จจริง เพื่อจะนำไปสู่การเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ทั้ง 4 ประเด็นนั้น ขออนุญาตชื่นชมท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับท่านประธานที่ได้วินิจฉัยอย่างชัดแจ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ‘คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ได้รับคำร้องในกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการอภิปรายญัตติในวันนี’ ผมขออนุญาตชี้แจงตรงนี้สั้นๆ เล็กน้อย ท่านสมาชิกท่านอื่นๆ จะได้ไม่ลุกขึ้นมาประท้วงอีกว่า “ศาลตัดสินแล้ว”

 

 

ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักเอาไว้ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการกระทำของรัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญท่านจึงไม่รับ แต่เป็นเพียงการบอกว่าไม่รับเท่านั้น จริงๆ ศาลมีทางออกทางอื่นที่จะไม่รับก็ได้เช่นกัน ด้วยการบอกว่ากรณีถวายสัตย์ไม่ได้กระทบสิทธิใคร ไม่ได้ทำให้ผู้ร้องเสียหายใดๆ ไม่ต้องรับคำร้องก็ได้ แต่ไม่เป็นไร ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยสั่งเอาไว้ว่า การถวายสัตย์นั้นเป็นการกระทำของรัฐบาล เป็นปัญหาทางการเมือง ดังนั้นจึงไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

จริงๆ แล้วตามทฤษฏีเรื่องการกระทำของรัฐบาล มันริเริ่มกันมาในประเทศฝรั่งเศส เขาเรียกกันว่า ‘acte de gouvernement’ เขาคิดขึ้นมาเพื่ออะไร? 

เขาป้องกันมิให้ศาลเข้าไปมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นทางนโยบายหรือเรื่องในทางการเมือง เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะเกิดการปกครองการบริหารประเทศโดยผู้พิพากษาขึ้นมา จึงพยายามกันศาลออกจากตรงนี้

 

ทีนี้ก็จะกังวลใจกันว่าแล้วอะไรบ้างล่ะที่เป็นการกระทำของรัฐบาล นักวิชาการก็สรุปกันมาแล้ว จนระบบกฎหมายไทย แนวทางการพิพากษาของประเทศไทยก็นำมาใช้เรียบร้อยแล้ว ก็คือ

  1. การกระทำใดก็ตามที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี เช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎร การเปิดประชุมสภา การปิดประชุมสภา เป็นต้น
  2. การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การประกาศสงคราม การลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ การลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ 

เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นประเด็นปัญหาทางนโยบาย ทางการเมือง เป็นการกระทำของรัฐบาล องค์กรตุลาการจะไม่รับวินิจฉัย

 

เพื่อนสมาชิกอาจจะสงสัยว่า แต่มันมีข้อความประกอบตอนท้ายในเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านประธานยืนยันไปว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน เวลาศาลจะวินิจฉัยอะไร ศาลต้องทำเป็นคำวินิจฉัย แต่ที่ผ่านมาในวันที่ 11 กันยายน เป็นเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในความหมายของคำวินิจฉัย ดังนั้นจึงไม่ได้ผูกพันกับพวกเรา ผลมันมีเพียงแต่ว่า ศาลไม่รับคำร้องเท่านั้น วันนี้เราเดินหน้าทำตาม มาตรา 152 เป็นเรื่องของพวกเรา

ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นภาพเพิ่มอีกสักนิด พวกผมสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน เข้าชื่อกันผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องการยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสถาบันครอบครัว ตราขึ้นมาด้วยเหตุที่ไม่ต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 คือไม่ได้มีเหตุเรื่องความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ แต่กลับตราพระราชกำหนดขึ้นมา

เรื่องไปสู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าหากศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามเหตุ เขาก็จะส่งกลับมาที่สภาของเรา ให้สภาของเราให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านก็วินิจฉัยไป พวกเราก็มีอำนาจที่จะรับหรือไม่รับพระราชกำหนดอีกรอบหนึ่งอยู่ดี นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

 

ดังนั้น ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านร่วมกันตระหนักให้ดีว่า เวลาศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ท่านอย่าคิดว่า “ตัดสินแล้ว สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำอะไรได้เลย” 

ไม่จริง มิหนำซ้ำ ส่วนที่เพื่อนสมาชิกอ่านมานั้น ส่วนนั้นเขาเรียกว่าประกอบความเห็นเท่านั้น ไม่ใช่เนื้อของคำสั่ง ไม่ใช่เนื้อของคำวินิจฉัย ในภาษากฎหมายเรียกว่า Obiter Dictum คือ ไม่ได้ผูกพัน มันเป็นแค่ความเห็นประกอบเท่านั้น

 

ความสำคัญของการถวายสัตย์ปฏิญาณ

 

ประเด็นแรกที่จะอภิปราย คือ เรื่องของความสำคัญของการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเรากำหนดเอาไว้ว่า ให้มีบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ทั้งหลายนี้ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพวกเราต้องปฏิญาณตนก่อนรับหน้าที่ในที่ประชุมแห่งนี้ สมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมของวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาตุลาการต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ องคมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมของรัฐสภา องค์กรสำคัญๆ ในระดับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ก่อนจะเข้ารับหน้าที่ได้ ต้องทำการปฏิญาณตนทั้งสิ้น 

 

ทำไมรัฐธรรมนูญจึงกำหนดแบบนี้? สาเหตุก็เพราะว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนี้มีความสำคัญอยู่ 3 ประการ

ประการแรก การถวายสัตย์ปฏิญาณ ของคณะรัฐมนตรีคือเงื่อนไขบังคับก่อนเข้ารับหน้าที่ บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งต่างๆ นั้น บุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ยังรับหน้าที่ไม่ได้ จะรับหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเสียก่อน มีข้อยกเว้นเพียงกรณีเดียวเท่านั้น ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นั่นคือมาตรา 24 วรรค 2 ข้อยกเว้นนั้นบอกว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน ถ้าหากพระองค์มีพระราชวินิจฉัยเช่นนี้ ถือว่าเป็นข้อยกเว้นได้ เป็นข้อยกเว้นเดียวเท่านั้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 

ดังนั้นบุคคลที่เป็นรัฐมนตรีทั้งหลาย ก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องมีการถวายสัตย์ พูดกันง่ายๆ ก็คือ หากไม่มีการปฏิญาณก็ไม่มีการเข้ารับหน้าที่ หากต้องการเข้ารับหน้าที่ ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ 

ในนัยยะนี้ การถวายสัตย์ปฏิญาณจึงเป็นเสมือนแบบพิธีที่สำคัญ เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนคณะรัฐมนตรีจะเริ่มเข้าสู่ตำแหน่ง ที่เขาต้องกำหนดแบบนี้เพื่ออะไร? จะได้มีเส้นแบ่งให้ชัดว่า รัฐมนตรีชุดที่แล้ว ที่ยังรักษาการณ์อยู่เรื่อยมา จะสิ้นสุดการรักษาการลงเมื่อใด และรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้ว จะเข้ารับหน้าที่ในวันไหน 

เดี๋ยวนี้ยังพัวพันไปถึงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วย ตามเกณฑ์ของ ปปช. การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เขาก็ดูวันที่เข้ารับหน้าที่ ดูวันไหน ? ก็ดูวันที่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พวกผมเองก็มีการปฏิญาณตนในที่แห่งนี้ ส่วนบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน เราก็แจ้งในสถานะบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของเราในวันนั้น วันที่มีการปฏิญาณ ท่านรัฐมนตรีก็เช่นเดียวกัน ท่านถวายสัตย์กันในวันที่ 16 กรกฎาคม เวลาท่านแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. ก็ต้องดูว่า วันที่ 16 กรกฎาคม นั้น ท่านมีบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอย่างไร

ประการที่สอง การถวายสัตย์ปฏิญาณคือ การยืนยันหลักการความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีและองค์กรอื่นๆ ทุกองค์กร จะมีถ้อยคำที่เหมือนๆ กันหมดว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้อยคำนี้เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิญาณ เพื่อยืนยันว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เคารพรัฐธรรมนูญ รักษารัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดนั่นเอง 

ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณโดยมีถ้อยคำนี้ปรากฏขึ้นเป็นการยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เหมือนกับการแสดงสัญลักษณ์ให้สาธารณชนได้เห็น 

ประการที่สาม การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีนั้น คือ การให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์และต่อประชาชน คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ เราเริ่มเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 2492 หลังจากนั้น รัฐธรรมนูญที่ตามมาแต่ละฉบับก็เขียนล้อต่อกันมาเรื่อยๆ 2492 ต่อเนื่องมา 2511 มา 2517 2521 2534 2540 2550 2557 และฉบับปัจจุบัน 2560 ทั้งหมดนี้เขียนถ้อยคำล้อกันมาทั้งหมดทั้งสิ้น 

แล้วทำไมเขาต้องเขียนถ้อยคำนี้ลงไปให้ชัดในรัฐธรรมนูญ? ทำไมรัฐธรรมนูญไม่เขียนแต่เพียงว่า ให้คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์แล้วจบ ทำไมต้องเขียนถ้อยคำละเอียดลงไปในตัวรัฐธรรมนูญเลยว่า กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณว่าอะไรบ้าง? 

มันมีที่มาที่ไปแน่นอน เอกสารประกอบการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เขียนเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี มีคนซักถามในสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างตอนนั้นก็ให้คำตอบแบบนี้ ท่านแรก หลวงประกอบนิติสาร ท่านให้ความเห็นเอาไว้อธิบายว่า

 

“… ที่ต้องเขียนถ้อยคำลงไปให้ชัดเลยมีเหตุผลอยู่ 3 ข้อ 

  1. ถ้าหากเราไม่เขียนลงไปให้ชัด เดี๋ยวคำสัตย์ปฏิญาณจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้ที่เป็นสมาชิกสภาส่วนมาก ครั้งหนึ่งเดี๋ยวเกิดสภาตกลงกันว่า “เฮ้ย พวกเรา มาปฏิญาณกันแบบนี้นะ” รัฐบาลถัดไปก็อาจจะบอก “พวกเราปฏิญาณอีกแบบหนึ่งนะ” คณะรัฐมนตรีชุดต่อไปขออีกแบบหนึ่ง มันจะไม่สม่ำเสมอ ไม่เหมือนกัน
  2. รัฐธรรมนูญหลายๆ ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็บัญญัติให้ถ้อยคำให้ถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้เช่นเดียวกัน
  3. เพื่อให้ผู้ที่จะต้องปฏิญาณรู้ตัวล่วงหน้าว่า ตัวเองจะให้คำสัตย์ว่าอะไร แล้วตัวเองมีปัญญาที่จะทำตามไหม ถ้ารู้ตัวว่าทำไม่ได้ก็อย่ามาเป็น รัฐมนตรีทุกคนจะรู้ล่วงหน้าว่า เราจะต้องให้คำสัญญาอะไร เราจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณอะไรต่อพระมหากษัตริย์ ถ้าอ่านถ้อยคำเหล่านี้ล่วงหน้าในรัฐธรรมนูญ รู้แล้วว่าทำไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่า ชีวิตนี้ท่านปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู๋แล้วว่าอีกไม่กี่เดือน ท่านจะฉีกรัฐธรรมนูญอีก อีกไม่กี่เดือนท่านจะละเมิดรัฐธรรมนูญอีก อย่างนี้ รัฐมนตรีคนนั้นก็อย่ามาเป็นรัฐมนตรีอีก จะได้ไม่ต้องถวายสัตย์ …”

นี่คือเหตุผลที่หลวงประกอบนิติสารให้ไว้

 

กรรมาธิการยกร่างอีกท่านก็ให้ความเห็นทำนองเดียวกัน คือ พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ ท่านเคยเป็นอาจารย์ของท่านประธานและอาจารย์วิษณุด้วย ความเห็นที่ให้ไว้เช่นเดียวกัน คือ ต้องการให้มันสม่ำเสมอ สอดคล้อง ต้องกัน ไม่ใช่คนนี้พูดอย่าง อีกคนพูดอย่าง นี่แหละ จึงเป็นที่มาของการเขียนถ้อยคำลงไปในรัฐธรรมนูญทั้งหมด 

 

ทีนี้ถ้อยคำเหล่านั้นมีหัวใจสำคัญอยู่ 3 ข้อ 1) จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ 2) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน 3) รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ทั้ง 3 ข้อนี้ ทุกฉบับ ยืนยันถึงความสำคัญ เขียนล้อกันตามมาหมด 

ที่ผมบอกกล่าวว่า ความสำคัญของการปฏิญาณตนมานี้ มันเกี่ยวข้องกับการให้คำสัตย์สัญญาต่อองค์พระมหากษัตริย์และประชาชน มันอยู่ตรงระบบของรัฐธรรมนูญประเทศไทย รัฐธรรมนูญไทยเกือบทุกฉบับ ส่วนใหญ่จะอยู่ในมาตรา 3 จะเขียนเอาไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย บางฉบับใช้คำว่ามาจาก แล้วก็เขียนต่อไปว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

บทบัญญัติในลักษณะนี้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ เพื่อยืนยันว่า 1) ปวงชนชาวไทยคือ ผู้ทรงอำนาจอธิปไตย คือ ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย 2) พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐ คือ ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามรัฐธรรมนูญ นี่คือศิลปะในการเขียนรัฐธรรมนูญที่ผสมผสานเอาสองที่สำคัญที่สุด

บทบัญญัติในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับจะเขียนล้อเหมือนกันหมด นี่คือศิลปะในการเขียนรัฐธรรมนูญที่แยบคายที่สุด คือการหลอมรวมผสมผสานเอา 2 องค์กรที่สำคัญที่สุดในราชอาณาจักรไทย คือ พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระประมุขแห่ง รัฐ กับ ประชาชน เข้ามาไว้ด้วยกันอยู่ในมาตรา 3 โดยให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน และประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย นี่แหละ คือ การก่อรูปรวมกันที่มีมาตั้งแต่ 2492 จนถึงปัจจุบัน กลายเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ก่อร่างสร้างตัวกันจนกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตอนนี้ก็เป็นที่ชัดเจนและก็ยืนยันกันเสมอมาว่าในราชอาณาจักรไทย ปวงชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจนั้นผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามรัฐธรรมนูญ

 

 

ทีนี้เกี่ยวข้องอะไรกับการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ ที่เขากำหนดว่าก่อนเข้ารับหน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก็เพื่อจะให้คำมั่นสัญญาคณะรัฐมนตรีทั้งชุดที่ไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์เป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ก็คือองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติและเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน และยังให้คำมั่นสัญญาสืบทอดต่อเนื่องไปยังประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้แทน นี่แหละคือที่มาที่มาของการต้องเขียนเรื่องการถวายสัตย์ของคณะรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์

ผมชี้แจงเหตุผลทั้งหมด ท่านอาจจะไม่เชื่อถือผม ผมขอยกตัวอย่างหนังสือของท่านรองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ขึ้นมาประกอบ ขออนุญาตท่านประธานเล็กน้อย จะได้ทำความเข้าใจให้ตรงกัน 

 

ในหนังสือชื่อ “หลังม่านการเมือง” เล่มนี้ ในหน้า 28 ท่านเขียนเอาไว้แบบนี้ “ส่วนการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง เป็นเรื่องของการเปล่งวาจากล่าวคำพูดแสดงความตั้งใจ ถ้าว่าตามธรรมชาติแล้ว ควรเป็นเรื่องที่ออกมาจากใจ ใครจะพูดอะไรก็น่าจะได้ แต่ถ้ายอมให้ทำอย่างนั้น ก็จะเป็นเรื่องสับสน บางคนเป็นนักสาบานตัวยง อาจปฏิญาณแคล่วคล่องว่องไว บางคนอาจเหนียบอาย ระมัดระวังปากคำ ด้วยเหตุนี้ จึงปล่อยตามหลักธรรมชาติไม่ได้ ต้องเอาหลักกฎหมายมาจับ โดยกำหนดถ้อยคำเป็นระเบียบแบบแผนเข้าไว้ ใครจะพูดน้อยหรือยาวกว่านี้ไม่ได้ เว้นแต่ปฏิญาณจบแล้ว จะขมุบขมิบปากอธิษฐานอะไรต่อในใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” นี่ท่านได้กล่าวไว้

นอกจากนั้น ท่านยังได้กล่าวต่อไปในหน้า 31 อีกว่า “การปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ นอกจากจะมีความหมายว่าเป็นการแสดงความจงรักภักดีหรือเป็นการเปล่งวาจาแสดงความตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีแล้ว ที่สำคัญคือ ต้องการให้เป็นนิมิตหมายว่า ต้องการจะเข้ารับหน้าที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าไม่กำหดนเอาการปฏิญาณเป็นนิมิตหมายแล้ว ยากจะรู้ว่า ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่เก่าผลัดเปลี่ยนไปสู่คนใหม่ตั้งแต่นาทีใด” 

ในหน้า 324 ท่านก็พูดไว้เช่นเดียวกัน ท่านบอกว่า “เกิดผล 2 ประการ ประการแรกคือ เมื่อรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์วาจาแล้ว ก็จะทำให้ผู้เข้าร่วมพิธีรู้สึกมีกำลังใจ ประการที่สองคือ เป็นเหตุผลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพบกับผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี” 

นี่คือ สิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในหนังสือ “หลังม่านการเมืองเล่มนี้” แนะนำให้ทุกท่านได้ลองหาอ่านดู เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการบริหารราชการแผ่นดิน

 

การถวายสัตย์ปฏิญาณครั้งก่อนๆ

 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านไปถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ท่านกล่าวถ้อยคำไม่ครบถ้วน ผมก็ให้ความเป็นธรรมกับท่าน “เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น ครั้งนี้ทำไมท่านถึงกล่าวไม่ครบ” 

ผมก็เลยลองไปย้อนจนพบว่า ท่านก่อรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แล้วท่านก็แปลงกายกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เกิดมาจากการรัฐประหาร ท่านเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากการรัฐประหารของท่านเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 จนถึง 9 มิถุนายน 2562 แล้วท่านก็รักษาการมาจนถึง 16 กรกฎาคม แล้วตัวท่านคนเดิมนั่นแหละ ก็เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง 

ดังนั้น พอเราไปดูสมัยคณะรัฐมนตรีที่เรียกกันว่า “ประยุทธ์ 1” ก่อนที่ท่านจะกลับมาใหม่ ท่านมีโอกาสนำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น 5 ครั้ง ครั้งแรก 4 กันยายน 2557 ครั้งที 2 22 พฤศจิกายน 2557 ครั้งที่ 3 23 สิงหาคม 2558 ครั้งที่ 4 19 ธันวาคม 2559 ครั้งที่ 5 30 พฤศจิกายน 2560 

ผมไปไล่ย้อนดูคลิปที่สำนักข่าวต่างๆ เผยแพร่ โดยเฉพาะที่มาจากข่าวพระราชสำนักทุกครั้ง ทั้ง 5 ครั้งนี้ พบว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่านกล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนทั้งหมด โดยใน 4 ครั้งแรก กล่าวครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 2557 และในครั้งที่ 5 30 พฤศจิกายน 2560 ท่านกล่าวตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 161 ฉบับเดียวกันกับที่เราใช้อยู่ในตอนนี้ 

นอกจากนั้น คลิปเหล่านั้นทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ก็เป็นที่สังเกตได้อีกว่า ตัวท่านพลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่านอ่านถ้อยคำการถวายสัตย์ปฏิญาณจากบัตรแข็ง ซึ่งเสียบเอาไว้ในแฟ้มสีน้ำเงินที่สำนักงานเลขาคณะรัฐมนตรีเตรียมเอาไว้ให้ 

ผมรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ก็เป็นเพราะผมอ่านหนังสือ “หลังม่านการเมือง” ของอาจารย์วิษณุ อีกนั่นแหละ ท่านเคยเขียนเอาไว้ว่า โดยหลักแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเตรียมเอกสารเป็นบัตรแข็งไว้ แล้วก็เสียบใส่แฟ้มไว้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีถืออ่าน 

พอผมย้อนไปดูคลิป บางคนที่มาร่วมคณะกับท่านยืนอยู่ด้านหลัง ก็ถือแฟ้มให้แล้วยื่นให้ท่าน เพื่อให้ท่านเปิดอ่าน ในบางครั้งก็กลายเป็น เลขาธิการนายกคนที่แล้วที่ยืนด้านหลังท่าน แล้วก็ยื่นให้ท่านเปิดอ่าน

ทั้งหมดนี้คือ 5 ครั้งที่ผ่านมา

 

แต่ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 กลับปรากฏว่า ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำไม่ครบ และการกล่าวถ้อยคำไม่ครบนั้น ไม่ได้มาจากเอกสารบัตรแข็งซึ่งทางสำนักงานเลขาธิการเตรียมไว้ในแฟ้มด้วย ท่านพลเอกประยุทธ์ได้หยิบกระดาษแข็งขึ้นมาจากกระเป๋าด้านข้าง ในเสื้อของท่าน แล้วก็อ่านมัน โดยเหมือนกับที่ท่านสมาชิกได้พูดกันไปแล้วว่า ขาดถ้อยคำว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการไป

ขออนุญาตอ้างหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่ง ในหน้า 50 และ 51 ท่านอาจารย์วิษณุก็เคยเตือนเอาไว้

 

“ในเรื่องของ การเปล่งวาจาถวายสัตย์ปฏิญาณ ช่างภาพจะบันทึกภาพอยู่ด้วยทุกระยะ รัฐมนตรีแต่ละคนจึงควรระมัดระวัง โลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศมาก เคยมีเขียนจดหมายมาฟ้องผมว่า ‘ได้ดูโทรทัศน์พากย์ข่าว ช่วงการถวายสัตย์ปฏิญาณ มองเห็นถนัดว่า รัฐมนตรีคนหนึ่งไม่กล่าวอะไรเลย อีกคนทำปากขมุบขมิบไม่กล่าวตามเพื่อน แสดงว่าบุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงไม่อาจเข้ารับหน้าที่ได้ ใช่หรือไม่ ?’ เรื่องอย่างนี้ต่อไปภายหน้า ผมว่ารัฐมนตรีต้องระวังให้มากขึ้นแล้วล่ะ เพราะดีไม่ดี เมื่อต้องเปิดเทปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทีนี้ล่ะ จะยุ่งกันใหญ่” 

 

ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านรองนายกรัญมนตรีได้สะกิดเตือนท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ว่าจะต้องกล่าวให้ครบเพราะเดี๋ยวดีไม่ดีจะกลายเป็นเรื่องต้องเปิดเทปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วจะยุ่งกันใหญ่ 

ท่านยังเขียนต่อไปว่า

 

“ส่วนนายกฯ ท่านอื่นๆ จะใช้วืธีอ่านทีละวรรคตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีพิมพ์ลงบัตรแข็งซึ่งดูปลอดภัยกว่าการท่องจำ เพราะจะไม่ผิดพลาด ขืนท่องจำผิดๆ ถูกๆ ตกคำว่า ‘และ’ ตกคำว่า ‘หรือ’ ไปสักตัวก็อาจต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความว่าได้ถวายสัตย์ครบถ้วนหรือเปล่า จะยุ่งเปล่าๆ”

 

นี่คือสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือของท่าน

 

 

ทีนี้ ปัญหาตามมา เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าตัวท่านนายกรัฐมนตรีนั้นถวายสัตย์ไม่ครบตามมาตรา 161 ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร? 

ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีปัญหาในลักษณะแบบนี้ เต็มที่ก็อาจจะมีบางท่านไม่ได้มาถวายสัตย์ในวันนั้นก็ตามมาถวายสัตย์ย้อนหลัง แต่ในต่างประเทศเคยมีแล้วก็คืออดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 44 ของประเทศเขาเป็นการกล่าวปฏิญาณโดยมีประธานศาลสูงสุดเป็นคนกล่าวนำ ตอนนั้นเขากล่าวโดยนำคำว่า Faithfully จากอยู่ตรงกลางประโยคเอาไปไว้ท้ายประโยคเท่านั้นเอง เนื้อความไม่ได้หายเลย แค่นำคำที่ควรอยู่ตรงกลางไปไว้ท้ายประโยคเท่านั้นเอง แต่ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นประธานาธิบดีโอบาม่าก็มีการปฏิญาณใหม่อีกครั้งหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหา

 

ส่วนของประเทศไทยเรายังไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน ก็มีความเห็นแตกต่างกันไป 2 แนว 

ความเห็นแรก ยืนยันว่าในเมื่อการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนก็จะทำให้การถวายสัตย์ไม่สมบูรณ์จนเสมือนถึงกับว่าไม่มีการถวายสัตย์ เมื่อไม่มีการถวายสัตย์คณะรัฐมนตรีก็จะเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ เมื่อเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ การใช้อำนาจ การออกมติครมต่างๆ ของคณะมนตรีจึงไม่มีผลในทางกฎหมาย 

ความเห็นที่สอง บอกว่าอย่างไรก็ตามมันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจริง มีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์เป็นที่ชัดเจนอย่างเป็นที่ประจักษ์ในวันที่ 16 กรกฎาคม ดังนั้นคณะรัฐมนตรีก็เข้ารับหน้าที่ได้เพียงแต่ว่าการถวายสัตย์นั้นไม่ครบเท่านั้นเอง ก็ต้องไปหาทางเยียวยาแก้ไขต่อไป 

แต่ไม่ว่าเราจะเห็นแบบความเห็นแรกหรือเห็นแบบความเห็นที่สอง หากปล่อยไว้คาราคาซังแบบนี้โดยไม่จัดการเยียวยาแก้ไขเลย มันจะส่งผลประหลาดตามมาได้ในอนาคต ผมยกตัวอย่างเช่นเกิดนายกรัฐมนตรีมีโอกาสนำรัฐมนตรีคนใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง นายกรัฐมนตรีกล่าวไม่ครบก็ได้อย่างนั้นหรือ

หรือมีองค์กรอื่นๆ ที่จะต้องเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณจะกล่าวไม่ครบก็ได้หรือ? จะตัดเสริมเติมแต่งอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ? ต่อไปนายกคนถัดๆ ไปรัฐมนตรีคนถัดๆ ไป มีโอกาสเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก็ไม่ต้องกล่าวให้ครบก็ได้ใช่หรือไม่? 

นี่คือปัญหาและผลประหลาดที่เกิดขึ้นตามมาหากเราไม่เยียวยาแก้ไขเรื่องนี้ให้กลายเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง

 

โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ

 

 

ผมไล่เรียงมา ยังมีอีกเรื่องที่ผมอยากอธิบายนั่นก็คือการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน เป็นส่วนหนึ่งในอาการของโรคที่ผมขออนุญาตตั้งชื่อว่า “โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ”

การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด มันสะท้อนถึงอะไร

มันคืออาการของโรคที่แสดงออกมาให้สาธารณชนเห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีไม่แยแสรัฐธรรมนูญ

 

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมสมาชิกพรรคฝ่ายค้านจับจ้องประเด็นนี้จิกกัดไม่ปล่อย ทำไมไม่ไปแก้ปัญหาน้ำท่วมปากท้อง จริงๆ พวกเราพรรคฝ่ายค้านก็แก้ไขปัญหาน้ำท่วมปากท้อง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกัน 

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การถวายสัตย์ปฏิญาณคือแบบพิธี ไม่ใช่แบบพิธีเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นแบบพิธีที่สำคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญ สำคัญอย่างงยิ่งเพราะอะไร? รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ว่าด้วยเรื่องสถาบันการเมืองต่างๆ ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งอะไร ที่มามาอย่างไร มีอำนาจหน้าที่แค่ไหน สัมพันธ์กับองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญอย่างไร นี่คือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ

เราจะทราบดีว่า ประมุขของรัฐมีอำนาจเพียงใด สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเพียงใด วุฒิสภามีอำนาจเพียงใด คณะรัฐมนตรีมีอำนาจเพียงใด ศาลมีอำนาจเพียงใด สัมพันธ์กันอย่างไร เรื่องพวกนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

 

ทีนี้ มันก็จะมีพิธีทีเกี่ยวข้องกับสถาบันการเมืองเหล่านี้ เพื่อจะกำหนดว่าองค์กรเหล่านี้ จะเริ่มต้นมีและใช้อำนาจของตนเองในวันใด เวลาใด และเมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว ใช้ได้ภายใต้ขอบเขตข้อจำกัด ใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด

การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น กล่าวไม่ครบ จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เคลือบแคลงสงสัยว่า “ถ้านายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ไม่ครบ ขาดคำว่า “จะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ” แบบนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านจะเข้ารับหน้าที่และใช้อำนาจของท่านโดยไม่รักษาไว้ และไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ใช่หรือไม่?

นี่คือสิ่งที่ประชาชนผู้ทรงอำนาจมีสิทธิเคลือบแคลงสงสัย

 

รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการเมือง

 

ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมของตัวท่านนายกรัฐมนตรีที่ไม่เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้ยึดมั่นรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้มองว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจริง ท่านมองรัฐธรรมนูญเป็นแต่เพียงเครื่องมือในการปกครองตามระบอบของท่าน 

หากเมื่อใดก็ตามที่ท่านอ้างรัฐธรรมนูญแล้วท่านได้ประโยชน์ ท่านอ้าง ถ้าอ้างรัฐธรรมนูญแล้วท่านไม่ได้ประโยชน์แต่กลับจำกัดอำนาจท่านมาตีกรอบท่าน หรือมีคนมาสงสัยว่าท่านกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ท่านไม่อ้าง

จริงอยู่ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ท่านมาจากระบบที่ถูกต้องแล้ว ตามระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบมาตามรัฐธรรมนูญ 2560 แต่สังคมก็รับรู้กันเป็นอย่างดีว่า ก่อนหน้านั้นท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2557 จากการรัฐประหาร ท่านเข้าสู่อำนาจผ่านการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ออกรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกประกาศ ออกคำสั่ง คสช. ให้มันมีผลเป็นกฎหมาย ท่านมีอำนาจแบบพิเศษตามรัฐธรรมนูญ 2557 มาตรา 44 ท่านยังทำอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่แยแสต่อรัฐธรรมนูญ

ผมเห็นว่าพฤติกรรมของท่านนี้มันแสดงให้เห็นว่า ท่านมองรัฐธรรมนูญเป็นแหล่งที่มา (source) ของอำนาจท่าน

วันนี้ท่านพอใจท่านก็ใช้มัน ถ้าท่านไม่พอใจรัฐธรรมนูญ 2550 ท่านอยากเข้ามามีอำนาจ แต่กระทำผ่านรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ ท่านก็ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ฉีกมันเสีย แล้วท่านก็ออก 2557 ให้ท่านมีอำนาจพิเศษจาก มาตรา 44 ท่านอยากจะเข้ามามีอำนาจอีก ท่านก็ไปช่วยกันออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ท่านกลับปฏิบัติตามไม่ได้ ซึ่งวันนี้สมาชิกจะได้อภิปรายเรื่องนี้กัน ท่านอยากจะป้องกันตัวท่านเองว่า ประกาศ คสช. ของท่านนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญชั่วกัลปวสาน ท่านก็เขียนรัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ ท่านอยากจะนิรโทษกรรมความผิดฐานกบฏ ท่านก็เขียนรับรองไว้อีก

แต่พอรัฐธรรมนูญมาตีกรอบให้ท่าน มากำหนดเงื่อนไขให้ท่าน ท่านไม่แยแสมัน

 

 

ผมอยากจะเตือนสติท่านว่าวันนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว ไม่ใช่คนเก่า คนใหม่คือท่านมาตามรัฐธรรมนูญ 60 แล้ว ดังนั้นท่านต้องเคารพรัฐธรรมนูญ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ว่าเมื่อก่อนท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีจากการยึดอำนาจ แม้ว่าอำนาจที่เมื่อก่อนท่านเคยมี เคยชิน เคยใช้มาในอดีต ยุติลงเถอะ แล้วมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ 

ถ้าหากท่านยังมีพฤติกรรมไม่แยแสรัฐธรรมนูญแบบนี้ต่อไปวันดีคืนดีท่านก็จะทำตัวขึ้นมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญเสียเอง 

 

ในทางปรัชญาการเมือง มีตำแหน่งหนึ่งที่เราเรียกกันว่า ‘องค์อธิปัตย์’ ท่านก็เคยเป็นมาแล้ว ‘รัฏฐาธิปัตย์’ ที่ท่านเคยพูดในที่ประชุมวันแถลงนโยบาย ท่านบอกว่าท่านอยู่เหนือ 3 อำนาจเลย

องค์อธิปัตย์ซึ่งอยู่เหนือรัฐธรรมนูญในทางปรัชญาการเมืองคือ “คนที่บอกได้ว่าอะไรคือข้อยกเว้น” ณ วันนี้ ตัวท่านนายกรัฐมนตรี และตัวท่านรองนายกรัฐมนตรี มักจะมีเหตุผลอธิบายให้พวกท่านได้เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญเสมอ 

ในขณะที่คนอื่นๆ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่พวกท่านยกเว้นได้เสมอ จนสื่อสารมวลชน โซเชียลมีเดีย ตั้งฉายาท่านกันว่า “บิดาแห่งข้อยกเว้น” เพราะฉะนั้นผมอยากให้กลับมาสู่หลักการ อย่าเป็นบิดาแห่งข้อยกเว้นต่อไป

 

กรณีการถวายสัตย์ปฎิญาณไม่ครบถ้วนและการแสดงออกหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว ผมคิดว่ามันยังเป็นอาการของอีกโรคคือโรคที่ไม่รับผิดชอบ ขาดความเป็นผู้นำ ภายหลังประเด็นนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมาพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีได้ออกยอมรับว่าท่านได้กล่าวไม่ครบถ้วนจริงๆ และก็มีการขอโทษต่อรัฐมนตรีและประกาศเอาไว้ว่าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ผมอ่านตามข่าวนะ ในวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา

เรื่องแรกผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหรืออะไรแล้วแต่ ผมเป็นห่วงกังวลอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้ ก็หวังให้ทุกคนได้ทำงานต่อไป อย่างไรก็ตามต้องไปศึกษาว่าในรัฐธรรมนูญเขียนว่าอย่างไร อย่างไรยังไงก็ดีก็คงยังจะมีรัฐบาลอยู่ และต้องขอโทษคณะรัฐมนตรีด้วยเพราะผมถือว่าผมได้ทำเต็มที่แล้ว นี่ท่านพูดเอาไว้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 

 

ปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ ‘รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว’ คือรับผิดชอบอย่างไร? ความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความรับผิดชอบของนายกฯ ของรัฐมนตรีต่างๆนั้น มีอยู่ 2 แบบ หนึ่งคือความรับผิดชอบทางการเมือง สองคือความรับผิดชอบทางกฎหมาย 

ความรับผิดชอบทางกฎหมายก็คือเมื่อกระทำผิดกฎหมายก็มีโทษทางแพ่งเป็นค่าเสียหาย ทางอาญาก็มีโทษทางอาญาติดคุกว่าไป ในทางกฎหมายปกครองสิ่งที่ท่านใช้อำนาจประกาศคำสั่งมา ก็อาจจะถูกเพิกถอนได้โดยศาลปกครอง 

แต่ความรับผิดทางการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ความรับผิดทางการเมืองคืออะไร ท่านอาจจะถูกอภิปราย ท่านอาจจะถูกลงมติไม่ไว้วางใจ ท่านอาจจะเข้าสู่กระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง และที่สำคัญที่สุดคือมันมีความรับผิดชอบทางการเมืองอันหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือการขอโทษต่อสาธารณชน ขอโทษต่อประชาชน และลาออกจากตำแหน่ง นี่คือตัวอย่างของความรับผิดชอบทางการเมืองซึ่งหลากที่ได้ทำกันมา

 

ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ขึ้นมาท่านได้แสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง วันที่ 6 สิงหาคมท่านให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า ‘ผมก็พยายามจะแก้ปัญหาอยู่ แต่ยืนยันว่าผมก็ทำครบถ้วน แต่ก็คงต้องว่ากันต่อไป กำลังหาทาง ไม่รู้จักคำว่าหาทางหรืออย่างไร เอาหละเรื่องนี้ผมจะทำของผมเอง’

พอวันที่ 7 สิงหาคมท่านบอก ‘เดี๋ยวคงเรียบร้อย ไม่ได้มีเจตนาทำให้มันผิด เขาดูกันที่เจตนา’ 

วันที่ 7 สิงหาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่า ‘ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าท่านนายกฯ หมายถึงอะไร ที่ท่านบอกว่าหาทางอยู่นั้นไม่ทราบ ต้องถามท่านเอง ขณะนี้ยังไม่ตอบ แต่ตอนนี้รัฐบาลก็ทำอยู่หลังจากมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว’

ในวันที่ 31 กรกฎาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ก็ไม่ขอตอบ 

วันที่ 1 สิงหาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่า ‘ไม่ทราบ ไม่ขอพูดเรื่องนี้แล้ว แล้ววันหลังจะรู้ว่าทำไมถึงไม่ควรพูด นี่ไม่ใช่เรื่องของความรู้ แต่เป็นเรื่องของสอดรู้’ 

ในวันที่ 27 สิงหาคม ตัวพลเอกประยุทธ์จันทร์ โอชาก็ได้ให้สัมภาษณ์ ตนเองนั้นปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานมาให้ ตามที่รัฐบาลได้มาขอพระราชทาน นั่นก็คือเรื่องของพระราชดำรัสที่ในหลวงได้ทรงพระราชทานพระราชดำรัสมาให้กับคณะรัฐมนตรีในวันที่ 16 กรกฎาคม

 

ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมาเพื่อจะโยงมาสู่ตรงนี้กลับมาในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราพูดกันบ่อยครั้งถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ (Convention of Constitution) เราพูดกันถึงว่าพระราชอำนาจตามนิติโบราณราชประเพณี (Royal Prerogative) 

เราพูดเรื่องนี้หลายครั้ง นักวิชาการกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายท่านไม่ว่าจะเป็นตัวท่านอาจารย์วิษณุเอง ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเป็นอดีตคนร่างรัฐธรรมนูญกันมาแล้วทั้งสิ้น ยังมีปรมาจารย์ทางกฏหมายรัฐธรรมนูญในอดีตอีกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม หลายต่อหลายคนได้พูดถึงเรื่องนี้โดยหยิบยืมความคิดมาจากวอลเตอร์ แบชอท (Walter Bagehot) ในเรื่อง The British Constitution หรือ The English Constitution ความสำคัญมันมีมากขนาดไหน

ในหนังสือหลังม่านการเมืองเล่มนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ท่านอุทิศหัวข้อสุดท้ายไว้ให้ทั้งหัวข้อเลย นั่นคือหัวข้อที่ว่าด้วยพระราชอำนาจ 3 ประการในระบอบประชาธิปไตย หลักใหญ่ใจความคือเรื่องที่ วอลเตอร์ แบร์ชอท ยืนยันเอาไว้ว่าในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจตามนิติโบราณราชประเพณีอยู่ 3 ประการ ท่านอาจารย์วิษณุเองสรุปเอาไว้ว่ามีพระราชอำนาจที่จะได้รับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล มีพระราชอำนาจที่จะทรงพระราชทานกำลังใจให้แก่รัฐบาล มีพระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือนรัฐบาล ในเล่มนี้ท่านยกตัวอย่างหลายกรณีที่เป็นเกล็ดประวัติศาสตร์ที่สนุกมากและได้ความรู้มาก 

 

 

นี่คือหลักการที่รัฐบาลทุกชุดจำเป็นที่จะต้องยึดถือ ผมขอย้อนกลับไปก็ได้ ถ้าจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น ผมย้อนกลับไปสู่ตำรากฎหมายธรรมนูญของท่าน ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นตำราที่ผมใช้อยู่ทุกวันจน ณ วันนี้ ท่านเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2530 ท่านพูดเรื่องนี้เอาไว้อยู่ในหน้า 372 เรื่องพระราชอํานาจตามนิติราชประเพณีแต่โบราณ ท่านเขียนไว้ว่า

 

‘อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำหรือพระราชดำริอย่างไรแก่รัฐบาลแล้ว ก็เป็นหน้าที่ต่อไปของรัฐบาลที่จะรับพระราชดำรินั้นใส่เกล้าใส่กระหม่อมและศึกษาทบทวนดูว่าจะเป็นไปได้เพียงใดที่จะสนองพระราชดำรินั้น กล่าวอย่างง่ายๆ ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เพราะเมื่อตัดสินใจอย่างใดลงไปและเกิดผลติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นผลในทางบวกหรือทางลบ ก็ควรเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยแท้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะทรงกระทำผิดและทรงรับผิดชอบ’

 

นี่คือสิ่งที่ท่านยืนยันเอาไว้ในตำราของท่านเองในหน้า 372 

นอกจากนั้นแล้วท่านอาจารย์วิษณุก็ยังหยิบยกปรมาจารย์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกท่านหนึ่งคือ ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย ว่า

 

‘ในเวลานี้ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ 3 ประการคือสิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเดือนไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือมักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ 3 ประการดังกล่าวนั้นไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง

การที่ทำเช่นนั้นอาจเป็นโดยเจตนาดีเพราะเห็นว่าเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือคำเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับเพราะมิฉะนั้นผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงผัวพันกับการเมือง’ 

 

 

นี่คือสิ่งที่ ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านประธาน (ชวน หลีกภัย) เป็นอาจารย์ของท่านวิษณุ และเป็นอาจารย์ในทางตำราของผมด้วยได้บันทึกเอาไว้ และท่านอาจารย์วิษณุก็นำข้อความนั้นมาเขียนในหนังสือกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งนักศึกษาคณะนิติศาสตร์แทบจะทั้งหมดทั่วทั้งประเทศได้ศึกษาเรียนกัน 

 

ทั้งหมดที่ผมพูดไปเพื่ออะไร? ผมจะย้อนกลับมาสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลังจากกรณีถวายสัตย์ถูกเปิดเผยขึ้นมา ผมก็ไม่ทราบว่าถ้อยคำที่ว่า “แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าทำไมถึงไม่พูด” ท่านวิษณุต้องการหมายถึงอะไร ผมไม่ทราบว่าทำไมนายกรัฐมนตรีถึงมีการจัดพิธีให้คณะรัฐมนตรีเข้ารับพระราชทานพระราชดำรัสต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ไม่มีใครทราบเจตนาของท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านคิดอะไรอยู่ แต่สังคมเขาย่อมมีสิทธิจะตั้งคำถามว่าตัวท่านเองเป็นผู้กระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ 

แล้วท่านไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ เลย แต่เลือกที่จะใช้วิธีแบบนี้ 

ผมคิดว่านี่คือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าท่านขาดความเป็นผู้นำ ท่านทำผิดแต่ท่านไม่รับผิดชอบ แล้วท่านเลือกวิธีการแสดงออกแบบนี้ ให้ประชาชนเขาเคลือบแคลงสงสัย 

 


 

ผมใช้เวลาไล่เรียงไปทีละประเด็นเรียบร้อยแล้ว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 บอกไว้ว่าจะต้องซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ผมขอถามรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

ข้อแรก ขออนุญาตฝากท่านประธานถามผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านคำถวายสัตย์จากกระดาษแข็งที่ท่านหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าของท่านในวันนั้น กระดาษแข็งที่เสียบอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านข้างของท่านนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีเตรียมมาเองใช่หรือไม่? ท่านได้เขียนข้อความการถวายสัตย์ใหม่ที่ไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญลงไปใช่หรือไม่? เหตุใดทำไมท่านจึงไม่อ่านจากกระดาษแข็งในแฟ้มสีน้ำเงินที่สำนักงานเลขารัฐมนตรีเตรียมมาให้ ทั้งๆที่การถวายสัตย์ของท่าน 5 ครั้งก่อนหน้านั้น ท่านก็อ่านจากกระดาษที่อยู่ในแฟ้มที่ ครม. เตรียมให้ท่าน ?

ข้อที่สอง ถามไปยังตัวท่านนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกันว่า หากมีรัฐมนตรีคนหนึ่งลาออก ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้นะ สมมุติว่ามีรัฐมนตรีท่านหนึ่งทนกระแสแรงกดดันไม่ไหว วันนี้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีท่านตั้งคนใหม่มาเป็นรัฐมนตรีแทน แล้วตัวท่านนายกรัฐมนตรีต้องนำรัฐมนตรีท่านใหม่เข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง ถามท่านพลเอกประยุทธ์ว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีท่านจะนำถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยข้อความอย่างไร? ท่านจะอ่านถ้อยคำตามมาตรา 161 ในรัฐธรรมนูญหรือไม่? หรือท่านจะอ่านแบบที่ท่านอ่านในวันที่ 16 กรกฎาคมอีก? 

ข้อที่สาม ผมถามความเห็นนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม หากนายกรัฐมนตรีคนต่อๆ ไป รัฐมนตรีคนต่อๆ ไป ที่ไม่ใช่พวกคณะท่าน เขามีโอกาสเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ แล้วเขากล่าวถ้อยคำไม่ครบถ้วนแบบที่ท่านทำ ท่านเห็นว่าทำได้หรือไม่? 

ข้อสุดท้าย ขออนุญาตถามไปยัง ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ท่านเคยเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมา 2 ปี เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาอีก 9 ปี เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีรอบแรกมาเกือบ 4 ปี และรอบที่ 2 อีก 5 ปีเศษ รวมแล้ว 9 ปี ใกล้เข้าสู่ปีที่ 10 รวมแล้วท่านทำงานในทำเนียบรัฐบาลมาเกือบ 2 ทศวรรษ ท่านทำงานกับคณะรัฐมนตรีมา 11 ชุด ทำงานกับนายกรัฐมนตรี 8 คน ด้วยสถานะเช่นนี้ทำให้ตัวท่านรองนายกรัฐมนตรีมีโอกาสเข้าร่วมการถวายสัตย์ปฏิญาณหลายครั้งหลายหน บ้างเข้าไปในฐานะเลขาธิการ ครม. บ้าง บ้างเข้าไปถวายสัตย์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีบ้าง ผมขออนุญาตถามท่านว่าท่านเคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนใดทำแบบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาหรือไม่? แล้วท่านเห็นว่าทำได้หรือไม่ อย่างไร ตามรัฐธรรมนูญ? 

คำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ขออนุญาตฝากท่านประธานถามไปยังนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี

 

 

หลังจากเกิดกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่ครบถ้วนใหม่ๆ ผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่า ผมมีทางออกให้กับคณะรัฐมนตรีอยู่ โดยผมพิจารณาจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทยทั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน พิจารณาธรรมเนียมในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิจารณาจากกรณีศึกษาในประเทศต่างๆ ที่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น พิจารณาตำราวิชาการต่างๆ ก็ด้วยความปรารถนาดีต่อท่าน ว่าเราจะหาทางออกต่อไปได้อย่างไร

ทางออกที่ผมเสนอก็คือให้นายกรัฐมนตรีขอพระพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ใหม่อีกครั้งให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนการกระทำต่างๆ ของท่านที่ได้ทำไปแล้ว แม้ท่านจะถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนก็ตาม ท่านเร่งออกมามติคณะรัฐมนตรีต่างๆ เต็มไปหมด พวกนี้เป็นไปได้ไหมที่ท่านจะมีมติ ครม. เพื่อชุบชีวิตรับรองให้สมบูรณ์ให้หมด หลังจากท่านถวายสัตย์ครบถ้วนแล้ว นี่คือข้อเสนอที่ผมเคยเสนอผ่านไปยังสื่อมวลชนต่างๆ 

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะยอมรับว่าท่านทำผิดพลาดบกพร่องและมาหาทางแก้ร่วมกัน 

 

พอเวลามันผ่านมาเนิ่นนานจนถึงวันนี้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ 16 กรกฎาคมถึงวันนี้ ยืนยันชัดเจนว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นเป็นการจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติรัฐธรรมนูญ 

จริงอยู่ที่ท่านเคยนายกรัฐมนตรีที่มาจากการยึดอำนาจ หลายคนก็จะไม่ค่อยแน่ใจว่าท่านจะยึดถือรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ในวันนี้รัฐธรรมนูญ 60 ใช้เต็มรูปแล้ว กำลังทยอยเข้าสู่ระบบปกติแล้ว 

แต่ปรากฏว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของท่านในวันนั้น ท่านได้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือไว้วางใจของพี่น้องประชาชนลงไปหมดสิ้น

ผมเอง เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านก็ยอมรับในกติกาของรัฐธรรมนูญ 60 เข้ามาตามตำแหน่ง ตามระบบของรัฐธรรมนูญ 60 แล้ว เราก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านไป 

พี่น้องประชาชนก็อดทน ก็รณรงค์ แสดงความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยว่ากันไปตามระบบต่อไป เพราะในเมื่อท่านมาตามครรลองของรัฐธรรมนูญ 60 แล้ว

แต่ปรากฏว่าวันที่หนึ่งเท่านั้นเอง วันที่หนึ่งก่อนที่ท่านเข้ารับหน้าที่ ท่านกลับแสดงออกมาด้วยการถวายสัตย์ปฎิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ มันคือการทำลายความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ของพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน

 

 

ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมาก็เพราะว่า ผมอยากขออนุญาตเสนอแนะ ผมขอเรียกร้องให้ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นอาจารย์ในการทางตำราของผม ผมเรียนเลยว่าอ่านหนังสือของท่านเกือบทุกเล่ม นวนิยายท่านผมก็อ่าน กำลังรอเล่มใหม่อยู่คือ ‘ลงเรือแป๊ะ’ นี่โฆษณาให้ท่านเลย ผมอ่านหนังสือของท่านทุกเล่ม ติดตามผลงานของท่านมาตลอด ผมอยากให้ท่านกลับมาเป็นอาจารย์วิษณุคนเดิม ยุติการให้ความเห็น การให้ความช่วยเหลือในทางกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรีให้ท่านกลับมาเป็นปูชนียบุคคลในวงการนิติศาสตร์ ท่านออกจาก ‘เรือแป๊ะ’ เถอะ ท่านกลับมาอยู่ใน ‘เรือแห่งความยุติธรรม’ 

ข้อเรียกร้องต่อไป ผมไม่ต้องการทั้งพลเอกประยุทธ์คนเก่าและพลเอกประยุทธ์คนใหม่แล้ว ผมไม่ต้องการให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน เพื่อรักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ราชอาณาจัทรไทยแห่งนี้มีผู้นำประเทศที่สง่างามทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ เป็นเกียรติเป็นศรีต่อประเทศ ต่อประมุขแห่งรัฐ​ และต่อประชาชนคนไทยทั้งชาติ 

ผมขอเรียกร้องให้ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ขอบคุณครับ”

 

ชมคลิปเต็มของการอภิปรายได้ที่นี