fbpx

การตายของอับดุลเลาะกับกระบวนการยุติธรรมซึ่งภาครัฐจะต้องตอบ

 

คุณอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ชายชาวอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ต้องสงสัยโดยเจ้าพนักงานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ คุณอับดุลเลาะถูกเจ้าพนักงานควบคุมตัวจากบ้านพักไปเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 และถูกนำตัวไปยังหน่วยซักถามเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร หลังจากนั้นไม่นานนัก ภรรยาของคุณอับดุลเลาะก็ได้รับแจ้งว่าคุณอับดุลเลาะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเนื่องจากหมดสติระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน

คุณอับดุลเลาะหมดสติไม่รู้สึกตัวอยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เป็นเวลา 35 วัน จนกระทั่งเช้ามืดของวันที่ 25 สิงหาคม 2562 คุณอับดุลเลาะก็ได้จากไปอย่างสงบ ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงอันยุติแล้วว่า คุณอับดุลเลาะยังคงอยู่ในระหว่างความควบคุมของเจ้าพนักงานมาโดยตลอดแม้กระทั้งขณะที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน

แต่ก็ได้ปรากฏประเด็นซึ่งเป็นที่น่าสังเกตต่อสังคม คือ กรณีของคุณอับดุลเลาะที่คณะแพทย์ได้ลงสาเหตุการตายเบื้องต้นว่า Severe pneumonia with septic shock (ปอดติดเชื้ออย่างรุนแรงร่วมกับมีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) โดยทางรัฐบาลได้ออกมาแถลงการณ์ว่าการตายของคุณอับดุลเลาะนั้นเป็นการตายตามธรรมชาติ นั้นถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่?

การระบุสาเหตุการตาย (Cause of death) เช่นนี้นั้นอาจทำให้อนุมานได้ว่า พฤติการณ์การตาย (Manner of death) เป็นการตายโดยธรรมชาติ (Natural cause) ซึ่งทำให้ทางฝ่ายความมั่นคงตีขลุมโดยทันทีว่า เป็นกรณีที่ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาตามมาตรา 148 วรรคแรก นั่นคือ “นี่มิใช่กรณีการตายโดยผิดธรรมชาติ (Unnatural death)

อย่างไรก็ตาม ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติแยกกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพไว้ทั้งสิ้น 2 กรณี ได้แก่

กรณีที่หนึ่ง “การตายโดยผิดธรรมชาติ” ซึ่งได้มีการแจกแจงกรณีไว้โดยละเอียดในวรรคสองว่าหมายถึงกรณีดังต่อไปนี้

  1. ฆ่าตัวตาย
  2. ถูกผู้อื่นทำให้ตาย
  3. ถูกสัตว์ทำร้ายตาย
  4. ตายโดยอุบัติเหต
  5. ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ

กรณีที่สอง “การตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน” ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีนั้นจะ “ปรากฏแน่ชัด” หรือเป็นกรณีที่เพียงแต่มี “เหตุอันควรสงสัย” ก็ตาม ก็จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมายทั้งสิ้น

โดยในกรณีนี้ คุณอับดุลเลาะหมดสติตั้งแต่เมื่อถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายทหารและได้ถูกเจ้าพนักงานนำส่งโรงพยาบาลซึ่งได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา จึงเป็นกรณีที่ “ปรากฏแน่ชัด” แล้วว่าคุณอับดุลเลาะได้เสียชีวิตในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตาม มาตรา 148 วรรคแรก มิอาจเป็นที่ถกเถียงให้เป็นอื่นใดได้อีก

 

ดังนั้น ในเมื่อเป็นกรณีที่ปรากฏแน่ชัดว่านายอับดุลเลาะได้ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องด้วยกรณีตาม มาตรา 148 วรรคแรก ซึ่งจะต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยเมื่อจะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปตามบทบัญญัติตาม มาตรา 150 วรรคสาม เนื่องจากเป็นกรณีที่ความตายนั้นเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ซึ่งจะต้องมี “การชันสูตร 4 ฝ่าย” ซึ่งประกอบไปด้วย 1) เจ้าพนักงานสอบสวน 2) แพทย์ 3) เจ้าพนักงานอัยการ และ 4) เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไป ร่วมกันในการชันสูตร

จึงเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายที่จะต้องตอบคำถามต่อสังคมว่า ได้กระทำการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่

 

นอกจากนี้ หากพิจารณาสาเหตุการตายในหนังสือรับรองการตายและมรณบัตรของคุณอับดุลเลาะว่าเสียชีวิตจากสมองขาดออกซิเจนและขาดเลือด (Hypoxic ischemic encephalopathy, HIE) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุนำของภาวะต่าง ๆ ทั้งหลาย อาทิ ปอดติดเชื้อ (Pneumonia) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นต้น จึงทำให้กรณีเป็นที่น่าค้นหาต่อไปอย่างยิ่งว่าสาเหตุที่แท้จริงของการตายนั้นเกิดจากสาเหตุใดแน่ จึงต้องด้วยกรณีตาม มาตรา 151 ว่าในเมื่อมี “การจำเป็น” เพื่อพบเหตุของการตาย เจ้าพนักงานผู้ทำการชันสูตรพลิกศพมีอำนาจสั่งให้ผ่าศพแล้วแยกธาตุส่วนใด หรือจะให้ส่งทั้งศพหรือบางส่วนไปยังแพทย์หรือพนักงานแยกธาตุของรัฐบาลก็ได้

กรณีของคุณอับดุลเลาะเป็นอีกหนึ่งในหลายกรณีที่เคยได้ปรากฏมาแล้วให้ประจักษ์แก่สังคม โดยแสดงให้เห็นถึงประเด็นสำคัญซึ่งควรพิจารณาว่า กฎหมายพิเศษต่าง ๆ ที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานสำหรับจับกุมตัวประชาชนเพื่อมาสอบสวนได้โดยที่เพียงแค่สงสัย และมีอำนาจที่จะสามารถกักขังตัวไว้ได้นานถึง 7 วัน แล้วปรากฏว่าประชาชนได้เสียชีวิตลงเช่นนี้ กฎหมายพิเศษทั้งหลายดังกล่าวนั้นยังสมควรดำรงอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ และที่ผ่านมานั้นการใช้กฎหมายพิเศษต่าง ๆ ได้คลี่คลายหรือบรรเทาปัญหาในชายแดนใต้ลงไปได้มากน้อยเพียงใด

การตายของประชาชนที่ยังมิได้พิสูจน์ถึงความผิดหรือความบริสุทธิ์ของตนเองแต่กลับต้องมาเสียชีวิตลงในค่ายทหารจากกฎหมายพิเศษเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐสมควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่งถึงความจำเป็นต่อไปว่าควรจะดำรงกฎหมายพิเศษเหล่านี้ต่อไปอีกหรือไม่ เนื่องจากตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ที่กฎหมายพิเศษเหล่านี้ได้ถูกบังคับใช้นั้นอาจถือได้ว่าปรากฏอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่ามิอาจที่จะแก้ไขความขัดแย้งในชายแดนใต้ได้ เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลจึงสมควรที่จะตอบคำถามของสังคมและแสดงถึงความโปร่งใสเพื่อการตรวจสอบได้เมื่อจะนำประชาชนไปสอบสวน การไม่เปิดเผยรายละเอียดอันใดเลยรวมถึงคำชี้แจงจากภาครัฐว่าภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดนั้นเสียและไม่อาจขอตรวจสอบได้ จึงมิใช่แนวทางปฏิบัติที่สังคมคาดหวังจากรัฐบาลและมิใช่สิ่งที่ภาครัฐพึงกระทำกับประชาชน

 

และอีกประเด็นหนึ่งที่สังคมอาจตั้งข้อสังเกตจากกรณีนี้และในอีกหลายกรณี คือการบันทึกสาเหตุการตาย 2 ฉบับ ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันที่ไม่ตรงกัน เช่นในกรณีนี้ที่ในเบื้องแรกทางคณะแพทย์ได้แถลงว่าคุณอับดุลเลาะเสียชีวิตจาก Severe pneumonia with septic shock แต่ท้ายที่สุดแล้วสาเหตุการตายที่ปรากฏในหนังสือรับรองการตายและมรณบัตร คือ HIE ซึ่งเป็นกรณีที่อาจพบเห็นได้โดยทั่วไปอยู่บ้างในเวชปฏิบัติหรือแม้แต่จากการผ่าศพแยกธาตุโดยแพทย์นิติเวชเองก็ตาม

เนื่องจากเมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งกำลังจะเสียชีวิตนั้นย่อมปรากฏภาวะความผิดของระบบในร่างกายหลากหลายระบบ โดยแต่ละภาวะนั้นอาจส่งเสริมหรือเกี่ยวเนื่องกัน หรือผลจากการผ่าศพแยกธาตุที่ต้องรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือผลจากการตรวจชิ้นเนื้อที่จะปรากฏในภายหลัง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อแพทย์จะต้องตัดสินใจเพื่อจะลงสาเหตุการตายเพียงสาเหตุเดียวนั้นจะต้องเลือกสาเหตุการตายที่ถือได้ว่าเป็นสาเหตุที่เป็นรากฐานของความตายนั้น ๆ ให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือให้ได้ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ปรากฏให้ได้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาจากแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะแพทย์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ว่า คุณอับดุลเลาะไม่รู้สึกตัวและสมองบวม ซึ่งเป็นอาการที่อาจเกิดจากสมองขาดอากาศและคณะแพทย์ก็ได้สืบค้นและให้การรักษาอาการเช่นว่าโดยตลอดมา จึงอาจกล่าวได้ว่าพยานหลักฐานแรกที่คณะแพทย์ตรวจพบจากการตรวจ สืบค้น และวินิจฉัยนั้นได้ประจักษ์แก่คณะแพทย์แล้วว่า ในเบื้องแรกที่คุณอับดุลเลาะถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลนี้นั้นมาด้วยอาการที่น่าจะเกิดจาก HIE จึงได้ลงสาเหตุการตายว่า HIE เพื่อให้มีความใกล้เคียงกับสาเหตุที่แท้จริงอย่างมากที่สุดแล้วเท่าที่พยานหลักฐานนั้นได้ปรากฏต่อคณะแพทย์

 

กระผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ยกตัวอย่างประกอบเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น อาทิ คนเดินถนนถูกรถชนและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล สมมุติปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีภาวะตับแตกและเลือดออกภายในซึ่งมีความจำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขโดยด่วน โดยเมื่อได้รับการผ่าตัดแก้ไขภาวะดังกล่าวเรียบร้อยแล้วก็ได้ถูกรับตัวเข้ารักษาในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตและได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ เจาะคอ แล้วปรากฏว่าเกิดการติดเชื้อในปอดและลุกลามสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในท้ายที่สุด

ในเบื้องแรกแพทย์อาจลงสาเหตุการตายเบื้องต้นว่าเป็น Pneumonia with sepsis ซึ่งพบเห็นได้โดยทั่วไปและดังเช่นในกรณีของนายอับดุลเลาะ เป็นต้น แต่หากพิจารณาตามหลักวิชาการแล้วบุคคลนี้เสียชีวิตจากสาเหตุอันใดกันแน่?

จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตก็คือ บุคคลนี้เดินถนนอยู่แล้วถูกรถชน ในทางวิชาการนั้นก็ได้วางหลักการไว้เช่นนี้ สาเหตุการตายที่สมควรจะลงจึงได้แก่ เสียชีวิตจากการเป็นคนเดินถนนที่ถูกรถชน (Pedestrian on foot injured in collision with car) ซึ่งแพทย์อาจลงสาเหตุการตายเช่นนี้ได้ในกรณีที่เห็นเป็นประจักษ์ชัดตั้งแต่เมื่อแรกรับหรือโดยแพทย์นิติเวชที่ได้ผ่าศพแยกธาตุ (Autopsy) และได้ค้นพบพยานหลักฐานที่สนับสนุน

 

แต่ในกรณีของคุณอับดุลเลาะนั้นอาจมีความแตกต่างออกไป คืออาจไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่แน่ชัดสำหรับคณะแพทย์ในการที่จะลงสาเหตุการตายว่าเกิดจากการถูกทำร้ายตามที่สังคมสงสัยหรือไม่? หรือเกิดจากการหกล้มซึ่งเป็นอุบัติเหตุตามที่ภาครัฐได้เคยออกมาแถลง? หรือเกิดจากโรคประจำตัวอื่นซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย? หากพิจารณาเช่นนี้ก็อาจตีความได้ว่าเป็นกรณีที่ “มีเหตุอันควรสงสัย” ว่าเป็นการตายโดยผิดธรรมชาติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 (5) คือการตายโดยยังมิปรากฏเหตุหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม กรณีของคุณอับดุลเลาะเป็นกรณีที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นการตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ก็เป็นกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในตอนต้น

ถ้ากระผมจะตั้งข้อสังเกตให้ได้ขบคิดกันให้ลึกลงต่อไปอีกว่า การลงสาเหตุการตายนั้นมีความสำคัญอย่างไรถึงจะต้องสืบค้นไปให้ถึงต้นตอของสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างแท้จริง ก็เพราะว่าสาเหตุการตายบางชนิดนั้นสามารถบอกพฤติการณ์การตายได้ ซึ่งหมายความว่าสาเหตุการตายบางประการนั้นอาจพอบอกได้ว่าบุคคลนั้น ๆ ตายด้วยพฤติการณ์ตามธรรมชาติ อาทิ ติดเชื้อในกระแสเลือดหรือปอดอักเสบ หรือตายด้วยพฤติการณ์อื่น อาทิ ฆ่าตัวตาย (Suicide) ถูกผู้อื่นทำให้ตาย (Homicide) หรือตายโดยอุบัติเหตุ (Accident) เป็นต้น

โดยในกรณีคุณอับดุลเลาะคงจะต้องตั้งข้อคำถามต่อไปว่า คุณอับดุลเลาะนอนอยู่บนเตียงเฉย ๆ แล้วเกิดปอดติดเชื้อหรือติดเชื้อในกระแสเลือดขึ้นมาเองอย่างนั้นหรือ? หรือว่าแท้จริงแล้วคุณอับดุลเลาะประสบเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งทำให้หัวใจคุณอับดุลเลาะหยุดเต้น สมองขาดอากาศ และถูกนำตัวส่งมายังโรงพยาบาล ก็ไม่ปรากฏให้ทราบแน่ชัด

 

ดังนั้น การด่วนสรุปจากสาเหตุการตายเบื้องต้นโดยแพทย์ผู้ให้การรักษาหรือแม้แต่จากหนังสือรับรองการตายที่ยังมิได้มีการชันสูตรพลิกศพเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการตายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แล้วสรุปว่าเป็นการตายตามธรรมชาติ จึงมิใช่แนวทางที่เหมาะที่ควรตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และอาจเป็นการผลักภาระให้ตกแก่แพทย์ผู้ทำการรักษาซึ่งเป็นผู้ลงสาเหตุการตายว่าจะต้องระบุพฤติการณ์การตายของบุคคลด้วย ทั้ง ๆ มิใช่หน้าที่ของแพทย์ หากแต่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานสอบสวนที่จะต้องสืบสวนการตายและค้นหาความจริงให้ปรากฏแก่สังคม

 

วาโย อัศวรุ่งเรือง
รองโฆษกพรรคอนาคตใหม่