ถอดบทเรียน “รัฐสวัสดิการ” เนปาลที่ยังมาไม่ถึง 

ผม อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล และคุณพรรณิการ์ วานิช ได้รับเชิญในฐานะตัวแทนอนาคตใหม่ มาประชุมในงาน An Economy Progress and Justice-เศรษฐกิจก้าวหน้าและความยุติธรรม โดยองค์กร SocDem Asia เครือข่ายกลุ่มองค์กรทางการเมืองและสังคมที่ผลักดันประเด็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมเต็มรูปแบบผ่านเงื่อนไขการสร้างรัฐสวัสดิการ โดยครั้งนี้จัดที่กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

ก่อนพูดถึงรายละเอียดข้อเสนอสำคัญที่ได้จากการประชุมของสมาชิกเครือข่ายที่เน้นการผลักดันสังคมที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี สวีเดน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นถึงสภาพพื้นฐานปัจจุบันของเนปาล

เนปาลเป็นประเทศรายได้ต่ำ อยู่ท่ามกลางชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนและอินเดีย มีการต่อสู้ทางการเมือง และยังซ้ำร้ายเผชิญกับภัยพิบัติธรรมชาติ ปัจจุบันภาพยังปรากฏชัดเรื่องความยากจนและความเปราะบางของผู้คน

อย่างไรก็ตาม ในเงื่อนไขที่ยากลำบาก เนปาลกลับมีความหวังภายใต้การแข่งขันทางการเมือง และวางตัวเองเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แม้เงื่อนไขทางวัตถุอาจต้องใช้เวลาพัฒนา แต่เงื่อนไขด้านปรัชญา และหลักการในการเปลี่ยนแปลงสังคม เนปาลนับว่าอยู่ในเส้นทางประชาธิปไตย

เนปาลมีดัชนีการแข่งขันทางการเมืองสูง มีการผูกขาดทางการเมืองต่ำ และไม่มีโทษประหารชีวิตมาแล้วกว่าสี่สิบปี (การประหารครั้งสุดท้ายปี 1979) รัฐธรรมนูญปัจจุบันของเนปาลพยายามโอบรับผู้คนและกลุ่มทางการเมืองทุกกลุ่มให้ก้าวพ้นทศวรรษที่สูญหายไปด้วยกัน

ในเช้าวันที่ 28 มิถุนายน 2561 หนังสือพิมพ์ Himalayatimes หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของเนปาล พูดถึงความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาของเนปาล ให้ ‘การแข่งขันเป็นศูนย์’ ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาฯ แน่นอนว่ามีข้อถกเถียงในสังคมเรื่องวิธีการ แต่ว่าเรื่องที่ทุกคนเห็นพ้องกันในปัจจุบันคือ การแข่งขันไม่ใช่ทางออกของการศึกษา สืบเนื่องจากความเหลื่อมล้ำที่ยาวนานของศตรรษที่ 20 การแข่งขันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดเป็นเรื่องปกติของประเทศยากจน แต่ปัจจุบัน ในปี 2018 ฉันทามติใหม่ได้เกิดขึ้นที่เนปาล การศึกษาควรเป็นทางเลือกที่หลากหลายตามความถนัดของแต่ละคนและไม่อาจมีมาตรวัดเดียวที่วัดได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงเรื่องแพทย์ใช้ทุนในพื้นที่ห่างไกล ที่รัฐมุ่งขยายระยะเวลาใช้ทุนเป็น 5 ปี เพื่อลดการกระจุกตัวของแพทย์ในเมืองหลวง รัฐบาลเริ่มปรับใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตามตัวแบบของไทยตั้งแต่ปี 2012 ในพื้นที่นำร่อง นับเป็นสัญญาณสำคัญต่อการเติบโตสู่รัฐสวัสดิการของประเทศเล็กๆในหุบเขาหิมาลัย

การประชุม Soc Dem Asia หรือกลุ่มสังคมประชาธิปไตยแห่งเอเชียปีนี้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ 3 องค์กร คือมูลนิธิ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES) ของเยอรมนี มูลนิธิ Olof Palme International ของสวีเดน และพรรค Nepali Congress พรรคใหญ่อันดับ 2 ในรัฐสภาเนปาล

การประชุมอยู่ภายใต้ประเด็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าเพื่อความยุติธรรม มีองค์กรเข้าร่วมทั้งนักวิชาการ ตัวแทนพรรคการเมือง และภาคประชาชน โดยมีตัวแทนจากกลุ่มการเมืองไทย 2 กลุ่มเท่านั้นที่ได้รับเชิญเข้าร่วม คือพรรคอนาคตใหม่ และพรรคสามัญชน ภายใต้เงื่อนไขการเป็นกลุ่มทางการเมืองที่ให้ความสำคัญแก่ความยุติธรรมทางการเมืองและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

พรรคอนาคตใหม่ และพรรคสามัญชน จากประเทศไทย

ขณะที่ผู้เข้าร่วมจากประเทศอื่น เช่น พรรคสังคมประชาธิปไตยจากสวีเดน พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี โดยทั้งสองประเทศได้ส่งสมาชิกรัฐสภา และอดีตรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมนี้ เช่นเดียวกับพรรคการเมืองเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย จากพรรค Democratic Action Party  หรือห่างไกลอย่างพรรคประชาชนมองโกเลียที่ประสบความสำเร็จกับการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นภายใต้ระบบพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรค Justice Party จากเกาหลีใต้ ซึ่งล้วนเป็นพรรคการเมืองที่มีองค์ประกอบของคนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และมุ่งสร้างสังคมที่มีความเสมอภาคผ่านสวัสดิการสังคมที่มีความก้าวหน้า พรรคการเมืองเหล่านี้ประสบความสำเร็จทั้งในพื้นที่รัฐสภาและการสร้างแนวร่วมเครือข่ายผู้ใช้แรงงานและคนรุ่นใหม่ อันเป็นแนวทางที่พรรคอนาคตใหม่มุ่งผลักดันเช่นเดียวกัน

ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดถ่ายรูปร่วมกัน

การแลกเปลี่ยนการประชุมเริ่มต้นจากการที่ตัวแทนจากสวีเดนและเยอรมนีพูดถึงผลการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน  2561 ที่เยอรมนีตกรอบแรกแบบพลิกความคาดหมายขณะที่สวีเดนเข้ารอบสองอย่างเหนือความคาดหมาย

ผู้แทนจากเยอรมนีพูดติดตลกว่า “ฟุตบอลก็เหมือนกับสังคมประชาธิปไตย เราต้องอาศัยวิกฤตเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง”ขณะที่ตัวแทนจากสวีเดนพูดเริ่มต้นติดตลกเช่นกันว่า “ทีมชาติสวีเดน ก็เหมือนสังคมประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ เราดีแล้วแต่ยังไม่ดีพอ สามารถดีขึ้นได้อีก คนทั่วโลกดูเราเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ และคนจำนวนไม่น้อยก็อยากให้เราล้มเหลว” ซึ่งสอดรับกับบรรยากาศการเมืองจริงที่พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนีต้องเผชิญกับวิกฤตทางอุดมการณ์ในการสร้างแนวร่วมข้ามอุดมการณ์กับพรรคการเมืองฝ่ายขวากลาง และสวีเดนเองแม้จะเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนารัฐสวัสดิการแต่ก็ต้องเผชิญเงื่อนไขความท้าทายจากภายในและภายนอกมากมายเช่นกัน

Dr.Herta Daubler-Gmelin อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเยอรมนี

การปาฐกถาทางการเริ่มต้นโดย Dr.Herta Daubler-Gmelin อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเยอรมนี จากพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งเยอรมนี โดยพูดถึงสภาวการณ์ในโลกปัจจุบันที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ขยายตัวจนทำให้ดูเหมือนว่าโลกไม่มีทางเลือก เราได้แต่ยอมจำนนและดูการขยายตัวของกลุ่มทุนข้ามชาติที่ร่ำรวยและทรงอำนาจ ขณะที่แนวคิดสังคมประชาธิปไตยถูกทำให้กลายเป็นเรื่องความคิดเก่า เป็นไปไม่ได้ ซึ่งไม่จริง ผู้คนจำนวนมากทั้งในเยอรมนีและโลกเผชิญเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมที่ไม่สามารถประนีประนอมได้

“เราเคยคิดว่าพลังงานทดแทนเป็นไปไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดมันก็เกิดขึ้น โลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รัฐสวัสดิการและสังคมประชาธิปไตยเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและเป็นไปได้ทางการเมือง แต่มันได้จากการต่อสู้อย่างยาวนาน เราสามารถทำให้โลกาภิวัตน์ตอบสนองต่อผู้คนในสังคมมากกว่าการตอบสนองต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจากเยอรมนี กล่าว 

ผู้บรรยายคนที่สอง Dr.Mirendra Rijal จากพรรค Nepali Cogress อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของเนปาล ยืนยันถึงการต่อสู้ของประชาชนชาวเนปาล และความอดทนต่อประชาธิปไตยในการสร้างรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้าและโอบรับผู้คนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นประเทศเล็ก ยากจน แต่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนารัฐสวัสดิการเช่นเดียวกับเยอรมนีและสวีเดน และพรรคการเมืองทั้งหมดในสภาล้วนแข่งขันกันภายใต้เงื่อนไขการสร้างรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชน

Dr.Mirendra Rijal จากพรรค Nepali Cogress อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของเนปาล

ประเด็นแลกเปลี่ยนเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ มีการถกเถียงเรื่องการขยายเศรษฐกิจ 4.0 และการผลิตภายใต้ยุค Digital ที่หลายประเทศเผชิญเงื่อนไขการสะสมทุนแบบใหม่ที่ประชาชนกลายเป็นผู้ประกอบการ – แรงงานนอกระบบ

ในเกาหลีใต้มีแรงงานนอกระบบถึงร้อยละ 40 แม้การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลจะสามารถสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ แต่มีตัวเลขที่น่าตกใจว่าคนในเศรษฐกิจใหม่ในฟิลิปปินส์อาจทำงานถึงวันละ 15 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย และได้รับค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยน้อยลง รวมถึงไม่มีการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นในระยะยาว เศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้กระแสเสรีนิยมใหม่ที่ไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมอาจสร้างความเหลื่อมล้ำมหาศาล

Asa Erikkson สมาชิกรัฐสภาจากพรรค Social Democrat สวีเดน ชี้ให้เห็นว่าการปรับตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่ามันอาจทำให้คนตกงานแต่สวีเดนไม่เป็นปัญหาด้วยระบบรัฐสวัสดิการ ผู้คนสามารถพัฒนาตัวเองด้วยการศึกษาที่ดีและไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อสามารถยกระดับตนเองเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ได้ตามทางเลือกของตน พร้อมย้ำว่ารัฐต้องเป็นผู้ลงทุนในมนุษย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจผ่านปัจจัยเหล่านี้

1.รัฐสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่หน้าที่ของปัจเจกชนที่ต้องลงทุนการศึกษาด้วยตนเอง

2.การสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัล การทำให้ระบบเสถียรเชื่อถือได้

3.การสร้างนวัตกรรมการผลิตใหม่ ซึ่งเกิดจากความสร้างสรรค์และมนุษย์มีอิสระเต็มที่

4.กระบวนการจัดการเทคโนโลยีที่เป็นประชาธิปไตยไม่ผูกขาดเป็นเจ้าของโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่

5.การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจกิจดิจิทัล หรือการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อให้คนได้ปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยี เช่นห้องสมุดที่ทันสมัยเข้าถึงได้ไม่มีค่าใช้จ่าย

Asa Erikkson สมาชิกรัฐสภาจากพรรค Social Democrat สวีเดน

Asa Erikkson ย้ำว่า รัฐสวัสดิการและสังคมประชาธิปไตย จะเป็นทางออกต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งพิสูจน์แล้วในสวีเดนว่าการเปิดการค้าเสรีไม่จำเป็นต้องทำลายความมั่นคงของมนุษย์ สามารถมีสัญญาทางการค้าที่ก้าวหน้าและยกระดับชีวิตมนุษย์ไปพร้อมกัน อย่างในกรณีของการค้าเสรีระหว่างสวีเดน – แคนาดา ที่มีเป้าประสงค์ในการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ไปพร้อมกัน

การประชุมที่รวบรวมพรรคการเมืองแนวสังคมประชาธิปไตย นักวิชาการ และภาคประชาสังคมแนวสังคมประชาธิปไตย ชี้ให้เห็นว่าความใฝ่ฝันสู่สังคมแบบใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยผ่านพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น คนกว่าครึ่งโลกต่างใฝ่ฝันถึงสังคมที่ประชาธิปไตยเต็มขั้นและเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ในประเทศที่มั่งคั่งแบบเยอรมนี สวีเดน ประเทศที่เล็กไม่มีทรัพยากรอย่างเนปาล ประเทศเพื่อนบ้านที่ต่อสู้มายาวนานแบบเมียนมา ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย ทุกที่ล้วนเคยผ่านทศวรรษที่สูญหาย บางที่ใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ บางที่ใช้เวลาไม่นานนัก ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว

แต่การที่โลกใหม่ยังไม่เกิดขึ้น มิใช่แปลว่าโลกเก่ามีความชอบธรรมที่จะคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง