fbpx

ณธีภัสร์ : “ความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้จำกัดแค่ผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น”

 

การประชุมสภา วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ และ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายในการแปรญัตติข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในข้อ 90 ที่เกี่ยวกับคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) โดยชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่ควรมี “กมธ. สามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ” แยกออกมาจาก “คณะ กมธ. กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ” ที่มีการยกร่าง เชิญรับชมคลิปการอภิปรายดังกล่าวตามลิงค์ด้านล่าง แต่ถ้าหากท่านไม่สะดวกเปิดคลิปวิดิโอดังกล่าว สามารถอ่านเนื้อความฉบับเต็มด้านล่างในบทความได้นี้เช่นกัน

 

(ลิงค์สำหรับการอภิปรายของ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ https://futureforwardparty.org/7422)

 

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์

 

“จากการที่กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม มีผลสรุปให้ประเด็นสิทธิความหลากหลายทางเพศถูกบรรจุรวมไว้กับ กรรมาธิการด้านเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ ขอบพระคุณกรรมาธิการวิสามัญที่ได้กรุณาบรรจุเรื่องนี้รวมเข้าไว้จริงๆ แต่ผมยังมีข้อเสนอให้ที่ประชุมแห่งนี้พิจารณาอีกครั้งว่า ถ้าหากเราจะจริงจังและจริงใจที่จะทำเพื่อคนกลุ่มนี้ ก็ควรที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะผมคิดว่า ถ้าหากเรายังนำประเด็นเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศไปต่อท้าย กรรมาธิการด้านเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ ผมซึ่งเป็นตัวแทนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เชื่อว่าจะไม่สามารถผลักดันและแก้ไขปัญหาของคนกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมขออนุญาตอภิปรายถึงเหตุผลที่ต้องมีการแยกกรรมาธิการออกมา  ต่อจาก ส.ส.ธัญญ์วาริน ที่เพิ่งอภิปรายจบไปว่า ปัญหาของผู้มีความหลากหลายทางเพศและการไม่ได้รับโอกาสจากสังคมนั้น มีมากมายเพียงใด

ถ้าหากเรายังคงนำประเด็นเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางแพศนั้น ไปต่อท้าย กรรมาธิการด้านเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ ก็จะทำให้กรรมาธิการนั้น ทำงานได้ไม่คล่องตัว อีกทั้ง บริบทปัญหาของผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นแตกต่างจากปัญหาของกลุ่มคนที่อยู่ในกรรมาธิการชุดเดียวกัน

ในส่วนของความคล่องตัว การที่เราจะหาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในประเด็นต่างๆ มารวมไว้ 35 คนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมขอยกตัวอย่างสัดส่วนกรรมาธิการให้ทุกท่านได้รับทราบดังนี้

สมมุติให้ ส.ส.ที่มีความรู้ความสามารถเรื่องเด็ก 2 คน สตรี 2 คน ผู้สูงอายุ 2 คน ผู้พิการ 2 คน กลุ่มชาติพันธุ์ 2 คน และ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2 คน เท่านี้ก็แทบจะเป็น 15 คนแล้ว นอกจากนี้ การพิจารณาประเด็นใดๆ ก็จะเป็นไปอย่างลำบาก เพราะว่า แต่ละคนที่อยู่ในกรรมาธิการมีความถนัดความเชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน คนที่อยู่ในกรรมาธิการเดียวกันอาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องเฉพาะเท่ากับอีกคนหนึ่ง อีกทั้ง กิจการด้านเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ นั้น มีความสำคัญที่มากอยู่แล้ว

ดังที่ ส.ส.ณัฐวุฒิ พรรคอนาคตใหม่ ได้อภิปรายไว้ในวันแถลงนโยบายว่า กรรมาธิการนี้ยังมีภาระอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ถ้า สมมุติว่า พวกเรายังนำประเด็นสิทธิความหลากหลายทางเพศไปต่อท้ายกรรมาธิการนี้อีก ก็จะทำให้ภาระของกรรมาธิการดังกล่าวเพิ่มขึ้นและ ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

แม้ว่า ประเด็นของผู้มีความหลากหลายทางเพศจะมีการตัดขวาง บุคคลอาจจะมีอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนกัน เช่น อาจจะมีเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้พิการและ เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ รัฐมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะอัตลักษณ์ใดอัตลักษณ์หนึ่ง โดยทิ้งเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศไว้เบื้องหลัง แต่การแก้ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ เราจำเป็นจะต้องมองให้ทะลุทุกมิติ จึงจามารถแก้ไขปัญหาของประชากรกลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุดและรอบด้าน

บริบทปัญหาของผู้มีความหลากหลายทางเพศและบริบทของประชากรภายใต้กรรมาธิการเดิมนั้น มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ที่ผ่านมา การทำงานของกรรมาธิการเดิมเป็นงานในเชิงสังคมสงเคราะห์ที่คอยช่วยเหลือบุคคลที่รัฐมองว่า อ่อนแอหรือเปราะบางกว่าคนอื่นในสังคม หรือ ขาดโอกาสบางอย่างจากสังคม แต่ปัญหาของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ใชแค่เชิงสังคมสงเคราะห์อย่างเดียว แต่จะต้องทำให้สังคมรับรู้และเข้าใจในความแตกต่าง เป็นการกำจัดทัศนคติที่ไม่ดีออกไป เป็นการทวงถามถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะมี แต่เขาไม่เคยได้รับ คนกลุ่มนี้ถูกลิดรอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาอย่างยาวนาน คนกลุ่มนี้ไม่มีกฎหมายมารองรับ คนกลุ่มนี้ไม่มีนโยบายพื้นฐานของรัฐเพื่อทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของเขาอยู่ได้อย่างเท่าเทียม

ดังนั้น เราจำเป็นจะต้องให้ความรู้และความเข้าใจกับสังคม ไม่ใช่แค่เพียงกับคน 7 ล้านคนที่มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ต้องให้ความรู้และความเข้าใจแก่คนอีก 70 ล้านคน ว่า ประเด็นเรื่องสิทธิ ความหลากหลายและ ความเท่าเทียมทางเพศนั้น ไม่ใช่ประเด็นของคนชายขอบ แต่เป็นประเด็นสาธารณะที่ทุกคนในสังคม จะต้องมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าประเด็นสาธารณะอื่นๆ

ถ้าหากเราแยกกรรมาธิการออกมา ก็จะทำให้กรรมาธิการที่แยกออกมามีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและสังคมโดยรวม ซึ่งผมจะขออนุญาตอภิปรายต่อในเหตุผลด้านที่สาม ดังต่อไปนี้

เรื่องบทบาทและหน้าที่ของกรรมาธิการ ที่จะเข้าไปผลักดันเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เขาไม่เคยได้รับ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตหรือเรื่องกฎหมาย สังคมในปัจจุบันมีสิ่งแวดล้อมมากมายที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและชายหญิงทั่วไป เช่น เรื่องห้องน้ำ ที่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศและชายหญิงโดยทั่วไปรู้สึกไม่ปลอดภัย, เรื่องการถูกคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม, เรื่องการถูกเลือกปฏิบัติในการรับเข้าทำงาน, ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล, โรงพัก, เรือนจำ เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ จะต้องหามาตรการทางกฎหมายและนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้สังคมไทยเราน่าอยู่สำหรับทุกคนและทุกเพศ

อีกปัญหาสำคัญคือ ยังไม่มีกฎหมายรองรับคนกลุ่มนี้ ยังไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองพวกเขาให้ได้รับความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ หรือ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่ยังไม่ให้สิทธิที่เท่าเทียมกันกับชายหญิง และ ยังมี พ.ร.บ.หรือ กฎหมายอื่นๆ อีกที่จะต้องทำการผลักดันและแก้ไข ดังนั้น การมีคณะกรรมาธิการนี้ จะเข้าไปศึกษาและแก้ไขกฎหมาย เพื่อทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิอย่างเป็นธรรมและ ทำให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศอย่างแท้จริง

กรรมาธิการนี้ ไม่ได้ทำงานเฉพาะประเด็นความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่จะเข้าไปทำงานในมิติของความเท่าเทียมทางเพศอีกด้วย การทำงานในด้านความเท่าเทียมทางเพศนั้น เป็นประเด็นหนึ่งที่สังคมไทยยังขาดการดูแลและ การใส่ใจในเชิงลึก ขาดการแก้ไขและวิเคราะห์อย่างบูรณาการ ความเท่าเทียมทางเพศนั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปว่า เป็นหญิงหรือชายหรือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่เป็นประเด็นของทุกๆ คน ทุกๆ เพศ ดังนั้น กรรมาธิการนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อทุกๆ คนในสังคมอย่างแท้จริง

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ รวมถึงกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และ กติการระหว่างประเทศว่าด้วยเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีหน้าที่ที่จะปฏิบัติตามอนุสัญญา กติกา ดังกล่าว อย่างเคร่งครัด ถ้าหากเราไม่ทำอย่างจริงใจและ ทำให้เกิดอย่างจริงจังนั้น ประชาคมโลกก็จะมองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ล้าหลังด้านสิทธิมนุษยชน

เมื่อฟังมาถึงจุดนี้แล้ว อาจจะคิดว่า การตั้งกรรมาธิการใหม่นั้น อาจจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของแผ่นดิน แต่เมื่อพิจารณาจำนวนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศกว่า 7 ล้านคน เปรียบเทียบกับงบประมาณกรรมาธิการสามัญเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งกำหนดไว้ 14 ล้านบาท ตกเฉลี่ยแล้วเพียง 2 บาท ต่อคนต่อปีเท่านั้น แต่เงิน 2 บาทนี้ สามารถส่งเสริมความเท่าเทียมแก่คนกลุ่มนี้ สามารถสร้างสันติสุขให้แก่สังคม สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตให้แก่ทุกคน และ ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก มันคุ้มค่าอย่างมากที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

หากเราจะเปรียบการสร้างพลเมืองให้มีศักยภาพ เพื่อตอบโจทย์ ทั้งการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจและ พัฒนาสังคม เสมือนการส่งเสริมศักยภาพของนักกรีฑา เราย่อมต้องเลือกรองเท้าที่ดีที่สุดให้แก่เขา เพื่อให้เขาสามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ พวกเขาแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงแข่งแล้ว เพราะพวกเขาถูกบังคับให้สวมรองเท้าที่บีบรัดเท้ามากจนเกินไป จนไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพของตนเองออกมาได้ สิ่งนี้เป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่จะต้องแสดงตจุดยืนต่อท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้

หน้าที่ที่สำคัญอีก  1 อย่าง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ จะต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ว้กับพี่น้องประชาชน ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ประชาชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้เห็นว่า ผู้แทนของท่านนั้น ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ได้พยายามที่จะช่วยเหลือคนกลุ่มนี้อย่างจริงใจ โดยการร่วมผลักดันให้เกิด กรรมาธิการสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ

เมื่อทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่ากัน เป็นแนวทางสำคัญในการที่สังคมจะก้าวเข้าสู่ความเป็นศิวิไลซ์ สังคมที่น่าอยู่ สังคมที่ดีงาม และ สังคมที่เท่าทันโลก ดังนั้น ผมจึงขอยืนยันว่า การแยกกรรมาธิการสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ ออกมาจาก กรรมาธิการด้านเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยแน่นอน”