fbpx

ธัญญ์วาริน : “เราถูกโกงความเป็นมนุษย์-ถูกฆ่าตัดตอนความฝัน”

 

การประชุมสภา วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ และ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายในการแปรญัตติข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในข้อ 90 ที่เกี่ยวกับคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) โดยชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่ควรมี “กมธ. สามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ” แยกออกมาจาก “คณะ กมธ. กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ” ที่มีการยกร่าง เชิญรับชมคลิปการอภิปรายดังกล่าวตามลิงค์ด้านล่าง แต่ถ้าหากท่านไม่สะดวกเปิดคลิปวิดิโอดังกล่าว สามารถอ่านเนื้อความฉบับเต็มด้านล่างในบทความได้นี้เช่นกัน

 

(ลิงค์สำหรับการอภิปรายของ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ https://futureforwardparty.org/7432)

 

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

 

“ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการสามัญยกร่าง ที่บรรจุคำว่า “ผู้มีความหากหลายทางเพศ” เข้าไปใน กรรมาธิการสามัญด้านเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ แต่ดิฉันยังขอยืนยันให้ตั้งกรรมาธิการผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพิ่มอีกหนึ่งคณะ สาเหตุมาจากการที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้น มีความซับซ้อนเชิงโครงสร้างทางสังคม แตกต่างจากปัญหาของกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ในกรรมาธิการสามัญดังกล่าว

ผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกโกงความเป็นมนุษย์และ ถูกฆ่าตัดตอนความฝันมาอย่างยาวนานในสังคมไทย ทำไมดิฉันจึงกล่าวคำนี้ออกมา ต่อไปนี้จะขออธิบายให้ทุกท่านได้ฟังอย่างชัดเจน

ท่านทราบหรือไม่ว่า กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีมากถึงกว่า 7 ล้านคน จากข้อมูลของ LGBT Capital บริษัทปรึกษาด้านการเงิน ที่ให้บริการแก่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นหลัก สังคมไทยไม่เคยสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ถูกต้องเลย ที่ผ่านมา สังคมไทยกลับสร้างความรู้ความเข้าใจที่บ่มเพาะความเกลียดชังต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศกันมาตั้งแต่อดีต ผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกตีตราว่า เป็นมนุษย์ที่ไม่เท่าเทียมกันกับผู้หญิงหรือผู้ชายโดยกำเนิด ด้วยกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ทางราชการ ทางกฎหมาย ทางการแพทย์ ทางศาสนา ทางความเชื่อ ทางวัฒนธรรม ทางระบบการศึกษา และ สถาบันครอบครัว ตั้งแต่เยาว์วัย เด็กทุกคนที่เริ่มรู้สึกถึงตัวตนว่า ไม่ได้มีรสนิยมทางเพศที่ตรงกับเพศกำเนิดและ เริ่มแสดงท่าทางที่เป็นตัวเองออกมา ก็จะถูกตัดสินและตีตราว่าเป็นผู้ที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศบ้าง เป็นคนไม่น่าเชื่อถือบ้าง เป็นคนเจ็บป่วยทางจิตบ้าง เป็นตัวตลกบ้าง พวกเขาจึงโดนกลั่นแกล้ง โดนรังแกทั้งทางร่างกายและจิตใจจากเพื่อนๆ รอบตัวบ้าง ครูบาอาจารย์บ้าง หรือ แม้แต่คนในครอบครัว แล้วเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมาอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัยหรือสังคมการทำงาน บุคคลเหล่านี้ก็ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมซ้ำๆ ไปอีก ซึ่งแน่นอนว่า การเลือกปฏิบัติ การตีตรา ตั้งแต่เด็กจนโตจนวัยทำงาน สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการปฏิบัติงาน ทำงานหาเลี้ยงชีพ และ คุณภาพชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศไปตลอดชีวิต

ดิฉันจะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น จากประสบการณ์ของดิฉันเอง ที่ได้ไปเป็นวิทยากร บรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรื่อง ความหลากหลายทางเพศกับสังคมไทย มีนักศึกษาผู้จัดงาน ได้ไปสัมภาษณ์แม่ค้าข้างมหาวิทยาลัยและ นักศึกษาหญิงอีกคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น

แม่ค้าคนดังกล่าวตอบมาว่า “ความหลากหลายทางเพศเหรอ กะเทยเหรอ เป็นคนน่ารักค่ะ เป็นคนเก่ง เป็นสีสันของโลกใบนี้ ป้ารับได้อยู่แล้ว” น้องผู้สัมภาษณ์จึงถามต่อว่า “แล้วถ้าลูกของป้าเป็นกะเทยล่ะ” จากที่แม่ค้ามีสีหน้ายิ้มแย้ม ก็เปลี่ยนสีหน้าทันที แล้วตอบห้วนๆ ว่า “ป้ารับไม่ได้หรอก ให้ลูกป้าไปค้ายาบ้า ยังดีกว่าให้มันมาเป็นกะเทย” ท่านเห็นหรือไม่ว่า สังคมกำลังสร้างความคิดเห็นที่เป็นผลเสียต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างไร

มาพิจารณาน้องนักศึกษหญิงอีกคนกันบ้าง น้องตอบว่า “มีเพื่อนสนิทเป็นกะเทยค่ะ” รักกันมากถึงขนาดตายแทนกันได้เลย แต่เมื่อถูกถามต่อว่า “แล้วถ้ามีพี่ชายหรือน้องชายมาเป็นแฟนกับเพื่อนของเธอที่เป็นกะเทยล่ะ” สีหน้าที่ยิ้มแย้มบอกว่า ตายแทนเพื่อนกะเทยได้ ก็เปลี่ยนไปทันที แล้วบอกว่า “เธอรับไม่ได้ ที่จะมีคนในครอบครัวเธอเป็นกะเทย”

ทั้ง 2 กรณีดังกล่าว เป็นภาพสะท้อนที่ดีของสังคมไทย ที่ปากบอกว่า “รับได้และเปิดกว้างกับความหลากหลายทางเพศ” แต่แล้วก็รับได้แต่ปากเท่านั้น รับได้แต่ยังขาดความเข้าใจ เรื่อง สิทธิและเสรีภาพ และ ความเป็นมนุษย์ที่เท่ากันของผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนไทยส่วนมากจะบอกว่า “รับได้” แต่ “รับได้ ตราบใดที่คนคนนั้นไม่ใช่คนในครอบครัวของตนเอง” ดังนั้น ครอบครัวที่ไม่เข้าใจก็จะบังคับจิตใจลูกหลาน ครูบาอาจารย์ที่ไม่เข้าใจก็จะบังคับจิตใจลูกศิษย์ เหมือนในกรณีที่เป็นข่าวดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

มีนิสิตข้ามเพศของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความร้องเรียนว่า “ถูกอาจารย์พิเศษบังคับให้แต่งกายให้ตรงกับเพศกำเนิด และ อาจารย์ก็บอกอีกว่า เป็นกะเทยก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากคนบ้า แค่สังคมยอมรับมากกว่า การที่คณะให้กะเทยมาเรียนได้ก็บุญแล้ว คนที่ผิดปกติทางจิตเป็นครูไม่ได้หรอก” ท่านเห็นทัศนคติของคนที่เป็นครูบาอาจารย์ไหม

ขอยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต มีหญิงข้ามเพศคนหนึ่งเข้าไปรับการรักษาพยาบาล เธอถูกจัดให้นอนในห้องพักผู้ป่วยของคนไข้ชาย แล้วก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาลวนลามทางเพศเธอ เธอไม่อาจร้องเรียกให้คนมาช่วยหรือปกป้องตนเองได้เนื่องจากฤทธิ์ยา เมื่อเกิดเรื่อง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้แก้ปัญหา โดยจัดให้น้องคนนี้ไปอยู่ในห้องพักผู้ป่วยสำหรับพระสงฆ์

และในกรณีล่าสุด ข่าวโด่งดังที่มีคุณครูข้ามเพศคนหนึ่งสามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้และ เมื่อเธอแต่งตัวข้ามเพศตามเพศสภาพของเธอไปสอนหนังสือ เธอก็โดนอคติทางเพศและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้พยายามบีบบังคับให้เธอพ้นจากการทำหน้าที่ราชการด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งดิฉันได้ลงไปรับฟังความเดือดร้อนของครูสาวท่านนี้ด้วยตนเอง และ ได้เห็นกับตาตนเองว่า อคติทางเพศที่เกิดจากความไม่เข้าใจ เรื่อง ความหลากหลายทางเพศนั้น มีความรุนแรงเพียงใด

กรณีก่อนหน้านี้ยังไม่พอ ท่านทราบหรือไม่ว่า สาวข้ามเพศที่จะไปเกณฑ์ทหารต้องไปขอใบรับรองความเป็นผู้มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดจากจิตแพทย์ก่อน เพื่อมายืนยัน กระบวนการที่จะได้มาซึ่งใบรับรองนี้ สาวข้ามเพศคนนั้นต้องไปนั่งรอพบจิตแพทย์พร้อมกับผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งมันเป็นการตอกย้ำหรือไม่ว่า การที่จะได้ใบรับรองยืนยันว่า เราเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ หมายความว่า เราป่วยด้วยอย่างนั้นหรือ จึงต้องไปพบจิตแพทย์

อีกกรณีหนึ่งที่แสดงถึงการดูถูกความเป็นมนุษย์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ คือ ถ้าหากดิฉันและคนที่มีความหลากหลายทางเพศมีความรักและ ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันกับคนรัก โดยที่จะไปจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้สิทธิตามกฎหมายสมรสที่ทุกคนพึงมีพึงได้ตามรัฐธรรมนูญไทย แต่สำหรับพวกเราผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชว่าด้วยการสมรส ให้จดทะเบียนได้เฉพาะผู้ที่มีเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น เมื่อเราไม่สามารถจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายได้ เราก็ไม่สามารถสร้างครอบครัวที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ เราไม่สามารถมีบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ ไม่สามารถแม้กระทั่งจะเซ็นแทนกันให้แพทย์รักษาในยามที่เจ็บป่วยได้ไข้ได้ หรือ ถึงขั้นที่คนรักเสียชีวิต เราก็ไม่สามารถที่รับศพไปจัดงานศพได้ด้วยซ้ำ ทั้งหมดหมายความว่า เราไม่มีสิทธิที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ตามกฎหมายเลย

 

 

จากการที่ดิฉันได้เข้าไปอภิปรายแปรญัตติต่อ กรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับ ก็ยังมีกรรมาธิการท่านหนึ่งได้แสดงความเห็นว่า แทนที่จะมุ่งเน้น เรื่อง สิทธิเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศ น่าจะมุ่งเน้นไปที่การเลี้ยงดูลูกอย่างไร ไม่ให้เติบโตไปเป็นผู้มีความเบี่ยงเบนทางเพศจะดีกว่า เหตุการณ์นี้เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านยังขาดความเข้าใจ เรื่อง ความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศ อยู่เลย

จากกรณีที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างให้ทุกท่านได้รับฟังนั้น จะเห็นได้ว่า โครงสร้างสังคมไทยทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกันมายาวนานเพียงใด เรื่องราวเหล่านี้ ล้วนมีผลกระทบต่อปากท้องของคนไทยผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้งนั้น ล้วนเป็นการฆ่าตัดตอนความฝัน ทำไมจึงต้องเรียกว่า การฆ่าตัดตอนความฝัน เหตุผลคือ จะมีผู้มีความหลากหลายทางเพศสักกี่คนที่กล้าที่จะฝันว่า ได้เข้ามายืนในรัฐสภาแห่งนี้ ตั้งแต่เด็ก ดิฉันไม่กล้าฝันเลยว่า ตนเองจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นกะเทยคนแรกของประเทศไทย เพราะสังคมและระบบการศึกษาไทยไม่เคยเอื้อให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ฝันถึงเรื่องเหล่านี้เลย ยิ่งคนที่อยู่ในชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ต้องพูดถึงกันเลย ไม่มีใครกล้าฝันแน่นอน

ดิฉันเป็นคนแรกที่เป็นกะเทยแต่งหญิงที่ได้เป็น ส.ส.ที่ได้มายืนในรัฐสภาแห่งนี้ ดิฉันเป็นตัวแทนคนไทยผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศนี้ มายืนอยู่ตรงนี้เพื่อที่จะบอกความเดือดร้อนว่า ดิฉันเติบโตมาด้วยการไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝันที่จะทำอาชีพในฝันของตัวเองได้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝันที่จะมีครอบครัวเหมือนกับทุกๆ ท่านที่อยู่ตรงนี้ได้ ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตได้เท่ากับคนอื่น ทั้งๆ ที่คนที่มีความหลากหลายในประเทศไทยทุกคนต่างเสียภาษีไม่ต่างกับทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ ไม่ต่างจากคนไทยทุกคน”

การที่ดิฉันยืนยันให้มีคณะกรรมาธิการสามัญเรื่องความหลากหลายทางเพศ ดิฉันจะบอกว่า มันเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่า “ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะสร้างความเข้าใจแก่สังคมไทย โดยเริ่มจากรัฐสภาแห่งนี้ ในการที่เราจะให้สิทธิเสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม อย่างมีศักดิ์ศรีของผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยทุกคน

แต่ดิฉันก็จะขอให้ทุกท่านไม่ต้องโหวตให้ดิฉันน แต่จะขอให้โหวตให้กับ ส.ส.ณธีภัสร์ ซึ่งจะแปรญัตติต่อจากดิฉัน เพราะว่า ทั้งชื่อคณะกรรมาธิการสามัญและหน้าที่มีความครอบคลุมมากกว่าที่ดิฉันได้เสนอไป ขอความกรุณา ส.ส.ที่อยู่ในห้องนี้ทุกท่าน ให้มีความเข้าใจว่า

ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะสร้างความเข้าใจแก่สังคมไทย โดยเริ่มจากรัฐสภาแห่งนี้ ในการที่เราจะให้สิทธิเสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม อย่างมีศักดิ์ศรีของผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยทุกคน”