fbpx

อนาคตใหม่ ท้วงรัฐบาลจัดการเฟคนิวส์ไม่คืบ-เลือกปฏิบัติ แนะศึกษาคู่มือ UNESCO

 

พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวประจำสัปดาห์ในประเด็นการเมืองต่างๆ ทั้งในเรื่องของข่าวปลอม (fake news) และวาระในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ในการประชุมสภาสัปดาห์นี้

โดยในประเด็นเรื่องของข่าวปลอมนั้น พรรณิการ์ระบุว่าจากการที่ตนได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ตนยังคงไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมถึงล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ ยังออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ พูดพาดพิงพรรคการเมืองพรรคหนึ่งว่ากำลังล้างสมองเยาวชน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหมายถึงพรรคอนาคตใหม่ ทำให้ประเด็นนี้มีปัญหารุนแรงมากขึ้นไปอีก เพราะสะท้อนมุมมองที่มีปัญหาจากภาครัฐ ไม่ใช่เฉพาะตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจดิจิตัลเพื่อสังคม (ดีอี) หรือ ผบ.ทบ อย่างเดียว

พรรณิการ์ระบุต่อว่า พรรคอนาคตใหม่ได้ติดตามเรื่องการก่อตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลมาโดยตลอด พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีดีอี ซึ่งยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและ ไม่ให้ถูกครหาได้ว่าใช้อำนาจรัฐไปเพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ได้นำเสนอผลงานล่าสุดออกมา คือกรณีเปิดเผยถึงข่าวที่มีการเผยแพร่กันในเรื่องของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการนำข่าวเก่ามาเผยแพร่ซ้ำว่าเป็นข่าวปลอม สะท้อนว่าการดำเนินงานของกระทรวงดีอีค่อนข้างมีปัญหา ทั้งการนิยามและการปฏิบัติต่อข่าวปลอมที่เกิดขึ้นกับบุคคลต่างๆ มีการเลือกที่จะตอบโต้ข่าวที่กระทบผลงานของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อมองย้อนกลับมาสู่กรณีที่เกิดขึ้นมากมายในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่กรณีของการตัดต่อภาพเวทีพรรคพลังประชารัฐในช่วงหาเสียงให้ดูมีคนมาก, การนำเอาคลิปเสียงมาเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นเสียงของ ทักษิณ ชินวัตร และของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, เพจเดรัจฉานนิวส์ที่นำเสนอข่าวว่า ธนาธรไปพูดเรื่องวัดไม่ควรตีระฆังทั้งที่ไม่เคยพูด, กรณีผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ ที่มีการกล่าวหาว่านักการเมืองฝ่ายค้านเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วยังเผยแพร่โดย ส.ส.ของรัฐบาลเอง, อีกทั้งการสร้างข่าวเรื่องพรรคอนาคตใหม่มีกองกำลัง ฯลฯ

กรณีต่างๆเหล่านี้ ทำให้ตนต้องออกมาทวงถามว่า พุทธิพงษ์จะจัดการอย่างไร วิธีคิดของ พุทธิพงษ์มีปัญหามาก ว่าการจัดการข่าวลวงข่าวปลอมต่างๆจะเน้นจัดการกับข่าวที่กระทบต่อประชาชนเป็นหลัก เช่นข่าวปลอมที่มีการพูดถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหลังเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร นั่นแปลว่า พุทธิพงษ์กำลังจะบอกว่าข่าวที่มีการกล่าวหาว่านักการเมืองคนนั้นคนนี้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด ไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือเรื่องที่กระทบต่อประชาชนเท่ากับข่าวการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างนั้นหรือ ทั้งๆที่ทั้งสองข่าวเป็นข่าวปลอมและเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดเช่นกัน

“แนวคิดแบบนี้อันตราย การกล่าวหาบุคคลหรือองค์กรใดด้วยเฟคนิวส์ ผู้เสียหายไม่ใช่แค่ผู้ถูกกล่าวหาเพียงอย่างเดียว ผู้ที่เสียหายคือประชาชน ที่ได้รับทราบข้อมูลที่สร้างความแตกแยกและเกลียดชังในสังคม ข้อมูลที่ปราศจากความจริงโดยสิ้นเชิง ผู้เสียหายคือประชาชนและประเทศชาติ กระทรวงดีอีไม่สามารถมาบอกได้ว่าการโจมตีบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับประชาชน นี่คือทัศนคติที่ผิดตั้งแต่ต้นในการจัดการเฟคนิวส์”

พรรณิการ์กล่าว

นอกจากนี้ พรรณิการ์ยังได้เรียกร้องไปยังกระทรวงดีอี ถึงกรณีที่ พุทธิพงษ์ระบุว่าจะให้มีสำนักข่าวหรือสื่อ เข้าไปช่วยให้ข้อมูลกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมด้วย ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ตนก็ขอเรียกร้องให้กระทรวงดีอีเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ออกสู่สาธารณชนด้วย ว่าสำนักข่าวใดบ้างที่กระทรวงได้เลือกเข้าไปให้ข้อมูลบ้าง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสำนักข่าวต่างๆล้วนแต่มีจุดยืนทางการเมืองไม่เหมือนกัน

และสุดท้าย ขอเรียกร้องว่าการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ควรที่จะยึดหลักสากลตามคู่มือของ UNESCO ที่เพิ่งเผยแพร่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ และได้รับการยอมรับนับถือว่ามีความเป็นกลาง เป็นวิชาการ และมีความเป็นสากล โดยประเด็นสำคัญหนึ่งที่ UNESCO ยกมา คือไม่ควรที่จะให้รัฐเข้ามาเป็นผู้จัดการข่าวปลอมโดยลำพัง เพราะจะนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่าการมี “กระทรวงสัจจะ” หรือ “กระทรวงความจริง” (Ministry of Truth) ขึ้นมา เพราะหากให้รัฐเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินและควบคุมว่าข่าวใดจริงหรือปลอม จะมีความเสียงอย่างสูงที่รัฐจะใช้อำนาจในทางมิชอบไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ และไปตัดสินว่าข่าวใดจริงหรือปลอมโดยอิงกับผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก เช่นถ้าเกิดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รัฐบาลอาจออกมาบอกได้ว่านี่คือข่าวปลอมทั้งๆที่เป็นเรื่องจริง ดังนั้นจึงขอให้กระทรวงฯ ศึกษาคู่มือของ UNESCO นี้ให้ถ่องแท้ เพื่อให้การทำงานของศูนย์โปร่งใส เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับสากลจริงๆ

นอกจากนี้ พรรณิการ์ยังได้ฝากถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ ผบ.ทบ ว่าสิ่งที่ท่านพูดอยู่เสมอ ว่าพวกปล่อยข่าวปลอมเป็นผู้ไม่หวังดี ทำลายชาติบ้านเมือง ล้วนแต่เป็นการตอบแบบกำปั้นทุบดิน เพราะทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าผู้ปล่อยข่าวปลอมไม่ใช่ผู้หวังดีและเป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง ประชาชนไม่ได้ต้องการรับรู้เรื่องนั้น

“เราคาดหวังให้ผู้บริหารประเทศออกมาพูดว่าจะจัดการกับเรื่องเหล่านั้นอย่างไรต่างหาก จัดการให้ประชาชนเชื่อได้ว่าท่านไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อประชาชน เลิกการพูดแบบกำปั้นทุบดินแบบนี้ได้แล้ว แล้วบอกประชาชนว่าจะจัดการอย่างไร อย่าให้ประเทศไทยเดินไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 หรือพฤษภา 35 ที่ข่าวปลอมทำให้คนลุกขึ้นมาฆ่ากันโดยที่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ อย่าให้ไปถึงขั้นนั้นเราค่อยได้รับรู้ว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร” พรรณิการ์กล่าว

ส่วนความคืบหน้างานในสภาของพรรคอนาคตใหม่ในรอบสัปดาห์นี้ พรรณิการ์ระบุว่ามีประเด็นสำคัญที่จะมีการขับเคลื่อน 3-4 ประเด็น ประกอบไปด้วยเรื่องของการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนของนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ปิยบุตร แสงกนกกุล จะเป็นผู้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง ซึ่งความจริงได้พยายามถามมาตั้งแต่การประชุมครั้งที่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีติดภารกิจ ครั้งนี้ก็ต้องขอให้ร่วมกันจับตามอง ว่านายกรัฐมนตรีจะมาตอบกระทู้หรือไม่และจะตอบอย่างไร แม้นายกรัฐมนตรีบอกว่าอยากให้จบเรื่องนี้ แต่จะจบด้วยการให้ทุกคนเลิกพูดแล้วเงียบไปไม่ได้ แบบนั้นเรียกว่าเป็นการปิดปากและซุกขยะใต้พรม ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีไม่เดินทางมาในวันพรุ่งนี้ ก็ขอให้รับทราบโดยทั่วกันว่านายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงที่จะจบเรื่องนี้เอง

นอกจากนี้ ยังจะมีการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี ถึงความคืบหน้าในกรณี “ป่าแหว่ง” ดอยสุเทพ ที่เคยนำไปใช้สร้างเป็นบ้านพักตุลาการ โดย ชำนาญ จันทร์เรือง จะเป็นผู้ทวงถามถึงความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องนี้

ส่วนเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ พรรคอนาคตใหม่จะขอแปรญัตติให้มีการเพิ่มคณะกรรมาธิการด้านความหลากหลายทางเพศแยกออกมาต่างหาก ซึ่งก็ขอให้จับตาว่าจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ และสุดท้ายคือประเด็นเรื่องการรับทราบรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ทุกท่านได้ร่วมกันจับตามองว่าจะมีรายละเอียด รวมถึงการอภิปรายอย่างไรบ้างต่อไป