fbpx

(คลิป) ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายรายงานศาลรัฐธรรมนูญ ประจำปี 2560

ปิยบุตร : อภิปรายรายงานศาลรัฐธรรมนูญ 14 ส.ค. 62

[ ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการ #พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายรายงานประจำปี 2560 ของศาลรัฐธรรมนูญ ]"ผมอยากให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และตัวศาลรัฐธรรมนูญเองอดทนอดกลั้นต่อคำวิพาษ์วิจารณ์ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของท่านได้ เราเป็นคนธรรมดา ไม่มีอาวุธ ไม่อาจฉีกรัฐธรรมนูญได้ เรามีแค่เพียงสมอง มีแค่เพียงปาก มีแค่เพียงปากกา ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์นี้เองที่จะเป็นเกราะคุ้มกันให้ท่าน ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของท่านผมยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ เป็นองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์หลักนิติรัฐ รวมถึงคุ้มครองสิทธิของบุคคล แต่อย่างไรก็เป็นองค์กรหนึ่งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจต้องเป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ต้องสนับสนุนประชาธิปไตย ไม่ใช่ขัดขวาง ผมอยากเห็นศาลรัฐธรรมนูญไทยทัดเทียมนานาชาติ เป็นเสาหลัก ได้รับความนับถือเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน ละเป็นองค์กรสำคัญในการประคับประคองบ้านเมืองในช่วงนี้"_______ในช่วง คสช. ครองอำนาจ สถิติคำร้องน้อยเพราะ รัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรค พร้อมชี้ว่าการวิจารณ์ไม่ใช่ "การละเมิดอำนาจศาล" แต่เป็นการถ่วงดุลเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่าตนเองเป็นหนึ่งในคนที่สนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญบ่อยมากในสมัยที่เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ในขณะนั้นไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมาเป็นนักการเมือง จึงถูกนายทหารคนหนึ่งไปร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดฐานดูหมิ่นศาล สำหรับประเทศไทยที่มาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน สภาผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสในการเลือกบุคคลมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะที่มาของศาลรัฐธรรมนูญคือ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง คณะกรรมการสรรหาคัดเลือก และไปจบที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ เรื่องนี้เป็นปัญหาเพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน แต่กลับไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎร ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญของหลากหลายประเทศตามมาตรฐานสากล ซึ่งเราไปลอกเลียนมานั้น ต่างก็มีที่มาเชื่อมโยงกับสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น สำหรับรายงานฉบับนี้ ปิยบุตรชื่นชมว่าทำได้ดี หากเทียบกับรายงานขององค์กรอื่นๆ เพราะมีการสรุปตัวเลข สรุปจำนวนคดี สรุปคำวินิจฉัยสำคัญ รวมถึงงานวิจัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามขออภิปราย 2 ประเด็นหลักคือ1. สถิติคดีแต่ละปีที่ศาลรัฐธรรมนูญรวบรวมย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2560 เป็นสถิติที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ตามหลักการศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รักษาหลักนิติรัฐ ดังนั้นเมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจ คณะรัฐประหารจะต้องมีการออกประกาศยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญหรือยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง ในประเทศไทยเคยทำแบบนี้มาแล้ว เมื่อ คปค. รัฐประหารปี 2549 แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ยุบศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นตั้งคณะตุลาการใช้เป็นการชั่วคราว แต่ทว่าในการรัฐประหารปี 2557 โดย คสช. ล่าสุด เป็นรัฐประหารที่แปลกทั้งในประเทศไทยและสากล เพราะเมื่อรัฐประหารแล้ว มีการฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังได้อยู่ต่อ โดยที่ คสช. ไม่กังวลใจเลยว่าศาลรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ม.57 ก็มีการรับรองให้การรัฐประหารไม่มีวันผิด และประกาศคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ไม่มีวันขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้จึงเป็นธรรมดาที่จำนวนคำร้องในปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่มีการยึดอำนาจ มีจำนวนหยุดอยู่ที่ 96 คำร้อง ปี 2558 มีเพียง 3 คำร้อง ปี 2559 มี 3 คำร้อง และจนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงมีคำร้องเพิ่มมาเป็น 51 คำร้อง2. ผลการดำเนินงานวิจัยศาลรัฐธรรมนูญ ตามรายงานนี้มี 2 งานวิจัย หนึ่งในนั้นคือ การศึกษาเรื่องการละเมิดอำนาจศาล โดยศึกษาเปรียบเทียบศาลรัฐธรรมนูญไทยกับต่างประเทศ การศึกษาเรื่องนี้เพื่อถามว่าควรมีกฎหมายละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมาก็มีการออก พ.ร.ป. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 38 วรรค 3 กำหนดว่า การวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ แต่ต้องสุจริต ไม่หยาบคาย ไม่เสียดสี หรือไม่อาฆาตมาดร้าย ข้อนี้ดูเหมือนจะดี แต่ที่จริงแล้วนิยามกว้างเกินไป เพราะถ้าเกิดว่ามีการวิจารณ์แล้วไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวจะนับเป็นการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่? ทั้งที่คำว่า "ละเมิดอำนาจศาล" หมายถึง การขัดขวางระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ต่อหน้าบังลังก์ การก่อความวุ่นวายในศาล ไม่เกี่ยวกับเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยแต่อย่างใด การวิพากษ์วิจารณ์นั้นต่อให้ไม่สุจริต หยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย โดยตัวของมันเองก็ไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นการดูหมิ่นศาลท่านใดก็ดำเนินคดีด้วยตัวท่านเอง แต่จากมาตรา 38 วรรค 3 ที่กำหนดไว้กลายเป็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์อาจเป็นการละเมิดศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้#อนาคตใหม่ #ปิยบุตร #ศาลรัฐธรรมนูญ #ประชุมสภา

Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 发布于 2019年8月14日周三

 

“ผมอยากให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และตัวศาลรัฐธรรมนูญเองอดทนอดกลั้นต่อคำวิพาษ์วิจารณ์ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของท่านได้ เราเป็นคนธรรมดา ไม่มีอาวุธ ไม่อาจฉีกรัฐธรรมนูญได้ เรามีแค่เพียงสมอง มีแค่เพียงปาก มีแค่เพียงปากกา ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์นี้เองที่จะเป็นเกราะคุ้มกันให้ท่าน ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของท่าน

ผมยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ เป็นองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์หลักนิติรัฐ รวมถึงคุ้มครองสิทธิของบุคคล แต่อย่างไรก็เป็นองค์กรหนึ่งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจต้องเป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ต้องสนับสนุนประชาธิปไตย ไม่ใช่ขัดขวาง

ผมอยากเห็นศาลรัฐธรรมนูญไทยทัดเทียมนานาชาติ เป็นเสาหลัก ได้รับความนับถือเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน ละเป็นองค์กรสำคัญในการประคับประคองบ้านเมืองในช่วงนี้”


ในช่วง คสช. ครองอำนาจ สถิติคำร้องน้อยเพราะ รัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรค พร้อมชี้ว่าการวิจารณ์ไม่ใช่ “การละเมิดอำนาจศาล” แต่เป็นการถ่วงดุล

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่าตนเองเป็นหนึ่งในคนที่สนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญบ่อยมากในสมัยที่เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ในขณะนั้นไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมาเป็นนักการเมือง จึงถูกนายทหารคนหนึ่งไปร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดฐานดูหมิ่นศาล

สำหรับประเทศไทยที่มาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน สภาผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสในการเลือกบุคคลมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะที่มาของศาลรัฐธรรมนูญคือ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง คณะกรรมการสรรหาคัดเลือก และไปจบที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ

เรื่องนี้เป็นปัญหาเพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน แต่กลับไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎร ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญของหลากหลายประเทศตามมาตรฐานสากล ซึ่งเราไปลอกเลียนมานั้น ต่างก็มีที่มาเชื่อมโยงกับสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น

สำหรับรายงานฉบับนี้ ปิยบุตรชื่นชมว่าทำได้ดี หากเทียบกับรายงานขององค์กรอื่นๆ เพราะมีการสรุปตัวเลข สรุปจำนวนคดี สรุปคำวินิจฉัยสำคัญ รวมถึงงานวิจัยสำคัญ

แต่อย่างไรก็ตามขออภิปราย 2 ประเด็นหลักคือ

1. สถิติคดีแต่ละปีที่ศาลรัฐธรรมนูญรวบรวมย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2560 เป็นสถิติที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ตามหลักการศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รักษาหลักนิติรัฐ ดังนั้นเมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจ คณะรัฐประหารจะต้องมีการออกประกาศยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญหรือยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง ในประเทศไทยเคยทำแบบนี้มาแล้ว เมื่อ คปค. รัฐประหารปี 2549 แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ยุบศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นตั้งคณะตุลาการใช้เป็นการชั่วคราว

แต่ทว่าในการรัฐประหารปี 2557 โดย คสช. ล่าสุด เป็นรัฐประหารที่แปลกทั้งในประเทศไทยและสากล เพราะเมื่อรัฐประหารแล้ว มีการฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังได้อยู่ต่อ โดยที่ คสช. ไม่กังวลใจเลยว่าศาลรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง

เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ม.57 ก็มีการรับรองให้การรัฐประหารไม่มีวันผิด และประกาศคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ไม่มีวันขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้จึงเป็นธรรมดาที่จำนวนคำร้องในปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่มีการยึดอำนาจ มีจำนวนหยุดอยู่ที่ 96 คำร้อง ปี 2558 มีเพียง 3 คำร้อง ปี 2559 มี 3 คำร้อง และจนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงมีคำร้องเพิ่มมาเป็น 51 คำร้อง

2. ผลการดำเนินงานวิจัยศาลรัฐธรรมนูญ ตามรายงานนี้มี 2 งานวิจัย หนึ่งในนั้นคือ การศึกษาเรื่องการละเมิดอำนาจศาล โดยศึกษาเปรียบเทียบศาลรัฐธรรมนูญไทยกับต่างประเทศ การศึกษาเรื่องนี้เพื่อถามว่าควรมีกฎหมายละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมาก็มีการออก พ.ร.ป. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 38 วรรค 3 กำหนดว่า การวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ แต่ต้องสุจริต ไม่หยาบคาย ไม่เสียดสี หรือไม่อาฆาตมาดร้าย

ข้อนี้ดูเหมือนจะดี แต่ที่จริงแล้วนิยามกว้างเกินไป เพราะถ้าเกิดว่ามีการวิจารณ์แล้วไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวจะนับเป็นการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่? ทั้งที่คำว่า “ละเมิดอำนาจศาล” หมายถึง การขัดขวางระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ต่อหน้าบังลังก์ การก่อความวุ่นวายในศาล ไม่เกี่ยวกับเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยแต่อย่างใด

การวิพากษ์วิจารณ์นั้นต่อให้ไม่สุจริต หยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย โดยตัวของมันเองก็ไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นการดูหมิ่นศาลท่านใดก็ดำเนินคดีด้วยตัวท่านเอง แต่จากมาตรา 38 วรรค 3 ที่กำหนดไว้กลายเป็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์อาจเป็นการละเมิดศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้