fbpx

อนาคตใหม่ ฉะ 6 เมกะโปรเจกต์ ทิ้งทวน คสช.

ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ร่วมแถลงข่าวกรณีการทิ้งทวนอนุมัติโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการอย่างผิดปกติ ให้แก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยรัฐบาล คสช. ที่กำลังจะหมดวาระ  พร้อมขอให้สังคมช่วยกันจับตาโครงการเหล่านี้

ศิริกัญญา ระบุว่า ความผิดปกติเหล่านี้ พรรคอนาคตใหม่ได้พูดมาหลายครั้งหลายหนในหลายวาระแล้ว  และได้พยายามส่งเสียงให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสภา แต่เชื่อว่าผู้มีอำนาจจะไม่ฟัง ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมกันจับตาโครงการต่างๆ ที่รัฐบาล คสช. กำลังทิ้งทวน ให้เกิดการประมูลหรือการให้สัมปทานอย่างรวดเร็วในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาล  เพื่อปกป้องงบประมาณแผ่นดินอันมาจากภาษีของประชาชน ไม่ให้ถูกใช้ไปเพื่อเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล คสช.

 

โดยโครงการต่างๆ ในส่วนที่มีการอนุมัติผ่านไปแล้ว ประกอบไปด้วย :

1.โครงการนำสายเคเบิลลงดิน หรือโครงการท่อร้อยสาย มูลค่า 20,000 ล้านบาท ที่รัฐให้สัมปทานกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยแต่เดิมโครงการนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร  โดยกรุงเทพมหานครได้ให้สัมปทานกับบริษัทกรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกรุงเทพมหานครเองเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ต่อมาบริษัทกรุงเทพธนาคมก็ได้เปิดประมูลให้สัมปทาน ซึ่งผู้ชนะก็คือบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น  ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง

โครงการนี้มีความน่ากังวล คือมีการผูกขาดถึงสองชั้น ชั้นแรกมีการผูกขาดให้กับบริษัทกรุงเทพธนาคม  ต่อมามีการเปิดประมูลอีก โดยมีบริษัทเดียวที่ยื่นซองประมูลอยู่ จากผู้แสดงความจำนงทั้งหมด 19 ราย ก็คือบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง โดย กสทช. เองก็ไม่เคยมีการเปิดเผยถึงรายละเอียดโครงการ รูปแบบจะเป็นอย่างไร ค่าธรรมเนียมต่างๆ จะคิดอย่างไร มูลค่าทั้งหมดเท่าไหร่  และการกำหนดกติกาการร้อยสายจะใช้ร่วมกันได้อย่างไรโดยที่ไม่มีการทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเสียเปรียบ

ในการนี้ พรรคอนาคตใหม่จึงขอเรียกร้องว่าควรต้องนำเอาโครงการนี้เข้า พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ หรือ PPP ให้บอร์ด PPP ได้พิจารณาถึงความเหมาะสม รวมทั้งเปิดเผย TOR (Term of Reference) หรือข้อกำหนด รายละเอียดของผู้ว่าจ้าง ให้แก่สาธารณชนรับทราบด้วย 

 

2.โครงการยืดหนี้ให้แก่กลุ่มทุนโทรคมนาคมและ ทีวีดิจิตัล เป็นเม็ดเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท  ซึ่งทำให้กลุ่มทุนโทรคมนาคมได้ประโยชน์เป็นจำนวนเงินถึง 2 หมื่นล้านบาท ส่วนกลุ่มทุนทีวีดิจิตัลจะได้ประโยชน์อีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยจะนำค่าธรรมเนียมที่ได้จากการเปิดใบอนุญาต 5G มาชดเชยในส่วนนี้ ซึ่งการให้ใบอนุญาต 5G นี้เองก็เป็นการแจกให้โดยไม่มีการเปิดประมูล โดยครั้งแรก กสทช. จะแจกในราคา 25,000 ล้านบาท  ซึ่งราคาต่ำกว่าที่เคยมีการประมูล 4G เป็นอย่างมาก และขณะนี้ลดลงไปเหลือเพียง 1.7 หมื่นล้านบาท โดยอ้างว่ามาจากลดช่องคลื่นความถี่ลง แต่ราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าใดคงไม่มีใครทราบ พรรคอนาคตใหม่จึงขอเรียกร้องว่า ควรต้องมีการประมูล ไม่ใช่การแจก license หรือใบอนุญาต แบบที่ผ่านๆ มา

 

3.การให้สัมปทานร้านค้าปลอดภาษีใน 4 สนามบิน ทั้งร้านค้าปลอดภาษี และพื้นที่ทางพาณิชย์ทั้งหมด  ซึ่งได้ผู้ชนะการประมูลไปแล้ว ก็คือบริษัทคิงเพาเวอร์  โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่เงื่อนไขการประมูลมีปัญหามาโดยตลอด  ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเรียกร้องว่าควรมีการแยกสัมปทานกันระหว่างร้านค้าต่างๆ  เพราะมีตัวอย่างจากต่างประเทศให้เห็นมาแล้ว ว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้ประเทศได้รับเม็ดเงินเป็นจำนวนที่สูงกว่า

 

แม้โครงการนี้จะผ่านการประมูลไปแล้ว และไม่สามารถทำอะไรได้อีก  แต่ พรรคอนาคตใหม่ ขอเรียกร้องว่าอีกไม่นานจะมีการประมูลพื้นที่รับสินค้า หรือ pick-up counter  ของร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมืองขึ้นอีก ที่ผ่านมามีปัญหาคือผู้ได้สัมปทานพื้นที่แบบนี้ เป็นเจ้าเดียวกันกับผู้ได้สัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน  ซึ่งบริษัทที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าหากร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมืองมีหลายบริษัทที่ได้สัมปทาน การที่เจ้าใดเจ้าหนึ่งมาทำพื้นที่รับสินค้าในเมืองคงไม่เหมาะสม เพราะว่าจะทราบข้อมูลการขาย และราคาของคู่แข่ง ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประมูลเกิดขึ้น  ผู้ที่ได้สัมปทานทำร้านค้าปลอดภาษีก็ไม่ควรมีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลพื้นที่ส่วนนี้

นอกจากนี้ยังมีอีกสามโครงการด้านคมนาคมที่กำลังจะเกิดขึ้น  ซึ่งพรรคอยากชวนเชิญให้ประชาชนร่วมกันจับตามองเป็นอย่างยิ่ง 

 

สุรเชษฐ์ ไล่ระบุให้เห็นภาพชัด ว่าโครงการเหล่านี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง

1.โครงการขยายสัมปทานทางด่วน มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท ให้กับบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด ซึ่งโดยปกติแล้วเวลามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่  สามารถให้เอกชนร่วมลงทุนแล้วแบ่งรายได้จนได้รับรายได้อย่างเหมาะสม แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น  คือการมอบสัมปทานทางด่วนเพื่อชดเชยค่าปรับจากคดีความที่ถูกตัดสินว่าแพ้ มูลค่า 4.3 พันล้านบาท และมีความพยายามจะรวมมูลค่าความเสียหายจากข้อพิพาทอื่นๆ ที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินเข้ามาด้วย  เท่ากับว่าบริษัททางด่วนกรุงเทพจะได้รับสิทธิ์จากการขยายสัมปทาน ร่วมกับสิทธิ์ในสัมปทานใหม่ในการก่อสร้างทางด่วน Double deck รวมมูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีการเร่งรัดกระบวนการอย่างผิดปกติ แต่ยังดีที่ประเด็นนี้กำลังจะมีการอภิปรายในสภาต่อไป  และได้บรรจุลงเป็นญัตติด่วนแล้ว โดยผู้เสนอเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลเอง ซึ่งก็คาดหวังว่าจะไม่มีการกลับลำจากผู้เสนอในสัปดาห์ถัดจากที่แถลงข่าวนี้

โดยในประเด็นสำคัญดังกล่าว พรรคอนาคตใหม่ได้พูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว  ต่างเห็นตรงกันว่าโครงการนี้มีความไม่ชอบมาพากล อีกทั้งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ดูแลงานด้านคมนาคมก็ออกมาพูดในทิศทางเดียวกัน  ซึ่งนี่คือสัญญาณที่ดีว่า จะไม่มีการกลับลำเกิดขึ้นในอนาคต

 

2.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ให้กับกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประเด็นนี้เป็นญัตติด่วนเข้าสภาไปแล้วเช่นกัน ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าโครงการนี้มีการประมูลแบบไม่ปกติ เนื่องจากมีความพยายามพ่วงสิ่งต่างๆ เข้าไป โดยเฉพาะแผนการพัฒนาที่ดินรอบสถานี จนดูๆ ไปแทบจะกลายเป็นโครงการพัฒนาที่ดินมากกว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อสนามบินทั้งสาม  โดยรัฐต้องออกเงินช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 117,227 ล้านบาท ซึ่งใน TOR หรือรายละเอียดข้อตกลงผู้ว่าจ้าง ก็ไม่ได้พูดถึงการวางเส้นทางที่ชัดเจน แต่พุดถึงเรื่องของการพัฒนาที่ดินเป็นหลัก

นอกจากนี้ในการประมูลมีการยื่นเงื่อนไขข้อเสนอนอก TOR หรือที่เรียกกันว่าข้อเสนอ “ซองที่ 4”  ที่ควรจะเป็นการเสนอผลประโยชน์อื่นให้กับรัฐ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว เป็นการยื่นขอผลประโยชน์จากรัฐของฝั่งผู้ประมูล นับเป็นโชคดีที่ข้อมูลนี้รั่วหลุดออกมาสู่สาธารณะเสียก่อน  จึงมีการระงับยับยั้งได้ทัน

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีนี้ยังพอลดความเสียหายได้บ้าง  ยังทันถ้าหากรีบดำเนินการเสียตั้งแต่ตอนนี้ โดยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อชะลอโครงการและดำเนินการตรวจสอบในบางส่วน  โดยต้องมีการเข้าไปตรวจสอบ โดยเฉพาะประเด็นความน่าสงสัยต่างๆ

 

3.โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพ-โคราช มูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท เป็นโครงการที่ขัดกับตรรกะของการพัฒนาเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางระหว่างกรุงเทพ-โคราชแม้มีความสำคัญจริง แต่การอนุมัติทั้งรถไฟรางคู่ มอเตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูงอัดเข้าไปพร้อมๆ กันในพื้นที่เดียว จะเป็นการเพิ่มสมรรถนะให้กับระบบอย่างซ้ำซ้อน  แทนที่จะกระจายออกไปในเส้นทางอื่นๆ หรือเอามาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในเมือง เช่น ระบบรถเมล์ในเมืองโคราช ฯลฯ กลับนำเงินมาลงทุนมหาศาล สร้างหลายโครงการเพื่อจุดหมายปลายทางเดียวกันแล้วในที่สุดก็จะมาแย่งผู้ใช้บริการกันเอง

จะไม่น่าแปลกใจถ้ารถไฟความเร็วสูงเส้นทางนี้จะถูกใช้น้อยกว่าระบบอื่น (รถไฟความเร็วสูงประหยัดเวลาจริง แต่อาจแพงกว่าขับรถเองบนมอเตอร์เวย์ หรือการเลือกใช้รถไฟรางคู่)   แต่ที่สำคัญคือ รัฐต้องเอางบประมาณไปสนับสนุนทุกปี ประมาณการว่าโครงการนี้น่าจะขาดทุนยิ่งกว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงด้วยซ้ำ ที่สำคัญมีการไปประเคนโครงการนี้ให้จีนโดยไม่มีการประมูล  เป็นการล็อกสเป็กไปแล้วว่าจะต้องใช้ระบบการเดินรถจากประเทศจีนเท่านั้น

สุรเชษฐ์ระบุอีกว่า แม้โครงการนี้จะเบรกไม่ทันแล้ว แต่เราต้องไม่ผิดซ้ำสอง แผนแม่บท และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานควรต้องได้รับการแก้ไข หลายโครงการขาดตรรกะ  ใช้งบประมาณซ้ำซ้อนอย่างไม่คุ้มค่า พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่เราเห็นว่าการพัฒนาควรเป็นไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

 

สุดท้าย ศิริกัญญาระบุว่าที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่พยายามทำหน้าที่ของเราในระดับหนึ่ง  การจับตาส่งเสียงเรียกร้องในสภาหลายครั้งยังไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องส่งสารไปยังประชาชนให้มาร่วมกันจับตาไม่ให้รัฐบาลกระทำการใดๆ  ที่จะเสียผลประโยชน์ของประเทศชาติ

 

“หลายครั้งเราไม่สามารถเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมากดดันรัฐบาลได้  จนกว่าเราจะรู้สึกว่าเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว หรือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงกับประชาชน เช่น  ค่าโดยสารสูงขึ้น สร้างความเดือดร้อน จึงอยากฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่า ทุกเม็ดเงินเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ถ้าเราเลือกวิธีการที่ดี ที่ใช้จ่ายเงินภาษีอย่างคุ้มค่า ประโยชน์จะกลับมาสู่ทุกๆ คน เป็นโรงพยาบาลที่ดี โรงเรียนที่มีคุณภาพ  เพราะฉะนั้นขอเรียกร้องว่าอย่าจับตาเพียงอย่างเดียว แต่ขอให้ร่วมกดดัน ส่งเสียงให้ดังไปจนถึงรัฐบาล ให้แรงกดดันจากสังคมภายนอกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ”

ศิริกัญญาทิ้งท้าย ย้ำความสำคัญของความเปลี่ยนแปลง

ที่ต้องมาจากพลังของพี่น้องประชาชน