fbpx

(คลิป) เจนวิทย์ ชี้ “ยางต้องแปรรูปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย-หาตลาดใหม่ส่งออก”

"เจนวิทย์" เสนอทางแก้ราคายาง

"เจนวิทย์" เสนอทางแก้ราคายาง ชี้ต้อง "แปรรูปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย-หาตลาดใหม่ส่งออก" ส่วนระยะสั้นประกาศการใช้เป็น "วาระแห่งชาติ" – หน่วยงานรัฐต้องให้ความร่วมมือ.ในการพิจารณา ญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวว่ายางพาราเป็นเศรษฐกิจหลักของประชาชนภาคใต้ ตนเองก็เติบโตมาด้วยรายได้ที่มาจากการขายจากน้ำยางพารา ดังนั้น เมื่อผู้ค้ายางมีรายได้ที่ดีขึ้น ก็ย่อมสร้างระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนในภาคใต้มากขึ้นตาม แต่ถ้ายางพาราตกต่ำ ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไปตั้งแต่ชาวสวนยางไปจนถึงพ่อค้าแม่ขายในตลาด การหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจก็จะชะลอตัวลง.เจนวิทย์กล่าวต่อว่ายางพารามีราคาตกต่ำมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง จากอุปสงค์ที่เติบโตอย่างชะลอตัว และอุปทานที่ขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้งหลายประเทศที่นำเข้ายางพารา เริ่มนำยางสังเคราะห์มาใช้แทนน้ำยางธรรมชาติมากขึ้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะเร่งศึกษาปัญหานี้ โดยมีแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหา นั่นคือนโยบายเกษตรก้าวหน้า ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ได้เสนอต่อสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการยกระดับราคายางพาราให้มีความมั่นคงยั่งยืน นั่นคือ ต้องมีอุตสาหกรรมการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยส่งออกยางพารามุ่งเน้นที่การแปรรูปขั้นต้น แต่ไม่มีการแปรรูปขั้นปลายที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่า ตนเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้มีการแปรรูปยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่น ให้กับพี่น้องภาคใต้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันเราส่งออกยางไปจีนถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นั่นเท่ากับว่าฝากอนาคตยางพาราไว้กับประเทศจีนที่เดียว ซึ่งหากวันไหนมีปัญหาการบอยคอต จะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้น ต้องมีการกระจายออกไปสู่ตลาดอื่นๆของโลก.เจนวิทย์กล่าวว่าปัจจุบันยางพารามีราคาเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย อันเนื่องมาจากราคาตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น คือ มีสต๊อกยางโลกที่ลดลง และมียางเข้าสู่ตลาดน้อยเนื่องจากอยู่ในช่วงการปิดกรีด แต่ในอนาคตอันใกล้ สิ่งที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ โดยจากการประชุมไตรภาคี คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียนั้น เราต้องลดการส่งออกยางลง อยู่ที่ 126,240 ตัน กำหนดควบคุม 5 ชนิดคือ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางผสม น้ำยางข้น และยางคอมบาวน์ โดยกำหนดระยะเวลาต้องลดการส่งออกระหว่าง 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถึง 19 กันยายน 2562 ซึ่งอินโดนีเซียและมาเลเซียได้ลดการส่งออกไปก่อนหน้านี้แล้ว อินโดนีเซียลด 91,860 ตัน ส่วนมาเลเซียลดลง 15,000 ตัน ทำให้หลังจากนี้ ราคายางพาราจะลดลง พี่น้องชาวใต้จะต้องทนทุกข์จากราคาตกต่ำอีก ซึ่งเป็นเรื่องรัฐบาลที่ต้องมีมาตราการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว."การแก้ปัญหาราคายางในระยะสั้น ผมอยากนำเสนอให้รัฐบาลต้องประกาศให้การใช้ยางพาราเป็นวาระแห่งชาติ ทุกหน่วยงานในรัฐราชการไทยต้องมีโครงการการใช้ยาง เช่น ทำถนนในประเทศ การซ่อมถนนสึกหรอต้องใช้ยางพารา หรือใช้ยางพาราทำแผ่นพื้นปูสนามกีฬา ทั้งลู่วิ่ง สนามฟุตซอล ซึ่งจากการวิจัยพบว่าแผ่นพื้นจากยางพารามีอายุที่ยืนยาวกว่า และลดแรงกระแทกป้องกันอุบัติเหตุได้ดีกว่า ยังมีหน่วยงานของรัฐอีกมากมายมหาศาล ถ้านำไปใช้ทุกหน่วยงาน จะสามารถแก้ไขราคายางพาราตกต่ำอย่างยั่งยืนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมด้วย"

พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年7月4日周四

 

ในการพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ  เจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวว่ายางพาราเป็นเศรษฐกิจหลักของพี่น้องประชาชนภาคใต้  ตนเองเติบโตมาทุกวันนี้ ด้วยรายได้ที่มาจากการขายน้ำยางพารา ดังนั้นจึงบอกได้ว่า หากผู้ค้ายางมีรายได้ที่ดีขึ้น ก็ย่อมสร้างระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนในภาคใต้มากขึ้นตาม แต่ถ้ายางพาราราคาตกต่ำ  ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ตั้งแต่ชาวสวนยางไปจนถึงพ่อค้าแม่ขายในตลาด การหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจก็จะชะลอตัวลง

เจนวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ราคายางพาราตกต่ำมายาวนานต่อเนื่อง จากอุปสงค์ที่ชะลอการเติบโต   และอุปทานที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งหลายประเทศที่นำเข้ายางพารา เริ่มนำยางสังเคราะห์มาใช้แทนน้ำยางธรรมชาติมากขึ้น    จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลควรจะต้องศึกษาปัญหานี้ โดยมีแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจเพื่อใช้แก้ปัญหา นั่นคือการนำแนวนโยบายเกษตรก้าวหน้าของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้เสนอต่อสาธารณะมาอย่างต่อเนื่องมาใช้ ด้วยการสร้างให้มีอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราขั้นปลายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ยกตัวอย่างเช่น ยางล้อรถยนต์ ถุงมือแพทย์ ที่นอนยางพารา ฯลฯ แทนที่การมุ่งเน้นแค่ส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นต้นซึ่งเป็นเพียงวัตถุดิบอย่างที่เป็นอยู่ อย่างเช่น น้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ฯลฯ ตนเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอแน่ๆ ที่จะสร้างอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าและทันสมัยนี้ให้กับพี่น้องประชาชนภาคใต้ นอกจากนี้ ปัจจุบันเราส่งออกยางพาราไปจีนถึง 80 เปอร์เซ็นต์  นั่นเท่ากับว่าฝากอนาคตยางพาราไว้กับประเทศจีนประเทศเดียว หากวันใดวันหนึ่งเกิดข้อขัดข้อง อย่างเช่นเกิดการบอยค็อตต์ เราจะทำอย่างไรกับยางพาราล็อตใหญ่นั้น ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือต้องหาตลาดอื่นรองรับไว้ด้วย

 

 

เจนวิทย์กล่าวถึงการที่ปัจจุบันยางพารามีราคาเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย นั่นเนื่องมาจากราคาตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น คือ สต็อกยางโลกลดลง  และมียางเข้าสู่ตลาดน้อยเนื่องจากอยู่ในช่วงการปิดกรีด 

แต่ในอนาคตอันใกล้ สิ่งที่น่ากังวลคือการที่ไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ต้องปรับลดการส่งออกยางลงมาอยู่ที่ 126,240 ตัน ตามความตกลงจากการประชุมไตรภาคี ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย กำหนดควบคุมสินค้า  5 ชนิดคือ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางผสม น้ำยางข้น และยางคอมบาวน์ โดยกำหนดระยะเวลาต้องลดการส่งออกระหว่าง 20 พฤษภาคม – 19 กันยายน 2562 ซึ่งอินโดนีเซียและมาเลเซียก็ได้ลดการส่งออกไปก่อนหน้านี้แล้ว โดย อินโดนีเซียลดลง 91,860 ตัน  ส่วนมาเลเซียลดลง 15,000 ตัน ซึ่งการปรับลดนี้จะส่งผลให้หลังจากนี้ ราคายางพาราจะลดลง พี่น้องชาวใต้จะต้องเผชิญราคายางตกต่ำอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมมาตรการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“การแก้ปัญหาราคายางในระยะสั้น  ผมอยากนำเสนอให้รัฐบาลประกาศให้การใช้ยางพาราต้องเป็นวาระแห่งชาติ   ทุกหน่วยงานในรัฐราชการไทยต้องมีโครงการการใช้ยาง เช่น ทำถนน การซ่อมถนนสึกหรอต้องใช้ยางพารา หรือใช้ยางพาราทำแผ่นพื้นปูสนามกีฬา ทั้งลู่วิ่ง สนามฟุตซอล  ซึ่งจากการวิจัยพบว่าแผ่นพื้นจากยางพารามีอายุที่ยืนยาวกว่า และลดแรงกระแทกป้องกันอุบัติเหตุได้ดีกว่า ยังมีหน่วยงานของรัฐอีกมากมายมหาศาล ถ้านำไปใช้ทุกหน่วยงาน จะสามารถแก้ไขราคายางพาราตกต่ำอย่างยั่งยืนได้ในระดับหนึ่ง  ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมด้วย”