fbpx

(คลิป) “ศิริกัญญา” วิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป ตั้งเพิ่มไม่แก้ปัญหา

“ศิริกัญญา” อภิปรายวิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป

(ชมคลิป) “ศิริกัญญา” วิจารณ์ความคืบหน้าการปฏิรูป มีแต่การออกกฎหมาย ตั้งกรรมการ ตั้งหน่วยงานเพิ่มแต่ไม่แก้ปัญหา มีโครงการซ้อนกับหน่วยราชการปกติไม่นับเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง.Sirikanya Tansakun – ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปรายในวาระรายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคืบหน้าต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับตวามต้องการของประชาชน.เช่นในเรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่มีความคืบหน้า, การปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่ควรแก้ปัญหาคอขวดของบริการสาธารณสุขและการขาดแคลนบุคลากรแพทย์และพยาบาล แต่เรากลับพบว่ามีการออกโครงการที่เรียกว่าโรงพยาบาลผักปลอดสารพิษ, โครงการโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ที่มุ่งหวังให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ก็มีการซื้อพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เพียง 100 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ.และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือราคาที่รับซื้อประกาศไว้ว่าจะรับซื้อที่ 1.80 บาทต่อหน่วยงานรัฐรับซื้อจริงแค่ 1.68 บาทต่อหน่วย ทำให้โครงการโซลาร์รูฟท็อปไปคุ้มค่าในการลงทุนต่อไป ไม่ส่งเสริมประชาชนในการใช้พลังงานทางเลือก, ด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการแก้ปัญหาชายฝั่งทรุดตัวแต่แผนการปฏิรูปมีแผนแค่ว่าจะปักไม้ไผ่เพื่อลดแรงคลื่นด้วยงบประมาณ 256 ล้านบาท, โครงการราชการปลอดขยะที่มีการดำเนินการเพียงแค่การรับบริจาคถุงผ้าเพื่อรับยา และโครงการอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน.ศิริกัญญายังได้อภิปรายต่อว่ามีอีกหลายโครงการ ที่ซ้ำซ้อนกับการทำงานของหน่วยงานราชการ แต่เรียกว่าเป็นโครงการปฏิรูปเยอะมาก ทั้งๆที่โครงการเหล่านี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการอยู่แล้ว จึงไม่ควรไม่นับว่าเป็นแผนการปฏิรูป.ส่วนโครงการอื่นๆที่อ้างว่าทำสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 82 กิจกรรมที่อยู่ในรายงานวันนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกกฏหมาย โดยในรอบสามเดือนที่ผ่านมา มีการออกกฏหมายไปแล้ว 22 ฉบับ ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูป คือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย หากนับรวมกับ 5 ปีที่ผ่านมาในการทำงานของ สนช. มีกฎหมายออกมาทั้งสิ้นแล้ว 456 ฉบับ ซึ่งกฏหมายจำนวนมากเป็นกฎหมายที่ถูกคัดค้านโดยภาคประชาชนด้วย เช่น พ.ร.บ.โรงงานฯ ที่มีการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด, พ.ร.บ.ป่าชุมชนฯ ที่ริดรอนสิทธิของชุมชนออกไปจนหมด เหลือแต่การทำตามนโยบายของคณะกรรมการป่าชุมชนแห่งชาติและจังหวัดเป็นคนออก, พ.ร.บ.อีอีซี, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, ฯลฯ ที่เป็นร่างแปลงของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นการออกกฎหมายเร็วๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป.จากที่ผ่านมา เราจะพบได้ว่ายิ่งมีการดำเนินแผนการปฏิรูปมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้รัฐมีความพะรุงพะรังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยในรอบสามเดือนที่ผ่านมามีการจัดตั้งหน่วยงานรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3 หน่วยงาน โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะตั้งหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น 52 หน่วยงาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนยังต้องออกมาขัดว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไปสุดท้าย แผนการปฏิรูปเช่นนี้ไม่ใช่การปฏิรูปที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่เป็นเพียงข้ออ้างที่มาพร้อมกับการรัฐประหารเท่านั้น เช่นเดียวกับการปฏิรูปที่เกิดขึ้นมาในการรัฐประหารปี 2549 ก็ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้ว่าจะมีการใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาท.“หากการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้จากเพียงแค่การออกกฎหมาย การตั้งกรรมการ และการตั้งหน่วยงานราชการเพิ่ม หากเราสามารถปฏิรูปได้ด้วยแผนการเหล่านี้ เราคงไม่ต้องมีการปฏิรูปประเทศอะไรอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราปฏิรูปด้วยวิธีการเช่นนี้มาตลอด”

พรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party 发布于 2019年6月26日周三

 

26 มิถุนายน 2562 ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่  ร่วมอภิปรายในวาระรายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคืบหน้าต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

เช่น ในเรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่มีความคืบหน้า  การปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่ควรแก้ปัญหาคอขวดของบริการสาธารณสุข และการขาดแคลนบุคลากรแพทย์ พยาบาล แต่กลับพบว่ามีการออกโครงการที่เรียกว่าโรงพยาบาลผักปลอดสารพิษ ใช้งบประมาณ 60 ล้านบาทโดยไม่ตอบโจทย์ใดๆ ของประชาชน และไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ  ส่วนโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี (Solar Rooftop) ที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มุ่งหวังให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริงมีการซื้อพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เพียง 100 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ 

และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือราคารับซื้อที่เคยประกาศไว้ว่าอยู่ที่ 1.80 บาท/หน่วย แต่รัฐรับซื้อจริงแค่ 1.68 บาท/หน่วย ทำให้โครงการนี้ไม่คุ้มค่าในการลงทุน และไม่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกด้วย 

ด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการแก้ปัญหาชายฝั่งทะเลทรุดตัว แต่แผนการปฏิรูปมีแค่ว่าจะปักไม้ไผ่เพื่อลดแรงคลื่นด้วยงบประมาณ 286 ล้านบาท / 6 ปี  นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการราชการปลอดขยะ ซึ่งดำเนินการเพียงแค่การรับบริจาคถุงผ้าเพื่อรับยาในโรงพยาบาล และยังมีโครงการอีกมากมายที่ซ้ำซ้อนและไม่อาจนับว่าเป็นแผนปฏิรูป เพราะควรจะต้องเป็นภารกิจหลักของหน่วยงานราชการอยู่แล้ว ทั้งยังไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนอีกด้วย ตัวอย่างก็คือ โรงเรียนประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้วในหลักสูตรแกนกลาง  หรือแม้แต่การรอบรู้ด้านสุขภาพก็เอามานับเป็นแผนปฏิรูปทั้งๆ ที่ต้องเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงสาธารณสุข

ศิริกัญญาทำการค้นเพิ่มเติมด้วยตัวเองพบส่วนที่ไม่ได้อยู่ในรายงานเป็นกิจกรรมที่ทำเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 82 กิจกรรม  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกกฏหมาย ส่วนในด้านการเมืองพบว่าภารกิจที่ทำเสร็จสิ้น = 0 คือไม่มีภารกิจทางการเมืองใดเลยที่รัฐบาลทำสำเร็จ  

ความคืบหน้าที่สุดอยู่ที่การออกกฎหมาย ลุล่วงไปแล้ว 22 ฉบับ สนช.ใช้เวลาเพียงเดือนเดียว (18 มกราคม-18 กุมภาพันธ์ 2562) ผ่านร่างพระราชบัญญัติรวมทั้งสิ้น 66 ฉบับ โดยเฉลี่ยวันละ 8 ฉบับ  

ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูป คือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย และยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น หากนับรวมกับ 5 ปีที่ผ่านมาในการทำงานของ สนช. มีกฎหมายออกมาทั้งสิ้นแล้ว 456 ฉบับ ซึ่งกฏหมายจำนวนมากเป็นกฎหมายที่ถูกคัดค้านโดยภาคประชาชนด้วย เช่น พ.ร.บ.โรงงานฯ ที่มีการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด, พ.ร.บ.ป่าชุมชนฯ ที่ลิดรอนสิทธิของชุมชนออกไปจนหมด เหลือแต่การทำตามนโยบายของคณะกรรมการป่าชุมชนแห่งชาติและจังหวัดเป็นคนออก นอกจากนี้ก็ยังมี  พ.ร.บ.อีอีซี, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, พ.ร.บ. รักษาและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่เป็นร่างแปลงของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับต่างๆ ซึ่งส่งผลเสียมากกว่าผลดี อย่างเช่น การละเว้นการทำ EIA (Environmental Impact Assessment) – การทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดังนั้นสิ่งที่ทำด้วยความรวดเร็ว อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

จากที่ผ่านมา เราจะพบได้ว่ายิ่งมีการดำเนินแผนการปฏิรูปมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้รัฐมีความพะรุงพะรังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยในรอบสามเดือนที่ผ่านมามีการจัดตั้งหน่วยงานรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3 หน่วยงาน โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะตั้งหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น 52 หน่วยงาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนยังต้องออกมาขัดว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไป

สุดท้าย แผนการปฏิรูปเช่นนี้ไม่ใช่การปฏิรูปที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่เป็นเพียงข้ออ้างที่มาพร้อมกับการรัฐประหารเท่านั้น เช่นเดียวกับการปฏิรูปที่เกิดขึ้นมาในการรัฐประหารปี 2549 ก็ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้ว่าจะมีการใช้งบประมาณนับพันล้านบาท

 

“หากการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้จากเพียงแค่การออกกฎหมาย การตั้งกรรมการ และการตั้งหน่วยงานราชการเพิ่ม หากเราสามารถปฏิรูปได้ด้วยแผนการเหล่านี้ เราคงไม่ต้องมีการปฏิรูปประเทศอะไรอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราปฏิรูปด้วยวิธีการเช่นนี้มาโดยตลอด”