fbpx

พงศกร ชี้ อำนาจ คสช. จะยังแฝงตัวอยู่กับ กอ.รมน.

พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับบทบาทของ คสช. และ กอ.รมน. ที่จะยังคงมีอำนาจตามประกาศและคำสั่ง คสช. อยู่

นายทหารประชาธิปไตย พล.ท.พงศกร ระบุว่า แม้ทุกวันนี้เราจะเชื่อกันว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญและการใช้อำนาจของ คสช. จะหมดไป ทุกคนจะกลับสู่ชีวิตปกติ แต่นั่นไม่เป็นความจริง  เพราะจะยังมีกฎหมายต่างๆ แฝงตัวเข้าไปอยู่ในร่างพระราชบัญญัติและระเบียบต่างๆ ของทางราชการมากมายไปหมด 

โดยเฉพาะ กอ.รมน. เขาบอกว่ามีเรื่องที่จะต้องนำมาพูดถึงเป็นพิเศษดังนี้

ในรอบ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ มีความเคลื่อนไหวในส่วนของ กอ.รมน. ที่มีท่าทีว่าจะรับภารกิจต่อจาก คสช.  และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นไม่รับในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่าความเคลื่อนไหวของทหาร โดยเฉพาะใน กอ.รมน.จะยังคงมีบทบาทต่อไปในการควบคุมประชาชน

ส่วนหนึ่งคืออำนาจหน้าที่ที่ กอ.รมน. ได้รับมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 51/60  คำสั่งซึ่งให้อำนาจในการประเมินภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในมาตรา 11 มีการเพิ่มเติมให้แม่ทัพภาคเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะประชุมร่วมกับส่วนราชการต่างๆ เช่นอัยการสูงสุด ตำรวจ  ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการพลเรือนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะเป็นปัญหามาก เพราะปกติในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม อำนาจต่างๆ ต้องแยกออกจากกัน เมื่อตำรวจและอัยการซึ่งควรจะแยกจากกันเพื่อตรวจสอบถ่วงดุล กลับมาอยู่ด้วยกันภายใต้การดูแลของแม่ทัพภาค  อาจจะเกิดการรวมศูนย์ความคิดที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล

 

“เวลาอยู่ด้วยกันแล้วคนนั่งหัวโต๊ะเป็นแม่ทัพภาค อยู่เหนือผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่เหนืออัยการ อยู่เหนือตำรวจ อันนี้ก็เป็นปัญหาแล้ว แต่เดิมเคยมีคณะกรรมการแบบนี้จริงแต่ไม่มีอำนาจมาก คือเป็นเรื่องการขอความร่วมมือ แต่ปัจจุบันนี้เป็นลักษณะการสั่งการ แล้วสิ่งที่มันจะเกิดปัญหาก็คือ ในมาตรา 13 ที่บอกว่าเชิญคนก็ได้ เอาวัตถุสิ่งของเอกสารราชการก็ได้ บุคคลทั่วไปก็ได้  แปลว่าประชาชนธรรมดานั่งอยู่กับบ้านก็มีคนมาเยี่ยมได้ ซึ่งจริงๆ ไม่ควรมีเลย”

พล.ท.พงศกรกล่าว

 

นอกจากนั้นในมาตรา 13 ยังได้ถ่ายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รับมอบนโยบายต่อจากแม่ทัพภาค  ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนภูมิภาคไปแล้ว  จะทำให้ประชาชนไม่มีที่พึ่ง และจะเห็นว่าโครงสร้างเครือข่ายในการควบคุมประชาชน ตั้งแต่รัฐบาล คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เรื่อยลงไปจนถึงประชาชน อยู่ภายใต้การควบคุมของกลไกที่มาจาก คสช.

 

“ถ้าจะให้ผมนิยามแบบง่ายๆ มันคือเกสตาโปในสมัยนาซี เข้าถึงได้ทุกบ้าน เข้าถึงได้ทุกแห่ง  และถ้าประชาชนอยากจะเรียกร้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ต้องไปร้องที่องค์กรอิสระ ซึ่งสุดท้ายองค์กรอิสระก็อยู่ภายใต้การกำกับของ ส.ว. อีกที ซึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง ส.ว. มา ดังนั้นสิ่งต่างๆ  เหล่านี้คือวงจรของคณะ คสช. ซึ่งไม่หมดไป”

พล.ท.พงศกรให้ความเห็นเพิ่มเติม

 

และยังระบุต่อไปว่า สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กำลังจะทำกับภาคประชาชนก็คือการเสนอกฎหมายที่จะถอนอำนาจ คสช. ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น ตนเชื่อว่าในเวลา 3-6 เดือนข้างหน้า  ถ้าเราทำได้อย่างแข็งขันจริงและพรรคฝ่ายรัฐบาลเห็นด้วยในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองด้วยกันในการถอนอำนาจของ คสช. เสีย เราจะทำได้สำเร็จ

 

“แต่ถ้าขาดความร่วมมือจากประชาชนและการผลักดันร่วมไม้ร่วมมือจากทางภาคการเมือง เรื่องนี้จะสำเร็จได้ยาก   และเราจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดขององค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นที่ปรารถนา และสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะมีปัญหาในที่สุด”