fbpx

หยุด! สัญญาทาสทางด่วน 30 ปี จากค่าโง่จะกลายเป็นค่าแกล้งโง่ (เพื่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน)

 

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่  กล่าวถึงกรณีการต่ออายุสัมปทานทางด่วนที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองและติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร โดยล่าสุดสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.)  เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (จำกัด) นั้น

ดร.สุรเชษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมของพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า ทางพรรคได้ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และสนับสนุนการคัดค้านขยายสัญญาสัมปทานในครั้งนี้

เรื่องนี้เริ่มต้นจากการที่ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินคดีทางแข่งขันหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ค่าโง่ทางด่วน”  (คดีหมายเลขดำที่ อ.994/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อ.932/2561) เป็นที่สิ้นสุดเรียบร้อยแล้ว คิดเป็นค่าเสียหายที่การทางพิเศษฯ ต้องชดใช้กว่า 4,300 ล้านบาท 

จากวิกฤติดังกล่าว กลับมีความพยายามจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในทางมิชอบ  กล่าวคือมีความพยายามจะพ่วงก้อนใหญ่คือคดีที่ยังคงค้างอยู่ในศาลอีก 17 คดี คิดเป็นมูลค่า 137,515 ล้านบาท ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีความพยายามที่จะพ่วงโครงการใหม่ที่ยังไม่มีการศึกษาในรายละเอียด  เพื่อเป็นข้ออ้างในการขยายระยะเวลาสัมปทาน อันนำมาซึ่งความเคลือบแคลงมากมาย

 

จากการตรวจสอบเอกสารในเบื้องต้น พบสัญญาณความไม่ชอบมาพากล 3 ประเด็นด้วยกัน

  • ประเด็นแรก พบว่ามีการเร่งรีบอย่างผิดปกติ เช่นโดยปกติจะมีการประชุมบอร์ดเดือนละครั้ง  แต่มีหลักฐานปรากฎว่ามีการนัดวาระพิเศษเพื่อประชุม มีการประชุมลับ มีวาระจรแบบนำร่างสัญญายัดใส่มือ เป็นต้น สิ่งที่ปรากฏคล้ายจะ “มีธง” คือพยายามรีบเร่งเพื่อให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้ จึงใคร่ขอให้พี่น้องสื่อมวลชนจับตามองไปด้วยกัน
  • ประเด็นที่สอง คือร่างสัญญาที่ส่งมาจากบริษัท ซึ่งสัญญาของโครงการขนาดใหญ่โดยทั่วไปต้องมีคณะกรรมการของการทางพิเศษฯ เป็นผู้ร่างอย่างรอบคอบตามขั้นตอน  เพราะตัวเลขที่ระบุกรอบระยะเวลาในการดำเนินการนั้น ย่อมส่งผลต่อกำไรของบริษัทอย่างมหาศาล
  • ประเด็นที่สาม จากคำสั่งเมื่อวันที่ 24 เมษายน ซึ่งเป็นคำสั่งนายกฯ ที่ 10/2562  เพื่อปลดผู้ว่าการการทางพิเศษฯ มีความเป็นไปได้ว่า ทางตัวผู้ว่าฯ อาจต้องการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ โดยตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาใน 3 ด้าน จึงอาจถูกกล่าวหาว่า “ดึงเรื่อง” เพราะความเห็นของคณะทำงาน “ไม่เป็นไปตามธง”

 

“ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นผลประโยชน์จำนวนมหาศาลของพี่น้องประชาชน  จนถึงตอนนี้ยังมีความพยายามจะปล้นเงินค่าทางด่วนไปเอื้อกลุ่มทุนใหญ่  โดยการขยายระยะเวลาสัมปทานทางด่วนออกไปอีก 30 ปี แบ่งเป็นแพคเกจละ 15 ปี โดยไม่มีการประมูล หากทำสำเร็จ นั่นหมายถึงเงินจำนวนกว่า 4 แสนล้านบาท … ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นมาจากค่าโง่ 4,300 ล้านบาท”

ดร.สุรเชษฐ์ กล่าว