fbpx

“เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”

ครอง จันดาวงศ์ ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “วีรบุรุษสว่างแดนดิน” เกิดเมื่อ พ.ศ. 2451 และประกอบอาชีพครูใน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร 

ครูครอง ร่วมกับ เตียง ศิริขันธ์ “ขุนพลภูพาน” ส.ส. สกลนคร หนึ่งในรัฐมนตรี “สี่เสืออีสาน” และบุคคลอื่นๆ  ได้เข้าร่วมต่อสู้กับขบวนการเสรีไทยระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ต่อต้านการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นอย่างแข็งขัน

ในระหว่างทศวรรษ 2490 ครูครองก็ได้รณรงค์ต่อต้านอำนาจจักรวรรดินิยมและเผด็จการ  เขามักจะถูกรัฐบาลเพ่งเล็งว่าเป็นผู้สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ จนถูกจับกุมถึงสองครั้งในเหตุกบฎแบ่งแยกดินแดนปี พ.ศ. 2491 และกบฏสันติภาพ พ.ศ. 2495 

ครูครองได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ. 2500 และเมื่อเปิดให้มีการเลือกตั้ง เขาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งและได้เป็น ส.ส. สกลนคร 

…แต่เป็นได้ไม่ถึงปีก็เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง

เมื่อการเมืองพลิกผันหลังประเทศกลับไปปกครองด้วยอำนาจเผด็จการทหารเต็มรูปของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครูครองได้จัดตั้งสมาคมลับชื่อ “สามัคคีธรรม” เพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการ  ในช่วงนั้นรัฐบาลสฤษดิ์ปราบปรามผู้ต่อต้าน สื่อมวลชน นักการเมือง และนักเคลื่อนไหวอย่างหนัก จนครูครองและเพื่อนต้องหนีไปลี้ภัยอยู่ที่ภูพานชั่วคราว แต่ในที่สุดเขาก็ถูกจับกุมอีกครั้งในปีต่อมา

ครูครองถูกส่งเข้าห้องขังที่ อำเภอหนองหาร จังหวัดสกลนคร ในข้อหากบฏต่อความมั่นคงและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับคนอื่นๆ รวม 108 ราย ก่อนที่จะถูกนำตัวมาสอบสวนที่กรุงเทพฯ นานกว่า 20 วัน

ตลอดระยะเวลานั้น ครูครองไม่มีท่าทีหวั่นเกรงต่อการถูกจำกัดเสรีภาพแม้แต่น้อย  มีการกล่าวกันอย่างแพร่หลายว่า ในขณะที่ครูครองถูกนำตัวไปพบกับจอมพลสฤษดิ์ เขายังได้กล่าวต่อหน้าผู้นำเผด็จการอย่างอาจหาญชาญชัยว่า

“ผมรู้ดีว่าท่านต้องยิงเป้าผมแน่ แต่อย่าคิดว่าผมกลัวนะ ยิงเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ที่ผมกลัวน่ะ ไม่ใช่กลัวจะถูกยิงเป้า  แต่กลัวว่าท่านจะหนีไปได้เมื่อประชาชนลุกขึ้นมา ผมภาวนาขออย่าให้ท่านหนีไปได้ ขอให้ประชาชนเอาเลือดของท่านล้างตีนให้ได้”

สุดท้ายจอมพลสฤษดิ์ก็สั่งประหารชีวิต ครอง จันดาวงศ์  ด้วยคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญมาตรา 17 โดยไม่มีการไต่สวนพิจารณาคดีแต่อย่างใด (คล้ายกับมาตรา 44 ในปัจจุบันที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช. แบบเบ็ดเสร็จ)

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 เวลาเกือบเที่ยง ครูครอง  ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เดินเข้าหลักประหารอย่างทะนงองอาจ แล้วได้เปล่งคำพูดออกมาว่า

 

“เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”

 

พลันจบประโยค เสียงปืนก็รัวเกือบร้อยนัดใส่ร่างของ ครอง จันดาวงศ์ จนสิ้นชีพด้วยวัย 54 ปี

 

สานต่อมรดกของครูครอง

แม้จะผ่านมาแล้วเกือบ 60 ปี  วรรคทองดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังกล้าลุกขึ้นต่อกรกับระบอบเผด็จการอำนาจนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อ พ.ศ. 2558 ประเทศไทยภายใต้การปกครองของ คสช.  กลุ่มนิสิตนักศึกษาได้ชูป้ายวรรคทองนี้ในสนามฟุตบอลขณะที่มีการถ่ายทอดสดงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 70

ต่อมาใน พ.ศ. 2559 ระหว่างการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. “ปิยรัฐ จงเทพ” นายกสมาคมเพื่อเพื่อนและนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ได้กล่าววรรคทองของครูครอง “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ในหน่วยออกเสียงประชามติ  แล้วฉีกบัตรลงคะแนนเสียงต่อหน้าเจ้าหน้าที่จนถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีทันที

ในฐานะครู นักการเมือง และนักต่อสู้ของประชาชน ครอง จันดาวงศ์ คือ ผู้ยืนหยัดคัดค้านเผด็จการ คัดค้านจักรวรรดินิยม และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ก็มิได้หวั่นเกรงอำนาจเผด็จการแต่อย่างใด หากแต่ยังมีจิตใจที่แน่วแน่ในการสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องสำหรับประชาชน

ชื่อ “ครอง จันดาวงศ์”  ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย และจะคงอยู่อย่างนั้นต่อไปอีกนานแสนนาน ตราบใดที่มีเผด็จการ ก็จะมีครูครองคนที่สอง คนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้า… ไม่มีวันสิ้นสุด

 

วรรคทองของเขา “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” จะถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เพื่อปลุกให้ ‘ครูครอง’ ทั้งหลายช่วยกันยุติระบอบรัฐประหารให้จงได้ และนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทยอย่างแท้จริง