fbpx

ร่วมกันทำภารกิจนี้ให้สำเร็จในยุคสมัยของพวกเรา ร่วมรำลึก 27 ปี เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

 

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2535 มีที่มาที่ไปจากการยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร  โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผู้เป็นพ่อของผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์) ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยอ้างว่ารัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น กดขี่ข้าราชการ เป็นเผด็จการรัฐสภา ทำลายสถาบันทหาร และบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันกษัตริย์

หลังจากการยึดอำนาจรัฐประหาร ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นำโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ (คนเดียวกับผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน) และหลังจากนั้น มีการเลือกตั้งในวันที่ 22 มีนาคม 2535 โดยคณะรัฐประหาร รสช. ได้พยายามสืบทอดอำนาจด้วยการตั้งพรรคสามัคคีธรรมขึ้นมาเพื่อลงแข่งขันเลือกตั้ง

 

แต่แล้วเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้น ในการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคสามัคคีธรรมร่วมกับพรรคอื่นๆ โหวตเลือก พล.อ.สุจินดา คราประยูร หนึ่งในคณะรัฐประหาร รสช. เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พล.อ.สุจินดาได้เคยพูดในหลายวาระและโอกาสว่าจะไม่รับตำแหน่งนี้ นี่จึงเป็นที่มาของประโยคอื้อฉาวที่เขาใช้เป็นเหตุผลในการกลับคำนั้นว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ

นั่นนำมาซึ่งความไม่พอใจของนักศึกษา ประชาชน ในวงกว้าง เกิดการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดาลาออกและย้ำว่า “นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

 

17 พฤษภาคม 2535 กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายจากท้องสนามหลวง ผ่านถนนราชดำเนินกลางเพื่อไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลับถูกกองกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจสกัดกั้น  เกิดการกระทบกระทั่งกันจนบานปลายกลายเป็นการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงโดยมีการใช้อาวุธและกระสุนจริงจากกองกำลังทหาร ปฏิบัติการณ์ต่อเนื่องหลายวันจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และถูกทำให้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 กลายเป็นหมุดหมายในการปักธงประเด็นสำคัญยิ่งทางการเมือง  นั่นคือหลักการที่นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่งผลมาถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2540  ที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย และพร้อมกันนั้น ความนิยมในสถาบันทหารก็ได้ลดต่ำลงเป็นอย่างมาก กองทัพถอยออกไปจากการเมืองไทยเป็นระยะเวลายาวนานเกินทศวรรษ และไม่มีใครเลยจะทันคิดว่าวงจรเดิมๆ ของการรัฐประหารจะหวนกลับมาได้อีก

 

แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดนั้นก็กลับมาสู่สังคมไทยอีกจนได้ วิกฤติทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา นำพาประเทศกลับคืนสู่วังวนเดิมๆ ของรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นแล้วถึง 2 ครั้งในรอบระยะเวลาไม่ถึงสิบปี นั่นคือในเดือนกันยายน ปี 2549 และพฤษภาคม 2557 มีการฉีกรัฐธรรมนูญเก่าและร่างใหม่ทั้ง 2 ครั้ง คือรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 

สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้ความรู้สึกของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง  คือการกลับมาเปิดช่องให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งหนึ่ง ย้อนรอยรัฐธรรมนูญปี 2534 แต่ที่ซ้ำร้ายไปกว่าเดิมก็คือการให้อำนาจ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีสิทธิ์ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย รวมทั้งให้วาระ ส.ว. ถึง 5 ปี ซึ่งหมายถึง ส.ว. ชุดเดียวกันนี้จะได้เลือกตัวนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในสมัยเลือกตั้งหน้า   นอกจากนี้ก็ยังมีกลไกเครื่องมืออีกมากมายในการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร ให้อำนาจมากมายแก่องค์กรสถาบันที่ไม่ได้มาจากประชาชน และไม่เป็นประชาธิปไตย

 

ภารกิจของพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงพรรคการเมืองที่รักและหวงแหนประชาธิปไตยทุกพรรค คือการทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่หลักการที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น  นำทหารออกจากการเมือง และร่วมนำตัวคนกระทำผิด คนที่สั่งฆ่าประชาชนไม่ว่าในเหตุการณ์ครั้งไหนมารับผิดชอบให้ได้ จะต้องไม่มีใครลอยนวลพ้นผิดอีกต่อไป และจะต้องไม่มีใครกล้าล่วงละเมิดประชาชนอีก 

 

ทำให้รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ชาติไทย

 

ร่วมกันทำภารกิจนี้ให้สำเร็จในยุคสมัยของพวกเรา

 

ร่วมรำลึกเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ