fbpx

“ธนาธร” ยก 3 เหตุผลหยุดยั้งอำนาจ คสช. เปิดความเสียหายในรอบสามเดือนที่ทำต่อประเทศ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวในประเด็น “3 เหตุผลที่ควรหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช.” พร้อมทวงถามจุดยืนของพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคที่สืบทอดอำนาจ คสช. ทั้งที่มีนโยบายขัดกับที่หาเสียงไว้กับประชาชนหรือไม่

 

ประการแรก

ธนาธรเปิดเผยข้อมูลการใช้ภาษีของประชาชนอย่างมหาศาลเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ใกล้ชิด  คสช. เช่นกรณีของการบินไทย ผลักดันให้การบินไทยมีแผนเช่า / ซื้อเครื่องบิน 38 ลำ มูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท ในสภาวะที่การบินไทยขาดทุนมาอย่างยาวนาน มีหนี้สินสะสมแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท

รวมถึงกรณีการใช้มาตรา 44  ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลสามารถคืนใบอนุญาตประกอบกิจการ  และยืดการชำระหนี้ของกลุ่มทุนโทรคมนาคมรายใหญ่ 3 ราย ทั้งสองกรณี รวมเป็นมูลค่ากว่า 23,664  ล้านบาท ซึ่งเป็นโอกาสที่กลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มในประเทศไทยได้รับ

และยังมีกรณีการทำสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินหรือ Duty Free  ที่ให้สัมปทานเอื้อกลุ่มทุนเดิม คือกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ โดยกลุ่มทุนดังกล่าวมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 1.55  แสนล้านบาทภายในเวลา 12 ปี หลังได้รับสัมปทานครั้งแรก หรือคิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นถึง 32 เท่าภายในเวลาเพียง 12 ปี ซึ่งสัมปทานฉบับเดิมกำลังจะหมดอายุลง และ ทอท.ได้มีการออก TOR เพื่อให้กลุ่มทุนเดิมได้เปรียบ เช่นการให้คะแนนความสามารถด้านเทคนิคมากกว่าผลประโยชน์ที่จะส่งให้รัฐ  การมัดรวมสัญญาสัมปทานสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินภูมิภาคในช่วงแรกของการเปิดประมูล การให้สิทธิ์สัมปทานยาวนานถึง 10 ปี และต่อได้ถึง 14 ปี รวมทั้งการให้ผู้ชนะได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลประโยชน์ที่ประเทศได้จากค่าธรรมเนียมสัมปทานน้อยกว่าสนามบินชั้นนำอื่นๆ ถึงครึ่งต่อครึ่ง 

รวมถึงกรณีสัมปทานรถไฟเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ที่ให้แก่กลุ่ม CP ซึ่งเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่น่าสงสัย  เช่น การประมูลที่รวมการพัฒนาที่ดินรอบสถานี โดยเฉพาะที่ดินผืนใหญ่ผืนสุดท้ายใจกลางกรุงเทพมหานคร คือที่ดินมักกะสัน การให้เอกชนออกเงินลงทุนน้อยกว่ารัฐ  และการที่เงื่อนไขสัญญาและการเจรจาทั้งหมดถูกปิดเป็นความลับ โดยมีข้อมูลหลุดออกมาว่า ข้อเสนอเพิ่มเติมในซองที่ 4 เต็มไปด้วยข้อเสนอหลายประการที่จะทำให้ภาครัฐเสียประโยชน์

 

ประการที่สอง

ธนาธรเปิดเผยว่าหลังประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งไม่นาน  ได้มีการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดตั้งและเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับที่มีผลบั่นทอนการกระจายอำนาจ เช่น  การให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจเรียกชี้แจง แนะนำ ตักเตือน สั่งเพิกถอนการกระทำ หรือให้ผู้บริหารท้องถิ่นหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ได้ การทำลายความเป็นอิสระของท้องถิ่น ด้วยการกำหนดให้การบริการสาธารณะและการเบิกจ่ายงบประมาณต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย และการลดความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น การกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุขั้นต่ำ 35 ปี  ลดสมาชิกสภา อบต. เหลือหมู่บ้านละ 1 คน การยกเลิกตำแหน่ง สข. และผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น

ซึ่งต่อกรณีนี้ ธนาธรระบุว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา  ทุกพรรคการเมืองต่างพูดเรื่องการกระจายอำนาจและการลดอำนาจราชการรวมศูนย์  แต่ที่น่าสังเกตคือทุกวันนี้พรรคการเมืองที่พูดเรื่องเหล่านี้หลายพรรค กลับจะไปร่วมรัฐบาลกับกลุ่มคนที่ออกนโยบายผลักดันการรวมศูนย์อำนาจ  ตนจึงต้องทวงถามไปที่พรรคการเมืองเหล่านี้ว่า ตกลงแล้วพวกคุณสนับสนุนการกระจายอำนาจจริงหรือไม่

ประการที่สาม ธนาธรเปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ได้มีการออกกฎหมายอีก 2 ฉบับ  ที่มีผลลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือ พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ และการแก้ไข  พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ โดยมีเนื้อหาที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถเจาะระบบเข้าดูข้อมูลของประชาชนได้  หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งการตีความคำว่าภัยความมั่นคง เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่สามารถตีความได้อย่างแทบจะอิสระ

ธนาธรยังระบุด้วยว่า การกระทำของรัฐบาล คสช. สามประการที่ตนได้กล่าวถึงนี้  เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงธาตุแท้ของ คสช. เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง  ทั้งการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน การออกกฎหมายท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับ และการออกและแก้ไขกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้ผ่านก่อนการเลือกตั้ง  แต่ผ่านหลังการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งนี้ สิ่งที่ตนอยากฝากให้ทุกคนช่วยจับตามองเป็นพิเศษ ก็คือกรณีของสัญญาสัมปทานที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนหลายตัว อาจจะมีการเซ็นสัญญาก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเร็วๆ นี้  

ตนเห็นว่าจากกรณีที่กล่าวถึงไปทั้งหมด ได้สะท้อนธาตุแท้และตัวตนของ คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งกำลังจะจัดตั้งรัฐบาลกันในนามของพรรคพลังประชารัฐ   กลุ่มคนเหล่านี้ได้ออกนโยบายส่งผลเสียหายต่อชาติบ้านเมือง การนำภาษีของประชาชนไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพวกพ้อง การรวบอำนาจเข้าสู่รัฐราชการรวมศูนย์ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งตนขอทวงถามไปถึงพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐและผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ว่านี่คืออนาคตของประเทศที่พวกคุณต้องการใช่หรือไม่

“ผมอยากสื่อสารไปถึงพรรคการเมืองอื่นๆ นี่คือสังคมที่คุณอยากเห็นหรือ? ตอบกับพี่น้องประชาชนหน่อย  ว่าคุณร่วมกับเขาทำไม? นี่คือรัฐบาลในรอบสามเดือนที่ผ่านมา ที่ทำเรื่องพวกนี้ คุณจะร่วมกับรัฐบาลที่ทำเรื่องพวกนี้ใช่ไหม? ที่เอาภาษีของพี่น้องประชาชนไปเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุน  คุณอยากร่วมกับรัฐบาลที่ลดการกระจายอำนาจใช่ไหม คุณอยากร่วมกับรัฐบาลที่ปิดปากประชาชนใช่ไหม? พรรคการเมืองที่คุณตัดสินใจไปแล้ว บอกประชาชนหน่อยได้ไหม คุณตัดสินใจแบบนั้นด้วยเหตุผลอะไร  และพรรคที่ยังไม่ตัดสินใจช่วยบอกประชาชนหน่อย ว่าความฝันของคุณคืออะไร คุณอยากได้สังคมแบบไหน?”

ธนาธรกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคอนาคตใหม่หากไม่มีอำนาจในฐานะรัฐบาล   จะผลักดันแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ ธนาธรตอบว่าในฐานะผู้แทนราษฎร ก็สามารถผลักดันวาระต่างๆ ด้วยกลไกช่องทางต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การใช้ช่องทางของกรรมาธิการต่างๆ   ซึ่งนี่คือสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่จะทำต่อไปในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งนี้ สิ่งที่ตนต้องการเน้นย้ำเป็นพิเศษ ไม่ใช่การทวงถามไปถึงพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นตัวผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ว่าด้วยเหตุผลเหล่านี้ พวกคุณจะยืนยันปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ และพวกคุณจะสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. ที่ทำเรื่องเหล่านี้จริงๆ หรือไม่ ให้ช่วยตอบพี่น้องประชาชนด้วย